กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil ลบข้อมูลรั่วไหลของ Apple จากเว็บไซต์ใต้ดินของตนเอง เพื่อเตรียมปล่อยข้อมูลชุดใหม่

กลุ่ม REvil ได้ทำการลบข้อมูลแผนผังส่วนประกอบ (Schematic) ของอุปกรณ์ Apple ที่ถูกเปิดเผยเพื่อเรียกค่าไถ่บนเว็บไซต์ใต้ดินของตนเอง หลังจากที่มีรายงานว่าได้ทำการคุยตกลงส่วนตัวกับบริษัท "Quanta" ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไต้หวันที่ช่วยผลิต Apple Watch, Macbook Air และ Macbook Pro เหยื่อของการรั่วไหลข้อมูลในครั้งนี้ ก่อนหน้านี้กลุ่มนี้ได้มีการเรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านเหรียญเพื่อแลกกับการปกปิดข้อมูล แต่เมื่อไม่มีการตอบรับจากเหยื่อจึงได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ใต้ดินของตนเอง นอกจากนี้ยังได้มีการแจ้งเตือนไปยัง Apple ให้ทำการซื้อข้อมูลดังกล่าวกลับไปก่อนวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึง หากไม่จะทำการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

การลบข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ครั้งนี้ ประกอบด้วยข้อมูลแผนผังส่วนประกอบ (Schematic) และแบบร่าง (Drawing) ของอุปกรณ์ Apple จากรายงานระบุว่ากลุ่มเรียกค่าไถ่ และบริษัท Quanta ที่เป็นเหยื่อได้มีการคุยแชทส่วนตัวกัน โดยกลุ่มเรียกค่าไถ่ได้มีการแจ้งว่าจะทำการซ่อนข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ และหยุดให้ข้อมูลกับสื่อ (reporters) ไปก่อน เพื่อให้การเจรจาสามารถดำเนินการต่อไปได้ และหากยอมเจรจาด้วยก่อนวันที่ 7 พฤษภาคม จะทำการลดค่าไถ่ให้เหลือเพียง 20 ล้านเหรียญ แต่ถ้าหากไม่มีการตอบสนองกลับมา จะทำการเปิดเผยข้อมูลใหม่ ที่ถูกระบุว่าจะเป็นแบบร่าง (Drawing) ของ iPad ตัวใหม่ และ Logo ใหม่ของ Apple

ที่มา: bleepingcomputer

Apple ออกแพตช์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ ควรติดตั้งแพตช์ดังกล่าวทันที

แพตช์ที่ออกมาเป็นการแก้ปัญหา zero-day ที่พบ โดยอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้ง iPhones, iPads และ Apple Watches ที่ยังรองรับการใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS 12 อยู่ มีรายการเวอร์ชันอัปเดต ดังต่อไปนี้

iOS 14 (iPhones ล่าสุด) ให้อัปเดตเป็น 14.4.2
iOS 12 (iPhones เก่า และ iPads) ให้อัปเดตเป็น 12.5.2
iPadOS 14 ให้อัปเดตเป็น 14.4.2
watchOS ให้อัปเดตเป็น 7.3.3

เป็นการแก้ปัญหาช่องโหว่ในส่วนของ WebKit ที่เป็น core web browser ของ Apple, cross-site scripting (XSS) และ Same Origin Policy (SOP) โดยช่องโหว่ดังกล่าว มีผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ต้องการเปิดเผย, สั่งรันคำสั่งอันตรายบนเครื่อง (RCE) หรือ ยกระดับสิทธิ์ (EoP) ได้

ที่มา: nakedsecurity

นักวิจัยพบแคมเปญ Malvertising ใหม่ที่ใช้โหว่แบบ Zero-day ใน WebKit เพื่อรีไดเร็คผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Confiant บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้เปิดเผยถึงการค้นพบแคมเปญ Malvertising ของกลุ่ม ScamClub ที่ใช้ช่องโหว่แบบ Zero-day ในเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้ WebKit engine ในการส่งเพย์โหลดเพื่อรีไดเร็คผู้ใช้จากพอร์ทัลที่ถูกต้องไปยังเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมและจะแสดงโฆษณาที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้

ตามรายงานของ Confiant ได้ระบุว่าการโจมตีแคมเปญดังกล่าวพบครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปี 2020 และยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีคือกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ ScamClub ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจโดยการซื้อช่องโฆษณาจำนวนมากบนหลายแพลตฟอร์ม โดยกลุ่ม ScamClub มักกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ iOS ด้วยโฆษณาที่เป็นอันตรายซึ่งมักจะรีไดเร็คผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่ที่ไม่เหมาะเพื่อทำการหลอกลวงผู้ใช้ทางออนไลน์และพยายามรวบรวมข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้

ช่องโหว่ Zero-day ในโอเพนซอร์ส WebKit ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2021-1801 และถูกค้นพบโดยวิศวกรรักษาความปลอดภัยจาก Confiant และนักวิจัย Eliya Stein ซึ่งพบว่าการโจมตีได้อาศัยช่องโหว่ใน WebKit เพื่อทำการส่งเพย์โหลดยังผู้ใช้และทำการรีไดเร็คผู้ใช้จากพอร์ทัลที่ถูกต้องไปยังเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะ

เนื่องจาก WebKit ถูกใช้ใน Safari ของ Apple และ Google Chrome สำหรับ iOS ทาง Stein จึงได้ทำการรายงานช่องโหว่ที่ค้นพบไปยังทีมของ Apple Security และทีมของ Google Chrome WebKit ซึ่ง WebKit ได้รับการแก้ไขช่องโหว่และออกแพตช์ความปลอดภัยแล้วในวันที่ 2 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ Confiant ได้ทำการรวบรวม Indicators of compromise (IoCs) ลงใน GitHub ผู้ที่สนใจ IoCs แคมเปญของกลุ่ม ScamClub สามารถติดตามได้ที่: https://github.

ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 14.5 ทำพร็อกซีเพิ่มความเป็นส่วนตัวเมื่อมีการส่งเช็ค URL กับบริการ Google Safe Browsing

โดยปกติในอุปกรณ์ที่ใช้ iOS นั้น หากผู้ใช้งานมีการตั้งค่า Fraudulent Website Warning ไว้ในแอป Safari เมื่อผู้ใช้งานพยายามจะเข้าเว็บไซต์ใด Safari จะทำการส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงแบบไม่สามารถระบุตัวตนได้ไปยังบริการ Safe Browsing ของ Google เพื่อตรวจสอบความเป็นอันตรายของการเข้าถึงดังกล่าว ผู้ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนเป็นหน้าสีแดงหากผลลัพธ์ออกมาว่าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานกำลังจะเข้าถึงนั้นเป็นอันตราย

อย่างไรก็ตามแม้ว่าข้อมูลที่ Safari ส่งให้กับ Safe Browsing จะอยู่ในสถานะที่ปราศจากข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่บ่งชี้พฤติกรรมการใช้งานได้ Google ก็ยังคงทราบหมายเลขไอพีแอดเดรสของอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลมาอยู่ดี

หลังจากความตั้งใจของแอปเปิลเกี่ยวกับการพยายามเพิ่มความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานซึ่งแสดงให้เห็นจากหลายฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน iOS หนึ่งในฟีเจอร์อีกหนึ่งอย่างที่กำลังจะเพิ่มเข้ามาใน iOS 14.5 นั้นคือการทำพร็อกซีให้กับแอป Safari ก่อนที่จะมีการส่งข้อมูลไปยัง Safe Browsing ซึ่งจะส่งผลให้หมายเลขไอพีแอดเดรสทั้งหมดที่ Safe Browsing จะเห็นนั้นเป็นหมายเลขไอพีเดียวกัน

ฟีเจอร์นี้ได้ถูกอิมพลีเมนต์ลงไปแล้วใน iOS 14.5 beta หลังจากที่ถูกค้นพบโดยผู้ใช้งาน Reddit ซึ่งใช้ชื่อบัญชีว่า jaydenkieran โดย Apple อาจมีจะมีการปล่อย iOS รุ่นใหม่นี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์/มีนาคมที่จะถึงนี้

ที่มา: zdnet

แฮกเกอร์ปล่อยข้อมูลรั่วไหลของฐานข้อมูล Nitro PDF จำนวน 77 ล้านรายการในฟอรัมแฮกเกอร์

Nitro PDF เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยช่วยในการแก้ไขเอกสาร PDF และทำการลงนามในเอกสารดิจิทัล ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่มีลูกค้าประเภทธุรกิจมากกว่า 10,000 รายและผู้ใช้ที่ได้รับใบอนุญาตประมาณ 1.8 ล้านคน ทั้งนี้ฐานข้อมูลที่ถูกปล่อยรั่วไหลขนาดนี้มีขนาด 14GB ซึ่งมีข้อมูล 77,159,696 รายการ ซึ่งประกอบไปด้วยอีเมลของผู้ใช้, ชื่อเต็ม, รหัสผ่านที่แฮชด้วย bcrypt, ชื่อบริษัท, IP Addresses และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ

การถูกละเมิดระบบ Nitro PDF ถูกรายงานครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยการบุกรุกส่งผลกระทบต่อองค์กรที่มีชื่อเสียงหลายแห่งเช่น Google, Apple, Microsoft, Chase และ Citibank ซึ่งทาง Nitro PDF ได้แถลงเมื่อตุลาคม 2020 ว่าไม่มีข้อมูลลูกค้าได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา BleepingComputer ได้พบฐานข้อมูลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวกับผู้ใช้ Nitro PDF จำนวน 70 ล้านรายการ ถูกประมูลพร้อมกับเอกสาร 1TB ในราคาเริ่มต้นที่ 80,000 ดอลลาร์

ปัจจุบันแฮกเกอร์ที่อ้างว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่ม ShinyHunters ได้ปล่อยฐานข้อมูลดังกล่าวในฟอรัมแฮกเกอร์ โดยกำหนดราคาไว้ที่ 3 ดอลลาร์ (ประมาณ 90บาท) สำหรับการเข้าถึงลิงก์ดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดของผู้ใช้ Nitro PDF จำนวน 70 ล้านรายการ

ทั้งนี้ผู้ใช้งาน Nitro PDF สามารถเช็คว่าข้อมูลของตนเองถูกรั่วไหลได้ที่บริการ Have I Been Pwned: haveibeenpwned และควรทำการเปลี่ยนรหัสผ่านที่ใช้ซ้ำกับบริการ Nitro PDF

ที่มา: bleepingcomputer

นักวิจัยจาก Google Project Zero ได้เปิดเผยช่องโหว่ใน iOS ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ผ่าน Wi-Fi

Ian Beer นักวิจัยจาก Google Project Zero ได้เปิดเผยรายละเอียดของช่องโหว่ที่สำคัญใน iOS ที่มีลักษณะ "wormable" และได้รับการแก้ไขแล้ว ซึ่งช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ใดๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้ผ่าน Wi-Fi ได้อย่างสมบูรณ์

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3843 ได้รับการแก้ไขช่องโหว่แล้วในชุดการอัปเดตการรักษาความปลอดภัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดต iOS 13.3.1 , MacOS Catalina 10.15.3 และ watchOS 5.3.7 โดยช่องโหว่เกิดจากข้อผิดพลาดจากการเขียนโปรเเกรม Buffer overflow ในไดรเวอร์ Wi-Fi ที่เชื่อมโยงกับ Apple Wireless Direct Link ( AWDL ) ซึ่งเป็นโปรโตคอลเครือข่ายถูกพัฒนาโดย Apple เพื่อใช้ใน AirDrop, AirPlay และอื่น ๆ ทำให้การสื่อสารง่ายขึ้นระหว่างอุปกรณ์ Apple

นักวิจัยกล่าวว่าช่องโหว่จะทำให้สามารถอ่านและเขียนหน่วยความจำเคอร์เนลได้โดยไม่ต้องรับอนุญาติจากระยะไกล โดยใช้ประโยชน์จากการส่งเพย์โหลดเชลล์โค้ดลงในหน่วยความจำเคอร์เนลผ่านกระบวนการ เพื่อหลีกเลี่ยงการป้องกันแซนด์บ็อกซ์ของกระบวนการในการรับข้อมูลจากผู้ใช้ จากนั้นจะใช้ประโยชน์จาก Buffer overflow ใน AWDL เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์และเรียกใช้เพย์โหลด ด้วยวิธีการนี้จะช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถเข้าควบคุมข้อมูลเครื่องและสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้รวมถึงอีเมล, รูปภาพ, ข้อความ, ข้อมูล iCloud และอื่น ๆ

ทั้งนี้ผู้ใช้ iOS ควรทำการอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีผู้ใช้

ที่มา: thehackernews | threatpost

Apple ปล่อยแพตช์ความปลอดภัย ช่องโหว่บางรายการถูกใช้โจมตีแล้ว

Apple ประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยแพตช์ซึ่งออกมานั้นมีการปิดการโจมตีช่องโหว่ zero-day ทั้ง 3 รายการใน iOS ซึ่งตรวจพบว่าถูกใช้โดยผู้ไม่ประสงค์ดีแล้วโดย Google Project Zero

Google Project Zero ตรวจพบว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีกำลังใช้ช่องโหว่ 3 รายการได้แก่ CVE-2020-27930, CVE-2020-27932 และ CVE-2020-27950 ในการโจมตีจริง ช่องโหว่แรกนั้นเป็นช่องโหว่ memory corruption ในไลบรารี FontParser ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากไฟล์ฟอนต์แบบพิเศษได้ สองช่องโหว่ที่เหลือเป็นช่องโหว่สำหรับยกระดับสิทธิ์ และช่องโหว่ที่ช่วยข้ามผ่านมาตราการด้านความปลอดภัย

อุปกรณ์ที่ได้รับการแพตช์ได้แก่ iOS, iPadOS, macOS และ watchOS ซึ่งสามารถทำได้อัปเดตได้ทันทีจากหน้าต่างการตั้งค่าของอุปกรณ์ ขอให้ทำการอัปเดตทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากช่องโหว่

ที่มา: thehackernews

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ Apple, Kanye, Gates, Bezos และหลายๆ คนดังถูกเเฮกและถูกทวีตข้อความหลอกให้โอนเงินบิทคอยน์

เเฮกเกอร์ทำการเข้ายึดบัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ Apple, Kanye, Gates, Bezos และหลายๆ คนดัง หลังจากนั้นเเฮกเกอร์ได้ทำการทวีตข้อความโดยสัญญาว่าจะมอบเงินบิทคอยน์เป็นจำนวนมากถึง 5,000 BTC (ประมาณ 1,436,024,782 บาท) สำหรับผู้ที่โอนเงินระหว่าง 0.1 BTC (ประมาณ 28,720 บาท) ถึง 20 BTC (ประมาณ 5,739,539 บาท) ไปยังที่อยู่บัญชีที่อยู่ในข้อความที่ทวีต

หลังจากพบความผิดปกติ Twitter ได้ทำการล็อคบัญชีที่ถูกแฮกไว้อย่างรวดเร็วและทำการลบทวีตปลอมทั้งหมด ล่าสุด Twitter ได้ทำการเเถลงว่าการที่ Twitter อย่างเป็นทางการของคนดังทั้งหลายที่ทำการทวีตข้อความเพื่อหลอกให้โอนเงินนั้น เกิดจากบัญชีของพนักงานของ Twitter โดนโจมตีโดยการใช้ Social Engineering และทำการเจาะจงบัญชีของพนักงานที่ตกเป็นเหยื่อ จึงทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงระบบและเครื่องมือของ Twitter ได้

ขณะนี้ Twitter ได้ทำการล็อคบัญชีที่ถูกบุกรุกและทำการดำเนินการสอบสวนถึงสาเหตุที่เเท้จริง ซึ่งก็จะมีการอัพเดตเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อไป

ที่มา: bleepingcomputer  twitter

Apple ปล่อยอัพเดทเวอร์ชันล่าสุด สำหรับ iOS และ iPad OS เพื่อแก้ไขช่องโหว่ “unc0ver” ซึ่งนำไปสู่การเจลเบรคอุปกรณ์

Apple ปล่อยอัพเดทสำหรับ iOS และ iPad OS ซึ่งเป็นการอัพเดทในส่วนของ Exposure Notification API, FaceTime, การปลดล็อคหน้าจอตอนใส่หน้ากากด้วย Face ID และอื่นๆ โดยเป็นอัปเดตสำหรับ iPhone 6s และใหม่กว่า, iPad Air 2 และใหม่กว่า, iPad mini 4 และใหม่กว่าและ iPod touch รุ่นที่ 7 โดยผู้ใช้สามารถไปเช็คการอัพเดตได้ที่ Settings > General > Software Update

ช่องโหว่นี้มีการแก้ไขที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการแพตช์ช่องโหว่ซึ่งเปิดช่องทางนำไปสู่การเกิดขึ้นของเจลเบรค "unc0ver" ได้ แนะให้ผู้ให้ทำการอัพเดทเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี การเจลเบรคเกิดขึ้นได้เพราะปัญหาด้านความปลอดภัย ดังนั้นการใช้อุปกรณ์ซึ่งสามารถเจลเบรคได้จึงไม่ใช่การอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยที่เหมาะสม

ที่มา: macrumors.

Google discloses zero-click bugs impacting several Apple operating system

Google เปิดเผยช่องโหว่ Zero-Click ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประมวลผลมัลติมีเดียของ Apple

ทีม Google Project Zero ได้เผยเเพร่รายงานการวิจัยว่าพวกเขาได้ทำการค้นพบช่องโหว่ Zero-Click ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประมวลผลมัลติมีเดียบนระบบปฏิบัติการของ Apple

ช่องโหว่ที่ค้นพบนี้อยู่ในขั้นตอนการประมวลผลมัลติมีเดียที่ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์โดยการส่งรูปภาพหรือวิดีโอที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์เป้าหมายถึงแม้ว่าเป้าหมายจะไม่ทำการโต้ตอบกลับหรือที่เรียกว่าการโจมตีแบบ “Zero-Click” ซึ่งหมายความว่าข้อความที่เป็นรูปภาพจาก SMS, อีเมลหรือข้อความจาก IM อาจเป็นช่องทางในการโจมตีได้

นักวิจัยของ Google Project Zero กล่าวว่าพวกเขาได้ทำการวิเคราะห์เฟรมเวิร์ค Image I/O ซึ่งใช้ใน iOS, macOS, tvOS และ watchOS โดยใช้เทคนิค “ fuzzing” เพื่อทำการทดสอบว่า Image I/O ว่าจะสามารถจัดการกับไฟล์มัลติมีเดียที่มีรูปแบบไม่ถูกต้องได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าพวกเขาพบช่องโหว่จำนวน 6 ช่องโหว่บน Image I/O และอีก 8 ช่องโหว่บน OpenEXR ซึ่งเป็นไลบรารีโอเพนซอร์ซสำหรับแยกไฟล์ภาพ EXR ที่เป็นส่วนประกอบบน Image I/O

ทีมวิจัยกล่าวว่าข้อบกพร่องและช่องโหว่ทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้วในเเพตซ์ความปลอดภัยในเดือนมกราคมและเดือนเมษายนในขณะที่ช่องโหว่บน OpenEXR ก็ได้รับการเเพตซ์แล้วเช่นกันใน OpenEXR v2.4.1

ที่มา:

zdnet.