Google ลบ Extension บล็อกโฆษณาสองรายการออกจาก Chrome Web Store หลังจากตรวจพบว่าการพยายามรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้

Google ได้ลบ Extension สำหรับการบล็อกโฆษณาสองรายการออกจาก Chrome Web Store หลังจากตรวจพบว่า Extension ทั้งสองมีโค้ดที่เป็นอันตรายและมีการพยายามรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้

Extension ทั้งสองมีชื่อว่า Nano Adblocker และ Nano Defender โดย Extension ทั้งสองถูกดาวน์โหลดและติดตั้งมากกว่า 50,000 และ 200,000 ครั้งตามลำดับในขณะที่ถูกลบออกจาก Chrome Web Store ซึ่งจากการตรวจสอบโค้ดพบว่า Extension ทั้งสองมีโค้ดที่เป็นอันตรายที่ต่างจากเวอร์ชันดั้งเดิม หลังจากผู้พัฒนาได้ทำการขายให้กับทีมนักพัฒนาชาวตุรกี

Raymond Hill ผู้พัฒนา uBlock Origin ad blocker ได้ทำการวิเคราะห์ Extension ทั้งสองและพบว่า Extension ได้รับการแก้ไขโค้ดโดยเพิ่มส่วนโค้ดที่เป็นอันตราย ภายในโค้ดจะส่งข้อมูลตามการวิเคราะห์พฤติกรรมที่กำหนดและส่งไปยัง def.

Chrome 86 มาแล้ว พร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใหม่เพียบ

Google ประกาศการออก Chrome เวอร์ชัน 86 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจุดน่าสนใจในรุ่นใหม่นี้นั้นอยู่ที่ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตามรายการดังนี้

หากมีการบันทึก Credential ไว้ใน Chrome และมีการตรวจพบว่าได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหล Chrome จะทำลิงค์เพื่อชี้ไปยัง <URL>/.well-known/change-password เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านโดยอัตโนมัติ (หากไม่มีพาธดังกล่าว Chrome จะสั่งลิงค์ไปยังโฮมเพจแทน)
เพิ่ม Safety Check เอาไว้ตรวจสอบการตั้งค่าเบราว์เซอร์และข้อมูลว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ในคลิกเดียว
บล็อคการดาวโหลด mixed content หรือการดาวโหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอล HTTP จากเว็บไซต์ HTTPS จากไฟล์ประเภท .exe, .apk, .zip, .iso และไฟล์ไบนารีอื่นๆ
นอกเหนือจากฟีเจอร์ที่ระบุมาแล้ว Chrome 86 ยังมีการแก้ไขและแพตช์ช่องโหว่ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยในขณะนี้ถึงยอดของช่องโหว่ที่ถูกแพตช์ รวมไปถึงเพิ่มฟีเจอร์ทดสอบ (experimental feature) มาอีกเป็นจำนวนมาก ผู้ที่สนใจอยากลองทดสอบฟีเจอร์ใหม่ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่มา

ที่มา : bleepingcomputer

แพตช์ความปลอดภัยแอนดรอยด์ประจำเดือนตุลาคม 2020 มาแล้ว แก้ช่องโหว่รวม 48 รายการ

Google ปล่อยแพตช์ความปลอดภัยแอนดรอยด์ประจำเดือนตุลาคม 2020 มาแล้ววันนี้ โดยแพตช์ประจำเดือนนี้มีทั้งในรอบซึ่งถูกประกาศออกมาในลักษณะ security patch level ของวันที่ 1 และวันที่ 5 ตุลาคม 2020

จาก security patch level ทั้งสองครั้งและตัวเลขแพตช์ทั้งหมด 48 รายการ แพตช์ซี่งถูกจัดอยู่ในระดับ critical ในรอบนี้นั้นอยู่ในส่วนโมดูลของ Qualcomm ซึ่งไม่ได้เป็น open source ซึ่งอยู่ทั้งหมด 6 รายการ

แนะนำให้ทำการติดตามแพตช์จากผู้ผลิตและทำการอัปเดตทันทีเมื่อแพตช์พร้อมติดตั้ง พร้อมลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

ที่มา : securityweek

Google ประกาศจัดตั้งทีม APVI เพื่อดูแลปัญหาและเเก้ไขช่องโหว่ในอุปกรณ์ Android

Google ประกาศจัดตั้งทีม Android Partner Vulnerability Initiative (APVI) เพื่อจัดการและดูแลเเก้ไขเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ถูกพบในอุปกรณ์ Android และซอฟต์แวร์ที่ให้บริการในรูปแบบ Android OEM ของผู้ผลิตที่เป็น Android partner กับ Google

ในการจัดตั้งทีม APVI นั้น Google มีเป้าหมายเพื่อทำการรวบรวมปัญหาด้านความปลอดภัยต่างๆ จากนักวิจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งจะรายงานผ่านช่องทางเช่น Android Security Rewards Program (ASR), Google Play Security Rewards Program, Android Open Source Project (AOSP) และ Android Security Bulletins (ASB) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ Google ค้นพบหรือได้รับรายงาน ซึ่งปัญหาและช่องโหว่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอุปกรณ์ Android หรือผู้ใช้งาน Android เช่น ปัญหาจาก permissions bypasses, การเรียกใช้โค้ดใน kernel, credential leak และปัญหา backup ไม่ได้เข้ารหัสใน Android OEM ที่ผลิตโดย Android partner ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเเหล่งที่มา

ที่มา: security.

นักวิจัยของ Google รายงานว่าพบช่องโหว่ 3 รายการใน Apache

Apache ออกประกาศแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ บนซอฟต์แวร์เว็บเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง เนื่องจากช่องโหว่เหล่านี้เปิดให้รันโค้ดอันตรายและอาจทำให้ผู้โจมตีทำเซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือไม่สามารถให้บริการต่อได้ (Denial of Service)

ช่องโหว่ที่พบมี 3 รายการ CVE-2020-9490, CVE-2020-11984, CVE-2020-11993 ถูกค้นพบโดย Felix Wilhelm จาก Google Project Zero ทาง Apache Foundation ได้ทราบรายละเอียดจึงนำไปแก้ไขในเวอร์ชันล่าสุด (2.4.46)

ช่องโหว่แรก (CVE-2020-11984) เป็นปัญหาเกี่ยวกับช่องโหว่ในการรันโค้ดจากระยะไกลด้วยการทำ Buffer Overflow กับโมดูล "mod_uwsgi" ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ามาดู, เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลได้ โดยขึ้นอยู่กับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์
ส่วนช่องโหว่ที่สอง (CVE-2020-11993) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเมื่อเปิดใช้งานดีบั๊กในโมดูล "mod_http2" ช่องโหว่จะทำให้ log statement ที่ทำการบันทึกการเชื่อมต่อทำงานผิดพลาดและอาจส่งผลให้หน่วยความจำเกิดเสียหายเนื่องจากการใช้งาน log pool ร่วมกัน
ช่องโหว่รายการสุดท้าย (CVE-2020-9490) เป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงที่สุดและยังอยู่ในโมดูล HTTP/2 ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ใช้ Cache-Digest Header ที่ออกเเบบมาเป็นพิเศษทำการโจมตีในหน่วยความจำเพื่อทำให้หน่วยความจำเสียหายซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดและการปฏิเสธบริการ (DoS)
แนะนำให้ติดตั้งเวอร์ชันล่าสุดของซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ Apache เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาควบคุมได้

ที่มา: thehackernews.

Google ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่บน Android จำนวน 54 รายการในการอัปเดตเเพตซ์ประจำเดือนสิงหาคม

Google ได้เปิดตัวแพตช์ประจำเดือนเดือนสิงหาคมสำหรับระบบปฏิบัติการ Android เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความรุนแรงสูงใน framework component ซึ่งหากใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่ทำการเเก้ไขอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดระยะไกล (RCE) บนอุปกรณ์มือถือ Android ได้

Google กล่าวว่าช่องโหว่ที่ได้รับการเเพตซ์ในเดือนนี้นั้นเป็นช่องโหว่ความรุนเเรงระดับสูงอยู่ 54 รายการ ซึ่งพบว่าอุปกรณ์มือถือ Android ที่ใช้ชิปของ Qualcomm มีช่องโหว่มากถึง 31 รายการ โดยช่องโหว่ที่ได้รับการเเก้ไขและมีความสำคัญเช่นช่องโหว่ CVE-2020-0240 เป็นช่องโหว่ที่อาจช่วยให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ใช้ไฟล์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษทำการรันโค้ดในบริบทของกระบวนการที่ไม่มีสิทธิพิเศษ เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้ใช้งานอุปกรณ์มือถือ Android ควรทำการอัปเดตอุปกรณ์มือถือ Android ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายหาประโยชน์จากช่องโหว่และเพื่อป้องกันข้อมูลของผู้ใช้เอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดการอัพเดตเพิ่มเติมสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่: https://source.

Cluster of 295 Chrome extensions caught hijacking Google and Bing search results

พบ Chrome Extension อันตราย แอบเพิ่มโฆษณาในผลการค้นหาจาก Google และ Bing

บริษัท AdGuard ผู้ให้บริการโซลูชันการบล็อกโฆษณาได้เปิดเผยถึงการค้นพบ Extension ที่เป็นอันตรายบน Chrome Extension จำนวน 295 Extension ซึ่งทั้งหมดนั้นอยู่บนออฟฟิเชียลของ Chrome Web Store มีผู้ติดตั้งรวมกันกว่า 80 ล้านราย

ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการวิเคราะห์ 295 Extension ที่ตรวจพบนั้น Extension ทั้งหมดนั้นได้ทำการโหลดโค้ดที่เป็นอันตรายจาก fly-analytics.

Android เวอร์ชั่น 11 ที่มากับการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Google เปิดตัว Beta สำหรับ Android เวอร์ชั่น 11 ให้ผู้พัฒนาได้ทดสอบระบบปฏิบัติการโดย Google กล่าวว่า Android เวอร์ชั่น 11 นี้จะปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มากยิ่งขึ้นและออกแบบมาเพื่อให้ระบบปฏิบัติการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้จากการโจมตีที่เป็นอันตราย

ในด้านความความเป็นส่วนตัวนั้น Google ได้เพิ่มระบบ one-time permission เพื่อใช้ในการเข้าถึงสภาพเเวดล้อมต่างๆ ของอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น Android เวอร์ชั่น 11 จะอนุญาตให้ผู้ใช้อนุญาตให้แอปที่มีสิทธิ์ชั่วคราวสามารถเข้าถึงไมโครโฟนและกล้องของอุปกรณ์โดยใช้ one-time permission เมื่อผู้ใช้จะเปิดแอปเหล่านี้ในครั้งต่อไปผู้ใช้จะได้รับแจ้งอีกครั้งเพื่อให้แอปได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไมโครโฟนหรือกล้องและ Android เวอร์ชั่น 11 ยังมีฟีเจอร์รีเซ็ตสิทธิ์การใช้งานของแอพที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานหรืออาจเป็นเวลาสองสามเดือนโดยอัตโนมัติ

ส่วนในด้านความปลอดภัยนั้น Android เวอร์ชั่น 11 จะทำการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้ทันทีหลังจากการอัปเดตแบบ Over-The-Air (OTA) โดยไม่ต้องป้อนข้อมูลรับรองจากผู้ใช้ นอกจากนี้ Android เวอร์ชั่น 11 จะบล็อกการเข้าถึงข้อมูลการใช้แอปของผู้ใช้จนกว่าอุปกรณ์จะถูกปลดล็อคเป็นครั้งแรกหลังจากรีสตาร์ทหรือผู้ใช้สลับไปยังบัญชีของผู้ใช้

ปัจจุบันมือถือที่สามารถรองรับ Android เวอร์ชั่น 11 ในตัว Beta ที่ใช้ทดสอบระบบนั้นนี้คือ Google Pixel 2, 3, 3a, และ 4

ที่มา: bleepingcomputer

Google highlights Indian ‘hack-for-hire’ companies in new TAG report

Google TAG เผยอินเดียกำลังเป็นแหล่งยอดฮิตของธุรกิจ Hack for Hire

Google Threat Analysis Group (TAG) หรือ Google TAG ซึ่งเป็นทีมที่ติดตามกลุ่มอาชญากรรมระดับสูงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ของ Google ได้เผยแพร่รายงานประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ซึ่งเป็นรายงานจากการติดตามกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ที่เป็นผู้โจมตีหรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า 270 กลุ่มจากกว่า 50 ประเทศ โดยประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้

ความพยายามในการแฮ็กและฟิชชิงของกลุ่มต่างๆ
ปัจจุบันจากการเเพร่ของโรค Coronavirus หรือ COVID-19 ที่เกิดการเเพร่กระจายเป็นจำนวนมากทำให้กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เพื่อทำการแฮ็กและฟิชชิงข้อมูลโดยพุ่งเป้าหมายไปที่ ผู้นำธุรกิจ, บริษัทที่ให้บริการด้านการเงินและการให้คำปรึกษา, บริษัทด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, สโลวีเนีย, แคนาดา, อินเดีย, บาห์เรน, ไซปรัสและสหราชอาณาจักร ตัวอย่างกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เห็นได้ชัดคือ บริษัท “hack-for-hire” หรือบริษัทรับจ้างแฮกข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตในประเทศอินเดียได้ทำการสร้างแอคเคาท์ Gmail ที่ทำการปลอมเเปลงเป็น WHO เพื่อใช้ในการฟิชชิงกลุ่มเป้าหมาย โดยทั้งนี้ Google TAG มองว่าบริษัท “hack-for-hire” ในอินเดียมีการเติบโตและมีจำนวนมากขึ้นจากไตรมาสก่อน

การดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมือง
ปัจจุบันกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือรัฐสนับสนุนมีเป้าหมายเพื่อการดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้การดำเนินการในเครือข่ายเว็บไซต์ของ Google เช่น YouTube, Play Store, AdSense นั้นมีมากขึ้นและทาง Google รับเเจ้งให้ได้ทำการตรวจเป็นจำนวนมากหลังจากการตรวจสอบ Google ได้ทำการยกเลิกบัญชีช่อง YouTube และบัญชีการโฆษณาเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่: https://blog.

Google discloses zero-click bugs impacting several Apple operating system

Google เปิดเผยช่องโหว่ Zero-Click ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประมวลผลมัลติมีเดียของ Apple

ทีม Google Project Zero ได้เผยเเพร่รายงานการวิจัยว่าพวกเขาได้ทำการค้นพบช่องโหว่ Zero-Click ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประมวลผลมัลติมีเดียบนระบบปฏิบัติการของ Apple

ช่องโหว่ที่ค้นพบนี้อยู่ในขั้นตอนการประมวลผลมัลติมีเดียที่ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์โดยการส่งรูปภาพหรือวิดีโอที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์เป้าหมายถึงแม้ว่าเป้าหมายจะไม่ทำการโต้ตอบกลับหรือที่เรียกว่าการโจมตีแบบ “Zero-Click” ซึ่งหมายความว่าข้อความที่เป็นรูปภาพจาก SMS, อีเมลหรือข้อความจาก IM อาจเป็นช่องทางในการโจมตีได้

นักวิจัยของ Google Project Zero กล่าวว่าพวกเขาได้ทำการวิเคราะห์เฟรมเวิร์ค Image I/O ซึ่งใช้ใน iOS, macOS, tvOS และ watchOS โดยใช้เทคนิค “ fuzzing” เพื่อทำการทดสอบว่า Image I/O ว่าจะสามารถจัดการกับไฟล์มัลติมีเดียที่มีรูปแบบไม่ถูกต้องได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าพวกเขาพบช่องโหว่จำนวน 6 ช่องโหว่บน Image I/O และอีก 8 ช่องโหว่บน OpenEXR ซึ่งเป็นไลบรารีโอเพนซอร์ซสำหรับแยกไฟล์ภาพ EXR ที่เป็นส่วนประกอบบน Image I/O

ทีมวิจัยกล่าวว่าข้อบกพร่องและช่องโหว่ทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้วในเเพตซ์ความปลอดภัยในเดือนมกราคมและเดือนเมษายนในขณะที่ช่องโหว่บน OpenEXR ก็ได้รับการเเพตซ์แล้วเช่นกันใน OpenEXR v2.4.1

ที่มา:

zdnet.