X แจ้งเตือนให้ลงทะเบียน 2FA security keys อีกครั้งก่อน 10 พ.ย. เพื่อป้องกันบัญชีถูกล็อก

X ออกประกาศเตือนให้ผู้ใช้ทำการลงทะเบียน security keys หรือ passkeys สำหรับ two-factor authentication (2FA) ใหม่อีกครั้งก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน มิเช่นนั้นผู้ใช้อาจถูกล็อกไม่ให้เข้าถึงบัญชีของตนจนกว่าจะดำเนินการลงทะเบียนใหม่

ในบนแพลตฟอร์ม X บริษัทระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลเฉพาะกับผู้ใช้ที่ใช้ หรือ hardware-based security keys เช่น YubiKey เท่านั้น

ทั้งสองวิธีการยืนยันตัวตนนี้ จะมีการป้องกันที่แข็งแกร่งต่อการโจมตีแบบฟิชชิง โดยใช้ cryptographic keys ที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยภายในอุปกรณ์ หรือระบบปฏิบัติการในการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้ แทนที่จะพึ่งพาข้อมูล credentials แบบเดิมซึ่งเสี่ยงต่อการถูกขโมยจากมัลแวร์ หรือการโจมตีแบบฟิชชิง

บัญชีทางการด้านความปลอดภัย (Safety) ของ X โพสต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ บัญชีผู้ใช้ทั้งหมดที่ใช้ security keys เป็นวิธีการยืนยันตัวตนแบบ two-factor authentication (2FA) จะต้องทำการลงทะเบียน keys ของตนใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึง X ได้ตามปกติ

ผู้ใช้มีทางเลือกลงทะเบียน security keys ใหม่ได้สองวิธีคือ ลงทะเบียน security keys ที่มีอยู่แล้วซ้ำ หรือเพิ่ม security keys ใหม่ อย่างไรก็ตาม หากเลือกเพิ่ม security keys ใหม่ keys เก่าทั้งหมดจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปจนกว่าจะลงทะเบียนซ้ำ

หลังวันที่ 10 พฤศจิกายน บัญชีที่ไม่ได้ลงทะเบียน security keys ใหม่จะถูกล็อก การเข้าถึงบัญชีจะกลับมาเป็นปกติเมื่อผู้ใช้ลงทะเบียน security keys ใหม่ ใช้วิธี 2FA แบบอื่น หรือปิดใช้งาน 2FA ทั้งนี้ X ยังคงแนะนำให้เปิดใช้งาน 2FA เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบัญชี

ทั้งนี้ X ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แต่เป็นผลจากการย้ายระบบจากโดเมน twitter.

มิจฉาชีพใช้ข่าวปลอมอ้างผู้ใช้ LastPass เสียชีวิต เพื่อหลอกเอารหัสผ่านเข้า password vaults

LastPass กำลังแจ้งเตือนลูกค้าว่าขณะนี้มีแคมเปญฟิชชิงที่ส่งอีเมลหลอกลวง โดยภายในอีเมลมีคำขอเข้าถึง password vaults ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นขั้นตอนในกระบวนการสืบทอดบัญชี

กิจกรรมดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นราวกลางเดือนตุลาคม โดยพบว่าโดเมน และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้โจมตีซึ่งมีแรงจูงใจทางด้านการเงินที่รู้จักกันในชื่อ CryptoChameleon (UNC5356)

กลุ่ม CryptoChameleon ใช้ชุดเครื่องมือฟิชชิงที่พัฒนาเฉพาะเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเงินคริปโตหลายแพลตฟอร์ม เช่น Binance, Coinbase, Kraken และ Gemini ผ่านหน้าเข้าสู่ระบบปลอมของบริการชื่อดังอย่าง Okta, Gmail, iCloud และ Outlook

ผู้ใช้ LastPass เคยถูกกลุ่มเดียวกันนี้โจมตีมาแล้วในเดือนเมษายน ปี 2024 แต่ดูเหมือนว่าแคมเปญล่าสุดจะมีความซับซ้อน และครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยคราวนี้ยังขยายเป้าหมายไปถึง passkey อีกด้วย

อีเมลฟิชชิงที่ส่งถึงผู้ใช้ LastPass แอบอ้างว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้องขอการเข้าถึง LastPass vault ของผู้ใช้ โดยอัปโหลด “ใบมรณบัตร” เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบคำขอ

กระบวนการสืบทอดสิทธิ์ของ LastPass เป็นฟีเจอร์การเข้าถึงฉุกเฉินที่อนุญาตให้บุคคลที่เจ้าของบัญชีกำหนดสามารถขอเข้าถึง password vault ของตนได้ในกรณีที่เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ

ปกติแล้วเมื่อมีการเปิดคำขอดังกล่าว เจ้าของบัญชีจะได้รับอีเมล และหลังจากระยะเวลารอสิ้นสุดลง ผู้ติดต่อจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโดยอัตโนมัติ

คำขอสืบทอดปลอมดังกล่าวถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นด้วยการใส่ หมายเลข Agent ID เพื่อสร้างความสมจริง เพื่อให้ผู้รับรีบดำเนินการยกเลิกคำขอนั้น หากตนเอง “ยังไม่เสียชีวิต” โดยคลิกที่ลิงก์ในอีเมล

อย่างไรก็ตาม ลิงก์นั้นจะนำเหยื่อไปยังเว็บไซต์ปลอม lastpassrecovery[.]com ซึ่งมีแบบฟอร์มเข้าสู่ระบบปลอม ซึ่งหลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่าน master password ของตนลงไป

LastPass เปิดเผยว่า ในบางกรณี ผู้โจมตีได้โทรศัพท์หาผู้เสียหายโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท และหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบบนเว็บไซต์ฟิชชิงที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการโจมตีโดยกลุ่ม CryptoChameleon ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ใช้ LastPass คือการใช้โดเมนฟิชชิงที่เน้นการขโมย passkey โดยเฉพาะ เช่น mypasskey[.]info และ passkeysetup[.]com ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขโมยข้อมูล passkey ของเหยื่อ

ทั้งนี้ passkey เป็นมาตรฐานการยืนยันตัวตนแบบไม่ใช้รหัสผ่าน (passwordless authentication) ที่พัฒนาบนโปรโตคอล FIDO2 / WebAuthn โดยอาศัยระบบเข้ารหัสแบบ assymmetric แทนการใช้รหัสผ่านที่ต้องจดจำ

Password managers ยุคใหม่อย่าง LastPass, 1Password, Dashlane และ Bitwarden สามารถจัดเก็บ และซิงก์ passkey ข้ามอุปกรณ์ได้แล้ว ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีเริ่มหันมาโจมตีพวกเขาโดยตรง

ในปี 2022 LastPass ประสบเหตุข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ เมื่อผู้โจมตีขโมยข้อมูลสำรองของ password vaults ที่เข้ารหัสไว้ เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายในภายหลัง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียสกุลเงินดิจิทัลราว 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ที่มา : bleepingcomputer.

Hacker ขโมยบัญชี Discord ด้วยมัลแวร์ขโมยข้อมูลที่มีพื้นฐานมาจาก RedTiger

ผู้โจมตีกำลังใช้ RedTiger ซึ่งเป็นเครื่องมือแบบ open-source สำหรับ Red Team เพื่อสร้างมัลแวร์ขโมยข้อมูล ที่รวบรวมข้อมูลบัญชี Discord และข้อมูลการชำระเงิน

มัลแวร์ตัวนี้ยังสามารถขโมยข้อมูล Credentials ที่จัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์, ข้อมูล cryptocurrency และบัญชีเกมได้อีกด้วย

RedTiger เป็นชุดเครื่องมือ penetration testing suite ที่มีพื้นฐานจากภาษา Python สำหรับ Windows และ Linux ซึ่งรวบรวม options ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน เช่น การสแกนเครือข่าย, การเจาะรหัสผ่าน, เครื่องมือเกี่ยวกับ OSINT, เครื่องมือที่เน้นการโจมตี Discord และเครื่องมือการสร้างมัลแวร์

Component ที่ใช้ในการขโมยข้อมูลของ RedTiger มีความสามารถพื้นฐานในการขโมยข้อมูลระบบ, คุกกี้ และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์, ไฟล์ crypto wallet, ไฟล์เกม และข้อมูลของ Roblox และ Discord นอกจากนี้ มันยังสามารถจับภาพจากกล้องเว็บแคม และถ่ายภาพหน้าจอของเหยื่อได้อีกด้วย

แม้ว่าบน GitHub โปรเจกต์นี้จะระบุว่าฟังก์ชันอันตรายต่าง ๆ มีไว้ใช้ในทางที่ถูกกฏหมายเท่านั้น แต่การที่มันถูกเผยแพร่ฟรีอย่างไม่มีเงื่อนไข และขาดมาตรการป้องกันใด ๆ ก็ตาม ทำให้จึงสามารถนำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ได้

Netskope ระบุว่า ผู้ไม่หวังดีกำลังใช้ component มัลแวร์ขโมยข้อมูลของ RedTiger ในการโจมตี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อโจมตีผู้ใช้บัญชี Discord ที่เป็นชาวฝรั่งเศส

ผู้โจมตีได้ compiled โค้ดของ RedTiger โดยใช้ PyInstaller เพื่อสร้างไฟล์ standalone binaries และตั้งชื่อไฟล์เหล่านั้นให้เกี่ยวข้องกับเกม หรือ Discord

เมื่อมัลแวร์ขโมยข้อมูลถูกติดตั้งบนเครื่องของเหยื่อ มันจะสแกนหาไฟล์ฐานข้อมูลของ Discord และเบราว์เซอร์ จากนั้น มันจะดึง token ทั้งแบบธรรมดา และแบบเข้ารหัสออกมาผ่าน regex เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ token และดึงข้อมูลโปรไฟล์, อีเมล, ข้อมูล MFA และข้อมูล subscription

จากนั้น มันจะแทรก JavaScript ที่ custom เข้าไปในไฟล์ index.

แฮ็กเกอร์โจมตีแพ็กเกจ NPM ที่มียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 2 พันล้านครั้งต่อสัปดาห์ในรูปแบบ supply chain attack

การโจมตีแบบ supply chain attack ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่แฮ็กเกอร์ใช้วิธีการฟิชชิ่งเพื่อเข้าถึงบัญชีของผู้ดูแลแพ็กเกจ ก่อนจะฝังมัลแวร์ลงในแพ็กเกจ NPM ซึ่งมียอดดาวน์โหลดรวมสูงถึง 2.6 พันล้านครั้งต่อสัปดาห์

Josh Junon (qix) ผู้ดูแลแพ็กเกจที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีแบบ supply chain attack ครั้งนี้ ได้ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 ว่า บัญชีของเขาถูกเข้าถึง โดยเปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์ส่งอีเมลฟิชชิงมาจากที่อยู่อีเมล support [at] npmjs [dot] help ซึ่งเป็นโดเมนของเว็บไซต์ที่ปลอมเป็น npmjs.

มัลแวร์ ClickFix โจมตีผู้ใช้ macOS เพื่อขโมยข้อมูล Login Credentials

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ตรวจพบแคมเปญ Phishing รูปแบบใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ใช้ macOS โดยแฝงตัวมาในรูปแบบกระบวนการยืนยันตัวตนด้วย CAPTCHA

(more…)

ช่องโหว่ Zero-Day ของ WinRAR ถูกใช้ในการติดตั้งมัลแวร์ขณะแตกไฟล์ archive

ช่องโหว่ WinRAR (CVE-2025-8088) ที่เพิ่งถูกแก้ไข ถูกใช้ในปฏิบัติการฟิชชิงแบบ Zero-Day เพื่อติดตั้งมัลแวร์ RomCom

ช่องโหว่ Directory Traversal นี้ ได้รับการแก้ไขไปแล้วใน WinRAR เวอร์ชัน 7.13 ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถทำให้ให้ไฟล์ archive ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ สามารถแตกไฟล์ไปยังตำแหน่งที่ผู้โจมตีกำหนดได้

จากประวัติการเปลี่ยนแปลงของ WinRAR 7.13 ระบุว่า WinRAR, RAR และ UnRAR เวอร์ชันก่อนหน้า รวมถึงซอร์สโค้ดของ Portable UnRAR และ UnRAR.dll บน Windows อาจถูกหลอกให้ใช้ Path ที่กำหนดไว้ในไฟล์ archive แทนที่จะเป็น Path ที่ผู้ใช้ระบุเองขณะทำการแตกไฟล์

อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันของ RAR และ UnRAR บน Unix รวมถึงซอร์สโค้ดของ Portable UnRAR, ไลบรารี UnRAR และ RAR บนระบบปฏิบัติการ Android ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้

โดยอาศัยช่องโหว่นี้ ผู้โจมตีสามารถสร้างไฟล์ archive ที่เมื่อแตกไฟล์แล้ว จะวางไฟล์ executables ลงใน Path ที่ระบบจะรันโดยอัตโนมัติ เช่น โฟลเดอร์ Startup ของ Windows ได้แก่ :

%APPDATA%\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\Startup (Local to user)
%ProgramData%\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\StartUp (Machine-wide)

เมื่อผู้ใช้ล็อกอินเข้าสู่ระบบในครั้งถัดไป ไฟล์ปฏิบัติการดังกล่าวจะถูกรันโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีรันโค้ดจากระยะไกลได้

เนื่องจาก WinRAR ไม่มีฟีเจอร์อัปเดตอัตโนมัติ จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนดาวน์โหลด และติดตั้งเวอร์ชันล่าสุดด้วยตนเองจากเว็บไซต์ win-rar.

กลุ่มแฮ็กเกอร์ ScarCruft เปิดตัวการโจมตีด้วยมัลแวร์รูปแบบใหม่โดยใช้ Rust และ PubNub

กลุ่ม APT (Advanced Persistent Threat) ที่ชื่อว่า ScarCruft ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีด้วยมัลแวร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อน โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานในเกาหลีใต้ผ่านการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับการอัปเดตรหัสไปรษณีย์

(more…)

Koske มัลแวร์ตัวใหม่บน Linux ถูกซ่อนอยู่ในภาพหมีแพนด้า

มัลแวร์ตัวใหม่บน Linux ชื่อ Koske คาดว่าถูกพัฒนาด้วย AI และใช้ภาพ JPEG ของหมีแพนด้าที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายเพื่อส่งมัลแวร์เข้าสู่หน่วยความจำของระบบโดยตรง

(more…)

มัลแวร์ LameHug ใช้ AI LLM เพื่อสร้างคำสั่งขโมยข้อมูลบน Windows แบบ real-time

มัลแวร์ตระกูลใหม่ที่มีชื่อว่า LameHug กำลังใช้ large language model (LLM) เพื่อสร้างชุดคำสั่งสำหรับเรียกใช้บนระบบ Windows ที่ถูกโจมตีได้สำเร็จ

(more…)

Mainboards ของ Gigabyte มีช่องโหว่ที่อาจทำให้มัลแวร์ UEFI สามารถ bypass Secure Boot ได้

Mainboard ของ Gigabyte มากกว่าร้อยรุ่นที่ใช้ UEFI firmware มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถฝังมัลแวร์ประเภท bootkit ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ระบบปฏิบัติการไม่สามารถตรวจจับได้ และยังคงแฝงตัวอยู่ได้แม้ผู้ใช้จะทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่แล้วก็ตาม

ช่องโหว่เหล่านี้อาจทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ในระดับผู้ดูแลระบบ (ทั้งแบบเข้าถึงจากเครื่องโดยตรง หรือจากระยะไกล) สามารถเรียกใช้โค้ดใด ๆ ก็ได้ตามต้องการใน System Management Mode (SMM) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แยกออกจากระบบปฏิบัติการ (OS) และมีสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องที่มากกว่า

กลไกที่ทำงานในระดับที่ต่ำกว่าระบบปฏิบัติการ (OS) จะสามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง และเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนบูตเครื่อง ด้วยเหตุนี้ มัลแวร์ที่แฝงตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าวจึงสามารถ bypass การป้องกันความปลอดภัยแบบมาตรฐานที่มีอยู่ในระบบได้

UEFI หรือ Unified Extensible Firmware Interface เป็น firmware ที่มีความปลอดภัยมาก เนื่องจากมีฟีเจอร์ Secure Boot ที่ใช้ในการตรวจสอบด้วยวิธีการเข้ารหัส เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ดที่อุปกรณ์ใช้ในการบูตเครื่องนั้นปลอดภัย และเชื่อถือได้

ด้วยเหตุนี้ มัลแวร์ระดับ UEFI อย่าง bootkit ที่มีชื่อเสียง เช่น เช่น BlackLotus, CosmicStrand, MosaicAggressor, MoonBounce และ LoJax จึงสามารถฝังโค้ดที่เป็นอันตรายให้ทำงานได้ทุกครั้งที่มีการเปิดเครื่อง

Mainboards จำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่ทั้ง 4 รายการนี้ ถูกพบใน firmware ที่ Gigabyte นำมาใช้งาน โดยถูกค้นพบโดยนักวิจัยจากบริษัทด้านความปลอดภัย firmware ที่ชื่อ Binarly ซึ่งได้แบ่งปันข้อมูลการค้นพบนี้กับศูนย์ประสานงาน CERT (CERT/CC) ของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon

Supplier ของ firmware รายหลักคือบริษัท American Megatrends Inc.