Oracle ออกเเพตซ์ฉุกเฉินเเก้ไขช่องโหว่ RCE ใน WebLogic Server

Oracle ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยฉุกเฉินเพื่อแก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล (Remote Code Execution - RCE) ใน Oracle WebLogic Server ที่ส่งผลกระทบต่อ Oracle WebLogic Server หลายเวอร์ชัน

ช่องโหว่ CVE-2020-14750 และ CVE-2020-14882 (CVSSv3: 9.8/10) เป็นช่องโหว่การโจมตีจากระยะไกลที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมระบบได้โดยการส่ง Http request ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษและไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์ไปยัง Oracle WebLogic Server เวอร์ชัน 10.3.6.0.0, 12.1.3.0.0, 12.2.1.3.0, 12.2.1.4.0 และ 14.1.1.0

เนื่องจาก Proof-of-Concept (PoC) ของช่องโหว่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะและมีผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบตามรายงานของ SANS Technology Institute จึงทำให้ Oracle ตัดสินใจออกเเพตซ์เป็นการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขช่องโหว่และเพื่อเป็นการป้องกันระบบ

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบ Oracle WebLogic Server ควรทำการอัปเดตเเพตซ์ความปลอดภัยเป็นการเร่งด่วนและควรทำการปิดการเข้าถึงเซิฟเวอร์จากอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นการป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: zdnet

 

CVE-2020-14882: Oracle WebLogic Remote Code Execution Vulnerability Exploited in the Wild

พบผู้ประสงค์ร้ายพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระดับ “Critical” ใน Oracle WebLogic Server

Johannes Ullrich หัาหน้าฝ่ายวิจัยจาก SANS Technology Institute ได้เเจ้งเตือนถึงการตรวจพบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2020-14882 (CVSSv3: 9.8/10) ซึ่งเป็นช่องโหว่การโจมตีจะระยะไกลที่ช่วยให้สามารถควบคุมระบบได้โดยการส่ง Http request ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษและไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์ไปยัง Oracle WebLogic Server เวอร์ชัน 10.3.6.0.0, 12.1.3.0.0, 12.2.1.3.0, 12.2.1.4.0 และ 14.1.1.0

การตรวจพบเกิดจากผู้ประสงค์ร้ายได้ทำการเข้าถึง Honeypot Server ที่ใช้อินสแตนซ์ Oracle WebLogic Server ที่ยังไม่ได้รับการเเพตซ์ความปลอดภัยหลัง Oracle ได้เปิดตัวเเพตซ์การอัปเดตครั้งใหญ่จำนวน 402 ช่องโหว่เมื่อสัปดาห์ก่อน

Ullrich กล่าวว่าการพยายามหาประโยชน์จากช่องโหว่ที่ถูกบันทึกโดย Honeypot Server นั้นถูกระบุว่าเป็นเพียงแค่ตรวจสอบว่าระบบมีช่องโหว่หรือไม่และจากเทคนิคการพยายามหาประโยชน์จากช่องโหว่นั้นมาจากรายละเอียดทางเทคนิคในบล็อกโพสต์ที่เผยแพร่โดย Nguyen Jang นักวิจัยชาวเวียดนาม

จากการตรวจสอบและทำการสแกนการค้นหาด้วย Spyse engine พบว่ามี Oracle WebLogic Server จำนวนมากกว่า 3,000 เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตและอาจเสี่ยงต่อการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2020-14882

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบ Oracle WebLogic Server ควรทำการอัปเดตเเพตซ์ความปลอดภัยโดยด่วนและควรทำการปิดการเข้าถึงเซิฟเวอร์จากอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นการป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: bleepingcomputer

Cisco ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Webex, IP Camera และ ISE

Cisco ได้ออกเเพตซ์อัปเดตความปลอดภัยเพื่อเเก้ไขช่องโหว่ระดับ high-severity จำนวน 3 รายการที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ Webex video conferencing system, Video Surveillance 8000 Series IP Camera และ Identity Services Engine (ISE) ของ Cisco โดยช่องโหว่ที่สำคัญมีรายละเอียดดังนี้

ช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Video Surveillance 8000 Series IP Cameras ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3544 (CVSSv3: 8.8/10) ช่องโหว่นี้เกิดจากการตรวจสอบที่ขาดหายไปเมื่อ IP camera ประมวลผลแพ็กเก็ต Cisco Discovery Protocol ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยส่งแพ็กเก็ต Cisco Discovery Protocol ที่เป็นอันตรายไปยังอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ ซึ่งช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบน IP camera หรือทำให้เกิดเงื่อนไขการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) บน IP camera โดยช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบต่อ IP camera ที่ใช้เฟิร์มแวร์รุ่นก่อนหน้ารุ่น 1.0.9-5
ช่องโหว่ผลิตภัณฑ์ Cisco Webex Teams ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3535 (CVSSv3: 7.8/10) ช่องโหว่เกิดจากการจัดการพาธไดเร็กทอรีที่ไม่ถูกต้องในขณะทำงาน ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยการวางไฟล์ DLL ที่เป็นอันตรายในตำแหน่งเฉพาะบนระบบของเป้าหมาย โดยไฟล์นี้จะทำงานเมื่อแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่เปิดตัว เมื่อผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ของบัญชีผู้ใช้รายอื่น ซึ่งช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบต่อ Cisco Webex Teams สำหรับ Windows รุ่น 3.0.13464.0 ถึง 3.0.16040.0 และช่องโหว่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Webex Teams สำหรับ Android, Mac หรือ iPhone และ iPad
ช่องโหว่ผลิตภัณฑ์ Cisco Identity Services Engine (ISE) ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3467 (CVSSv3: 7.7/10) ช่องโหว่นี้เกิดจากการบังคับใช้ Role-Based Access Control (RBAC) อย่างไม่เหมาะสมภายในเว็บอินเทอร์เฟซการจัดการระบบ ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้โดยส่ง HTTP request ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ เมื่อผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการใช้ช่องโหว่ ผู้โจมตีสามารถปรับเปลี่ยนบางส่วนของค่าคอนฟิกได้ เช่นทำการปรับเปลี่ยนการอนุญาตให้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าสู่เครือข่ายหรือทำการบล็อกไม่ให้อุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตเข้าถึงเครือข่าย
ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบแพตซ์และทำการอัปเดตแพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา : threatpost

Cloudflare เปิดตัว Web Analytics เก็บสถิติการเข้าชมเว็บโดยไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล

Cloudflare ออกผลิตภัณฑ์ฟรีใหม่ภายใต้ชื่อ Web Analytics โดยเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเก็บสถิติการเข้าถึงเว็บไซต์โดยมีจุดเด่นหลักอยู่ความเป็นส่วน โดย Cloudflare Web Analytics สามารถทำงานโดยไม่มีการใช้วิธีการ tracking แบบ client-side เช่น การใช้ cookie หรือการเก็บข้อมูลใน local storage รวมไปถึงการเก็บข้อมูลหมายเลขไอพีแอดเดรสและ User-Agent

เทคโนโลยีเบื้่องหลังของ Cloudflare Web Analytics อยู่บนคอนเซ็ปต์ของคำว่า "visit" หรือการที่ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ Cloudflare ตรวจสอบการเข้าถึงของเว็บไซต์จาก HTTP Referer โดยตรวจสอบว่าค่าดังกล่าวจะต้องไม่เหมือนกับค่า Hostname ใน HTTP request เพื่อให้เห็นว่ามีการเข้าชมหน้าเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด

เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ได้มีการเปิดให้ทดลองใช้ การตรวจสอบ Cloudflare Web Analytics สามารถเก็บข้อมูลให้สอดคล้องตาม GDPR และ/หรือ PDPA นั้นเป็นไปได้หรือไม่ แต่สำหรับผู้ที่อยากลองใช้งานเป็นคนแรก Cloudflare แนะนำให้เข้าไปที่ลงทะเบียนรอไว้ก่อนได้ที่ Cloudflare

ที่มา : Cloudflare

Cisco Firepower Management Center Lightweight Directory Access Protocol Authentication Bypass Vulnerability

Cisco ออกแพตช์ให้ช่องโหว่ร้ายแรงใน Firepower Management Center
มีช่องโหว่ร้ายแรงในหน้า web interface ของ Firepower Management Center (CVE-2019-16028) ถ้าเปิดให้ authentication ผ่าน external LDAP server ผู้โจมตีจะสามารถสร้าง HTTP request อันตรายเพื่อเข้าถึงหน้า web interface ด้วยสิทธิ์ผู้ดูแลระบบได้
สามารถตรวจสอบได้ว่ามีความเสี่ยงต่อช่องโหว่นี้หรือไม่ได้จากเมนู System > Users > External Authentication แล้วตรวจสอบว่ามีการเปิดใช้ LDAP หรือไม่
Cisco แนะนำว่าควรปิดการใช้งานการ authentication ด้วย LDAP จนกว่าจะทำการอัปเดตแพตช์

ที่มา : Cisco