แจ้งเตือนช่องโหว่ BleedingTooth แฮกแบบ Zero-Click ผ่านช่องโหว่ Bluetooth

Andy Nguyen นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Google เปิดเผยชุดช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ BleedingTooth ในโค้ด BlueZ ซึ่งอิมพลีเมนต์โปรโตคอล Bluetooth ทั้งหมด 3 CVE ได้แก่ CVE-2020-12351, CVE-2020-12352 และ CVE-2020-24490 ช่องโหว่ที่มีความร้ายแรงที่สุด (CVSSv3 8.3) นั้นคือช่องโหว่ CVE-2020-12351

ช่องโหว่ CVE-2020-12351 เป็นช่องโหว่ heap overflow ในโค้ดของ Bluetooth ในลินุกซ์เคอร์เนล ช่องโหว่นี้สามารถทำให้ผู้โจมตีซึ่งอยู่ในระยะของเครือข่าย Bluetooth ส่งแพ็คเกต l2cap แบบพิเศษที่ทำให้เกิดการ DoS หรือรันคำสั่งอันตรายในอุปกรณ์ด้วยสิทธิ์ของระบบได้ Andy มีการเปิดเผย PoC ของช่องโหว่นี้ไว้ใน GitHub อีกด้วยที่ https://github.

“Black-T” มัลแวร์ Crypto-mining พัฒนาความสามารถในการขโมยรหัสผ่านบนระบบ Linux

ทีมนักวิจัย Unit 42 จาก Palo Alto Networks ได้เผยถึงการพบเวิร์ม cryptojacking ที่มีชื่อว่า “Black-T” จากกลุ่ม TeamTNT ซึ่งเป็นกลุ่มที่รู้จักกันในการกำหนดเป้าหมายเพื่อโจมตี AWS จากนั้นทำการใช้ Monero (XMR) cryptocurrency โดยเวิร์มที่ถูกค้นพบนั้นได้ถูกพัฒนาใหม่ทั้งการเพิ่มความสามารถในการขโมยรหัสผ่านและเครื่องสแกนเครือข่ายเพื่อให้ง่ายต่อการแพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่อื่นๆ

จากรายงานของทีมนักวิจัย Unit 42 พบว่า TeamTNT ได้เพิ่มความสามารถของมัลแวร์ในการใช้เครื่องมือ zgrab ซึ่งเป็นเครื่องมือสแกนเครือข่ายชนิดเดียวกับ pnscan และ masscan ที่อยู่ภายใน Black-T อยู่แล้วทำการสแกนเป้าหมาย ทั้งนี้เครื่องมือสแกน masscan ที่ใช้โดย Black-T ก็ได้รับการอัปเดตเพื่อกำหนดเป้าหมายเป็นพอร์ต TCP 5555 ซึ่งอาจบอกเป็นนัยว่า TeamTnT อาจกำหนดเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ Android นอกจากนี้ Black-T ยังได้เพิ่ม Mimikatz แบบโอเพนซอร์สสองตัวคือ mimipy (รองรับ Windows / Linux / macOS) และ mimipenguin (รองรับ Linux) ทำการอ่านข้อมูลรหัสแบบ plaintext ภายในหน่วยความจำของระบบที่ถูกบุกรุกและส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ C&C ของ TeamTNT

ด้วยการรวมเทคนิคและขั้นตอนทั้งหมดเข้าด้วยกัน TeamTNT สามารถใช้บ็อตเน็ตของเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกบุกรุกเพื่อทำการสแกนหา Docker daemon API เพิ่มเติม ภายในเครือข่ายโดยใช้เครื่องมือ masscan, pnscan และ zgrab และเมื่อมัลแวร์สามารถบุกรุกแล้วได้จะทำการติดตั้ง Kubernetes และ Docker และหลังจากนั้นจะปรับใช้ payload binary ใน container เพื่อทำการเริ่มต้น Monero (XMR) cryptocurrency ภายในเครื่องที่บุกรุก

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่า Docker daemon API บนระบบคลาวด์ของท่านไม่ถูกเปิดเผยและสามารถเข้าถึงได้จากอินเตอร์เน็ตและเพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นเหยือของมัลแวร์ ผู้ดูแลระบบควรใช้ทำการติดตั้งและใช้งาน Next-Generation Firewall ในระบบของท่าน

ที่มา : bleepingcomputer

“CDRThief” มัลเเวร์ชนิดใหม่บน Linux ที่พุ่งเป้าหมายเพื่อทำการขโมยบันทึกรายละเอียดการโทรบนระบบ VoIP Softswitch

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จาก ESET ได้เปิดเผยถึงการค้นพบมัลเเวร์ชนิดใหม่ใน Linux ที่มีชื่อว่า "CDRThief" โดยมัลเเวร์ชนิดใหม่นี้พุ่งเป้าหมายไปที่ระบบ Voice over IP (VoIP) Softswitch เพื่อทำการขโมยข้อมูล Call Detail Records ( CDR )

นักวิจัยกล่าวว่าเป้าหมายหลักของมัลแวร์ CDRThief คือแพลตฟอร์ม Linux VoIP ได้แก่ Softswitch รุ่น VOS2009 และ 3000 จากบริษัท Linknat ในประเทศจีน ซึ่งเมื่อมัลแวร์สามารถเข้าถึงระบบได้แล้วจะค้นหาฐานข้อมูล MySQL ภายในที่ Softswitch จากรายการไดเร็กทอรีที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อพยายามเข้าถึง Credential บนฐานข้อมูล MySQL และจะทำการ exfiltrates ข้อมูลเช่น Username, Password, IP address หลังจากทำการบุกรุกแล้วมัลเเวร์จะทำการ exfiltrate ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ จาก Softswitch ที่ถูกบุกรุกรวมเช่น CDR หรือ Metadata และจะทำการเรียกใช้คำสั่ง SQL โดยตรงในฐานข้อมูล MySQL เพื่อทำการดักจับและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ VoIP gateway

และนอกจากนี้ข้อมูลที่จะถูก exfiltrated จะถูกทำการบีบอัดและเข้ารหัสด้วยคีย์ RSA-1024 แบบฮาร์ดโค้ดก่อนที่จะทำการคัดลอก ซึ่งจะทำให้ผู้ดำเนินการมัลแวร์เท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อมูลที่ถูกกรองออกมาได้

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่าการปฏิบัติการของผู้คุกคามยังคงไม่ชัดเจนแต่คาดเดาว่าผู้โจมตีอาจเข้าถึงอุปกรณ์โดยใช้การ Brute-force attack หรือโดยใช้ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบทำการโจมตี ซึ่งทั้งนี้เมื่อมีข้อมูล CDR และ VoIP gateway ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับทำการหลอกหลวงและฉ้อโกงผู้ใช้ทั่วไปได้ หรือนำไปทำการโกงที่ชื่อว่า International Revenue Share Fraud (IRSF) ซึ่งเป็นการโทรไปยังเบอร์ที่มีการเก็บค่าบริการราคาแพงซึ่งผู้โจมตีเป็นเจ้าของ ทำให้องค์กรสูญเสียเงินให้กับผู้โจมตี ผู้ดูแลระบบที่มีการใช้งาน Softswitch ควรทำการเฝ้าระวังมัลแวร์ดังกล่าว

ที่มา: thehackernews.

Vulnerability in IBM Db2 Leads to Information Disclosure, Denial of Service

พบช่องโหว่ในหน่วยความจำของ IBM DB2 ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญหรืออาจทำให้ระบบเกิด DoS ได้

Martin Rakhmanov หัวหน้าทีมวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ SpiderLabs จาก Trustwave ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่ในหน่วยความจำของ IBM DB2 Relational Database ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญหรือทำให้เกิดเงื่อนไขปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ในฐานข้อมูล

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-4414 ช่องโหว่เกิดจากการแชร์หน่วยความจำใน DB2 ด้วยการใช้ Trace facility ซึ่งทำให้ขาดการป้องกันที่ชัดเจน จึงทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ภายในระบบสามารถทำการอ่านและเขียนในหน่วยความจำและยังสามารถดัมพ์เนื้อหาที่มี ซึ่งนอกจากนี้ผู้โจมตียังสามารถเขียนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนพื้นที่หน่วยความจำของเป้าหมายเพื่อทำให้ฐานข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงได้และทำให้เกิดเงื่อนไขปฏิเสธการให้บริการ (DoS)

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบกับ IBM DB2 สำหรับ Linux, UNIX และ Windows (9.7, 10.1, 10.5, 11.1, 11.5) ทั้งนี้ IBM เปิดตัวเเพตซ์การแก้ไขสำหรับช่องโหว่แล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ดูแลระบบควรทำการรีบอัปเดตเเพตซ์เพื่อเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวและเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: bleepingcomputer | trustwave

พบ FritzFrog มัลแวร์ขุดเหมืองโจมตี Linux ผ่าน SSH

Guardicore ออกรายงานวิเคราะห์มัลแวร์ขุดเหมือง Monero ตัวใหม่ชื่อ FritzFrog โจมตี Linux ผ่าน SSH มีลักษณะเป็น worm และ botnet มุ่งเป้าหมายโจมตีหน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา และสถาบันการเงิน พบโจมตีตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ในขณะนี้มีเหยื่อติดเชื้อราวๆ 500 เซิร์ฟเวอร์และมีความพยายามโจมตี brute force กว่าล้านไอพี

FritzFrog เป็นมัลแวร์ที่มีความซับซ้อน มีการสั่งงานกันผ่าน peer-to-peer (P2P) คือคุยกันระหว่าง FritzFrog แต่ละตัวโดยไม่มีต้องมี Command & Control (C&C) ที่เป็นศูนย์กลางรวมถึงมีการรัน payload ในเมมโมรี่ ทำให้ยากต่อการตรวจจับ

เมื่อ FritzFrog ยึดเครื่องผ่าน SSH สำเร็จ มันจะลบตัวเองทิ้ง และรันด้วยโปรเสส ชื่อ ifconfig และ nginx จากนั้นมันจะรอคำสั่งต่อไปผ่าน port 1234 ซึ่งตามปกติแล้ว port 1234 มีความผิดปกติและตรวจจับได้ง่าย แต่ FritzFrog ใช้วิธีเพิ่ม SSH authorized_keys เพื่อให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน SSH แล้วเปิด netcat client บนเครื่องของเหยื่อเพื่อส่งคำสั่งจาก SSH ไปยัง port 1234 ทำให้ตรวจจับไม่ได้จากไฟร์วอลโดยตรงว่ามีการส่งคำสั่งมาจากเน็ตเวิร์คผ่าน port 1234 นอกจากนี้ยังมีการรันโปรเสสชื่อ libexec เพื่อขุดเหมือง Monero

Guardicore ระบุวิธีตรวจจับ FritzFrog ไว้ดังต่อไปนี้
1 ใช้สคริป detect_fritzfrog.

FBI และ NSA ร่วมออกรายงานแจ้งเตือนมัลแวร์ตัวใหม่ใน Linux “Drovorub” คาดถูกใช้โดยแฮกเกอร์ที่รัฐบาลรัสเซียหนุนหลัง

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา FBI และ NSA ได้มีการเปิดเผยการแจ้งเตือนซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทั้งสองหน่วยงาน โดยเป็นการแจ้งเตือนและผลการวิเคราะห์มัลแวร์ตัวใหม่บน Linux "Drovorub" อ้างอิงจากรายงานของทั้งสองหน่วยงาน มัลแวร์ Drovorub ถูกตรวจจับว่ามีการใช้งานในการโจมตีจริงแล้ว และเชื่อมโยงกลับไปยังกลุ่มแฮกเกอร์ APT28 หรือ Fancy Bear ที่มีรัฐบาลรัสเซียหนุนหลัง

การวิเคราะห์มัลแวร์ Drovorub บ่งชี้ให้เห็นศักยภาพที่หลากหลายของมัลแวร์ ตัวมัลแวร์เองถูกออกแบบมาให้เป็น kernel module rootkit แต่ยังมีฟังก์ชันการทำงานเช่นเดียวกับโทรจันโดยทั่วไป อาทิ การรับส่งไฟล์และการสร้างช่องทางลับเพื่อการ pivoting ด้วยลักษณะของการเป็น rootkit ระดับ kernel มัลแวร์ Drovorub จะมีการซ่อนตัวเองจากความพยายามในการค้นหาโปรเซส, ไฟล์, socket หรือพฤติกรรมการทำงานต่างๆ ผ่านการ hook หรือเป็นลอจิคการทำงานของโปรแกรม เช่น เมื่อผู้ใช้งานมีการใช้คำสั่ง ps เพื่อดูรายการโปรเซส มัลแวร์ Drovorub จะทำการแก้ไขผลลัพธ์อยู่เบื้องหลังเพื่อทำให้โปรเซสที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ไม่แสดงในผลลัพธ์ของคำสั่ง

นอกเหนือจากการวิเคราะห์การทำงาน รายงานร่วมของ FBI และ NSA ยังพูดถึงวิธีในการตรวจจับการทำงานของมัลแวร์ทั้งในมุม network และ endpoint รวมไปถึงการทำ memory analysis เพื่อตรวจหาการมีอยู่ของมัลแวร์ รวมไปถึงคำแนะนำจากทั้งสองหน่วยงานในการป้องกันและลดผลกระทบ ผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากรายงานของ FBI และ NSA (media.

พบช่องโหว่ใหม่ BootHole ใน bootloader ยอดนิยมของ Linux กระทบ Windows ด้วย

นักวิจัยจาก Eclypsium เผยแพร่ช่องโหว่ใหม่ CVE-2020-10713 BootHole เป็นช่องโหว่ buffer overflow ใน GRUB2 เป็น bootloader ยอดนิยมที่ใช้ใน Linux หลายๆ ดิสโทร ช่องโหว่นี้เกิดเมื่อทำการ parsing ไฟล์ตั้งค่า grub.

VMware fixes CVE-2020-3956 Remote Code Execution issue in Cloud Director

VMware ออกเเพตซ์แก้ไข CVE-2020-3956 ใน VMware Cloud Director

VMware ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีจากระยะไกล ที่ถูกค้นพบช่องโหว่โดย Tomáš Melicher และ LukášVáclavík จาก Citadelo ถูกระบุเป็นรหัส CVE-2020-3956 ในผลิตภัณฑ์ VMware Cloud Director

ช่องโหว่ CVE-2020-3956 (CVSSv3 8.8) เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีจากระยะไกล ซึ่งช่องโหว่สามารถทำให้ผู้โจมตีที่ได้รับการรับรองความถูกต้องสามารถส่งทราฟฟิกที่เป็นอันตรายไปยัง Cloud Director เพื่อทำการเรียกใช้โค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาต การโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้ช่องโหว่ผ่านทาง HTML5 และ Flex-based UIs, API Explorer interface และ API access

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ VMware Cloud Director 9.5.x, 9.7.x และ 10.0.x บนระบบปฏิบัติการ Linux และ Photon OS

ทั้งนี้ VMware Cloud Director เวอร์ชัน 8.x, 9.0.x, 9.1.x และ 10.1.0 บนระบบปฏิบัติการ Linux จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ ผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตซอฟต์แวร์ VMware vCloud Director เป็นเวอร์ชัน 9.1.0.4, 9.5.0.6, 9.7.0.5 และ 10.0.0.2 เพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่และลดความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

ที่มา: securityaffairs

นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ “Symlink Race” ใน 28 ผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสยอดนิยมในปัจจุบัน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก RACK911 Labs กล่าวว่าพวกเขาพบช่องโหว่ "Symlink Race" ใน 28 ผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสยอดนิยมในปัจจุบัน โดยผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องที่เกิดกับโปรแกรมป้องกันไวรัสทำการลบไฟล์ในระบบซึ่งอาจทำให้ระบบปฏิบัติการเกิดปัญหาหรือทำให้ไม่สามารถใช้งานได้

Vesselin Bontchev นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งบัลแกเรียกล่าวว่าช่องโหว่ Symlink race เป็นช่องโหว่ที่เกิดขั้นจากการเชื่อมโยงไฟล์ที่เป็นอันตรายเข้ากับไฟล์ที่ถูกต้องเพื่อทำการยกระดับสิทธิ์ไฟล์ที่เป็นอันตรายให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการโจมตี Elevation-of-Privilege (EoP)

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก RACK911 ได้ทำการทดสอบช่องโหว่โดยการสร้างสคริปต์เพื่อทำการพิสูจน์ช่องโหว่ Symlink Race พบว่าในการทดสอบบน Windows, macOS และ Linux พวกเขาใช้ช่องโหว่ Symlink race ที่มีอยู่ในซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและสามารถลบไฟล์ที่สำคัญในซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสได้โดยที่ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสไม่ได้แสดงผลการแจ้งเตือนและพวกเขายังทดสอบช่องโหว่โดยทำการลบไฟล์ที่สำคัญในระบบปฏิบัติการ ผลลัพธ์คือระบบปฏิบัติการเกิดความเสียหายอย่างมากถึงขึ้นต้องทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อซ่อมแซมระบบปฏิบัติการที่เกิดความเสียหาย

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก RACK911 กล่าวว่าช่องโหว่นี้อยู่ในผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส 28 รายกาย บนระบบปฏิบัติการ Linux, Mac และ Windows และได้รายงานให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสรับทราบและเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้ทำการการแก้ไขแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยของระบบและข้อมูลของผู้ใช้งาน

ที่มา : zdnet

Sudo Bug Lets Non-Privileged Linux and macOS Users Run Commands as Root

ช่องโหว่ในคำสั่ง sudo ให้ผู้ใช้ Linux และ macOS ที่ไม่มีสิทธิพิเศษเรียกใช้คำสั่งด้วยสิทธิ์ Root ได้
Joe Vennix แห่ง Apple security พบช่องโหว่ที่สำคัญประการหนึ่งในคำสั่ง sudo หากตั้งค่าบางอย่างไว้ อาจอนุญาตให้ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ต่ำหรือโปรแกรมที่เป็นอันตรายในการรันคำสั่งโดยพลการด้วยสิทธิ์ระดับผู้ดูแล ('root') บนระบบ Linux หรือ macOS
sudo เป็นหนึ่งใน utilities ที่สำคัญที่มีประสิทธิภาพและใช้กันอย่างแพร่หลาย มาพร้อมกับ core command ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าบน macOS และเกือบทุกระบบปฏิบัติการบน UNIX หรือ Linux ซึ่ง sudo ได้รับการออกแบบ เพื่อให้ผู้ใช้เรียกใช้แอพหรือคำสั่ง ด้วยสิทธิ์ของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้อง switching environments ต่างๆ
Vennix ระบุว่าข้อบกพร่องสามารถถูกโจมตีได้เมื่อเปิดใช้งานตัวเลือก "pwfeedback" เท่านั้นในไฟล์การกำหนดค่า sudoers ซึ่ง pwfeedback เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้เห็น Visual Feedback คือเห็น * เมื่อผู้ใช้ป้อนรหัสผ่านใน terminal
คุณลักษณะ pwfeedback ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้นในเวอร์ชั่นต้นเเบบของ sudo หรือแพ็คเกจอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ลีนุกซ์บางรุ่น เช่น Linux Mint และ Elementary OS มีการเปิดใช้งานคุณลักษณะ pwfeedback ในไฟล์ sudoers เป็นค่าเริ่มต้น
เมื่อ pwfeedback ถูกเปิดใช้งาน ผู้ใช้ใดๆ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้ เเม้ไม่มี sudo permissions ทำให้สามารถโจมตีเพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root ได้
คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าคุณได้รับผลกระทบหรือไม่ โดยสามารถเรียกใช้ "sudo -l" command บน Terminal Linux หรือ macOS ของคุณ เพื่อค้นหาว่า "pwfeedback" ถูกเปิดใช้งานหรือไม่
หากเปิดใช้งาน, คุณสามารถปิดการใช้งานองค์ประกอบที่มีช่องโหว่ได้ โดยเปลี่ยน "Defaults pwfeedback" เป็น "Defaults !pwfeedback" ในไฟล์การกำหนดค่า sudoers เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่
โดยคำสั่ง sudo รุ่นที่ได้รับผลกระทบคือรุ่น 1.7.1 ถึง 1.8.30 ซึ่ง Apple ได้ออกแพตช์ให้กับ macOS เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว

ที่มา : thehackernews