Samba ออกแพตช์ความปลอดภัย

 

ทีม Samba ได้เปิดตัวโปรแกรมความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ในหลาย ๆ เวอร์ชันของ Samba เพื่อแก้ไข CVE-2019-14861 และ CVE-2019-14870 ซึ่งทั้งสองช่องโหว่พบตั้งแต่ Samba 4.0 ขึ้นไป

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ (CISA) สนับสนุนให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบตรวจสอบประกาศความปลอดภัยของ Samba และทำการอัปเดต

ที่มา us-cert.

Microsoft Office December Security Updates Fix Remote Execution Bugs

Microsoft Office ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่รันคำสั่งจากระยะไกล
Microsoft Office ออกอัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัย 16 รายการ โดยช่องโหว่ที่สำคัญคือ CVE-2019-1462 ของ PowerPoint รุ่น 2010, 2013 และ 2016 ถ้าผู้โจมตีทำการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวสำเร็จ จะทำให้สามารถรันคำสั่งอันตรายได้ด้วยสิทธิ์ของผู้ที่ใช้งาน PowerPoint ซึ่งในกรณีที่ผู้ใช้งานมีสิทธิ์ administrative ผู้โจมตีก็จะได้สิทธิ์ในการควบคุมเครื่อง
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขช่องโหว่ในโปรแกรมตระกูล Microsoft Office อีกหลายรายการ ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบสามารถดูรายละเอียดแพตช์รักษาความปลอดภัยทั้งหมดได้ที่ Support Microsoft

ที่มา : Microsoft Office December Security Updates Fix Remote Execution Bugs

SAP Releases 5 Security Notes on December 2019 Patch Day

 

SAP ออกแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนธันวาคม 2019

SAP ได้ออกบันทึกด้านความปลอดภัยใหม่ห้าฉบับในสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนธันวาคม 2019 ช่องโหว่ใหม่นี้มีความรุนแรงระดับกลางและคะแนน CVSS ตั้งแต่ระหว่าง 6.7 และ 4.3

ช่องโหว่แรก คือ CVE-2019-0402 ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลใน SAP Adaptive Server Enterprise ซึ่งส่งผลกระทบต่อแอปพลิเคชันเวอร์ชัน 15.7 และ 16.0
ถัดไปคือ CVE-2019-0395 ช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) ใน SAP Business Intelligence Platform เวอร์ชัน 4.2

ต่อมาเป็นช่องโหว่ใหม่คือ CVE-2019-0405, CVE-2019-0403 และ CVE-2019-0404 ซึ่งแสดงถึงปัญหาด้านความปลอดภัยหลายรายการใน SAP Enable Now รุ่น 1911
SAP ยังมีช่องโหว่ CVE-2019-0399 ด้วยซึ่งเป็นช่องโหว่เปิดเผยข้อมูลใน SAP Portfolio และ Project Management versions S4CORE 102, 103, EPPM 100, CPRXRPM 500_702, 600_740, 610_740

สุดท้ายคือการแก้ไข CVE-2019-0398 ช่องโหว่ Cross-Site Request Forgery (CSRF) ใน SAP BusinessObjects Business Intelligence แพลตฟอร์ม (Monitoring application) รุ่น 4.1, 4.2 และ 4.3

นอกจากช่องโหว่ใหม่แล้ว ยังมีการออกแพตช์เพิ่มเติมให้กับช่องโหว่วิกฤตที่เคยระบุไปในเดือนเมษายน 2018 ซึ่งรวมถึงการแก้ไขด้านความปลอดภัยสำหรับ SAP Business Client เวอร์ชัน 6.5

ที่มา :  securityweek

 

Latest Microsoft Update Patches New Windows 0-Day Under Active Attack

 

ไมโครซอฟท์อัปเดตแพตช์ใหม่แก้ช่องโหว่ Zero day ที่กำลังถูกโจมตี

ด้วยแพตช์ล่าสุดมีการอัปเดตในวันที่ 10 ธันวาคม 2019 ไมโครซอฟท์ได้เตือนผู้ใช้หลายพันล้านคนเกี่ยวกับช่องโหว่ใหม่ใน Windows ที่ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันกับ Chrome exploit เพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกล

การอัปเดตด้านความปลอดภัยของ Microsoft ในเดือนธันวาคมนั้นมีการอัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 36 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงมากที่สุดอยู่ 7 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสำคัญอยู่ 27 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับปานกลางอยู่ 1 ช่องโหว่และมี 1 ช่องโหว่ที่มีความรุนแรงต่ำ

CVE-2019-1458 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่กำลังถูกโจมตี เป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสำคัญ เป็นช่องโหว่การเพิ่มระดับสิทธิการใช้งาน Win32k ซึ่ง Kaspersky พบว่ากำลังใช้โจมตีในการโจมตีที่ถูกตั้งชื่อว่า Operation WizardOpium ซึ่งผู้โจมตีใช้ช่องโหว่นี้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจาก Chrome sandbox เพื่อยึดสิทธิ

แม้ว่า Google จะแก้ไขช่องโหว่ใน Chrome sandbox ที่ถูกใช้ร่วมกับ CVE-2019-1458 แล้ว แต่แฮกเกอร์มุ่งโจมตีเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานเบราว์เซอร์เวอร์ชันที่มีช่องโหว่

ดังที่ The Hacker News รายงานเมื่อเดือนที่แล้ว Operation WizardOpium เกี่ยวข้องกับการโจมตีเว็บข่าวภาษาเกาหลี ที่ถูกบุกรุกแล้ววางโค้ดโจมตีเพื่อทำการแฮกคอมพิวเตอร์ของผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชม โดยโค้ดโจมตีดังกล่าวจะโจมตี Chrome ตามด้วย CVE-2019-1458 ซึ่งโค้ดโจมตีนี้ทำงานบน Windows 7 และแม้แต่ใน Windows 10 บางรุ่น หากโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดอันตรายได้ใน kernel mode

ขณะนี้นักวิจัยไม่สามารถระบุว่า Operation WizardOpium คือผู้โจมตีหรือกลุ่มแฮกเกอร์ใด แต่พวกเขาพบความคล้ายคลึงกันบางอย่างคือโค้ดที่ใช้โจมตีคล้ายกับโค้ดของกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ Lazarus

แนะนำผู้ใช้ Windows และผู้ดูแลระบบให้อัปเดตแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดเพื่อป้องกันการโจมตี โดยสามารถอ่านรายละเอียดช่องโหว่ทั้งหมดที่อัปเดในแพตช์นี้ได้จาก https://msrc-blog.

Half of Oracle E-Business customers open to months-old bank fraud flaw

พบ Oracle E-Business Suite ยังไม่อัปเดตแพตช์จำนวนมาก มีความเสี่ยงต่อช่องโหว่ที่ใช้โกงเงินได้

Oracle E-Business Suite ของลูกค้านับพันรายมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สามารถถูกใช้ประโยชน์สำหรับการโกงทางด้านการเงิน Onapsis บริษัทด้านความปลอดภัยได้ประมาณการว่ากว่าครึ่งของบริษัทที่ใช้ซอฟต์แวร์ Oracle EBS ยังไม่ได้รับการแพตช์ CVE-2019-2648 และ CVE-2019-2633 ถึงแม้จะมีแพตช์ออกมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้วก็ตาม
สองช่องโหว่ได้ถูกอธิบายว่าเป็น reflected SQL injections ผู้โจมตีที่เข้าถึง EBS server อาจส่งคำสั่งไปยังเครื่องที่มีความเสี่ยง
ข้อบกพร่องนี้เป็นอันตรายต่อ EBS โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้โมดูลการเงิน โมดูลการเงินนี้สามารถตั้งเวลาฝากเงินโดยตรงและการโอนเงินอัตโนมัติให้กับคู่ค้า รวมทั้งจัดการใบแจ้งหนี้และใบสั่งซื้อต่างๆ ซึ่งหากผู้โจมตีทำการ SQL injection ก็จะสามารถแก้ไขรายการโอนเงินเหล่านั้นในการนำเงินสดไปยังบัญชีที่พวกเขาต้องการ
การแนะนำสำหรับปัญหานี้คือการอัปเดตแพตช์ให้เป็นรุ่นล่าสุด

ที่มา : theregister

NSA Publishes Advisory Addressing Encrypted Traffic Inspection Risks

 

NSA เผยแพร่คำแนะนำให้กับความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน Transport Layer Security Inspection (TLSI)

National Security Agency (NSA) เผยแพร่คำแนะนำให้กับความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน Transport Layer Security Inspection (TLSI) ซึ่งอาจทำให้องค์กรมีความปลอดภัยน้อยลงTLSI หรือ TLS break and inspect หรือ ssl decryption เป็นกระบวนการที่องค์กรสามารถตรวจสอบ traffic ที่เข้ารหัสด้วยความช่วยเหลือของผลิตภัณฑ์ เช่น proxy IDS หรือ IPS ที่สามารถถอดรหัสเพื่อดูข้อมูล แล้วเข้ารหัสข้อมูลกลับไป องค์กรบางแห่งใช้เทคนิคนี้ในการตรวจสอบภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เช่น การแอบนำข้อมูลออก การติดต่อไปยังช่องทางการสื่อสารคำสั่งและการควบคุม (C2) หรือ การส่งมัลแวร์ผ่านทราฟฟิกที่เข้ารหัส เทคนิคนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ ได้

เครื่องมือ TLSI ที่ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรอง transport layer security (TLS) ให้ดีจะทำให้การป้องกันแบบ end-to-end ที่ได้จากการเข้ารหัส TLS แก่ผู้ใช้ปลายทางอ่อนแอลงอย่างมากและเพิ่มโอกาสที่ถูกโจมตีในรูปแบบ man-in-the-middle attack
ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ TLSI โดยโจมตีอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ถอดรหัสแล้ว รวมถึง insider threat อย่างผู้ดูแลระบบที่มีเจตนาไม่ดีอาจใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อดูรหัสผ่านหรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ

เพื่อลดความเสี่ยงที่อธิบายไว้ข้างต้น การตรวจสอบการรับส่งข้อมูล TLS ควรกระทำเพียงครั้งเดียว    ภายในเครือข่ายองค์กร ไม่ควรใช้ TLSI หลายรอบโดยสามารถอ่านรายละเอียด ได้จาก: media.

Google Patches Critical Flaws in Android’s System Component

Google ออกแพตซ์แก้ไขข้อบกพร่องที่สำคัญบน Android

สัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวชุดรักษาความปลอดภัยสำหรับ Android ประจำเดือนพฤศจิกายน เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่มีผลกระทบต่อแพลตฟอร์มเกือบ 40 ประกอบด้วยข้อบกพร่องทั้งหมด 17 รายการใน Framework, Library, Framework , Media framework และ System (2019-11-01) ช่องโหว่ที่รุนแรงที่สุดอยู่ในระดับ System ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลตามสิทธิ์ของโปรเซสที่ใช้รัน ประกอบด้วยช่องโหว่ใน Android 9 (CVE-2019-2204), Android 8.0, 8.1, 9 และ 10 (CVE-2019-2205 และ CVE-2019-2206)

ช่องโหว่อื่นๆ อีกประมาณ 21 รายการ (2019-11-05) ประกอบด้วยช่องโหว่ที่น่าสนใจ คือ ช่องโหว่ความรุนแรงสูงในระดับ Framework 2 รายการ, ช่องโหว่ความรุนแรงสูงในระดับ System 1 รายการ และช่องโหว่ความรุนแรงสูง 3 รายการและความรุนแรงปานกลางอีก 1 รายการในระดับ Kernel โดยได้แก้ไขช่องโหว่ที่พบในส่วนของ Qualcomm ที่พบมาก่อนหน้านี้ด้วย โดยช่องโหว่บน Pixel เองก็จะได้รับการแก้ไขในรอบนี้ด้วย

ที่มา: securityweek

Libarchive vulnerability can lead to code execution on Linux, FreeBSD, NetBSD

Libarchive ที่มีอยู่ใน Debian, Ubuntu, Gentoo, Arch Linux, FreeBSD และ NetBSD distros มีช่องโหว่ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถรันโค้ดบนเครื่องได้ แต่ไม่กระทบกับ macOS และ Windows

ช่องโหว่ใน LIBARCHIVE (CVE-2019-18408) ซึ่งเป็นไลบรารีสำหรับการอ่านและสร้างไฟล์บีบอัดที่ถูกใช้บน Linux / BSD อย่างแพร่หลาย ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดเผยรายละเอียดของช่องโหว่ดังกล่าวออกมา หลังจากที่ Linux และ FreeBSD distros หลายตัวได้ปล่อยการอัพเดตแพทช์สำหรับ Libarchive ที่ใช้งานอยู่

ช่องโหว่ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนระบบของผู้ใช้ผ่านไฟล์บีบอัดที่มีการดัดแปลงมาแล้ว ถูกค้นพบตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ใช้เวลาพอสมควรในการแก้ไขเพื่อปล่อยให้ระบบปฏิบัติการทั้งหมดทำการอัพเดตได้ นอกเหนือจากการเป็นช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการแล้ว ยังส่งผลให้เกิดช่องโหว่ในส่วนของ file browsers และเครื่องมืออื่นๆ ที่ใช้ในการประมวลผลเกี่ยวกับ multimedia ด้วย

ที่มา: zdnet

รวมข่าว BlueKeep ระหว่างวันที่ 1 – 11 พฤศจิกายน 2019

 

รวมข่าว BlueKeep ระหว่างวันที่ 1 - 11 พฤศจิกายน 2019

BlueKeep คืออะไร

BlueKeep หรือช่องโหว่ CVE-2019-0708 เป็นช่องโหว่ที่สามารถรันคำสั่งอันตรายจากระยะไกลได้ พบใน Remote Desktop Services กระทบ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Server 2008, Windows Server 2003 และ Windows XP

ช่องโหว่นี้ได้รับแพตช์ความปลอดภัยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา โดยช่องโหว่นี้มีคำเตือนให้ผู้ใช้งานเร่งอัปเดตเพราะว่าช่องโหว่นี้สามารถเอามาทำเวิร์มแพร่กระจายได้เหมือน WannaCry ที่ใช้ช่องโหว่ CVE-2017-0144 EternalBlue (Remote Code Execution ใน SMB)

พบการโจมตีด้วยช่องโหว่ BlueKeep แล้ว

2 พฤศจิกายน 2019 Kevin Beaumont นักวิจัยผู้ตั้งชื่อเล่นให้ CVE-2019-0708 ว่า BlueKeep เปิดเผยการค้นพบการโจมตีด้วยช่องโหว่ BlueKeep บน honeypot ที่เขาเปิดล่อเอาไว้ทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019 ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ทำให้เหล่า honeypot เกิดจอฟ้า

จากการวิเคราะห์ crash dump ที่ได้จากเหล่า honeypot พบว่าการโจมตีดังกล่าวยังไม่ได้แพร่โดยเวิร์ม แต่เกิดจากการใช้ Metasploit พยายามรันคำสั่งอันตรายเพื่อติดตั้งมัลแวร์ขุดเหมือง เนื่องจากโมดูลสำหรับโจมตีด้วย BlueKeep ใน Metasploit ยังไม่ค่อยเสถียร เลยทำให้เกิดจอฟ้า

อ่านต่ออย่างละเอียด thehackernews

ไม่ใช่เวิร์มแต่ก็อันตรายนะ ไมโครซอฟต์ออกมาเตือนอีกรอบ

8 พฤศจิกายน 2019 ไมโครซอฟต์ออกรายงานวิเคราะห์การโจมตี BlueKeep ร่วมกับ Kevin Beaumont และ Marcus Hutchins ด้วยมัลแวร์ขุดเหมืองดังกล่าว พร้อมกับเตือนให้ผู้ใช้งานเร่งแพตช์ เพราะต้องมีการโจมตีที่รุนแรงกว่านี้ตามมาแน่นอน

อ่านต่ออย่างละเอียด https://www.

First Cyber Attack ‘Mass Exploiting’ BlueKeep RDP Flaw Spotted in the Wild

นักวิจัยพบการโจมตีเพื่อติดตั้ง Cryptocurrency mining โดยอาศัยช่องโหว่ BlueKeep

BlueKeep (CVE-2019-0708) คือช่องโหว่ wormable เพื่อมันสามารถแพร่กระจายโดยตัวมันเองจากเครื่องหนึ่งสู่อีกเครื่องโดยที่เหยื่อไม่ต้องมีการโต้ตอบใดๆ การพบในครั้งนี้เกิดจากการที่ EternalPot RDP honeypot ของ Kevin Beaumont เกิดหยุดทำงานและทำการรีบูตตัวเอง จากการตรวจสอบจึงทำให้พบการโจมตีเพื่อแพร่กระจาย Cryptocurrency mining ดังกล่าว การค้นพบในครั้งนี้นับว่าเป็นการประยุกต์ใช้ช่องโหว่ BlueKeep เพื่อใช้ในการโจมตีอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม Microsoft ได้ปล่อยแพทช์สำหรับช่องโหว่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว หากยังสามารถทำการอัพเดตแพทช์ได้ สามารถทำตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้:

ปิดการใช้งาน RDP services ถ้าไม่จำเป็น
บล็อก port 3389 ที่ใช้ firewall หรือสร้างการเชื่อมต่อให้ผ่านเฉพาะ private VPN
เปิดการใช้งาน Network Level Authentication (NLA) เป็นการป้องกันบางส่วนสำหรับการโจมตีที่ไม่ได้รับอนุญาต

ที่มา : thehackernews