นักวิจัยพบแพ็คเกจ NPM อันตรายแอบเก็บข้อมูลผู้ใช้ส่งไปยัง GitHub ของแฮกเกอร์

นักวิจัยพบจากบริษัท Sonatype ได้รายงานถึงการตรวจพบแพ็คเกจ npm ที่เป็นอันตรายซึ่งภายในแพ็คเกจจะมีโค้ดที่ทำการรวบรวมรายละเอียดผู้ใช้และทำการอัปโหลดข้อมูลไปยัง GitHub ของแฮกเกอร์

ตามรายงานจาก Sonatype พบว่าแพ็คเกจทั้งสี่คือ Electorn, lodashs, loadyaml และ loadyml ทั้ง 4 แพ็คเกจได้รับการพัฒนาจากผู้ใช้คนเดียวกันที่ชื่อ simplelive12 และถูกอัปโหลดลงบนพอร์ทัล npm ในเดือนสิงหาคมแต่ปัจจุบันถูกลบไปแล้วโดยทีมรักษาความปลอดภัยของ npm จากการตรวจสอบโค้ดของแพ็คเกจทั้งสี่พบว่า ผู้โจมตีได้มีการใช้เทคนิค typosquatting ซึ่งเป็นเทคนิคที่อาศัยการที่ผู้ใช้ที่ทำการสะกดชื่อของแพ็กเกจผิด เพื่อให้ทำให้ผู้ใช้ได้รับการติดตั้งแพ็คเกจที่มีชื่อคล้ายกันและภายในจะแพ็คเกจจะมีโค้ดที่ทำการรวบรวม IP address, country, city, computer username, home directory path และข้อมูลโมเดลรุ่นของ CPU และการโพสต์ข้อมูลในส่วนของ GitHub repository ของผู้พัฒนา

นักวิจัยจาก Sonatype กล่าวว่าข้อมูลที่ถูกส่งกับไปยัง GitHub นั้นจะถูกลบออกทุกๆ 24 ชั่วโมงซึ่งส่วนใหญ่จะถูกคัดลอกและถูกจัดทำดัชนีภายในฐานข้อมูลอื่น ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายของการดำเนินการนี้คืออะไร ทั้งนี้ผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบแพ็คเกจ JavaScript npm ภายในเครื่องถ้าพบว่าเคยทำการติดตั้งแพ็คเกจชุดนี้ควรทำการตรวจสอบและลบออกจากเครื่องเพื่อเป็นการป้องกันการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ถูกเก็บไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีในรูปแบบอื่น

ที่มา: zdnet.

Microsoft และกลุ่มพันธมิตรเตรียมจัดการขั้นเด็ดขาดกับ TrickBot botnet

 

 

 

 

 

 

Microsoft Defender team และกลุ่มพันธมิตรอันประกอบไปด้วย FS-ISAC, ESET, Lumen Black Lotus Labs, NTT และ Symantec ได้ประกาศถึงความพยายามในการประสานงานเพื่อทำการปิดโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นแบ็กเอนด์ของบ็อตเน็ต TrickBot

การประสานความร่วมมือระหว่า Microsoft, ESET, Symantec และกลุ่มพันธมิตรอื่นๆ ที่ใช้เวลาหลายเดือนในการรวบรวมตัวอย่างมัลแวร์ TrickBot ที่มีจำนวนมากกว่า 125,000 ตัวอย่าง ซึ่งจากการวิเคราะห์เนื้อหา, การแยกข้อมูลและการจัดกลุ่มข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานภายในของมัลแวร์รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่บ็อตเน็ตใช้ควบคุมคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสและให้บริการโมดูลเพิ่มเติม เพื่อขออำนาจจากศาลในการเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์บ็อตเน็ต TrickBot

ซึ่งด้วยหลักฐานทีทำการรวมรวมมานี้ศาลได้อนุมัติให้ Microsoft และกลุ่มพันธมิตรสามารถทำการปิดการใช้งาน IP addresses, ข้อมูลและเนื้อหาที่ถูกจัดเก็บไว้ใน C&C เซิร์ฟเวอร์และยังสามารถระงับการให้บริการเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่ทำการเชื่อมต่อไปยังบ็อตเน็ตจากผู้เช่าบริการเซิร์ฟเวอร์

บ็อตเน็ต TrickBot ถูกพบครั้งแรกในปี 2016 ในรูปแบบของ banking trojan ก่อนที่จะถูกพัฒนาไปเป็นมัลแวร์อเนกประสงค์ที่กลุ่มอาชญากรใช้ในการเเพร่กระจายและให้บริการในรูปที่เรียกว่า MaaS (Malware-as-a-Service) ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการเช่ามัลแวร์เพื่อใช้ในการโจมตี นอกจากนี้บ็อตเน็ต TrickBot ยังมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม ransomware เช่น Ryuk และ Conti อีกด้วย

ที่มา: zdnet.

QNAP แก้ไขช่องโหว่ในแอป Helpdesk ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถยึดอุปกรณ์ได้

QNAP ได้ทำการอัปเดตเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญสองรายการในแอปพลิเคชัน Helpdesk ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ายึดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (NAS) ที่ไม่ได้รับการแพตช์เเก้ไขช่องโหว่จาก QNAP

Helpdesk เป็นแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ NAS ของ QNAP โดยจะอนุญาตให้ผู้ดูแลระบบส่งคำขอความช่วยเหลือไปยังทีมสนับสนุน QNAP ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งแอปพลิเคชันนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การสนับสนุนจากระยะไกลที่อนุญาตให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์จากระยะไกลได้โดยรับอนุญาตจากเจ้าของ

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-2506 และ CVE-2020-2507 โดยช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ QNAP ได้

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตเเพตซ์แอปพลิเคชัน Helpdesk ให้เป็นเวอร์ชัน 3.0.3 หรือมากกว่าเพื่อเป็นการป้องกันการโจมตีระบบจากผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา : bleepingcomputer

Cisco ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Webex, IP Camera และ ISE

Cisco ได้ออกเเพตซ์อัปเดตความปลอดภัยเพื่อเเก้ไขช่องโหว่ระดับ high-severity จำนวน 3 รายการที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ Webex video conferencing system, Video Surveillance 8000 Series IP Camera และ Identity Services Engine (ISE) ของ Cisco โดยช่องโหว่ที่สำคัญมีรายละเอียดดังนี้

ช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Video Surveillance 8000 Series IP Cameras ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3544 (CVSSv3: 8.8/10) ช่องโหว่นี้เกิดจากการตรวจสอบที่ขาดหายไปเมื่อ IP camera ประมวลผลแพ็กเก็ต Cisco Discovery Protocol ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยส่งแพ็กเก็ต Cisco Discovery Protocol ที่เป็นอันตรายไปยังอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ ซึ่งช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบน IP camera หรือทำให้เกิดเงื่อนไขการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) บน IP camera โดยช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบต่อ IP camera ที่ใช้เฟิร์มแวร์รุ่นก่อนหน้ารุ่น 1.0.9-5
ช่องโหว่ผลิตภัณฑ์ Cisco Webex Teams ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3535 (CVSSv3: 7.8/10) ช่องโหว่เกิดจากการจัดการพาธไดเร็กทอรีที่ไม่ถูกต้องในขณะทำงาน ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยการวางไฟล์ DLL ที่เป็นอันตรายในตำแหน่งเฉพาะบนระบบของเป้าหมาย โดยไฟล์นี้จะทำงานเมื่อแอปพลิเคชันที่มีช่องโหว่เปิดตัว เมื่อผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ของบัญชีผู้ใช้รายอื่น ซึ่งช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบต่อ Cisco Webex Teams สำหรับ Windows รุ่น 3.0.13464.0 ถึง 3.0.16040.0 และช่องโหว่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Webex Teams สำหรับ Android, Mac หรือ iPhone และ iPad
ช่องโหว่ผลิตภัณฑ์ Cisco Identity Services Engine (ISE) ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3467 (CVSSv3: 7.7/10) ช่องโหว่นี้เกิดจากการบังคับใช้ Role-Based Access Control (RBAC) อย่างไม่เหมาะสมภายในเว็บอินเทอร์เฟซการจัดการระบบ ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้โดยส่ง HTTP request ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ เมื่อผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการใช้ช่องโหว่ ผู้โจมตีสามารถปรับเปลี่ยนบางส่วนของค่าคอนฟิกได้ เช่นทำการปรับเปลี่ยนการอนุญาตให้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าสู่เครือข่ายหรือทำการบล็อกไม่ให้อุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตเข้าถึงเครือข่าย
ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบแพตซ์และทำการอัปเดตแพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา : threatpost

นักวิจัยพบข้อมูลของ Airlink International UAE ถูกปล่อยลง Dark Web

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากบริษัท Cyble ได้พบการแชร์ข้อมูลซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากการรั่วไหลของบริษัท Airlink International UAE ภายในฟอรั่มบน dark web

ข้อสันนิฐานจากนักวิจัยซึ่งคาดว่าข้อมูลถูกรั่วไหลนี้เป็นผลมาจากการคอนฟิกของเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกกำหนดค่าไม่ถูกต้อง ซึ่งภายในเซิร์ฟเวอร์นั้นมี 60 ไดเรกทอรีที่มีไฟล์ประมาณ 5,000 ไฟล์ โดยการรั่วไหลของข้อมูลชุดนี้ถูกรายงานวันที่ 30 พฤษภาคม 2020 โดยทีม KelvinSecTeam

จากข้อมูลของ Cyble ข้อมูลที่รั่วไหลนั้นประกอบไปด้วยภาพสแกนหนังสือเดินทาง, การจองเที่ยวบิน, การจองโรงแรม, ข้อมูลการสื่อสารทางอีเมลระหว่างพนักงานและลูกค้าของ Airlink International Group และกรมธรรม์สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ

Cyble ได้ออกคำเเนะนำเพื่อการป้องกันเซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบดังนี้

ทำการกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์และทดสอบให้เเน่ใจว่าผู้ที่ไม่มีสิทธ์ในรายการไดเรกทอรีไม่สามารถเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตรวจสอบข้อมูลการ backup และไฟล์ที่ไม่ได้ถูกอ้างอิงสำหรับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน
ทดสอบสิทธิ์การเข้าถึงของไฟล์
ทำลิสต์รายการโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันอินเตอร์เฟสของผู้ดูแลระบบ
ลองใช้การสแกนและทำการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อช่วยในการตรวจหาการกำหนดค่าที่ผิดพลาดในอนาคตหรือแพตช์ที่หายไป

ที่มา : securityaffairs

Microsoft ออกเเจ้งเตือนถึง Android ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่จะทำล็อกหน้าจอบนอุปกรณ์ของผู้ใช้เมื่อตกเป็นเหยื่อ

Microsoft ออกเเจ้งเตือนถึง Android ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่ใช้กลไก "incoming call" หรือการแจ้งเตือนสายเรียกเข้าเพื่อหลอกผู้ใช้ให้กดรับสายและเพื่อเป็นการเปิดการทำงานในการล็อกหน้าจอบนอุปกรณ์ของผู้ใช้

แรนซัมแวร์ที่ถูกเเจ้งเตือนมีชื่อ AndroidOS/MalLocker.

“Black-T” มัลแวร์ Crypto-mining พัฒนาความสามารถในการขโมยรหัสผ่านบนระบบ Linux

ทีมนักวิจัย Unit 42 จาก Palo Alto Networks ได้เผยถึงการพบเวิร์ม cryptojacking ที่มีชื่อว่า “Black-T” จากกลุ่ม TeamTNT ซึ่งเป็นกลุ่มที่รู้จักกันในการกำหนดเป้าหมายเพื่อโจมตี AWS จากนั้นทำการใช้ Monero (XMR) cryptocurrency โดยเวิร์มที่ถูกค้นพบนั้นได้ถูกพัฒนาใหม่ทั้งการเพิ่มความสามารถในการขโมยรหัสผ่านและเครื่องสแกนเครือข่ายเพื่อให้ง่ายต่อการแพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่อื่นๆ

จากรายงานของทีมนักวิจัย Unit 42 พบว่า TeamTNT ได้เพิ่มความสามารถของมัลแวร์ในการใช้เครื่องมือ zgrab ซึ่งเป็นเครื่องมือสแกนเครือข่ายชนิดเดียวกับ pnscan และ masscan ที่อยู่ภายใน Black-T อยู่แล้วทำการสแกนเป้าหมาย ทั้งนี้เครื่องมือสแกน masscan ที่ใช้โดย Black-T ก็ได้รับการอัปเดตเพื่อกำหนดเป้าหมายเป็นพอร์ต TCP 5555 ซึ่งอาจบอกเป็นนัยว่า TeamTnT อาจกำหนดเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ Android นอกจากนี้ Black-T ยังได้เพิ่ม Mimikatz แบบโอเพนซอร์สสองตัวคือ mimipy (รองรับ Windows / Linux / macOS) และ mimipenguin (รองรับ Linux) ทำการอ่านข้อมูลรหัสแบบ plaintext ภายในหน่วยความจำของระบบที่ถูกบุกรุกและส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ C&C ของ TeamTNT

ด้วยการรวมเทคนิคและขั้นตอนทั้งหมดเข้าด้วยกัน TeamTNT สามารถใช้บ็อตเน็ตของเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกบุกรุกเพื่อทำการสแกนหา Docker daemon API เพิ่มเติม ภายในเครือข่ายโดยใช้เครื่องมือ masscan, pnscan และ zgrab และเมื่อมัลแวร์สามารถบุกรุกแล้วได้จะทำการติดตั้ง Kubernetes และ Docker และหลังจากนั้นจะปรับใช้ payload binary ใน container เพื่อทำการเริ่มต้น Monero (XMR) cryptocurrency ภายในเครื่องที่บุกรุก

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่า Docker daemon API บนระบบคลาวด์ของท่านไม่ถูกเปิดเผยและสามารถเข้าถึงได้จากอินเตอร์เน็ตและเพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นเหยือของมัลแวร์ ผู้ดูแลระบบควรใช้ทำการติดตั้งและใช้งาน Next-Generation Firewall ในระบบของท่าน

ที่มา : bleepingcomputer

Chrome 86 มาแล้ว พร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่เพียบ

Google ประกาศการออก Chrome เวอร์ชัน 86 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจุดน่าสนใจในรุ่นใหม่นี้นั้นอยู่ที่ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตามรายการดังนี้

หากมีการบันทึก Credential ไว้ใน Chrome และมีการตรวจพบว่าได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหล Chrome จะทำลิงค์เพื่อชี้ไปยัง <URL>/.well-known/change-password เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านโดยอัตโนมัติ (หากไม่มีพาธดังกล่าว Chrome จะสั่งลิงค์ไปยังโฮมเพจแทน)
เพิ่ม Safety Check เอาไว้ตรวจสอบการตั้งค่าเบราว์เซอร์และข้อมูลว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ในคลิกเดียว
บล็อคการดาวโหลด mixed content หรือการดาวโหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอล HTTP จากเว็บไซต์ HTTPS จากไฟล์ประเภท .exe, .apk, .zip, .iso และไฟล์ไบนารีอื่นๆ
นอกเหนือจากฟีเจอร์ที่ระบุมาแล้ว Chrome 86 ยังมีการแก้ไขและแพตช์ช่องโหว่ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยในขณะนี้ถึงยอดของช่องโหว่ที่ถูกแพตช์ รวมไปถึงเพิ่มฟีเจอร์ทดสอบ (experimental feature) มาอีกเป็นจำนวนมาก ผู้ที่สนใจอยากลองทดสอบฟีเจอร์ใหม่ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่มา

ที่มา : bleepingcomputer

มัลแวร์ใช้ฟีเจอร์ Microsoft Windows Error Reporting (WER) เพื่อรันโค้ดอันตรายแบบไม่มีไฟล์ (fileless)

Hossein Jazi และ Jérôme Segura จาก MalwareBytes เปิดเผยผลการวิเคราะห์ซึ่งตรวจพบในมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ วิธีการนี้เคยถูกใช้ในมัลแวร์ Netwalker และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Cerber มาก่อนแล้ว

มัลแวร์เริ่มต้นการแพร่กระจายผ่านทางสคริปต์ macro ในไฟล์ทางอีเมล โดยสคริปต์ดังกล่าวนั้นถูกพัฒนามาจากโครงการโอเพนซอร์สสำหรับการประเมินความปลอดภัยระบบชื่อ CactusTorch ซึ่งมีความสามารถในการโหลดไบนารีซึ่งถูกคอมไพล์จาก .Net ไปยังโปรเซสที่ต้องการเพื่อฝังโค้ดที่เป็นอันตรายได้

ในกรณีของมัลแวร์ดังกล่าว มัลแวร์มีการโหลดโมดูลที่มีชื่อว่า Kraken และกำหนดเป้าหมายในการแทรกโค้ดไบนารีไปยังโปรเซส werfault.

Kaspersky ตรวจพบมัลแวร์ใน UEFI สายพันธุ์ใหม่ คาดพัฒนาโดยกลุ่มแฮกเกอร์จีน

ในกิจกรรม #SASatHome นักวิจัยมัลแวร์ Mark Lechtik และ Igor Kuznetsov จาก Kaspersky ออกมาเปิดเผยการตรวจพบและผลการวิเคราะห์มัลแวร์ในเฟิร์มแวร์ UEFI จากระบบซึ่งถูกโจมตีและมีการแจ้งเตือนจากซอฟต์แวร์ Firmware Scanner ว่ามีโค้ดต้องสงสัยอยู่ข้างใน

จากการตรวจสอบโค้ดดังกล่าวในเฟิร์มแวร์ UEFI ทีม Kaspersky ตรวจพบมัลแวร์ซึ่งมีคุณสมับติในการลักลอบดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมอันตรายลงสู่ระบบโดยอัตโนมัติเมื่อคอมพิวเตอร์ถูกเปิดใช้งาน ส่วนของมัลแวร์ที่จะถูกดาวน์โหลดมาเพิ่มเติมนั้นถูกเรียกโดย Kaspersky ว่า "MosaicRegressor" malware framework

แม้ว่าการตรวจสอบจะยังไม่สมบูรณ์ Kaspersky พบว่า MosaicRegressor นั้นมีโมดูลในการลักลอบขโมยข้อมูลออกจากระบบ โดยส่วนของโค้ดที่พบในเฟิร์มแวร์ UEFI นั้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวิธีการฝังตัวของเฟรมเวิร์ค ทีม Kaspersky ยืนยันการพบโมดูลอื่น ๆ ของ MosaicRegressor แล้ว แต่มีเพียงสองระบบเท่านั้นที่พบโค้ดอันตรายใน UEFI โค้ดของ

ระบบส่วนใหญ่ที่ตรวจพบการมีอยู่ของมัลแวร์นี้โดยส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่ม NGO ในแอฟริกา, เอเชียและยุโรป ด้วยลักษณะและความเกี่ยวข้องของเหยื่อนั้นชี้โยงกลับไปที่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตามทีม Kaspersky กับพบความเหมือนของโค้ดมัลแวร์กับโค้ดที่ถูกพัฒนาโดยกลุ่มแฮกเกอร์จีน ความเกี่ยวข้องของมัลแวร์และปฏิบัติการในตอนนี้จึงเชื่อมโยงกับไปหากลุ่มแฮกเกอร์จีนมากกว่า

ผู้ที่สนใจรายงานการโจมตีและการวิเคราะห์มัลแวร์สามารถดาวโหลดรายงานฉบับดังกล่าวได้ที่ : Kaspersky

ที่มา : Zdnet