ช่องโหว่การตรวจสอบ Certificate ระดับ Critical ใน LXD และ Incus อาจเปิดทางให้แฮ็กเกอร์เข้าควบคุมโฮสต์ Linux

ช่องโหว่การตรวจสอบ Certificate ระดับ Critical ใน LXD และ Incus อาจทำให้ผู้โจมตีจากภายนอกสามารถ Bypass การตรวจสอบการเข้าสู่ระบบ และเข้าควบคุม Cluster รวมถึง Virtual Machine ที่อยู่ภายใต้การจัดการได้

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ HTTPS Management Listener ทำให้ระบบ Linux ที่เปิดให้เข้าถึงจากภายนอกมีความเสี่ยง โดยผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน Private Key ที่ขโมยมา หรืออาศัยการดำเนินการใด ๆ จากผู้ใช้ โดย Incus จัดระดับความรุนแรงของช่องโหว่นี้เป็น Critical โดยมีคะแนน CVSS 10.0

ประกาศด้านความปลอดภัยของ Incus ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ระบุว่า ช่องโหว่นี้มีอยู่ตั้งแต่โครงการเปิดตัวครั้งแรก ขณะที่ Canonical เผยแพร่ข้อมูลช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องใน LXD ภายใต้หมายเลข CVE-2026-112816 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม แม้ Ubuntu จะจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่นี้ไว้ที่ระดับ Medium แต่รายละเอียดระบุว่า ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง Cluster และ Virtual Machine ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องผ่าน Authentication

ช่องโหว่การตรวจสอบ Certificate ใน LXD และ Incus

ช่องโหว่นี้เกิดจากวิธีที่ Service ตรวจสอบ Certificate ที่ Client ส่งมาระหว่างการเชื่อมต่อ HTTPS โดยกระบวนการ TLS Handshake จะพิสูจน์ว่า Client ครอบครอง Private Key ของ Certificate แรกที่ส่งมา แต่ Certificate อื่น ๆ ที่อยู่ใน Chain เดียวกันสามารถถูกควบคุมโดย Client และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ

จากนั้นกระบวนการ Authentication จะนำ Certificate ทุกใบใน Chain ที่ส่งมาไปเปรียบเทียบกับ Trust Store ของเซิร์ฟเวอร์ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ Certificate กับการยอมรับตัวตนที่ Certificate นั้นอ้างถึง ผู้โจมตีจึงสามารถนำส่วน Public ของ Certificate ที่ได้รับความเชื่อถือมาต่อท้าย Certificate Chain ของตนเอง และทำให้ระบบยอมรับว่าผู้โจมตีเป็นเจ้าของ Certificate ดังกล่าวได้ แม้จะไม่มี Private Key ที่ตรงกันก็ตาม

Public Certificate ไม่ใช่ข้อมูลลับ เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์จะส่ง Certificate ของตนกลับมาในระหว่างกระบวนการ TLS Handshake ทำให้ผู้โจมตีสามารถรับ Certificate ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีผู้ใช้อยู่ก่อน ตามประกาศด้านความปลอดภัย การส่ง Certificate ของเซิร์ฟเวอร์เองจะทำให้เข้าถึง Database Gateway ได้ ส่วนการนำเสนอ Certificate ของสมาชิก Cluster รายอื่นจะทำให้เข้าถึงระบบภายใน Cluster และ Bypass การ Authentication ได้ทั้งหมด

ช่องโหว่นี้แตกต่างจากช่องโหว่ Container Escape ที่ Cyber Security News เคยรายงานไว้ในข่าวช่องโหว่ของ runc เนื่องจากไม่ได้อาศัยการ escape ออกจาก Workload ที่ถูกแยกสภาพแวดล้อม แต่เป็นการโจมตี Management Layer ที่ได้รับความเชื่อถือ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเข้าถึงสภาพแวดล้อมดังกล่าว

ประกาศของ Incus ระบุว่า ผู้โจมตีสามารถปลอมตัวโดยใช้ Certificate ของ Client, Metrics หรือ Server ที่ได้รับความเชื่อถือได้ หากมี Public Certificate ที่เกี่ยวข้อง ช่องโหว่เดียวกันนี้ยังเปิดทางให้ต่ออายุ หรือลบรายการใน Trust Store ผ่านช่องทาง Self-service ได้ รวมถึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการ Authentication สำหรับการเชื่อมต่อ Agent ระหว่างโฮสต์กับ Virtual Machine

อีกส่วนที่ได้รับผลกระทบคือ Authorization Scriptlet ซึ่งเป็น Script ที่ใช้ตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิ์การเข้าถึง โดย Incus ส่ง Certificate Chain ที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบไปยัง Script นี้ ทำให้ Certificate ที่ผู้โจมตีเลือกสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านสิทธิ์การเข้าถึงได้ ปัญหานี้ยังส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่อที่ใช้ Token หรือ OpenID Connect เนื่องจาก Client เหล่านี้ยังสามารถส่ง Certificate ระหว่างกระบวนการ Handshake ได้เช่นกัน

เวอร์ชันที่แก้ไขช่องโหว่แล้ว และแนวทางป้องกันเร่งด่วน

Incus ระบุว่าเวอร์ชันก่อน 7.6.0 ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ ขณะที่เวอร์ชัน 7.6.0 เป็นต้นไปได้รับการแก้ไขแล้ว ส่วนประกาศของ Canonical สำหรับ LXD ระบุว่า มีการแก้ไขช่องโหว่ในเวอร์ชัน 4.0.15, 5.0.11, 5.21.9 และ 6.10.1 สำหรับสายเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ ผู้ดูแลระบบควรตรวจสอบเวอร์ชันที่ติดตั้งอยู่ และเปรียบเทียบกับประกาศด้านความปลอดภัยจากผู้พัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ระหว่างที่ยังไม่ได้ติดตั้งอัปเดต Incus แนะนำให้จำกัดการเข้าถึง HTTPS Listener เฉพาะโฮสต์ที่เชื่อถือได้ เนื่องจากไม่มีวิธีแก้ไขชั่วคราวด้วยการปรับ Configuration ที่สามารถแก้ปัญหาการตรวจสอบ Certificate ซึ่งเป็นต้นเหตุของช่องโหว่ได้ การจำกัดการเข้าถึงผ่านเครือข่ายช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการติดตั้ง Patch ได้

คู่มือความปลอดภัยของ Linux Container จาก Cyber Security News ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้อง Container โดยทั่วไป แต่สำหรับช่องโหว่นี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญโดยตรงคือการอัปเดต Service ที่ได้รับผลกระทบ และจำกัดผู้ที่สามารถเข้าถึง Management Interface ได้ ทั้งนี้ ประกาศด้านความปลอดภัยทั้งสองฉบับที่อ้างถึงยังไม่มีรายงานว่าพบการ Exploit ช่องโหว่นี้ในการโจมตีจริง จึงไม่ควรตีความว่าระบบที่มีความเสี่ยงเป็นระบบที่ได้รับการยืนยันว่าถูกเจาะระบบแล้ว

ที่มา : cybersecuritynews.

F5 ออกแพตช์ฉุกเฉินนอกรอบเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical บน NGINX

F5 บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ออกแพตช์อัปเดตความปลอดภัยแบบเร่งด่วนนอกรอบ เพื่อแก้ไขช่องโหว่หลายรายการบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ NGINX ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ระดับ Critical 2 รายการ ที่อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้ามาสั่งรันโค้ดอันตรายบนระบบที่มีช่องโหว่ได้ (more…)

ช่องโหว่ใน WP Maps Pro ถูกใช้เป็นช่องทางเพื่อสร้างบัญชี admin บนเว็บไซต์ WordPress

แฮ็กเกอร์กำลังมุ่งเป้าโจมตีเว็บไซต์ WordPress ที่รันปลั๊กอิน WP Maps Pro เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างบัญชี administrator ปลอมได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตน (Authentication) (more…)

พบช่องโหว่ระดับ Critical ใน FortiSandbox ของ Fortinet ทำให้ผู้ไม่หวังดีสั่งรันโค้ดแปลกปลอมเพื่อควบคุมระบบ

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical บนแพลตฟอร์ม FortiSandbox ของ Fortinet กำลังทำให้เครือข่ายองค์กรตกอยู่ในความเสี่ยง โดยอาจทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถเรียกใช้โค้ด หรือคำสั่งใด ๆ จากระยะไกลได้ (more…)

ช่องโหว่ระดับ Critical บน vm2 sandbox อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนเครื่อง Host ได้

ช่องโหว่ระดับ Critical ในไลบรารี Sandboxing ยอดนิยมของ Node.js อย่าง vm2 อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถ escape ออกจาก Sandbox และรันโค้ดใด ๆ ก็ได้บนระบบของเครื่อง Host

(more…)

พบช่องโหว่ระดับ Critical ใน Protobuf Library ที่อาจทำให้สามารถเรียกใช้โค้ด JavaScript ได้

มีการเผยแพร่ Proof-of-Concept (PoC) สำหรับใช้ในการโจมตีช่องโหว่ประเภท Remote Code Execution (RCE) ซึ่งมีความรุนแรงระดับ Critical ใน protobuf.

Zyxel แจ้งเตือนพบช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Router มากกว่า 12 รุ่น

Zyxel ผู้ให้บริการอุปกรณ์เครือข่ายจากไต้หวัน ออกอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Router มากกว่า 12 รุ่น ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวอาจทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถ Remote Command Execution บนอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ได้

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยประเภท Command Injection นี้มีหมายเลข CVE-2025-13942 โดยพบในฟังก์ชัน UPnP ของอุปกรณ์ Zyxel 4G LTE/5G NR CPE, DSL/Ethernet CPE, Fiber ONTs และอุปกรณ์ Wireless extenders

Zyxel ระบุว่า ผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อเรียกใช้ OS command ของอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้ UPnP SOAP requests ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2025-13942 น่าจะอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ระดับความรุนแรงได้ระบุไว้ เนื่องจากการจะโจมตีระบบให้สำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีการเปิดใช้งาน UPnP และการเข้าถึงผ่าน WAN ซึ่งการเข้าถึงผ่าน WAN นั้นถูก Disable ไว้เป็นค่า Default อยู่แล้ว

Zyxel ระบุว่า "การเข้าถึงผ่าน WAN บนอุปกรณ์เหล่านี้จะถูก Disable ไว้เป็นค่า Default และการโจมตีจากระยะไกลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดใช้งานทั้งการเข้าถึงผ่าน WAN และฟังก์ชัน UPnP ที่มีช่องโหว่เท่านั้น แต่บริษัทขอแนะนำให้ผู้ใช้ทำการติดตั้งแพตช์เพื่อรักษาระดับการป้องกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด"

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Zyxel ยังได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ประเภท Command Injection ระดับความรุนแรงสูงอีก 2 รายการ (CVE-2025-13943 และ CVE-2026-1459) ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นหลังจากการยืนยันตัวตน โดยอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเรียกใช้ OS command ได้ หากได้ข้อมูล Credential ที่ถูกขโมยมา

Shadowserver ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันกำลังติดตามอุปกรณ์ Zyxel ที่เชื่อมต่ออยู่บนอินเทอร์เน็ตเกือบ 120,000 เครื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Router มากกว่า 76,000 เครื่อง

อุปกรณ์ของ Zyxel มักตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หลายแห่งทั่วโลกมักนำไปใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานแก่ลูกค้า เมื่อมีการเปิดใช้งานสัญญาบริการอินเทอร์เน็ตใหม่

CISA กำลังติดตามช่องโหว่ของ Zyxel จำนวน 12 รายการ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Router, Firewall และ NAS ของบริษัท ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เคยถูกนำไปใช้ หรือกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริงในปัจจุบัน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Zyxel ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบ Zero-day จำนวน 2 รายการ (CVE-2024-40891 และ CVE-2024-40891) ที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง และส่งผลกระทบต่อ Router รุ่นที่หมดระยะเวลาการ Support (EOL) ไปแล้ว แต่ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ในช่องทางออนไลน์ โดยบริษัทแนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ Router รุ่นใหม่ที่ Firmware ได้รับการอัปเดตแก้ไขช่องโหว่แล้วแทน

Zyxel ระบุว่า "อุปกรณ์รุ่น VMG1312-B10A, VMG1312-B10B, VMG1312-B10E, VMG3312-B10A, VMG3313-B10A, VMG3926-B10B, VMG4325-B10A, VMG4380-B10A, VMG8324-B10A, VMG8924-B10A, SBG3300 และ SBG3500 ถือเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าที่หมดระยะเวลาการ Support (EOL) ไปแล้วมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่กว่า เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด"

Zyxel อ้างว่าปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจมากกว่า 1 ล้านแห่งใน 150 ตลาดทั่วโลก ที่กำลังใช้งานผลิตภัณฑ์เครือข่ายของบริษัท

 

ที่มา : bleepingcomputer.

พบช่องโหว่ระดับ Critical ใน React และ Next.js อัปเดตแพตซ์ด่วน!

สรุปโดยย่อ

CVE-2025-55182 (React) และ CVE-2025-66478 (Next.js) เป็นช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ซึ่งผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตนในโปรโตคอล "Flight" ของ React Server Components (RSC)
ช่องโหว่อยู่ใน Default configurations – Next.

พบช่องโหว่ระดับ Critical บน Cisco UCCX ที่ทำให้สามารถเรียกใช้คำสั่งด้วยสิทธิ์ root ได้

Cisco ได้เผยแพร่การอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ใน Unified Contact Center Express (UCCX) software ซึ่งอาจทำให้ Hacker สามารถเรียกใช้คำสั่งด้วยสิทธิ์ root ได้

(more…)

Samsung แก้ไขช่องโหว่ Zero-Day CVE-2025-21043 ระดับ Critical ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีบน Android

Samsung ได้เผยแพร่การอัปเดตความปลอดภัยสำหรับ Android ซึ่งรวมถึงการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ถูกระบุว่ามีการนำไปใช้ในการโจมตีแบบ Zero-Day แล้ว

ช่องโหว่ CVE-2025-21043 (CVSS Score : 8.8) เป็นช่องโหว่ out-of-bounds write ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดตามต้องการได้

Samsung ระบุใน advisory ว่า “Out-of-bounds Write ใน libimagecodec.