Zero-click, zero-day flaws in iOS Mail ‘exploited to hijack’ VIP smartphones. Apple rushes out beta patch

ผู้ใช้ iOS โปรดระวัง! พบช่องโหว่ ‘Zero-day’ ในแอปพลิเคชัน Mail บน iOS ที่จะอนุญาติให้ผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีเครื่องได้เมื่อเปิดอ่านอีเมล

ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ZecOps ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ ‘Zero-day’ ใหม่จำนวนสองรายการในอุปกรณ์ iPhone และ iPad มีผลกระทบกับผู้ใช้ iOS ตั้งเเต่ iOS เวอร์ชัน 6 จนถึง iOS เวอร์ชัน 13.4.1

ช่องโหว่ทั้งสองมีผลกระทบต่อแอปพลิเคชันเมลบน iPhone และ iPad อาจส่งผลทำให้ถูกโจมตีโดยผู้ไม่หวังดีที่ทำการโจมตีจากระยะไกล โดยใน iOS 12 ผู้โจมตีสามารถใช้วิธีการส่งอีเมลที่มีโค้ดอันตรายฝังอยู่ไปหาเหยื่อเพียงแค่เหยื่อคลิกเปิดอ่านอีเมลที่ถูกส่งมา ผู้โจมตีก็จะสามารถเข้าควบคุมระบบได้ แต่ในกรณี iOS 13 การโจมตีสามารถสำเร็จได้โดยที่เหยื่อไม่จำเป็นต้องกดเปิดอ่านอีเมลแต่อย่างใด

ZecOps ได้ทำการตรวจพบว่าการโจมตีนี้มีบุคคลสำคัญตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีแล้วหลายคน เช่น บุคคลที่มีชื่อเสียงจาก Fortune 500 ในอเมริกาเหนือ, ผู้บริหารเครือข่ายโทรศัพท์ในญี่ปุ่น, บุคคลสำคัญในเยอรมัน, นักข่าวในยุโรป, MSSP จากซาอุดิอาระเบียและอิสราเอล

Apple ได้รับทราบปัญหาแล้วตั้งเเต่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และ Apple ได้ทำการเผยแพร่แพตช์การแก้ไขสำหรับช่องโหว่นี้ในวันที่ 15 เมษายนด้วยการเปิดตัว iOS 13.4.5 เบต้า แนะนำให้ผู้ใช้ ควรงดใช้แอปพลิเคชันเมลที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่อง โดยเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันเมลอื่นๆ เช่น Gmail หรือ Outlook ก่อนจนกว่าจะมีแพตช์การแก้ไขเพื่อความปลอดภัยจากการถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี

ที่มา: zdnet

Researcher discloses four IBM zero-days after refusal to fix

IBM ปฏิเสธที่จะแก้ไข หลังนักวิจัยทำการเผยช่องโหว่ ‘Zero-days’ 4 รายการใน IBM Data Risk Manager

Pedro Ribeiro ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Agile Information Security ได้เปิดเผยช่องโหว่ ‘Zero-days’ 4 รายการใน IBM Data Risk Manager (IDRM) และทำการรายงานต่อ IBM โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก IBM ปฏิเสธที่จะแก้ไขและยอมรับรายงานช่องโหว่ที่ส่งผ่าน CERT / CC

หลังจากถูกปฏิเสธ Pedro ตัดสินใจเผยเเพร่ช่องโหว่ที่ค้นพบลง GitHub ซึ่งช่องโหว่ที่เเพร่นี้ถูกพบใน IBM Data Risk Manager (IDRM) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วย วิเคราะห์ข้อมูลและแสดงภาพความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจ

ช่องโหว่ที่ Ribeiro ค้นพบคือการ Bypass Authentication, Command Injection, การใช้ Default Password และการดาวน์โหลดไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต

Ribeiro กล่าวว่าจากการทดสอบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยโดยใช้ช่องโหว่ที่เกี่ยวเนื่องกันสามรายการ ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสิทธิ์สามารถรันโค้ดจากระยะไกลในฐานะ Root บนระบบ นอกจากนี้เมื่อรวมช่องโหว่ที่หนึ่งและช่องโหว่ที่สี่ ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถดาวน์โหลดไฟล์จากระบบได้

Ribeiro ยังกล่าวว่าหลังจากที่เขาได้ทำการรายงานช่องโหว่ ‘Zero-days’ ต่อ IBM แต่เขาได้รับการปฏิเสธการรายงานช่องโหว่จาก IBM จึงทำให้เขาตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้บริษัทต่างๆ รับรู้ถึงปัญหาเพื่อที่จะสามารถป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าว

สำหรับช่องโหว่ command injection และช่องโหว่การดาวน์โหลดไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต รุ่นที่ได้รับผลกระทบคือ IBM Data Risk Manager (IDRM) เวอร์ชัน 2.0.1 และเวอร์ชันที่สูงกว่า

การเเก้ไขช่องโหว่
IBM ได้ทำการแนะนำให้ทำการอัปเกรด IBM Data Risk Manager (IDRM) เป็นเวอร์ชัน 2.0.4

ที่มา : bleepingcomputer

OpenSSL Project fixed high-severity CVE-2020-1967 DoS issue in OpenSSL

OpenSSL แก้ไขช่องโหว่ CVE-2020-1967 ที่เป็นช่องโหว่ในการโจมตี DoS ใน OpenSSL

โครงการ OpenSSL ได้เปิดตัวแพตช์ความปลอดภัยสำหรับ OpenSSL ที่ทำการเเก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงถูกติดตามเป็น CVE-2020-1967 ทำให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DoS) โดยช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดย Bernd Edlinger และได้รายงานต่อ OpenSSL เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา

ช่องโหว่ CVE-2020-1967 ช่องโหว่เกิดจากปัญหาการเรียกใช้ฟังก์ชัน SSL_check_chain () ในระหว่างการทำ Handshake กับ TLS 1.3 ที่เกิดการล้มเหลวจึงทำให้ NULL pointer จัดการกับ extension ที่ชื่อ Signature_algorithms_cert บน TLS extension ไม่ถูกต้อง ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้โดยใช้ peer ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษทำการโจมตี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) บนเซิร์ฟเวอร์หรือแอปพลิเคชันไคลเอนต์ที่ OpenSSL กำลังทำงานอยู่

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ OpenSSL เวอร์ชั่น 1.1.1d, 1.1.1e และ 1.1.1f

การอัพเดตแพตช์
ปัญหาจากช่องโหว่ได้รับการเเก้ไขใน OpenSSL เวอร์ชั่น 1.1.1g ผุ้ใช้งานควรทำการอัพเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี

ที่มา : securityaffairs

Foxit PDF Reader, PhantomPDF Open to Remote Code Execution

พบช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีจากระยะไกล(REC) บน Foxit PDF Reader, PhantomPDF

Foxit Software ได้เปิดตัวแพทช์เพื่อทำการแก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงส่งผลกระทบต่อซอฟต์แวร์การอ่านและเเก้ไขไฟล์ PDF โดยช่องโหว่ของ Foxit ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว พบว่ามีการเชื่อมโยงกับ CVE
มากกว่า 20 รายการใน Foxit Reader และ Foxit PhantomPDF (เวอร์ชั่น 9.7.1.29511 และรุ่นก่อนหน้า)

รายละเอียดของช่องโหว่ของ Foxit Reader

Foxit Reader เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมสูงมีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 500 ล้านคนสำหรับรุ่นฟรี ช่องโหว่ที่เป็นอันตรายนั้นอยู่ในซอฟต์แวร์เวอร์ชั่น Windows ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีช่องโหว่บนระบบได้ ช่องโหว่ที่สำคัญและได้รับการเเก้ไขเช่น

ช่องโหว่ CVE-2020-10899, CVE-2020-10907 เป็นช่องโหว่บนเทมเพลต XFA ซึ่งเป็นเทมเพลตที่ถูกฝังไว้ในไฟล์ PDF ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบวัตถุก่อนดำเนินการกับวัตถุ ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีได้

ช่องโหว่ CVE-2020-10900 เป็นช่องโหว่การประมวลผลบน AcroForms ที่ไม่ได้ทำตรวจสอบความมีอยู่ของวัตถุก่อนที่จะทำการดำเนินการกับวัตถุนั้น อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีซอฟต์แวร์บนระบบ

ช่องโหว่ CVE-2020-10906 เป็นช่องโหว่บน resetForm method ใน Foxit Reader PDF ที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบวัตถุก่อนทำการประมวลผล อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีซอฟต์แวร์บนระบบ

รายละเอียดของช่องโหว่ของ PhantomPDF

PhantomPDF เป็นซอฟต์แวร์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแปลงไฟล์รูปแบบต่างๆ ให้เป็น PDF ช่องโหว่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้เวอร์ชัน 9.7.1.29511 และเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่องโหว่ที่สำคัญและได้รับการเเก้ไขเช่น

ช่องโหว่ CVE-2020-10890, CVE-2020-10892 เป็นช่องโหว่บน PhantomPDF API ช่องโหว่เกิดจากการจัดการคำสั่ง ConvertToPDF และคำสั่งรวมไฟล์ซึ่งจะอนุญาตให้เขียนไฟล์ได้ อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีซอฟต์แวร์บนระบบ

ช่องโหว่ CVE-2020-10890, CVE-2020-10892 เป็นช่องโหว่บน CombineFiles ที่จะอนุญาตให้ทำการเขียนไฟล์ได้ อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีซอฟต์แวร์บนระบบ

ช่องโหว่ CVE-2020-10912 เป็นช่องโหว่บนการเรียกใช้ API บน SetFieldValue command ทำให้การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งผลให้เกิดความสับสน อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเรียกใช้โค้ดโจมตีซอฟต์แวร์บนระบบ

ข้อแนะนำ
ขอให้ผู้ใช้ทำการอัปเดต Foxit Reader และ Foxit PhantomPDF เป็นเวอร์ชันล่าสุด 9.7.2

ที่มา : threatpost

Trickbot is the most prolific malware operation using COVID-19 themed lures

โปรดระวังแคมเปญมัลแวร์ Trickbot ใช้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในการโจมตีผู้ใช้

Microsoft Office 365 Advanced Threat Protection (ATP) ได้สังเกตถึงแคมเปญมัลแวร์ Trickbot ที่ใช้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในการโจมตีผู้ใช้

มัลแวร์ Trickbot จะถูกแนบไปกับเอกสารที่ถูกส่งไปทางอีเมลของผู้ใช้จำนวนมาก โดยอีเมลที่ถูกส่งไปจะมีเนื้อหาเชิญชวนให้ลงชื่อเพื่อรับการตรวจ COVID-19 ฟรี เมื่อผู้ใช้เปิดเอกสารผู้ใช้จะถูกหลอกให้เปิดใช้งานมาโครหลังจากนั้นมัลแวร์จะทำการดาวน์โหลดเพย์โหลดที่เป็นอันตรายและหลีกเลี่ยงการตรวจจับของโปรแกรมป้องกันไวรัส

เมื่อมัลแวร์ TrickBot ทำงานมันจะอนุญาตให้ผู้โจมตีสามารถรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้จากระบบที่ถูกบุกรุกและพยายามทำการเเพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

ข้อเเนะนำ
ผู้ใช้งานควรทำการตรวจสอบอีเมลที่ได้รับถ้าพบว่าอีเมลที่ได้รับไม่รู้เเหล่งที่มา ผู้ใช้งานไม่ควรทำการเปิดไฟล์ที่แนบมากับอีเมลเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้

ที่มา : securityaffairs

Cisco says to patch critical UCS security holes now

Cisco กล่าวว่าจะแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยระดับ ‘critical’ ใน UCS ในตอนนี้
Cisco ได้ทำการแจ้งคำเตือนด้านความปลอดภัยที่สำคัญ 17 รายการเกี่ยวข้องกับช่องโหว่การตรวจสอบความถูกต้องใน Unified Computing System (UCS) ซึ่งอาจทำให้ผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบหรือทำให้เกิดปัญหาการปฏิเสธการให้บริการ (Dos) ตัวอย่างช่องโหว่ที่สำคัญเช่น

ช่องโหว่ CVE-2020-3243 (CVSS: 9.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบความถูกต้องของการควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผู้โจมตีระยะไกลสามารถโจมตีช่องโหว่นี้ได้โดยส่งคำร้องขอที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อทำการตอบโต้กับ REST API ถ้าการส่งคำร้องขอผู้โจมตีสำเร็จผู้โจมตีสามารถทำการ Bypass และสามารถดำเนินการด้วยสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบบนอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายได้

ช่องโหว่ CVE-2020-3240 (CVSS: 8.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบอินพุตที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์โดยการส่งไฟล์ที่เป็นอันตรายไปที่ REST API ถ้าการโจมตีสำเร็จผู้โจมตีสามารถทำการรีโมท shell และรันโค้ดด้วยสิทธิ์ของ root ได้จากระยะไกล

ช่องโหว่ CVE-2020-3250 (CVSS: 8.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบความถูกต้องของการควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผู้โจมตีสามารถโจมตีช่องโหว่นี้ได้โดยส่งคำขอไปยัง REST API endpoint ถ้าการส่งคำร้องขอผู้โจมตีสำเร็จอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถโต้ตอบกับ REST API และสามารถทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (Dos) บนอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายได้

แพตช์การแก้ไขช่องโหว่
Cisco ได้ทำการอัพเดตแพตช์การแก้ไขช่องโหว่แล้วใน UCS Director เวอร์ชั่น 6.7.4.0 และ UCS Director Express สำหรับ Big Data เวอร์ชั่น 3.7.4.0

ที่มา: networkworld

แฮกเกอร์ปล่อยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน 23 ล้านบัญชีจากเกมเกมออนไลน์ Webkinz

แฮกเกอร์ได้ทำการปล่อยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของผู้เล่นเกมออนไลน์ Webkinz World เกือบ 23 ล้านคน โดยเกมออนไลน์ Webkinz World เป็นเกมสำหรับเด็กที่ผลิตและบริหารโดยบริษัทของเล่น Ganz จากประเทศแคนาดา

ZDNet ได้พบว่ามีแฮกเกอร์นิรนามได้ทำการโพสต์ส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลของเกมบนแฮกเกอร์ฟอรัม โดยไฟล์มีขนาด 1 GB มีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านจำนวน 22,982,319 รายการ โดยรหัสที่พบผ่านการเข้าฟังก์ชันแฮชด้วยอัลกอริทึม MD5 และคาดว่าแฮกเกอร์เข้าถึงฐานข้อมูลของเกมโดยใช้ช่องโหว่ SQL injection ที่อยู่ในเว็บฟอร์มของเว็บไซต์

บริษัท Webkinz ได้ทราบถึงข้อมูลที่รั่วไหล ดำเนินการตรวจพบถึงการบุกรุกและแก้ไขช่องโหว่ของจุดที่แฮกเกอร์ใช้เข้าสู่ระบบ

ที่มา : www.

บัญชี Facebook 267 ล้านรายการถูกแฮกเกอร์นำมาวางขายในแฮกเกอร์ฟอรัม

บริษัท Cyble ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ได้กล่าวว่าในเดือนธันวาคม 2019 เว็บไซต์ Hackread.com รายงานว่าเซิร์ฟเวอร์ Elasticsearch ได้ทำการกำหนดการค่าผิดทำให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ 267 ล้านคน ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นของผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาและมีโปรไฟล์ Facebook, ชื่อเต็ม, ไอดีของผู้ใช้บัญชีและ timestamp ของบัญชี

บริษัท Cyble ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ได้พบบัญชีผู้ใช้ Facebook ถูกนำมาวางขายถึง 267 ล้านบัญชี มีราคาขายประมาณ $600 บนแฮกเกอร์ฟอรัม ข้อมูลที่ถูกขายนั้นประกอบไปด้วย ลิงก์ที่เข้าถึงโปรไฟล์ Facebook, ชื่อ, ที่อยู่, อีเมล, หมายเลขโทรศัพท์, อายุ, วันเดือนปีเกิด, สถานะ, เพศ, และเมืองที่อาศัย

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าเป็นข้อมูลที่ถูกขายนั้นเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับการรั่วไหลข้อมูลของ Elasticsearch ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการซื้อและวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกขาย ข่าวดีคือไม่มีรหัสผ่านของผู้ใช้ แต่ข้อมูลที่ถูกขายนั้นเพียงพอที่จะสามารถดำเนินการทำฟิชชิงบัญชีของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าในเดือนมีนาคม 2019 บริษัท Facebook ได้เปิดเผยต่อสื่อว่าบริษัทได้ทำการเก็บรหัสผ่านผู้ใช้ 600 ล้านข้อความเป็น Plain Text และมีรหัสผ่านของพนักงานมากกว่า 20,000 คน และเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2019 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook กว่า 540 ล้านคนถูกเปิดเผยต่อสาธารณเนื่องจากไม่มีการป้องกันข้อมูลที่ฝากข้อมูลจาก Amazon Web Services (AWS) S3

ข้อเเนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ใช้ Facebook ควรทำการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโปรไฟล์ Facebook และระมัดระวังอีเมลหรือข้อความที่ส่งลิงค์มาเชิญชวนให้เปลี่ยนรหัสผ่านรวมถึงการให้ตั้งค่า

ที่มา: www.

สหรัฐฯ เสนอเงินรางวัล 5 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

รัฐบาลสหรัฐฯ ยินดีจ่ายเงินรางวัลสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับแฮกเกอร์ของเกาหลีเหนือที่ทำการแฮกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รางวัลสำหรับการรายงานข้อมูลแฮกเกอร์เกาหลีเหนือนี้ถูกประกาศในรายงานที่เผยแพร่โดย หน่วยงานของกระทรวงการคลัง สำนักงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรัฐและสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา

ในรายงานประกอบด้วยบทสรุปของการปฏิบัติการทางไซเบอร์ล่าสุดของเกาหลีเหนือและเป็นไปตามรายงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์การใช้แฮกเกอร์เพื่อระดมทุน การโจมตีเหล่านี้ได้มุ่งเป้าไปที่ภาคการเงินเป็นจำนวนมากและแฮกเกอร์ ชาวเกาหลีเหนือยังได้ทำการขโมยเงินไปมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านการดำเนินการทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายเหล่านี้

ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือนั้น ได้แก่

การโจมตีและขโมยข้อมูลทางการเงินจากธนาคารและหน่วยงานอื่น ๆ
การโจมตีและขโมยเงินจากการแลกเปลี่ยน Cryptocurrency
ปฏิบัติการ Cryptojacking โดยแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือเพื่อทำการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกเพื่อขุดเงินดิจิตอล
แคมเปญกรรโชกหลายประเภท อาทิ
โจมตีเครือข่ายของนิติบุคคลและทำการขู่เรียกค่าไถ่จากผู้เสียหาย
รับจ้างแฮกเว็บไซต์ในนามของลูกค้าบุคคลที่สามและทำการรีดไถ่จากเป้าหมาย
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดและเงื่อนไขการรับรางวัลจำนวน $5 ล้าน โปรดติดตามรายละเอียดได้ตามลิงค์ดังต่อไปนี้ https://www.

Adobe ออกเเพตซ์แก้ไขปัญหาช่องโหว่ 5 รายการใน ColdFusion, After Effects และ Digital Editions

Adobe ออกเเพตซ์แก้ไขปัญหาช่องโหว่ 5 รายการใน ColdFusion, After Effects และ Digital Editions

Adobe ได้ทำการเผยแพร่ข่าวความปลอดภัยและออกแพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ 5 รายการสำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe ColdFusion, Adobe After Effects และ Digital Editions

โดยช่องโหว่ถูกรายงานโดย Jason Troy (CVE-2020-3767), ทีมนักวิจัยจากบริษัท Secure-D Center คุณ Nuttakorn Tungpoonsup คุณ Ammarit Thongthua และคุณ Sittikorn Sangrattanapitak (CVE-2020-3768), Raki Ben Hamouda (CVE-2020-3796), Matt Powell (CVE-2020-3809 ) จากทีม Zero Day Initiative บริษัท Trend Micro และ (CVE-2020-3798) ได้รับรายงานโดย Jason Troy, Raki Ben Hamouda และนักวิจัยจาก imec-DistriNet ที่ KU Leuven

Adobe ColdFusion พบช่องโหว่ที่มีความรุนแรง 3 รายการมีผลต่อ ColdFusion เวอร์ชัน 2016 และ 2018 ตามลำดับ ช่องโหว่ CVE-2020-3767 เป็นช่องโหว่การปฏิเสธการให้บริการระดับแอปพลิเคชัน (Denial-Of-Services หรือ DoS), ส่วน CVE-2020-3768 เป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิและ CVE-2020-3796 เป็นช่องโหว่การเปิดเผยโครงสร้าง System file

Adobe After Effects พบเป็นช่องโหว่ 1 รายการคือ CVE-2020-3809 ที่ช่องโหว่อาจนำไปสู่การรั่วไหลข้อมูลจากหน่วยความจำระบบ

Adobe Digital Editions ช่องโหว่ CVE-2020-3798 เป็นช่องโหว่ในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการระบุหาไฟล์ในระบบ

Adobe แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัพเดตแพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา: https://securityaffairs.