“wp2shell” ภัยคุกคามใหม่บน WordPress รู้ทันวิธีการโจมตี และวิธีป้องกันก่อนถูกยึดเว็บไซต์

 

Summary

wp2shell เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ที่ส่งผลกระทบกับ WordPress version 6.9.0 - 6.9.4, 7.0.0 - 7.0.1
ช่องโหว่ดังกล่าวถูกโจมตีได้ผ่าน API /batch/v1 เพื่อทำการยกระดับสิทธิ์เป็น Admin ทำให้สามารถ Upload Backdoor Plugin เพื่อ Execute Code ได้
พบว่ามี Hacker หลายกลุ่มเริ่มโจมตีด้วยช่องโหว่นี้แล้ว

(more…)

แจ้งเตือนการพบการโจมตีช่องโหว่บน Joomla CMS เพื่อ Upload Web Shell จำนวนมาก

 

ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม Security Operations Center (SOC) ของ I-SECURE ตรวจพบการโจมตี Software Content Management System (CMS) ยอดนิยมอย่าง Joomla เป็นจำนวนมาก

โดย Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) และ mysites.

“Browser Sync” ความสะดวกสบายที่กลายเป็นช่องทางลับสำหรับแฮ็กเกอร์

Key Message

ฟีเจอร์ Browser Sync อาจเป็นช่องโหว่ที่สร้างช่องทางลับให้แฮ็กเกอร์สามารถ Bypass ระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร (เช่น Firewall และ VPN) ได้ เมื่อพนักงานใช้บัญชีงาน และบัญชีส่วนตัวบน Browser เดียวกัน
หากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้านติดมัลแวร์ หรือมีการติดตั้ง Extension อันตราย สิ่งเหล่านั้นจะถูก Sync เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลสำคัญ และระบบภายในขององค์กร
ช่องโหว่นี้อาจนำไปสู่การขโมยข้อมูล (Data Exfiltration), การขโมยรหัสผ่าน และ Session Cookies (ซึ่งอาจใช้ Bypass MFA ได้) รวมถึงการเจาะเข้าสู่ระบบภายในขององค์กร
องค์กรควรปิดการใช้งาน Browser Sync ในระดับนโยบาย (ใช้ GPO/MDM) และจำกัดการติดตั้ง Extension ให้เหลือเฉพาะที่ได้รับอนุมัติจากฝ่าย IT เท่านั้น

       ในยุคที่การทำงานแบบ Hybrid Work กลายเป็นเรื่องปกติ ฟีเจอร์ "Browser Sync" ทำให้พนักงานสามารถล็อกอิน Google Chrome ที่บ้าน และเข้าถึงข้อมูล Bookmark, รหัสผ่าน และประวัติการท่องเว็บทั้งหมดจากที่ทำงานได้ทันที ซึ่งเป็นความสะดวกสบายที่ทุกคนต้องการ

       แต่ในมุมมองด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ความสะดวกสบายนี้อาจกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์เข้าสู่ระบบขององค์กรได้โดยง่าย
Browser Sync : ดาบสองคมที่เชื่อม "เรื่องส่วนตัว" เข้ากับ "เรื่องงาน"
       โดยปกติแล้ว องค์กรส่วนใหญ่มักลงทุนอย่างมหาศาลไปกับ Firewall, VPN, และ Antivirus เพื่อป้องกันเครือข่ายภายในให้ปลอดภัยที่สุด

       แต่ฟีเจอร์ Browser Sync กลับเปรียบเสมือนช่องทางลับที่แฮ็กเกอร์สามารถใช้เพื่อ Bypass การป้องกันเหล่านั้นไปได้ทั้งหมด
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
       เราลองมาดูความเป็นไปได้ที่ฟีเจอร์ Browser Sync จะถูกใช้เพื่อโจมตีองค์กรได้อย่างไร

1. การใช้งานหลายบัญชีพร้อมกัน: พนักงานล็อกอินบัญชี Gmail ทั้งขององค์กร และส่วนตัวบนเว็บ Browser เดียวกัน และสร้าง Profile สำหรับบัญชีเหล่านั้นไว้บนเว็บ Browser

2. การเปิดใช้งานฟีเจอร์ Browser Sync: พนักงานเปิดฟีเจอร์ "Turn on sync" บนเว็บ Browser ที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน (ซึ่งมี Profile ทั้งบัญชีขององค์กร และบัญชีส่วนตัวอยู่)

3. การเชื่อมต่อจากที่บ้าน: เมื่อกลับถึงบ้าน คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของพนักงานมีการล็อกอินบัญชีส่วนตัวอยู่แล้ว และมีการสร้าง Profile ของบัญชีส่วนตัวบน Browser ด้วยเช่นเดียวกัน (บางคนอาจมีการล็อกอินบัญชีองค์กรที่บ้านด้วย)

ภัยคุกคามจากมัลแวร์: หากคอมพิวเตอร์ที่บ้านติดมัลแวร์ หรือแฮ็กเกอร์ขโมย Session Token ของบัญชี Google ไปได้ แฮ็กเกอร์จะสามารถเข้าถึง Browser Profile ของพนักงานคนนั้นได้ทันที
ข้อมูลถูกเข้าถึง: ข้อมูลสำคัญทั้งหมด เช่น Bookmark, รหัสผ่าน และประวัติการท่องเว็บ ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน จะถูกเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์ที่บ้านโดยอัตโนมัติผ่านฟีเจอร์ Browser Sync

4. ภัยคุกคามจาก Extension อันตราย: คอมพิวเตอร์ที่บ้านมักมีความปลอดภัยน้อยกว่า (ทั้งในด้าน Endpoint Protection และระบบ Network) พนักงานอาจถูกหลอกให้ติดตั้ง Extension ที่เป็นอันตรายบน Browser โดยไม่รู้ตัว

Extension ถูก Sync อัตโนมัติ: เมื่อเปิดฟีเจอร์ Browser Sync อยู่ Extension อันตรายที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็จะถูก Sync มาอยู่บนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบของอุปกรณ์ความปลอดภัยขององค์กรเลย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การขโมยข้อมูล (Data Exfiltration): Extension อันตรายอาจสามารถอ่านข้อมูลทุกอย่างบนหน้าเว็บที่พนักงานเปิด รวมถึงข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัท, อีเมลภายใน หรือระบบภายในต่าง ๆ เช่น CRM/ERP
การขโมยรหัสผ่าน และ Session: หากพนักงาน Save Password ไว้ใน Browser แฮ็กเกอร์ที่เข้าถึงบัญชีหลักได้ ก็สามารถดึงรหัสผ่านเหล่านั้นไปใช้ได้ทันที รวมถึงอาจสามารถขโมย Session Cookies เพื่อใช้ในการ Bypass การป้องกันจาก MFA (Multi Factor Authentication) ได้ในบางกรณี
การเจาะเข้าสู่ระบบภายใน (Internal Access): Browser บนเครื่องบริษัทมักจะมีสิทธิ์เข้าถึง Intranet หรือ Server ภายใน ทำให้ Extension ที่เป็นอันตรายสามารถทำหน้าที่เป็น Proxy ให้แฮ็กเกอร์อาจสามารถส่งคำสั่งเข้ามาโจมตีระบบภายในองค์กรได้โดยตรง

แนวทางการป้องกัน

ปิดการใช้งาน Browser Sync ในระดับนโยบาย: ผู้ดูแลระบบสามารถใช้ Group Policy (GPO) หรือ MDM เพื่อบังคับปิดฟีเจอร์ Sync ใน Browser ระดับองค์กร ไม่ให้พนักงานใช้บัญชีส่วนตัวมาล็อกอิน หรือแยก Profile งานกับส่วนตัวให้ชัดเจน
จำกัดการติดตั้ง Extension: อนุญาตให้ติดตั้งเฉพาะ Browser Extensions ที่ผ่านการตรวจสอบ และอนุมัติโดยฝ่าย IT เท่านั้น ห้ามไม่ให้พนักงานติดตั้ง Extension เองโดยอิสระ
สร้างความตระหนักรู้ (User Awareness Training): สร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานเข้าใจว่าเครื่องส่วนตัวห้ามนำมาใช้ทำงาน และการล็อกอินบัญชีองค์กรในเครื่องที่บ้านที่ใช้ร่วมกับคนอื่น มีความเสี่ยงสูงมาก

บทสรุป
       โดยสรุปแล้ว ช่องโหว่นี้ไม่ได้เกิดจาก Bug ของซอฟต์แวร์ แต่เกิดจาก Logic ของความเชื่อใจ เมื่อองค์กรให้ความเชื่อใจกับพนักงานมากเกินไปว่ามีความความตระหนักรู้ หรือมีความปลอดภัยแล้ว รวมถึงอาจวางใจจากการที่มีการป้องกันด้วย MFA หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอื่น ๆ จนลืมตรวจสอบบริบทของการใช้งานอุปกรณ์ของพนักงาน 

       ฟีเจอร์ Browser Sync ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวก โดยอนุมานว่า "ถ้าผู้ใช้ล็อกอินได้ ก็แสดงว่าเชื่อถือได้" แต่ในความเป็นจริง ผู้ใช้อาจล็อกอินจากอุปกรณ์ที่ถูก Compromised ไปแล้ว การอนุญาตให้ Sync ข้ามอุปกรณ์ (จากบ้านที่ไม่มี Security ไปยังออฟฟิศที่มี High Security) จึงเป็นการ Bypass ระบบความปลอดภัยขององค์กรได้อย่างสิ้นเชิง

       Browser Sync อาจช่วยให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น แต่สำหรับองค์กร มันคือจุดอ่อนร้ายแรงที่อาจส่งมัลแวร์จากคอมพิวเตอร์ที่บ้านตรงเข้าสู่ระบบสำคัญขององค์กร

       ในฐานะผู้ดูแลระบบ ควรต้องเร่งตรวจสอบ Policy ของ Browser ของพนักงาน ว่าองค์กรกำลังเปิดช่องทางลับนี้ทิ้งไว้หรือไม่ ก่อนที่แฮ็กเกอร์จะใช้ช่องทางนี้นำมาใช้ในการโจมตีองค์กร

Defense in Depth: ยกระดับการป้องกันด้วย WAF และ EDR สู่มาตรฐานใหม่ในการป้องกันระบบ

Key Message

แฮ็กเกอร์มีความสามารถสูงขึ้นมากในปัจจุบัน การป้องกันระบบด้วยอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง อาจไม่เพียงพออีกต่อไป การทำงานร่วมกันด้วย Defense in Depth Concept อาจเป็นมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แฮ็กเกอร์ที่มีความสามารถระดับสูงมีเทคนิคมากมายในการหลบเลี่ยงการตรวจจับจาก WAF ผ่านการปรับเปลี่ยน Payload ซึ่งอาจทำให้ Signature เดิม ๆ ตรวจจับไม่ได้
ในการป้องกัน WAF (รวมถึง IPS/NGFW) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเห็น Payload ของการโจมตีทั้งหมดเพื่อจับ Exploit ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหากไม่ได้มีการกำหนดค่า Decrypt SSL อย่างถูกต้อง ระบบอาจจะไม่สามารถตรวจจับการโจมตีได้

       เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2025 ได้มีการค้นพบช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ระดับ Critical ในโปรโตคอล "Flight" ของ React Server Components (RSC) ซึ่งช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ React 19 Ecosystem และเฟรมเวิร์กที่ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Next.

“Zero-Click” Again!! “CVE-2025-48593” ช่องโหว่ใหม่ที่ (อาจ) เป็นฝันร้ายของผู้ใช้ Android

Key Message

มีรายงานช่องโหว่ RCE ระดับ Critical CVE-2025-48593 ในรูปแบบ Zero-Click บนระบบปฏิบัติการ Android
ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดอันตรายจากระยะไกลบนอุปกรณ์เหยื่อได้ทันที เพียงแค่อุปกรณ์ยังไม่ได้ทำการอัปเดต โดยที่เหยื่อไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องคลิก, ไม่ต้องเปิดไฟล์
ส่งผลกระทบต่อ Android (AOSP) เวอร์ชัน 13, 14, 15, และ 16
วิธีแก้ไขช่องโหว่ที่ดีที่สุดคือการอัปเดตแพตช์ November 2025 Android Security Bulletin ที่ Google ได้ปล่อยออกมาแล้วทันที
สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถอัปเดตได้ ควรพิจารณา ปิด Bluetooth ชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา Google ได้เผยแพร่ Android Security Bulletin ประจำเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีการเปิดเผยช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหลายรายการ และหนึ่งในนั้นที่สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้งาน Android เป็นอย่างมาก คือช่องโหว่ CVE-2025-48593 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นช่องโหว่ระดับ Critical และเป็นช่องโหว่ประเภท Zero-Click Remote Code Execution (RCE)

โดยช่องโหว่แบบ “Zero-Click” เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ของเหยื่อได้โดยที่เหยื่อไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องคลิก, ไม่ต้องเปิดไฟล์ ก็อาจถูกโจมตีได้ทันที ลักษณะการโจมตีที่ง่ายดายเช่นนี้ ทำให้ช่องโหว่ CVE-2025-48593 ถูกคาดหมายว่าอาจเป็น "ฝันร้าย" สำหรับผู้ใช้งาน Android
รายละเอียดทางเทคนิคของ CVE-2025-48593

หมายเลข CVE (CVE ID) : CVE-2025-48593
ระดับความรุนแรง (Severity) : Critical (ตามการประเมินของ Google ใน Android Security Bulletin)
ประเภทของช่องโหว่ (Vulnerability Type) : Remote Code Execution (RCE)
ระบบที่ได้รับผลกระทบ (Affected Component) : System Component ของ Android
การโต้ตอบจากผู้ใช้ (User Interaction) : “Zero-Click” ไม่ต้องอาศัยการโต้ตอบใด ๆ จากผู้ใช้งาน
ผู้รายงานช่องโหว่ (Researcher) : Dikun Zhang จาก Li Auto security team
เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ (Affected Versions) : Android (AOSP) 13, 14, 15, 16
วิธีการลดผลกระทบ (Mitigation) :  อัปเดตแพตซ์ November 2025 Android Security Bulletin

ข้อมูลเพิ่มเติมของช่องโหว่
ช่องโหว่นี้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดย Google ใน Security Bulletin ของ Android ประจำเดือนพฤศจิกายน 2025 โดย Google ให้เครดิตการค้นพบ และรายงานช่องโหว่กับ Dikun Zhang (Stardesty) นักวิจัยจากทีมความปลอดภัยของ Li Auto

โดยการที่นักวิจัยสังกัดบริษัทรถยนต์เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบัน เนื่องจากระบบบันเทิงในรถยนต์สมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นบน Android Open Source Project (AOSP) มากขึ้น การค้นพบช่องโหว่นี้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่พื้นที่การโจมตีของ Android ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นักวิจัยจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบใหม่ ๆ เหล่านี้กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการค้นพบช่องโหว่ในโค้ดหลักของ AOSP

ถึงแม้ยังไม่มีรายละเอียดของช่องโหว่ และวิธีการโจมตีจาก Google ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ปรากฏในรายงานของ Tenable และการอ้างอิงโค้ดจาก AOSP (Android Open Source Project) พบว่าช่องโหว่นี้มีสาเหตุมาจาก Android Component ซึ่งเกี่ยวข้องกับโมดูล Bluetooth โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ Hands-Free Client (HF Client) โดย Tenable ระบุว่า ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่ในลักษณะ Use-After-Free ซึ่งเกิดขึ้นในฟังก์ชัน bta_hf_client_cb_init ภายในไฟล์ bta_hf_client_main.

เราจะเชื่อ AI ได้อย่างไร… เมื่อ ‘คำตอบที่มั่นใจ’ อาจมาจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

Key Message

AI ทำงานบนพื้นฐานของการคาดเดาความน่าจะเป็นของคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจด้วยตรรกะเช่นเดียวกับมนุษย์
AI อาจเกิดอาการ Hallucinate เพราะถูกสอนให้ตอบอย่างมั่นใจ แทนที่จะตอบว่าไม่รู้
ปัจจุบันบริษัทระดับโลกยังต้องใช้งบประมาณในการลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อการพัฒนาความสามารถของ AI อย่างต่อเนื่อง
หากให้ AI ช่วยเขียนโค้ด มันจะสร้างโค้ดจากสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดตามที่ได้รับการฝึกฝนมา แต่ไม่ใช่โค้ดที่ถูกต้อง หรือปลอดภัยที่สุด
คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI ในปัจจุบันยังไม่สูงพอ ยิ่งโดยเฉพาะในมุม Cybersecurity ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภัยคุกคาม และช่องโหว่
เมื่อองค์กรต่าง ๆ เชื่อ AI มากเกินไป เราอาจมี "Lost Generation of Engineers" ซึ่งขาด Engineers ที่รู้วิธีแก้ปัญหาช่องโหว่ หรือเขียนโค้ดที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้นไป
AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน ผู้ใช้งาน และองค์กรต่าง ๆ ควรตระหนักถึงความเสี่ยงจากความถูกต้องของข้อมูล และไม่ควรเชื่อถือ AI มากเกินไปโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลซ้ำอีกครั้ง

 

ในยุคปัจจุบัน AI ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างแพร่หลาย ทั้งจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์, ทาง Social Media หรือแม้แต่จากผู้คนทั่ว ๆ ไป ที่ก็นำ AI มาใช้งานในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่าง ๆ และทำให้กลายเป็นมาตรฐานในวงการ Tech ที่บริษัทระดับโลกต่างก็ต้องมีการนำ AI มาใช้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือบางรายก็เป็นเจ้าของ AI ซะเอง จึงเป็นสาเหตุให้ผลิตภัณฑ์ทางด้าน Technology ในปัจจุบัน ต้องโฆษณาว่ามีการนำ Technology AI มาใช้ใน Product หรือบริการ หรือนำมาใช้ทดแทน ’มนุษย์’ ในการทำงานได้ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น อาจไม่ถูกพิจารณา หรือถูกมองว่าล้าสมัยไปเลยด้วยซ้ำ

แต่เทคโนโลยีนี้ต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น

Meta ยอมลงทุนกว่า $100M เพื่อดึงตัวผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI จากบริษัทอื่น ๆ
OpenAI ที่ก็ลงทุนไปก่อนหน้านี้จำนวนมากกับ ChatGPT
Google ก็ลงทุนไปกับการพัฒนา Gemini ไปอย่างน้อยมากกว่า $192M

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้ยังคงมองว่า Technology AI ในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดคำถามว่า เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า Technology AI อื่น ๆ ที่อ้างว่าสามารถนำมาใช้ทดแทนการทำงานของ ‘มนุษย์’ ได้ แต่อาจพัฒนาด้วยงบประมาณที่จำกัด จะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพจริง

 
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? 
AI ในปัจจุบันส่วนใหญ่ทำงานบนพื้นฐานของการคาดเดาความน่าจะเป็นของคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด โดยเรียนรู้จากข้อมูล และข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบ แต่ AI ไม่ได้ทำความเข้าใจด้วยตรรกะเช่นเดียวกับมนุษย์ (แม้จะดูเหมือนว่าทำได้ก็ตาม) ดังนั้น AI จึงมักตอบอะไรบางอย่างที่ดูแล้วสมเหตุสมผลด้วยความมั่นใจ แม้ว่าข้อมูลนั้นอาจจะผิดทั้งหมดก็ได้

มีคลิปวิดีโอหนึ่งบน Youtube ของช่อง “Logically Answered” ที่พูดถึงความผิดพลาดของ AI โดยยกตัวอย่างจาก Vibe Coding (การพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้ AI เพื่อสร้างโค้ด) ได้อย่างน่าสนใจ

Youtube : https://www.

รับมือภัยคุกคามจากช่องโหว่ RCE บน SharePoint (CVE-2025-53770) ได้อย่างทันท่วงทีด้วย EDR จาก CrowdStrike

เมื่อวันหรือสองวันก่อนนี้ ทั่วโลกต่างพูดถึงภัยคุกคามร้ายแรงจากช่องโหว่ Zero-day : SharePoint  Remote Code Execution (CVE-2025-53770) ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ SharePoint ได้จากระยะไกล ผ่าน Internet หรือผ่านระบบเครือข่ายและดูเหมือนว่าจะเริ่มถูกนำไปใช้โจมตีเป็นวงกว้างแล้ว (Exploited in the Wild)

Reference: https://msrc.

อาชญากรไซเบอร์สามารถโคลนเว็บไซต์ของแบรนด์ใดก็ได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Darcula PhaaS v3

ผู้โจมตีที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม Darcula Phishing-as-a-Service (PhaaS) กำลังเตรียมเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโคลนเว็บไซต์ที่ถูกต้องของแบรนด์ใดก็ได้ และสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฟิชชิ่ง ซึ่งทำให้การโจมตีฟิชชิ่งง่ายขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคสูง (more…)

SpyLend มัลแวร์บน Android ถูกดาวน์โหลดไปกว่า 100,000 ครั้งจาก Google Play

แอปพลิเคชันมัลแวร์บน Android ชื่อ SpyLend ถูกดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 100,000 ครั้งจาก Google Play ซึ่งปลอมเป็นเครื่องมือทางการเงิน แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแอปพลิเคชันปล่อยเงินกู้ที่เอาเปรียบผู้ใช้งานในอินเดีย

แอปพลิเคชันนี้อยู่ในกลุ่มแอปพลิเคชันอันตรายบน Android ที่เรียกว่า "SpyLoan" ซึ่งปลอมตัวเป็นเครื่องมือทางการเงิน หรือบริการสินเชื่อที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วเป็นแอปพลิเคชันที่ขโมยข้อมูลจากอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ในการปล่อยเงินกู้ที่เอาเปรียบผู้ใช้งาน (more…)

‘Emperor Dragonfly’ กลุ่ม APT ของจีนเปลี่ยนมาใช้แรนซัมแวร์ในการโจมตี

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ RA World เมื่อไม่นานมานี้ เป็นการใช้ชุดเครื่องมือที่เคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มสายลับที่มาจากจีนในอดีต

ตามรายงานของ Symantec การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2024 ชุดเครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยไฟล์ executable ของ Toshiba ที่ถูกต้องชื่อ 'toshdpdb.