Microsoft Edge เพิ่มเซ็นเซอร์ตรวจจับ Scareware เพื่อตรวจจับการหลอกลวงที่รวดเร็วขึ้น

Microsoft เปิดตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับ Scareware ตัวใหม่สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ Microsoft Edge ซึ่งช่วยตรวจจับหน้าเว็บไซต์หลอกลวง ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้มั่นใจว่า Defender SmartScreen จะบล็อกหน้าเว็บไซต์หลอกลวงเหล่านั้นได้เร็วขึ้น

ในการหลอกลวงแบบ Scareware (หรือที่เรียกว่า tech support scams) มิจฉาชีพจะใช้หน้า Landing Page เพื่อหลอกล่อเหยื่อให้เชื่อว่าอุปกรณ์ของพวกเขาติดมัลแวร์ และพยายามเข้าควบคุมระบบจากระยะไกล โดยการกดดันให้โทรไปยังหมายเลข tech support ปลอม

Microsoft Defender SmartScreen ซึ่งปกป้องผู้ใช้ Edge จากการหลอกลวงดังกล่าว จะเริ่มทำงานหลังจากที่เว็บไซต์ที่เป็นอันตรายถูกเพิ่มเข้าไปใน index หน้าเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย ในขณะที่ Scareware blocker ที่มีอยู่ใน Edge ซึ่งเปิดตัวในงาน Ignite conference เดือนพฤศจิกายน 2024 และเปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์บน PCs ส่วนใหญ่ จะเพิ่มการป้องกันพิเศษโดยการตรวจจับสัญญาณของการหลอกลวงดังกล่าวแบบเรียลไทม์โดยใช้โมเดล machine learning ภายในเครื่อง

หลังจากตรวจพบหน้าหน้าเว็บไซต์หลอกลวงแบบเรียลไทม์ Scareware blocker ที่ใช้ AI/ML จะแจ้งเตือนผู้ใช้ และอนุญาตให้ผู้ใช้โหลดเว็บไซต์ต่อได้หากพวกเขาเชื่อว่าปลอดภัย ตัวบล็อกจะออกจากโหมดเต็มหน้าจอ, แสดงคำเตือน, หยุดเสียงดัง และแสดงภาพ thumbnail ของหน้าเว็บ

ผู้ใช้ยังสามารถรายงานเว็บไซต์หลอกลวงเพื่อปกป้องผู้อื่นได้ โดยการแบ่งปันข้อมูลการตรวจสอบ และภาพหน้าจอกับ Microsoft ซึ่งจะช่วยให้บริการ SmartScreen ตรวจจับการระบาดของ Scareware ได้ดีขึ้น

เมื่อเซ็นเซอร์ใหม่นี้เปิดใช้งาน SmartScreen จะได้รับการแจ้งเตือนให้จัดทำ index หน้าเว็บหลอกลวงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ Edge ทั่วโลกจะได้รับคำเตือนเกี่ยวกับการหลอกลวงได้เร็วขึ้น

Rob Franco PM Manager ซึ่งทำงานในทีม Microsoft Edge Enterprise and Security ระบุว่า "ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป หาก Scareware blocker ตรวจพบหน้าเว็บไซต์ที่น่าสงสัยแบบเต็มหน้าจอ เซ็นเซอร์ Scareware ตัวใหม่ใน Edge 142 สามารถแจ้งเตือน SmartScreen เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเป็นการหลอกลวงได้ทันที โดยไม่ต้องแชร์ภาพหน้าจอหรือข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ SmartScreen ได้รับอยู่แล้ว"

"รายงานแบบเรียลไทม์นี้จะช่วยแจ้งเตือน SmartScreen ล่วงหน้าทันที เพื่อช่วยยืนยันการหลอกลวงได้เร็วขึ้น และบล็อกการหลอกลวงเหล่านั้นได้ทั่วโลก ในอนาคตจะมีการเพิ่มสัญญาณการตรวจจับแบบไม่ระบุตัวตนมากขึ้น เพื่อช่วยให้ Edge จดจำรูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้"

เซ็นเซอร์ Scareware ตัวใหม่นี้กำลังทยอยเปิดตัวใน Microsoft Edge 142 โดยค่าเริ่มต้นจะถูกปิดใช้งานไว้ แต่ Microsoft วางแผนที่จะเปิดใช้งานสำหรับผู้ใช้ทุกคนที่เปิดใช้งาน SmartScreen อยู่แล้ว เพื่อช่วยตรวจจับการหลอกลวงได้มากขึ้น

Microsoft ระบุว่า ผู้ใช้ Edge ได้รายงาน Scareware ที่นอกเหนือไปจากป๊อปอัป "Virus Alert!" ทั่วไป ซึ่งรวมถึงการหลอกลวงที่ใช้ control panels ปลอม และ blue screens ปลอมด้วย

Franco ระบเพิ่มเติมว่า "เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ใช้รายงานการหลอกลวงที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กล่าวหาว่าพวกเขาก่ออาชญากรรม และเรียกร้องให้ชำระเงินเพื่อปลดล็อก PCs" "ตอนที่ Scareware blocker จับการหลอกลวงนั้นได้ มันยังไม่ถูกบล็อกโดย Defender SmartScreen หรือบริการอื่น ๆ เช่น Google Safe Browsing"

ที่มา : bleepingcomputer

 

Microsoft Edge จะเริ่มบล็อก Extensions อันตรายที่ถูกติดตั้งจากภายนอก

Microsoft มีแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่สำหรับเบราว์เซอร์ Edge เพื่อปกป้องผู้ใช้จาก extensions ที่เป็นอันตราย ซึ่งถูกติดตั้งลงในเบราว์เซอร์ด้วยวิธี Sideloading

(more…)

Google Chrome จะบล็อกการเปิดใช้งานเบราว์เซอร์ในระดับสิทธิ์ Admin เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น

Google กำลังทยอยเปลี่ยนแปลง Chromium โดย "ลดระดับสิทธิ์ (de-elevates)" ของ Google Chrome เพื่อไม่ให้เบราว์เซอร์ทำงานในโหมดของผู้ดูแลระบบ ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยบนระบบปฏิบัติการ Windows (more…)

Trend Micro Antivirus มีการแก้ไข Registry ของ Windows โดยไม่ได้ตั้งใจ

โปรแกรมป้องกันไวรัสของ Trend Micro ได้แก้ไขข้อผิดพลาด ที่ส่งผลให้ Apex One endpoint ตรวจจับการอัปเดต Microsoft Edge ว่าเป็นมัลแวร์ และทำให้ registry ของ Windows ถูกแก้ไขอย่างไม่ถูกต้อง

ตามรายงานจากผู้ใช้งานหลายร้อยรายเมื่อต้นสัปดาห์นี้ในฟอรัมของบริษัท และบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ว่าเกิดการตรวจจับที่ผิดพลาดกับแพทช์การอัปเดตของ Microsoft Edge  โดย Trend Micro Apex One ระบุว่าการอัปเดตเบราว์เซอร์ลักษณะดังกล่าวเป็นไวรัส/มัลแวร์: TROJ_FRS.VSNTE222 และไวรัส/มัลแวร์: TSC_GENCLEAN

(more…)

ช่องโหว่ในไลบรารียอดนิยม Play Core ทำให้ผู้ใช้ Android มีความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Check Point ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ในไลบรารี Play Core ซึ่งเป็นไลบรารีของ Android ยอดนิยมที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถจัดการโมดูลและฟีเจอร์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โมดูลนี้ถูกใช้ในแอปพลิเคชันยอดนิยมมากมายรวมถึง Grindr, Bumble, OkCupid, Cisco Teams, Moovit, Yango Pro, Microsoft Edge, Xrecorder และ PowerDirector ด้วยช่องโหว่จากไลบรารีนี้จะทำให้ผู้ใช้ Android ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น อีเมล และรหัสผ่านที่ใช้ทางการเงิน เป็นต้น

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-8913 (CVSSv3: 8.8/10) จะส่งผลกระทบกับ Android ไลบรารี Play Core เวอร์ชันก่อน 1.7.2. โดยผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เพื่อโหลดและรันโค้ดที่เป็นอันตราย (เช่นไฟล์ APK) ไปยังแอปที่เป็นเป้าหมาย และส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถขโมยรายละเอียดการเข้าสู่ระบบ, รหัสผ่าน, SMS ยืนยันที่มีโค้ด 2FA, รายละเอียดทางการเงินและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ ของผู้ใช้

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่าในปัจจุบันพบว่าแอปพลิเคชันบน Google Play จำนวน 13% ที่มีความเสี่ยงและจากข้อมูลการวิเคราะห์ในเดือนกันยายน 2020 ที่ผ่านมาพบว่า 8% ของแอปเหล่านั้นมีเวอร์ชันของไลบรารีที่มีช่องโหว่

หลังจากเปิดเผยรายงานผู้พัฒนาแอปพลิเคชันบางรายได้เริ่มทยอยการอัปเดตแอปพลิเคชันแล้ว ทั้งนี้ผู้ใช้ Android ควรทำการอัปเดตแอปพลิเคชันที่ใช้งานให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อจากผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี

ที่มา: thehackernews | bankinfosecurity

Demo Exploit Code Published for Remote Code Execution via Microsoft Edge

โค้ดสำหรับโจมตีช่องโหว่ CVE-2018-8629 บนเว็บเบราเซอร์ Microsoft Edge ถูกเผยแพร่โดยนักวิจัยที่พบช่องโหว่นั้น โดยโค้ดนี้สามารถถูกใช้เพื่อทำการโจมตีจากระยะไกลบนเครื่องที่ยังไม่มีการแพตช์ได้

ช่องโหว่ CVE-2018-8629 กระทบ Chakra ซึ่งเป็น JavaScript engine ภายใน Edge ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อรันคำสั่งอันตรายด้วยสิทธิเดียวกับผู้ใช้งานที่เข้าสู่ระบบอยู่ ช่องโหว่นี้ถูกระบุว่ามีผลกระทบร้ายแรง (critical) กับระบบปฏิบัติการแทบทุกรุ่นของ Microsoft ยกเว้น Windows Server 2019 และ 2016 ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ระดับปานกลาง (moderate) ซึ่งทาง MIcrosoft ได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในแพตช์ปรับปรุงความปลอดภัยของเดือนธันวาคม 2018

Bruno Keith นักวิจัยผู้เป็นคนค้นพบช่องโหว่ได้ปล่อยตัวอย่างโค้ดสำหรับโจมตีช่องโหว่ออกมาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2018 โดยโค้ดที่ถูกปล่อยออกมาโดยนักวิจัยสามารถทำให้เกิดการอ่านข้อมูลในหน่วยความจำเกินกว่าที่ควร (out-of-bounds memory read leak) ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงโดยตรง แต่สามารถถูกผู้ไม่หวังดีนำไปดัดแปลงต่อได้

ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตระบบเพื่อความปลอดภัยจากการโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าว

ที่มา : bleepingcomputer

Google Developer Discovers a Critical Bug in Modern Web Browsers

นักพัฒนาจากทีม Google Chrome "Jake Archibald" ค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัย "Wavethrough" ในเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ที่ถูกเปิดอยู่ในโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์เดียวกันในขณะนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้

โดยปกตินั้นเมื่อผู้ใช้งานเข้าชมเว็บไซต์ เบราว์เซอร์จะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกดูข้อมูลของเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ได้มีที่มาจากเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเข้าชมอยู่ อย่างไรก็ตามช่องโหว่ Wavethrough นั้นเกิดขึ้นในกรณีของการเรียกหาข้อมูลในลักษณะที่เป็นไฟล์เสียงหรือไฟล์วีดิโอ ที่สามารถถูกเรียกข้ามเว็บไซต์ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข

การเรียกหาข้อมูลที่เป็นไฟล์เสียงหรือไฟล์วีดิโอสามารถถูกเรียกได้เป็นส่วนๆ ในกรณีที่ไฟล์อาจมีขนาดใหญ่ เมื่อส่วนย่อยๆ ถูกเรียกและถูกใช้งานจนเกือบครบ เบราว์เซอร์จะพยายามค้นหาชิ้นส่วนต่อไปของไฟล์เพื่อที่จะเรียกและนำมาใช้งานใหม่ อย่างไรก็ตามการเรียกหาข้อมูลแบบเป็นส่วนๆ นี้กลับไม่ได้ถูกครอบคลุมโดยมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีพอ ทำให้เกิดการนำไปพัฒนาที่แตกต่างกันและเกิดเป็นช่องโหว่ขึ้นมาได้

Jake Archibald ค้นพบช่องโหว่ Wavethrough ใน Microsoft Edge และ Mozilla Firefox ซึ่งทำให้การเรียกส่วนของข้อมูลนั้นสามารถูกบังคับให้เป็นการเรียกข้ามขอบเขตที่ควรจะเป็น หรือเรียกข้ามเว็บไซต์ได้ โดย Jake ได้แสดงตัวอย่างการโจมตีซึ่งทำให้เขาสามารถดึงข้อมูลของเว็บไซต์ที่มีการล็อกอินค้างอยู่ในโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ได้

Recommendation : ในขณะนี้ช่องโหว่ดังกล่าวซึ่งตรวจพบใน Microsoft Edge และ Mozilla Firefox ได้ถูกแพตช์แล้ว แนะนำให้ผู้ใช้งานดำเนินการอัปเดตโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรับแพตช์ช่องโหว่โดยด่วน
Affected Platform : Microsoft Edge และ Mozilla Firefox

ที่มา : thehackernews