Cisco ออกคำแนะนำสำหรับลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีโดยวิธีการ password-spraying ที่กำลังมุ่งเป้าหมายไปที่บริการ Remote Access VPN (RAVPN) บนอุปกรณ์ไฟร์วอลล์ Cisco Secure (more…)
Cisco แจ้งเตือนการโจมตีแบบ password-spraying มุ่งเป้าไปที่บริการ VPN
“Loop DoS” การโจมตีรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบจำนวนมาก
มีการค้นพบการโจมตีแบบใหม่ของ Denial-of-Service (DoS) ที่กําหนดเป้าหมายไปที่โปรโตคอล UDP ในระดับ application-layer ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ Host หลายแสนระบบตกอยู่ในความเสี่ยง
(more…)
มัลแวร์ BunnyLoader รูปแบบใหม่มาพร้อมกับคุณสมบัติการโจมตีแบบหลายโมดูล
นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ พบเวอร์ชันอัปเดตของ stealer และ malware loader ที่ชื่อว่า BunnyLoader ซึ่งแยกส่วนฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของตัวเองเป็นโมดูล และช่วยให้สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ (more…)
พบ Backdoor ใน XZ Utils อาจสร้างผลกระทบกับระบบ Linux ทั้งโลก
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 มีนาคม 2024) นักพัฒนาจาก Microsoft สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ดูแลระบบทั้งโลก เมื่อเปิดเผยว่าค้นพบแบ็คดอร์ใน xz Utils ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์สยูทิลิตี้ที่ใช้ในการบีบอัดข้อมูล ซึ่งมีให้ใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Linux เกือบทั้งหมด และระบบปฏิบัติการที่คล้ายกับ Unix อื่น ๆ
โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังน่าจะใช้เวลาหลายปีกับโครงการนี้ ซึ่งเกือบจะสามารถทำให้เวอร์ชันที่มีแบ็คดอร์ดังกล่าวถูกรวมเข้ากับ Debian และ Red Hat ซึ่งเป็นสอง Distributions ที่ใหญ่ที่สุดของ Linux ก่อนที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Microsoft จะสังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสงสัย
Filippo Valsorda วิศวกรซอฟต์แวร์ และการเข้ารหัสระบุว่า "นี่อาจเป็นการโจมตีแบบ supply chain attack ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยถูกพบ เนื่องจากมีการใช้ส่วนประกอบที่เป็นอันตรายในไลบรารีที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย"
XZ Util คืออะไร?
xz Utils ถูกใช้งานบน Linux เป็นจำนวนมากในการบีบอัดข้อมูล รวมถึงบนระบบปฏิบัติการที่คล้ายกับ Unix เกือบทั้งหมด รวมถึง Linux xz Utils ยังมีฟังก์ชันที่สำคัญสำหรับการบีบอัดข้อมูลทุกประเภท ซึ่ง xz Utils ยังรองรับรูปแบบ .lzma format อีกด้วย ทำให้ยิ่งได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น
นักวิจัยพบอะไร?
ในเริ่มแรก Andres Freund นักพัฒนา และวิศวกรที่ทำงานเกี่ยวกับ PostgreSQL ของ Microsoft พบปัญหาด้านประสิทธิภาพจากการใช้งาน SSH บนระบบ Debian ซึ่ง SSH เป็นโปรโตคอลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดสำหรับการเข้าสู่ระบบจากระยะไกล โดยเขาพบว่าการเข้าสู่ระบบด้วย SSH ใช้ CPU มากผิดปกติ และเกิด error ขึ้นที่ valgrind ซึ่งเป็นยูทิลิตี้สำหรับมอนิเตอร์หน่วยความจำบนคอมพิวเตอร์
ด้วยความระมัดระวัง และความรอบคอบของ Freund เขาพบว่าปัญหามาจากการอัปเดต xz Utils เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 มีนาคม 2024) Freund จึงเริ่มตรวจสอบ Open Source Security List เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการอัปเดต ทำให้พบว่ามีคนจงใจวางแบ็คดอร์ไว้ในใน xz Utils ดังกล่าว
ยังค่อนข้างยากที่ระบุเป้าหมาย และการทำงานทั้งหมดของแบ็คดอร์ โดย Thomas Roccia นักวิจัยของ Microsoft เผยแพร่ infographic ที่ช่วยให้เห็นภาพขอบเขตของความพยายามที่เกือบจะประสบความสำเร็จในการแพร่กระจายแบ็คดอร์ ซึ่งอาจจะเป็นการโจมตีครั้งใหญ่กว่าเหตุการณ์ SolarWinds supply chain attack ในช่วงปี 2020
แบ็คดอร์ทำอะไรบ้าง?
นักวิจัยพบว่าโค้ดอันตรายที่ถูกเพิ่มมาใน xz Utils เวอร์ชัน 5.6.0 และ 5.6.1 ได้มีการแก้ไขวิธีการทำงานของซอฟต์แวร์บางอย่าง โดยมันจะเข้าควบคุม sshd ซึ่งเป็นไฟล์ปฏิบัติการที่ใช้สำหรับสร้างการเชื่อมต่อของ SSH ซึ่งใครก็ตามที่เข้าถึง encryption key จะสามารถซ่อน code ใด ๆ ก็ตามที่ต้องการไว้ใน SSH login certificate ได้ สามารถอัปโหลดโค้ด และเรียกใช้งานบนอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งแบ็คดอร์ได้ นักวิจัยยังไม่เห็นโค้ดที่ถูกอัปโหลดจริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าผู้โจมตีวางแผนที่จะเรียกใช้โค้ดใด แต่ตามทฤษฎีแล้วโค้ดนี้สามารถทำอะไรได้เกือบทุกอย่าง รวมถึงการขโมยคีย์เข้ารหัส หรือการติดตั้งมัลแวร์เพิ่มเติมได้
ทำไม compression utility สามารถจัดการ process ที่มีความสำคัญอย่าง SSH ได้?
ปกติแล้วไลบรารีใด ๆ ก็ตาม สามารถยุ่งเกี่ยวกับการทำงานภายในของไฟล์ปฏิบัติการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกันได้ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ผู้พัฒนาไฟล์ปฏิบัติการจะสร้างลิงก์ไปยังไลบรารีที่จำเป็นสำหรับการทำงานอย่างถูกต้อง ซึ่ง OpenSSH เป็น sshd ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดไม่ได้เชื่อมโยงกับไลบรารี liblzma แต่ Debian และ Linux อื่น ๆ จำนวนมาก เพิ่มแพตช์เพื่อเชื่อมโยง sshd กับ systemd ซึ่งใช้ในการโหลด services ต่าง ๆ ระหว่างการบูทระบบ ในทางกลับกัน Systemd จะมีการลิงก์ไปยัง liblzma ดังนั้นจึงทำให้ xz Utils สามารถเข้าควบคุม sshd ได้
แบ็คดอร์เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ดูเหมือนว่าแบ็คดอร์นี้ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมการ ในปี 2021 ผู้ใช้ชื่อ JiaT75 ได้ทำการสร้างโค้ดในโครงการโอเพ่นซอร์สเป็นครั้งแรก โดยหากเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปโปรเจ็กต์ libarchive ของเค้าก็ถือว่าน่าสงสัย เนื่องจากมีการแทนที่ฟังก์ชัน safe_fprint ด้วยตัวแปรที่ถูกรายงานมานานแล้วว่ามีความปลอดภัยน้อยกว่า แต่ยังไม่มีใครสังเกตเห็นในเวลานั้น
ในปีต่อมา JiaT75 ส่งแพตซ์ใน xz Utils mailing list และพบว่ามีสมาชิกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนชื่อ Jigar Kumar ระบุว่า Lasse Collin ผู้ดูแล xz Utils มายาวนานนั้น ไม่ได้ทำการอัปเดตซอฟต์แวร์บ่อยครั้ง หรือรวดเร็วพอ ทำให้ Kumar, Dennis Ens และคนอื่น ๆ อีกหลายคน(ที่ไม่เคยมีชื่ออยู่ในรายชื่อมาก่อน) ได้กดดันให้ Collin หานักพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อมาดูแลโครงการนี้
ในเดือนมกราคม ปี 2023 JiaT75 เริ่มเกี่ยวข้องกับ xz Utils เป็นครั้งแรก หลายเดือนต่อมา JiaT75 ซึ่งใช้ชื่อ Jia Tan ได้เข้ามามีส่วนร่วมใน xz Utils มากขึ้น ตัวอย่างเช่น Tan ได้แทนที่ข้อมูลติดต่อของ Collins ด้วย oss-fuzz ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่จะสแกนซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเพื่อหาช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้ โดย Tan ยังขอให้ oss-fuzz ปิดการใช้งานฟังก์ชัน ifunc ในระหว่างการทดสอบ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ไม่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอันตรายที่ Tan กำลังจะทำกับ xz Utils ในไม่ช้า
รายงานของบริษัทรักษาความปลอดภัย Tenable ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ Tan ได้ออก xz Utils เวอร์ชัน 5.6.0 และ 5.6.1 (ซึ่งถูกพบว่ามีการฝังแบ็คดอร์) และในสัปดาห์ต่อมา Tan และคนอื่น ๆ ได้แจ้งต่อนักพัฒนา Ubuntu, Red Hat และ Debian ให้รวมการอัปเดตของ xz Utils เข้ากับระบบปฏิบัติการของพวกเขา
ปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวของ xz Utils ได้รับหมายเลข CVE-2024-3094 (คะแนน CVSS 10/10 ความรุนแรงระดับ Critical) โดยถือว่าเป็นช่องโหว่การ injection code ที่เป็นอันตราย ในไลบรารี xz เวอร์ชัน 5.6.0 และ 5.6.1
Tenable ได้ออกรายงานระบุ Linux ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว ได้แก่
Fedora Rawhide
Fedora 40 Beta
Fedora 41
Debian testing, unstable and experimental distributions versions 5.5.1alpha-0.1 to 5.6.1-1.
openSUSE Tumbleweed and openSUSE MicroOS
Kali Linux
Arch Linux
Linux ที่ได้ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว ได้แก่
Fedora Linux 40
Red Hat Enterprise Linux (RHEL)
Debian
Amazon Linux
SUSE Linux Enterprise and Leap
Alpine Linux
Gentoo Linux
Ubuntu
แนะนำให้กลับไปใช้ XZ เวอร์ชัน 5.4.x ใน Fedora Beta
CISA, Kali Linux, openSUSE และ Arch Linux ได้ให้คำแนะนำนักพัฒนา และผู้ใช้ทำการดาวน์เกรดย้อนกลับเป็น XZ version ที่ไม่มีช่องโหว่ (เช่น 5.4.6 Stable) และให้ค้นหาพฤติกรรมที่เป็นอันตราย หรือน่าสงสัยในระบบของตน
ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบว่า XZ version ที่ติดตั้งอยู่ในระบบของตนเป็นเวอร์ชันใด โดยการเรียกใช้คำสั่ง
strings which xz` | egrep '\(XZ Utils\)
และ
strings `which xz` | grep '5\.6\.[01]'
เพื่อตรวจสอบเวอร์ชันว่าเป็นเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ หรือใช้ shell script ที่ถูกเผยแพร่จาก Kostas นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ดังนี้
for xz_p in $(type -a xz | awk '{print $NF}' | uniq); do strings "$xz_p" | grep "xz (XZ Utils)" || echo "No match found for $xz_p"; done
shell script ดังกล่าว จะถูกใช้ผ่าน 'strings' command บนอินสแตนซ์ทั้งหมดของไฟล์ปฏิบัติการ xz และรายงานข้อมูลเวอร์ชันของ xz การใช้คำสั่งนี้ทำให้สามารถระบุเวอร์ชันของ xz ได้โดยไม่ต้องเรียกใช้โปรแกรมปฏิบัติการแบบ backdoor
ที่มา: bleepingcomputer
ชุดเครื่องมือฟิชชิ่งแบบใหม่สามารถ Bypass MFA ได้ กำลังมุ่งเป้าไปที่บัญชี Microsoft 365 และ Gmail
เหล่าอาชญากรไซเบอร์หันมาใช้แพลตฟอร์มฟิชชิ่งรูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า "Tycoon 2FA" ซึ่งเป็นบริการฟิชชิ่งสำเร็จรูป (PhaaS) มากขึ้น เพื่อมุ่งเป้าโจมตีบัญชี Microsoft 365 และ Gmail โดยชุดเครื่องมือนี้สามารถ bypass การยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (2FA) ได้อีกด้วย
Tycoon 2FA ถูกพบโดยนักวิเคราะห์จาก Sekoia ในเดือนตุลาคม 2023 ระหว่างการตรวจสอบภัยคุกคามตามปกติ แต่ชุดเครื่องมือนี้มีการใช้งานมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 เป็นอย่างน้อยโดยกลุ่ม Saad Tycoon ซึ่งให้บริการผ่านช่องทาง Telegram ส่วนตัว
ชุดเครื่องมือ PhaaS นี้ มีความคล้ายคลึงกับแพลตฟอร์ม AitM (Adversary-in-the-Middle) อื่น ๆ เช่น Dadsec OTT ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจมีการนำโค้ดมาใช้ซ้ำ หรือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักพัฒนา
ในปี 2024 Tycoon 2FA ได้เปิดตัวเวอร์ชันใหม่ที่แอบแฝงได้แนบเนียนยิ่งขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาชุดเครื่องมือฟิชชิ่งนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันบริการนี้มีโดเมนที่ใช้งานมากกว่า 1,100 โดเมน และถูกนำไปใช้ในการโจมตีฟิชชิ่งหลายพันครั้ง
การโจมตี Tycoon 2FA
การโจมตีด้วย Tycoon 2FA เป็นกระบวนการหลายขั้นตอนที่ผู้โจมตีทำการขโมยคุกกี้เซสชันโดยใช้เซิร์ฟเวอร์ reverse proxy ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮสต์เว็บฟิชชิ่ง เว็บฟิชชิ่งเหล่านี้จะดักจับข้อมูลที่ผู้เสียหายกรอกเข้าไป และส่งต่อข้อมูลนั้นไปยังบริการที่ถูกต้อง
บริษัท Sekoia อธิบายว่า "เมื่อผู้ใช้ผ่านการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) สำเร็จ เซิร์ฟเวอร์ reverse proxy จะทำการขโมยคุกกี้เซสชันของผู้ใช้งานไป" ด้วยวิธีนี้ผู้โจมตีสามารถนำเซสชันของผู้ใช้ไปใช้ต่อได้อีกครั้ง ส่งผลให้สามารถ bypass การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) ได้
รายงานของ Sekoia แบ่งการโจมตีด้วย Tycoon 2FA ออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้:
Stage 0 : ผู้โจมตีจะกระจายลิงก์เว็บฟิชชิ่งไปยังเหยื่อผ่านทางอีเมลที่ฝัง URL หรือรหัส QR โดยปลอมแปลงเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ
Stage 1 : ผู้โจมตีใช้ระบบกรองความเป็นมนุษย์ (CAPTCHA) แบบพิเศษอย่าง Cloudflare Turnstile เพื่อกรองโปรแกรม Bot ออก ให้เหลือเฉพาะผู้ใช้งานจริงเท่านั้นที่จะเข้าถึงเว็บฟิชชิ่งได้
Stage 2 : สคริปต์เบื้องหลังของเว็บฟิชชิ่ง จะทำการดึงข้อมูลอีเมลของเหยื่อจาก URL เพื่อปรับแต่งสำหรับการโจมตีแบบฟิชชิ่ง
Stage 3 : เหยื่อจะถูกนำไปยังอีกส่วนหนึ่งของเว็บฟิชชิ่งโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการกระทำนี้จะพาเหยื่อเข้าใกล้หน้าเข้าสู่ระบบปลอมมากขึ้น
Stage 4 : ในขั้นตอนนี้จะแสดงหน้าเข้าสู่ระบบปลอมของ Microsoft เพื่อขโมยข้อมูลรับรอง (credentials) โดยใช้ WebSockets ในการแอบส่งข้อมูลออกไป
Stage 5 : ชุดเครื่องมือนี้จะเลียนแบบการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (2FA) โดยดักจับรหัสโทเค็น หรือการตอบสนองของ 2FA เพื่อ bypass การรักษาความปลอดภัย
Stage 6 : ในที่สุด เหยื่อจะถูกนำทางไปยังหน้าเว็บที่ดูเหมือนเป็นหน้าเว็บที่ถูกต้อง เพื่อซ่อนความสำเร็จของการโจมตีฟิชชิ่ง
ภาพรวมของการโจมตีอธิบายไว้ด้วยแผนภาพด้านล่างนี้ซึ่งรวมถึงขั้นตอนทั้งหมดของกระบวนการ
พัฒนาการ และขอบเขตของเว็บฟิชชิ่ง
บริษัท Sekoia รายงานว่า Tycoon 2FA ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือฟิชชิ่งเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดตัวในปีนี้ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการฟิชชิ่ง และหลีกเลี่ยงการตรวจจับ
การเปลี่ยนแปลงสำคัญประกอบด้วย การปรับปรุงโค้ด JavaScript และ HTML, การเปลี่ยนลำดับการดึงข้อมูล และการกรองข้อมูลที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์จากบอท และเครื่องมือวิเคราะห์
ตัวชุดเครื่องมือตอนนี้เลื่อนการโหลดการเข้าถึงหน้าฟิชชิ่งไปจนกระทั่งหลังจากที่ผ่านการตรวจสอบจาก Cloudflare Turnstile โดยใช้ชื่อ URL ที่เป็นเลขสุ่มเพื่อปิดการทำงาน
นอกจากนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยยังสามารถระบุ traffic จาก Tor network ที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์จากโปรแกรมโดยอิงตาม user-agent strings ที่เฉพาะเจาะจง
เกี่ยวกับขอบเขตของการดำเนินการ Sekoia รายงานว่ามีขนาดใหญ่อย่างมากเนื่องจากมีหลักฐานแสดงถึงผู้ใช้งานหลากหลายที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่กำลังใช้ Tycoon 2FA สำหรับการดำเนินการฟิชชิ่ง
กระเป๋า Bitcoin ที่เชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการ มีธุรกรรมมากกว่า 1,800 รายการตั้งแต่ตุลาคม 2019 โดยมีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เครื่องมือนี้เปิดตัว
มีธุรกรรมมากกว่า 530 รายการที่มีมูลค่าเกิน 120 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นสำหรับลิงก์การโจมตีฟิชชิ่งในระยะเวลา 10 วัน โดยถึงกลางเดือนมีนาคม 2024 กระเป๋าเงินของผู้โจมตีได้รับเงินสดรวมมูลค่า 394,015 ดอลลาร์
Tycoon 2FA เป็นเพียงการพัฒนาล่าสุดใน PhaaS ที่มีตัวเลือกมากมายสำหรับอาชญากรไซเบอร์ แพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงอื่นที่สามารถหลบหลีกการป้องกัน 2FA ได้ เช่น LabHost, Greatness, และ Robin Banks
Sekoia ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ indicators of compromise (IoCs) ที่เชื่อมโยงกับการทำงานของ Tycoon 2FA ที่มีรายการมากกว่า 50 รายการ
https://github.
ผลการค้นหาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ของ Google อาจแนะนำเว็บไซต์ที่มีมัลแวร์ และการหลอกลวง
ผลการค้นหาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ของ Google อาจแนะนำเว็บไซต์ที่มีมัลแวร์ และการหลอกลวง
นักวิจัยพบว่าอัลกอริทึม "Search Generative Experience" (SGE) ใหม่ของ Google ซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจแนะนำเว็บไซต์หลอกลวง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้อาจทำให้ผู้เข้าชมถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ เช่น Chrome extensions, แคมเปญแจก iPhone ปลอม, spam subscriptions ในเบราว์เซอร์, เว็บไซต์หลอกลวงด้านเทคนิคอื่น ๆ
(more…)
TheMoon malware แพร่กระจายไปยังเราเตอร์ ASUS กว่า 6,000 เครื่องภายใน 72 ชั่วโมงผ่าน proxy service
TheMoon malware แพร่กระจายไปยังเราเตอร์ ASUS กว่า 6,000 เครื่องภายใน 72 ชั่วโมงผ่าน proxy service
พบ malware botnet เวอร์ชันใหม่ในชื่อ "TheMoon" แพร่กระจายไปยังเราเตอร์ และอุปกรณ์ IoT ในสำนักงานขนาดเล็ก และโฮมออฟฟิศ (SOHO) ที่มีช่องโหว่หลายพันเครื่องใน 88 ประเทศ
(more…)
เยอรมนีแจ้งเตือนเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ที่มีช่องโหว่กว่า 17,000 เครื่องเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต
หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของเยอรมนี ออกมาแจ้งเตือนเมื่อวันอังคาร (26 มีนาคม 2024) ที่ผ่านมาว่า พบเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange อย่างน้อย 17,000 เครื่องในเยอรมนีที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต และมีความเสี่ยงต่อช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical อย่างน้อยหนึ่งรายการ
ตามรายงานจากสำนักงานสหพันธรัฐเยอรมนีเพื่อความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (BSI) พบว่า เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ประมาณ 45,000 เครื่องในเยอรมนีมี Outlook Web Access (OWA) เปิดใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต
ประมาณ 12% ของเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ ยังคงใช้ Exchange เวอร์ชันเก่า (2010 หรือ 2013) ซึ่งไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัยมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 และเมษายน 2023 ตามลำดับ
สำหรับเซิร์ฟเวอร์ Exchange 2016 หรือ 2019 ที่เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต ประมาณ 28% ไม่ได้รับการแพตช์มาอย่างน้อย 4 เดือน ทำให้มีความเสี่ยงต่อช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical อย่างน้อยหนึ่งช่องโหว่ ทำให้สามารถถูกโจมตีในลักษณะ code execution ได้จากภายนอก
BSI เตือนว่า โดยรวมอย่างน้อย 37% ของเซิร์ฟเวอร์ Exchange ในเยอรมนี (และในหลายกรณี ยังรวมถึงเครือข่ายเบื้องหลังด้วย) มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical ซึ่งคิดเป็นจำนวนประมาณ 17,000 ระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ได้แก่ โรงเรียน, วิทยาลัย, คลินิก, สถานพยาบาล, บริการพยาบาลผู้ป่วยนอก, สถาบันทางการแพทย์อื่น ๆ, ทนายความ และที่ปรึกษาทางกฎหมาย, รัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทขนาดกลาง
BSI เคยแจ้งเตือนไปแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2021 เกี่ยวกับการใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical ใน Microsoft Exchange และถือว่าเป็นสถานการณ์ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นนับตั้งแต่ตอนนั้น เนื่องจากผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ Exchange จำนวนมากยังคงไม่ระมัดระวังมากพอ และไม่รีบทำการอัปเดตแพตซ์ด้านความปลอดภัย
BSI แนะนำให้ผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้รับการแพทช์ให้ใช้ Exchange เวอร์ชันล่าสุดเสมอ ติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยทั้งหมดที่มีอยู่ และกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดเผยออนไลน์อย่างปลอดภัย
เพื่อดำเนินการดังกล่าว ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องตรวจสอบระบบของตนเองเป็นประจำว่าได้ทำการอัปเดตแพตซ์ Microsoft Exchange ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ รวมถึงทำการติดตั้งการอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนมีนาคม 2024 โดยเร็วที่สุด
Exchange Server 2019 CU14 Mar24SU (Build number 15.2.1544.9)
Exchange Server 2019 CU13 Mar24SU (build number 15.2.1258.32)
Exchange Server 2016 CU23 Mar24SU (build number 15.1.2507.37)
BSI ยังแนะนำให้จำกัดการเข้าถึงบริการเซิร์ฟเวอร์ Exchange ที่ใช้เว็บ เช่น Outlook Web Access เฉพาะที่อยู่ IP ที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรือ ใช้ VPN เพื่อเข้าถึงบริการเหล่านี้แทนการเปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตโดยตรง
นอกจากนี้เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่ CVE-2024-21410 ซึ่งเป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ระดับ Critical ที่ Microsoft เปิดเผยออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งต้องเปิดใช้ Extended Protection บนเซิร์ฟเวอร์ Exchange โดยใช้สคริปต์ PowerShell ที่ออกแบบมาเฉพาะ
ในเดือนกุมภาพันธ์ บริการตรวจสอบภัยคุกคาม Shadowserver แจ้งเตือนว่ามีเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange จำนวน 28,500 เครื่อง มีช่องโหว่ต่อการถูกโจมตีจากช่องโหว่ CVE-2024-21410 อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Shadowserver ยังยืนยันผลการวิจัยของ BSI โดยระบุว่ามีเซิร์ฟเวอร์มากถึง 97,000 เครื่อง ซึ่งรวมถึงกว่า 22,000 เครื่องในเยอรมนี อาจมีความเสี่ยงเนื่องจากไม่ได้เปิดใช้งาน Extended Protection
ตอนนี้ Microsoft ได้เปิดการใช้งาน Extended Protection อัตโนมัติบนเซิร์ฟเวอร์ Exchange หลังจากติดตั้งการอัปเดตประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2024 H1 Cumulative Update (CU14)
Microsoft ยังแนะนำให้ผู้ดูแลระบบ Exchange ติดตั้งการอัปเดตความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนบนเซิร์ฟเวอร์ on-premises เพื่อให้สามารถป้องกันการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ที่มา : bleepingcomputer
พบองค์กรกว่า 100 แห่งในสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ตกเป็นเป้าการโจมตีของมัลแวร์ StrelaStealer
พบแคมเปญมัลแวร์ StrelaStealer กำลังมุ่งเป้าโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลบัญชีอีเมล โดยส่งผลกระทบต่อองค์กรกว่า 100 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และยุโรป
StrelaStealer ถูกพบครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยเป็นมัลแวร์สำหรับขโมยข้อมูลตัวใหม่ที่มีความสามารถในการขโมยข้อมูลบัญชีอีเมลจาก Outlook และ Thunderbird โดยมีความสามารถเด่น คือการใช้วิธีการติดมัลแวร์แบบ polyglot file (การรวมรูปแบบไฟล์สองรูปแบบขึ้นไปเข้าด้วยกันในลักษณะที่แต่ละรูปแบบสามารถทำงานได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด เช่นไฟล์ JAR และ MSI) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับจากซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย
ในช่วงแรกมัลแวร์ StrelaStealer มุ่งเป้าหมายการโจมตีไปยังผู้ใช้งานชาวสเปนเป็นส่วนใหญ่
ต่อมาตามรายงานล่าสุดโดย Unit42 ของ Palo Alto Networks พบว่ามัลแวร์ StrelaStealer ได้เปลี่ยนแปลงเป้าหมายการโจมตีไปยังผู้ใช้งานจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปแทน
รวมถึงพบว่า StrelaStealer ได้เผยแพร่ผ่านทางแคมเปญฟิชชิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน 2023 โดยพบว่าได้มีการกำหนดเป้าหมายไปที่องค์กรมากกว่า 250 แห่ง จนถึง 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงพบการกำหนดเป้าหมายอย่างน้อย 100 แห่งในยุโรป ซึ่งปริมาณการโจมตีผ่านแคมเปญฟิชชิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2024 ตามข้อมูลการบันทึกกิจกรรมระหว่างปลายเดือนมกราคม 2024 ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ของนักวิเคราะห์ของ Unit42 ซึ่ง StrelaStealer ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษายุโรปอื่น ๆ เพื่อปรับใช้ตามการโจมตีเป้าหมาย
ซึ่งหน่วยงานเป้าหมายในการโจมตีส่วนใหญ่เป็นองค์กรทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ตามด้วยภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคการเงิน บริการด้านกฎหมาย ภาคการผลิต รัฐบาล สาธารณูปโภคและพลังงาน ประกันภัย และการก่อสร้าง
วิธีการโจมตีรูปแบบใหม่
วิธีการติดมัลแวร์แบบเดิมของ StrelaStealer ตั้งแต่ปลายปี 2022 คือการส่งอีเมลที่แนบไฟล์ .ISO ที่มีไฟล์ .Lnk shortcut และไฟล์ HTML ซึ่งใช้หลายภาษาเพื่อเรียกใช้ 'rundll32.exe' และดำเนินการเพย์โหลดของมัลแวร์
ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการโจมตีโดยใช้ไฟล์แนบ ZIP เพื่อวางไฟล์ JScript บนระบบของเหยื่อ ซึ่งเมื่อวางไฟล์สำเร็จ สคริปต์จะปล่อย batch file และ base64-encode ซึ่งจะถอดรหัสเป็นไฟล์ DLL และดำเนินการผ่าน rundll32.exe อีกครั้งเพื่อปรับใช้เพย์โหลด StrelaStealer รวมถึงยังใช้วิธีการโจมตีที่สร้างความสับสนในระหว่างการโจมตีเพื่อทำให้การวิเคราะห์การโจมตียากยิ่งขึ้น และลบ PDB string เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับโดยเครื่องมือที่ใช้ signature ในการตรวจจับ โดยฟังก์ชันหลักของ StrelaStealer ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือเพื่อขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบอีเมลจากไคลเอนต์อีเมลยอดนิยม และส่งไปยัง command and control (C2) server ของ Hacker
ดังนั้นผู้ใช้งานจึงควรระมัดระวังเมื่อได้รับอีเมลไม่พึงประสงค์ที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการชำระเงิน หรือใบแจ้งหนี้ และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์แนบจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันการโจมตี
ที่มา : bleepingcomputer
แคมเปญมัลแวร์ Sign1 แพร่กระจายไปยังเว็บไซต์ WordPress กว่า 39,000 แห่ง
แคมเปญมัลแวร์ Sign1 แพร่กระจายไปยังเว็บไซต์ WordPress กว่า 39,000 แห่ง
พบแคมเปญมัลแวร์ในชื่อ Sign1 ได้แพร่กระจายไปยังเว็บไซต์มากกว่า 39,000 แห่งในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้งานจะถูก redirect และเห็นโฆษณา popup ads ที่ไม่ต้องการ
(more…)
