DOJ to charge North Korean officer for Sony hack and WannaCry ransomware

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวเกาหลีเหนือด้วยข้อหาแฮกบริษัท Sony และแพร่กระจาย WannaCry

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวเกาหลีเหนือชื่อ Pak Jin Hyok ด้วยความผิดในการแฮกบริษัท Sony Picture ในปี 2014 และการแพร่กระจาย WannaCry ransomware ในปี 2017ทั้งนี้นาย Pak Jin Hyok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกในกลุ่ม Lazarus ที่ทำการโจมตีทางไซเบอร์อีกหลายรายการทั้วโลกอีกด้วย

IBM รายงานว่า WannaCry ในปี 2017 น่าจะทำให้เกิดความสูญเสียกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐใน 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลากว่า 4 ปีในการเชื่อมโยงนาย Pak Jin Hyok เข้ากับการโจมตีผ่านมัลแวร์ที่ใช้โจมตี โดเมน อีเมล และบัญชีโซเชียลต่างๆ โดยระบุรายละเอียดไว้ที่ https://www.

Thousands of Compromised MikroTik Routers Send Traffic to Attackers

360Netlab ได้ประกาศว่ามีเครื่อง MikroTik router มากกว่า 7,500 ทั่วโลกกำลังส่งข้อมูล TZSP (TaZmen Sniffer Protocol) ไปยังที่อยู่ IP ภายนอกจำนวน 9 แห่งจากการที่ผู้บุกรุกได้ปรับเปลี่ยนการตั้งค่า packet sniffing ของอุปกรณ์เพื่อส่งต่อข้อมูลไปหา IP ของผู้บุกรุก โดยปลายทางที่มีการส่งข้อมูลหนาแน่นมากที่สุดคือ IP 37.1.207.114 และมีเหยื่อจากทั้งรัสเซีย บราซิล อินเดีย ยูเครน

MikroTik router ส่วนใหญ่ที่ถูกบุกรุกจะมีการเปิดใช้งาน Socks4 proxy ซึ่งมีช่องโหว่อนุญาตให้เข้าถึงได้จาก IP 95.154.216.128/25 โดยส่วนใหญ่จะพบที่ IP 95.154.216.167 ผู้โจมตีสามารถควบคุมอุปกรณ์ได้แม้จะได้รับการรีบูต(เปลี่ยน IP) โดยการรายงานที่อยู่ IP ใหม่ล่าสุดเป็น URL กลับไปยังช่วง IP ดังกล่าว

จากการสังเกตของนักวิจัยพบว่าผู้บุกรุกจะอาศัยช่องโหว่ CVE-2018-14847 ซึ่งจะพบใน Winbox for MikroTik RouterOS 6.42 หรือรุ่นที่ต่ำกว่า นักวิจัยแนะนำให้ผู้ใช้ MikroTik router อัปเดต Firmware เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา : Bleepingcomputer

บทวิเคราะห์กรณี US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น

บทนำ
ในวันที่ 25 กรกฏาคม 2018 US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น โดยอ้างอิงจากรายงานร่วมระหว่าง Digital Shadows และ Onapsis ชื่อ ERP Applications Under Fire: How Cyber Attackers Target the Crown Jewels ซึ่งเป็นรายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับการโจมตีระบบ ERP ของสองค่ายใหญ่ SAP และ Oracle

ทั้งนี้รายงานฉบับนี้เป็นการรายงานต่อมาจากรายงาน Wild Exploitation & Cyber-attacks On SAP Business Applications ของ Onapsis ในเดือนพฤษภาคม 2016 ซึ่ง US-CERT ได้ใช้อ้างอิงในการออกเตือนประกาศ US-CERT TA16-132A เกี่ยวกับการโจมตีระบบ SAP ที่กระทบกว่า 36 องค์กรระดับโลก โดยประเด็นที่องค์กรบกพร่องในการอัปเดตแพตช์ที่เหมาะสมและมีการตั้งค่าแอปพลิเคชันที่กระทบต่อความปลอดภัย

รายงาน ERP Applications Under Fire สรุปว่าระบบ ERP กำลังเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนั้นยังพบว่ามีระบบ ERP ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตหรือใช้งานบนระบบคลาวด์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะถูกโจมตีที่มากขึ้น ทั้งนี้ภายในรายงานยังมีการแนะนำวิธีในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอีกด้วย
Key Finding
รายงาน ERP Applications Under Fire ทำการสรุปประเด็นสำคัญของรายงานไว้ 4 ข้อ ดังนี้

อาชญากรไซเบอร์ทำการพัฒนามัลแวร์เพื่อโจมตี ERP เช่น มัลแวร์ชื่อดังอย่าง Dridex ถูกอัปเดตในปี 2017 และเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เพื่อโจมตี SAP โดยขโมยบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของระบบ SAP ทำให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงระบบ ERP ได้
ERP ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่มีองค์กรหรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เช่น กลุ่มเพื่อโจรกรรมข้อมูลและก่อวินาศกรรม
มีการโจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่เผยแพร่แล้วของ ERP มากขึ้นเมื่อเทียบกับการโจมตีผ่านช่องโหว่ zero-day เพื่อโจมตีระบบที่บกพร่องในการแพตช์และมีการตั้งค่าที่กระทบต่อความปลอดภัย
การใช้งานผ่านระบบคลาวด์, อุปกรณ์เคลื่อนที่และแนวโน้มของการย้ายระบบงานให้มีความทันสมัยมากขึ้นทำให้โอกาสและความเสี่ยงที่ระบบ ERP จะถูกโจมตีนั้นมีมากขึ้นตาม ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่ามี SAP และ Oracle ERP มากกว่า 17,000 แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อและสามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยสามประเทศที่มีความเสี่ยงดังกล่าวสูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักรอังกฤษ

วิเคราะห์การโจมตี ERP ผ่าน i-secure Cyber Kill Chain
เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจการโจมตีระบบ ERP มากขึ้น ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามจะทำการอธิบายการโจมตีตามหลักการของ i-secure Cyber Kill Chain ซึ่งจะประกอบด้วยขั้นตอนการโจมตีดังต่อไปนี้

Reconnaissance (ขั้นตอนการสำรวจและเก็บข้อมูล)
Delivery (ขั้นตอนการจัดส่งและพยายามโจมตี)
Exploitation (ขั้นตอนการโจมตีช่องโหว่)
Privilege Escalation (ขั้นตอนการยกระดับสิทธิ์)
Credential Access (ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน)
Lateral Movement (ขั้นตอนการโจมตีไปยังระบบอื่นในเครือข่ายเดียวกัน)
Exfiltration (ขั้นตอนการนำข้อมูลออกจากระบบ)
Command and control (ขั้นตอนการติดต่อเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม)

Reconnaissance
การโจมตีทุกการโจมตีนั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายเสมอ จากการวิเคราะห์การโจมตีระบบ ERP หลายเหตุการณ์ ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามพบพฤติกรรมในการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายในลักษณะต่างๆ กันดังนี้

ผู้โจมตีมักมีการนำข้อมูลที่ได้จากเว็บบอร์ดใต้ดินของกลุ่มแฮกเกอร์มาทำการค้นหาเป้าหมาย โดยตัวอย่างด้านล่างคือคำค้นหาตามรูปแบบของ Google ที่ช่วยค้นหาระบบที่มีช่องโหว่อยู่ได้

ค้นหาระบบ ERP ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้เครื่องมือในรูปแบบของบริการเก็บและค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต อาทิ Shodan และ Censys
ค้นหาการใช้งานแอปพลิเคชัน Trello, Github หรือเว็บที่เปิดให้เข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งมีการบันทึกบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงระบบ ERP เอาไว้

ค้นหาระบบแชร์ไฟล์ที่มีการตั้งค่าอย่างไม่เหมาะสม อาทิ ระบบที่ใช้งาน rsync, SMB FTP, และ Amzaon S3 เพื่อหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ซึ่งอาจมีข้อมูลที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ ERP ภายใน

Delivery
โดยส่วนมากนั้นผู้โจมตีมักจะพยายามโจมตีโดยการค้นหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ก่อนจะพยายามเข้าถึงระบบ หรือในบางกรณีคือใช้ช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วในการโจมตี ซึ่งสามารถถูกตรวจจับได้หากมีการป้องกันอย่างดีพอ
Exploitation
การโจมตีระบบ ERP ที่สำเร็จนั้นมักขึ้นอยู่กับว่าในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีตรวจพบช่องโหว่อะไรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้บ้าง อาทิ

หากเจอบัญชีผู้ใช้งานและรหัสในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีจะดำเนินการใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเข้าถึงระบบโดยทันที
ทดลองเข้าถึงระบบ ERP ด้วยข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนที่เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ เช่น ระบบ SAP HANA จะมีการรหัสผ่านเริ่มต้นคือ sap123 เสมอ
โจมตีระบบ ERP ด้วยช่องโหว่ที่มีอยู่แล้ว เช่น ช่องโหว่ CVE-2010-5326

Privilege Escalation + Credential Access + Lateral Movement
แม้ว่าจะยังไม่มีการรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจน แต่การโจมตีโดยส่วนมากนั้นจะทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบโดยทันที ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้สิทธิ์สูงสุดที่มีอยู่ในการเข้าถึงและโจมตีระบบอื่นๆ ได้
Exfiltration
หนึ่งในการโจมตีด้วยช่องโหว่ CVE-2010-5326 ผู้โจมตีมีการใช้คำสั่งตามรูปภายด้านล่างในการพยายามส่งข้อมูลออกจากระบบที่ยึดครองได้แล้ว

Command and control
ผู้โจมตีมักมีการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการออกคำสั่งและควบคุมซึ่งถูกใช้ทั้งในการโจมตีและการรับไฟล์ที่ขโมยออกมาได้ไปเรื่อยๆ ตามรูปแบบการโจมตีและแตกต่างกันตามกลุ่มของผู้โจมตี ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้แน่นอน
คำแนะนำเบื้องต้นในการป้องกันและลดผลกระทบจากการโจมตีระบบ ERP

ดำเนินการตั้งค่าของระบบ ERP ให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือ Best Practices เสมอ
หมั่นประเมินช่องโหว่ของ ERP อย่างสม่ำเสมอ โดยอ้างอิงจากการอัปเดตแพตช์ของผู้ผลิต อาทิ SAP จะออกอัปเดตทุกเดือน และ Oracle จะออกรายไตรมาส นอกเหนือไปจากการประเมิณช่องโหว่ OS และอื่นๆ
ดำเนินการควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้งานให้เหมาะสม และคอยตรวจสอบพร้อมทั้งควบคุมการตั้งค่ารหัสผ่านของผู้ใช้าน
ค้นหาและกำจัดการเชื่อมต่อและการใช้งานที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากระบบอินเตอร์เน็ต
หมั่นตรวจสอบและเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน รวมไปถึงข้อมูลของระบบ ERP เมื่อมีการรั่วไหลออกสู่ภายนอก

‘Tick’ espionage group is likely trying to hop air gaps, researchers say

กลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า "Tick" ได้มุ่งเป้าหมายไปที่การโจมตีผ่าน USB drive เพื่อเข้าสู่ระบบที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่แยกตัวจากเครือข่ายที่มีความเสี่ยง หรือที่เรียกว่า Air-Gapped system และสามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP หรือ Windows Server 2003 ได้

นักวิจัยจาก Palo Alto Networks ค้นพบว่า Malware ที่ถูกใช้ในการโจมตีครั้งนี้ไม่ต้องใช้การเชื่อมต่อเพื่อเข้าถึง Command-and-Control Server ของแฮกเกอร์เพื่อรับคำสั่งเหมือนอย่าง Malware ทั่วๆไปที่เคยถูกใช้โดยแฮกเกอร์กลุ่มนี้มาก่อน แต่กลับใช้วิธีการรันตัวเองจาก USB drive ที่เสียบบนเครื่อง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก อย่างไรก็ตามนักวิจัยเองก็ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลใดๆเพิ่มเติมมากกว่านี้ได้ หากไม่ได้ทำการวิเคราะห์ USB drive ที่ถูกใช้ และ ไฟล์ต้องสงสัยที่ถูกวางบนเครื่องเหยื่อ

ที่มา : cyberscoop

According to the experts, North Korea is behind the SWIFT attacks in Latin America

จากเหตุการณ์ที่ธนาคาร Bamcomext และธนาคาร Bank of Chile ถูกโจมตีทั้งในรูปแบบของการใช้มัลแวร์ KillDisk เพื่อแพร่ระบาดในเครือข่ายของธนาคารและรูปแบบของการเข้ายึดและสั่งการระบบ SWIFT ของธนาคารให้มีการโอนเงินออกมา อ้างอิงจากแหล่งข่าวของ Cyberscoop คนในสามคนที่เข้าตรวจสอบเหตุการณ์นี้ได้ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นการโจมตีที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์ของเกาหลีเหนือ

กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการโจมตีระบบของธนาคารเพื่อขโมยเงินหลายครั้ง โดยหนึ่งในกลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามีแรงจูงใจในการโจมตีเพื่อการแสวงหาเงินนั้นคือกลุ่ม Lazarus Group (ชื่ออื่น HIDDEN COBRA, Unit 121)

แม้ว่ากลุ่มผู้โจมตีจะมีการใช้มัลแวร์ KillDisk หรือ MBR Killer ในการสร้างความเสียหายและดึงความสนใจ การปรากฎตัวของมัลแวร์ดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นหลักฐานในการยืนยันที่ดีมากนักแม้ว่ามัลแวร์ในลักษณะเดียวกันจะเคยปรากฎในครั้งที้ธนาคารสัญชาติไต้หวันถูกโจมตีมาแล้ว เนื่องจากซอร์สโค้ดของมัลแวร์ทั้งสองประเภทนี้นั้นถูกปล่อยขายอยู่ในตลาดมืดออนไลน์โดยทั่วไป

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการปรากฎตัวของมัลแวร์ KillDisk หรือ MBR Killer และความคลุมเครือของมัน อ้างอิงจากรายงานการวิเคราะห์ของ Flashpoint (TLP: Amber) Flashpoint ยังคงยืนยันว่าโมดูลของ MBR Killer, RAT และ TTP ของผู้โจมตีนั้นมีความเกี่ยวข้องกับกรณีการโจมตีสถาบันทางการเงินอื่นๆ และยังสามาถเชื่อมโยงกลับไปยังเกาหลีเหนือได้

Lazarus Group หรือ HIDDEN Cobra มักใช้เทคนิค Spear Phishing เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายภายในของธนาคารได้ ก่อนจะทำการติดตั้งและดาวโหลดมัลแวร์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมระบบภายได้ ท้ายที่สุดผู้โจมตีจะมีการทำ Lateral Movement เพื่อค้นหาระบบที่เกี่ยวข้องกับระบบ SWIFT ก่อนที่จะดำเนินสั่งโอนเงินออกมา

ที่มา : Security Affairs

New GZipDe Malware Drops Metasploit Backdoor

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก AlienVault ประกาศการค้นพบมัลแวร์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ GZipDe ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง (targeted attack) เพื่อการจารกรรมข้อมูล

AlienVault ค้นพบมัลแวร์ครั้งแรกจากไฟล์ที่ถูกอัปโหลดขึ้นมาสแกนบนเซอร์วิสของ VirusTotal โดยไฟล์ดังกล่าวเป็นไฟล์เอกสาร Word ซึ่งเมื่อถูกรันแล้วจะทำการดาวโหลดและติตตั้งมัลแวร์ GZipDe ลงไป ไฟล์ดังกล่าวมีที่มาจากผู้ใช้งานในอีฟกานิสถานซึ่งในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุลงลึกไปได้ว่าเป้าหมายในการโจมตีครั้งนี้เป็นใครหรือองค์กรใด

มัลแวร์ GZipDe มีจุดน่าสนใจในโมดูล RAT เมื่อ payload ที่มีที่มาจากไฟล์เอกสาร Word ถูกถอดรหัสและถูกเรียกใช้งานบนหน่วยความจำแล้ว มันจะทำการดาวโหลดโมดูล RAT ซึ่งแท้จริงคือโมดูลแบ็คดอร์ของชุดโปรแกรมสำหรับทดสอบเจาะระบบ Metasploit

การใช้งานซอฟต์แวร์ในการทดสอบเจาะระบบในการโจมตีจริงนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ เนื่องจากกลุ่มผู้โจมตีและ APT หลายประเภทก็มีการใช้ซอฟต์แวร์ อาทิ Metasploit หรือ Cobalt Strike ในกระบวนการโจมตีและฝังตัวในระบบเช่นเดียวกัน

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER

US-CERT warns of more North Korean malware

US-CERT ประกาศแจ้งเตือนล่าสุดเกี่ยวกับมัลแวร์ "Typeframe" ซึ่งเชื่อกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์สัญชาติเกาหลีเหนือ HIDDEN COBRA หรือ Lazarus Group
ในประกาศของ US-CERT เกี่ยวกับมัลแวร์ Typeframe มีการเผยแพร่ตัวอย่างของมัลแวร์มาทั้งหมด 11 รายการ ซึ่งประกอบมัลแวร์ทั้งในรูปแบบ 32 บิตและ 64 บิต จากลักษณะเบื้องต้นของมัลแวร์นั้นทำให้สามารถสันนิษฐานว่าเป็นมัลแวร์ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมเป้าหมายได้จากระยะไกลได้ พร้อมฟังก์ชัน backdoor

Recommendation
ผู้ดูแลระบบควรดำเนินการตรวจสอบทราฟิกรวมไปถึงบล็อคทราฟิกที่มีปลายทางไปยังหมายเลขไอพีแอดเดรสซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์สำหรับออกคำสั่งและควบคุม ทั้งนี้แนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบประกาศของ US-CERT และดำเนินการเพิ่มเติมตามขั้นตอนที่มีระบุไว้ในประกาศด้วย
รายการเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม:
- 111.207.78[.]204
- 181.119.19[.]56
- 184.107.209[.]2
- 59.90.93[.]97
- 80.91.118[.]45
- 81.0.213[.]173
- 98.101.211[.]162
ที่มา: theregister

IE Zero-Day Adopted by RIG Exploit Kit After Publication of PoC Code

นักวิจัยภัยคุกคามอิสระ Kaffeine, นักวิจัยจาก Qihoo 360, Kaspersky, TrendMicro และ MalwareBytes ออกรายงานพฤติกรรมของเครือข่ายมัลแวร์ RIG Exploit Kit ล่าสุดที่มีการใช้ช่องโหว่รหัส CVE-2018-8174 ซึ่งเพิ่งถูกแพตช์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพื่อโจมตีระบบที่มีช่องโหว่และแพร่กระจายมัลแวร์ขุดบิทคอยน์

ช่องโหว่ CVE-2018-8174 เป็นช่องโหว่ในคอมโพเนนต์ VBScript ซึ่งถูกรวมอยู่ในโปรแกรมอย่าง Internet Explorer และ Microsoft Office ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายหรือมัลแวร์ในระบบของเหยื่อได้

เป็นที่เชื่อกันว่าพฤติกรรมของ RIG Exploit Kit เกิดขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยโค้ดสำหรับพิสูจน์การมีอยู่ของช่องโหว่ (PoC) โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Michael Gorelik จาก Morphisec ซึ่งทำให้มัลแวร์สามารถนำโค้ดดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีและแพร่กระจายมัลแวร์ได้

แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปแพตช์ของระบบปฏิบัติการ Windows ให้เป็นรุ่นล่าสุดโดยด่วน

ที่มา: BLEEPINGCOMPUTER

เผยปฏิบัติการมัลแวร์ VPNFilter โจมตีอุปกรณ์เน็ตเวิร์กกว่า 500,000 เครื่องทั่วโลก

หัวข้อ
เนื่องจากเนื้อหาของบทความซึ่งอาจมีหลายส่วน ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามได้ทำการแยกประเด็นสำคัญออกเป็นหัวข้อ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระตามรายการด้านล่าง

สรุปย่อ
วิธีการโจมตีอุปกรณ์เครือข่าย
เป้าหมายการโจมตี
อุปกรณ์เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบ
การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์
ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม

สรุปย่อ

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัย Talos จากบริษัท Cisco ได้มีการเปิดเผยปฏิบัติการการแพร่กระจายมัลแวร์ซึ่งมุ่งโจมตีอุปกรณ์เครือข่ายตามบ้าน (Small Office/Home Office) โดยใช้มัลแวร์ชนิดใหม่ชื่อ VPNFilter ซึ่งในขณะนี้น่าจะมีอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์แล้วอย่างน้อย 500,000 เครื่องทั่วโลก

มัลแวร์ VPNFilter นั้นเมื่อถูกติดตั้งลงในอุปกรณ์แล้ว มันสามารถที่จะดักจับข้อมูลที่ส่งผ่านอุปกรณ์, ขโมยข้อมูลหรือแม้กระทั่งตัดอินเตอร์เน็ตและทำลายอุปกรณ์ให้ไม่สามารถใช้งานต่อได้ ด้วยความซับซ้อนของมัลแวร์ VPNFilter และความเหมือนกับมัลแวร์อีกชนิดหนึ่ง ทีม Talos จึงลงความเห็นว่าปฏิบัติการการโจมตีที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะมีประเทศใดประเทศหนึ่งอยู่เบื้องหลังการโจมตี หรือกลุ่มผู้โจมตีอาจได้รับการสนับสนุนทรัพยากรแหล่งทรัพยากรระดับประเทศ (nation-state)

ในขณะนี้ทีม Talos ได้ประสานงานกับหน่วยงานจากหลายประเทศเพื่อดำเนินการปิดเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการติดต่อและควบคุมอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์แล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้งานดำเนินการตามคำแนะนำซึ่งจากปรากฎในหัวข้อ "การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์" โดยด่วนที่สุดเพื่อจัดการภัยคุกคาม
วิธีการโจมตีอุปกรณ์เครือข่าย
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos กลุ่มผู้โจมตีมีการพุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านซึ่งไม่มีการป้องกันที่ดีพอ รวมไปถึงมีการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัย เช่น ไม่ได้มีการเปลี่ยนรหัสที่ถูกตั้งมาเป็นค่าเริ่มต้นของอุปกรณ์ และขาดการอัปเดต ทำให้มีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ง่ายต่อการเป็นเป้าหมายในการโจมตี

ทีม Cisco Talos ระบุว่าในปฏิบัติการที่มีการแพร่กระจายมัลแวร์ VPNFilter ที่ตรวจพบนั้น ยังไม่มีการตรวจพบการใช้งานช่องโหว่ที่ไม่เคยมีการตรวจพบมาก่อนหรือช่อง zero day ในการโจมตีดังกล่าวเลย
เป้าหมายการโจมตี
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos เมื่อกลุ่มผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการโจมตีอุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านแล้ว กลุ่มผู้โจมตีจะติดตั้งมัลแวร์ VPNFilter ลงไปในอุปกรณ์ มัลแวร์ VPNFilter ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนและทำงานได้หลากหลายฟังก์ชันการทำงาน อาทิ

มัลแวร์จะดำเนินการเขียนทับข้อมูลในส่วนโปรแกรมของอุปกรณ์ซึ่งจะส่งผลให้อุปกรณ์ไม่สามารถใช้การได้
ดักจับข้อมูลที่ถูกรับ-ส่งในเครือข่าย
เข้าถึงและส่งออกข้อมูลหรือไฟล์ที่มีอยู่ในอุปกรณ์
ติดตั้งส่วนเสริมของมัลแวร์เพิ่มเติมซึ่งอาจทำให้มัลแวร์แพร่กระจายได้ในเครือข่าย หรือทำให้มัลแวร์ถูกตรวจจับได้ยากขึ้น

ทั้งนี้จากลักษณะความซับซ้อนและความลึกลับตรวจจับยากของมัลแวร์ ทีม Cisco Talos ลงความเห็นว่าเป้าหมายของปฏิบัติการและมัลแวร์ VPNFilter นั้นคือการติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์จำนวนมากเพื่อรอการควบคุมให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สร้างการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ รวมไปถึงถูกติดตั้งเพื่อจารกรรมข้อมูลและเก็บรวบรวมข่าวกรอง
อุปกรณ์เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบ
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos อุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีที่ตรวจพบมีตามรายการดังต่อไปนี้

อุปกรณ์ยี่ห้อ Linksys รุ่น E1200, E2500 และ WRVS4400N
อุปกรณ์ยี่ห้อ MikroTik รุ่น 1016, 1036 และ 1072
อุปกรณ์ยี่ห้อ NETGEAR รุ่น DGN2200, R6400, R7000, R8000, WNR1000 และ WNR2000
อุปกรณ์ยี่ห้อ TP-Link รุ่น R600VPN
อุปกรณ์ยี่ห้อ QNAP รุ่น TS251 และ TS439 Pro

การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์
ในกรณีที่เครือข่ายมีการจัดเก็บบันทึกการใช้งานเครือข่าย (log) เอาไว้ ให้ดำเนินการตรวจสอบการเรียกหาที่อยู่ซึ่งปรากฎในหัวข้อ "ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม" หากตรวจพบว่ามีการเรียกไปยังที่อยู่ดังกล่าว ให้ดำเนินการจัดการกับมัลแวร์ในอุปกรณ์ตามคำแนะนำด้านล่าง

สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่แน่ใจว่ามีอุปกรณ์ติดมัลแวร์อยู่หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบการมีอยู่ของมัลแวร์นั้นเป็นไปได้ยาก FBI แผนก Internet Crime Complaint Center ได้มีการเผยแพร่คำแนะนำในการจัดการกับมัลแวร์ดังนี้

ดำเนินการสำรองข้อมูลการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เอาไว้ ซึ่งอาจทำได้โดยการถ่ายรูปข้อมูลการตั้งค่า เพื่อที่จะนำมาใช้ตั้งค่าอุปกรณ์ในภายหลัง
ดำเนินการล้างการตั้งค่าของอุปกรณ์ให้เป็นค่าเริ่มต้นที่มาจากโรงงาน (factory setting) เพื่อลบมัลแวร์ซึ่งอาจฝังตัวอยู่ในระบบ
ดำเนินการอัปเดตรุ่นของอุปกรณ์โดยตรวจสอบตามแหล่งข้อมูลของผู้ผลิตอุปกรณ์
ปิดการใช้งานฟีเจอร์ควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล (remote management)
เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงอุปกรณ์ให้เป็นรหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งและคาดเดาได้ยาก

หากมีการใช้ Snort ในการตรวจจับการโจมตีภายในเครือข่าย มัลแวร์ VPNFilter สามารถถูกตรวจจับได้ผ่านทาง rule ดังต่อไปนี้ 45563, 45564, 46782 และ 46783
ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม
อุปกรณ์ที่มีการติดมัลแวร์ VPNFilter จะมีการเชื่อมต่อไปยังที่อยู่ตามโดเมนเนมดังต่อไปนี้

photobucket[.]com/user/nikkireed11/library
photobucket[.]com/user/kmila302/library
photobucket[.]com/user/lisabraun87/library
photobucket[.]com/user/eva_green1/library
photobucket[.]com/user/monicabelci4/library
photobucket[.]com/user/katyperry45/library
photobucket[.]com/user/saragray1/library
photobucket[.]com/user/millerfred/library
photobucket[.]com/user/jeniferaniston1/library
photobucket[.]com/user/amandaseyfried1/library
photobucket[.]com/user/suwe8/library
photobucket[.]com/user/bob7301/library
toknowall[.]com

และอาจจะมีการติดต่อไปยังหมายเลขไอพีแอดเดรสดังต่อไปนี้

91.121.109[.]209
217.12.202[.]40
94.242.222[.]68
82.118.242[.]124
46.151.209[.]33
217.79.179[.]14
91.214.203[.]144
95.211.198[.]231
195.154.180[.]60
5.149.250[.]54
91.200.13[.]76
94.185.80[.]82
62.210.180[.]229
zuh3vcyskd4gipkm[.]onion/bin32/update.

Hackers leave ransom note after wiping out MongoDB in 13 seconds

กลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Kromtech เผยผลการทดสอบความเร็วในการแพร่กระจายของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่มีเป้าหมายโจมตีเซิร์ฟเวอร์ MongoDB ที่มีช่องโหว่ ค้นพบว่ามัลแวร์ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงในการค้นหาเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่และอีก 13 วินาทีเพื่อลบฐานข้อมูล

ปัญหาหลักของเซิร์ฟเวอร์ MongoDB โดยส่วนมากนั้นมีที่มาจากการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัยซึ่งมักจะถูกตั้งค่ามาทันทีที่เริ่มติดตั้งและมีการใช้งาน บริการ Shodan ตรวจพบเซิร์ฟเวอร์ MongoDB กว่า 30,000 รายที่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีและได้รับผลกระทบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่

รูปแบบการโจมตีที่แฮกเกอร์ดำเนินการนั้น ทันทีที่แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้จากระยะไกล แฮกเกอร์จะทำการลบฐานข้อมูลรวมไปถึงไฟล์บันทึกการเข้าถึงต่างๆ เพื่อลบร่องรอยตัวเอง หลังจากนั้นแฮกเกอร์จะทำการสร้างฐานข้อมูลใหม่เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบและเรียงร้องค่าไถ่

Recommendation : การป้องกันในเบื้องต้นนั้น แนะนำให้ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบทำการตั้งค่าระบบตาม Security Best Practices (https://www.