เซอร์วิส Gravatar มีช่องโหว่ แอบใช้เพื่อกวาดข้อมูลผู้ใช้งานได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Carlo Di Dato ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่ในบริการ Gravatar ซึ่งเป็นบริการสำหรับกำหนดรูป avatar และเชื่อมโยงกับหลายบริการทั้ง WordPress และ GitHub

ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบนั้นเป็นลักษณะของ broken access control อ้างอิงจาก OWASP Top 10 ผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีได้ผ่านการเข้าถึงพาธ http://en.

CISA ออกแจ้งเตือนการโจมตีจากกลุ่มแฮกเกอร์จีน พุ่งเป้าช่องโหว่ F5 Big-IP, Citrix, Pulse Secure VPN และช่องโหว่ใน Microsoft Exchange

หน่วยงาน Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ออกประกาศรหัส AA20-258A ล่าสุดภายใต้หัวข้อซึ่งมีการพูดถึงแคมเปญการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งมีกระทรวงความมั่นคงของจีน (Ministry of State Security - MSS) หนุนหลัง โดยได้มีการเผยแพร่ช่องโหว่ซึ่งแฮกเกอร์จีนมักจะใช้ในการโจมตีและพฤติกรรมของแฮกเกอร์จีนด้วย

รายการช่องโหว่ทั้งหมดที่ถูกใช้เพื่อโจมตีล้วนแล้วอยู่ในช่วง "สัปดาห์นรก" ของวงการ Security ที่มีการประกาศการค้นพบช่องโหว่ในอุปกรณ์เครือข่ายและระบบสำคัญหลายช่องโหว่ โดยมีรายการดังนี้

ช่องโหว่ใน F5 Big-IP รหัส CVE-2020-5902 รันคำสั่งอันตรายในอุปกรณ์ได้จากระยะไกล
ช่องโหว่ใน Citrix VPN Appliance รหัส CVE-2019-19781 รันคำสั่งอันตรายในอุปกรณ์ได้จากระยะไกล
ช่องโหว่ใน Pulse Secure VPN รหัส CVE-2019-11510 รันคำสั่งอันตรายเพื่ออ่านข้อมูลในระบบได้จากระยะไกล
ช่องโหว่ใน Microsoft Exchange รหัส CVE-2020-0688 ใช้รันคำสั่งอันตรายเพื่อขโมยอีเมลได้

ช่องโหว่ทั้งหมดมีโค้ดสำหรับโจมตีเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตแล้ว และมักถูกใช้โดยกลุ่ม Ransomware เพื่อโจมตีและเรียกค่าไถ่ด้วย ขอให้องค์กรทำการตรวจสอบและลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีด้วยช่องโหว่เหล่านี้โดยด่วน

ที่มา: zdnet.

รัฐบาล UK ออกแนวทางสำหรับเพื่อช่วยในการควบคุมกระบวนการรายงานช่องโหว่ (Vulnerability Disclosure)

รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกแนวทางใหม่ในการช่วยให้องค์กรจัดการกระบวนการรายงานช่องโหว่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อเป้าหมายในการลดความเสี่ยงอย่างแท้จริง

คู่มือดังกล่าวมีการพูดถึง 3 องค์ประกอบหลักที่องค์กรจำเป็นต้องมีคือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Communcation), กระบวนการที่ครอบคลุม (Policy), และช่องทางในการติดต่อ โดย NCSC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกคู่มือนั้นยังได้มีการพูดถึงการทำไฟล์ Security.

Adobe เเก้ไขช่องโหว่ระดับ “Critical” จำนวน 18 รายการในผลิตภัณฑ์ InDesign และ Framemaker

 

Adobe ได้เปิดตัวแพตซ์การอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ “Critical” จำนวน 18 รายการที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตบนอุปกรณ์ที่ใช้ Adobe InDesign, Adobe Framemaker และ Adobe Experience Manager เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ โดยช่องโหว่ที่มีความสำคัญมีดังนี้

ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe InDesign ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 5 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9727, CVE-2020-9728, CVE-2020-9729, CVE-2020-9730 และ CVE-2020-9731ช่องโหว่เป็นประเภท Memory Corruption ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีจะส่งผลกรทบกับ Adobe InDesign สำหรับ macOS ผู้ใช้ Adobe InDesign สำหรับ macOS ควรทำการอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 15.1.2 เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้
ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe Framemaker ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 2 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9726 และ CVE-2020-9725 ช่องโหว่เป็นประเภท Out-of-Bounds Read และ Stack-based Buffer Overflow ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีจะส่งผลกระทบกับ Adobe Framemaker สำหรับ Windows ผู้ใช้ควรทำการอัปเดต Adobe Framemaker ให้เป็นเวอร์ชัน 2019.0.7 เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้
ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe Experience Manager ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 11 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9732, CVE-2020-9733, CVE-2020-9734, CVE-2020-9735, CVE-2020-9736, CVE-2020-9737, CVE-2020-9738, CVE-2020-9740, CVE-2020-9741, CVE-2020-9742 และ CVE-2020-9743 ช่องโหว่เป็นประเภท Cross-Site Scripting (XSS) ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้ JavaScript ในเบราว์เซอร์และอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัยได้ ช่องโหว่จะส่งผลกระทบกับผู้ติดตั้ง Adobe Experience Manager ก่อนเวอร์ชั่น 6.5.6.0 หรือ 6.4.8.2 และผู้ใช้ AEM Forms add-on ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตเเพตซ์ AEM เป็นเวอร์ชั่น 6.5.6.0 หรือ 6.4.8.2 และทำการอัปเดตเเพตซ์ AEM Forms add-on Service Pack เพื่อทำการเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว

ทั้งนี้ Adobe ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตผลิตภัณฑ์ของ Adobe ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เป็นช่องทางในการโจมตีระบบของผู้ใช้

ที่มา: bleepingcomputer.

“BLURtooth” ช่องโหว่ใหม่ใน Bluetooth ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถถอดรหัสการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้

นักวิจัยอิสระจากสถาบัน École Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) และ Purdue University ได้เปิดเผยถึงการค้นพบช่องโหว่ใหม่ใน Bluetooth 4.0 และ 5.0 ซึ่งช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ที่ใช้บลูทูธใน Dual-mode เช่นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ช่องโหว่นี้อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเขียนทับคีย์หรือลดระดับความแรงของ pairing key ที่ใช้เชื่อมต่อซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเซอร์วิสหรือข้อมูลบางอย่างภายในอุปกรณ์ได้

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-15802 ถูกเรียกว่า “BLURtooth” ช่องโหว่อยู่ในคอมโพเนนต์ Cross-Transport Key Derivation (CTKD) ของมาตรฐานบลูทูธ โดยคอมโพเนนต์นี้ใช้สำหรับการเชื่อมต่อและทำการตั้งค่าคีย์การตรวจสอบสิทธิ์เมื่อทำการจับคู่กับอุปกรณ์สองเครื่องผ่านบลูทูธ ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จาก "BLURtooth" บนอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth Classic และ Low Energy (LE) และใช้ Cross-Transport Key Derivation (CTKD) ในการจับคู่กัน เมื่อ CTKD ทำการจับคู่อุปกรณ์บลูทูธซึ่งในกระบวนการนี้ Long Term Keys / Link Keys (LTK/LK) จะถูกสร้างขึ้นและจะสามารถเขียนทับได้ในกรณีที่ transport enforces ใช้ระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้ความแรงของคีย์การเข้ารหัสลดลงหรือสามารถเขียนทับคีย์ที่ทำการยืนยันแล้วด้วยคีย์ที่ผู้โจมตีสร้างขึ้นและจะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงโปรไฟล์หรือบริการเพิ่มเติมที่ไม่ได้จำกัดไว้ในอุปกรณ์ นอกจากนี้ "BLURtooth" ยังเหมาะสำหรับการโจมตีแบบ man-in-the-middle (MitM) โดยผู้โจมตีจะอยู่ระหว่างอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่สองเครื่องที่เชื่อมโยงกันโดยใช้การจับคู่อุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนแล้ว

Bluetooth SIG ผู้ดูแลด้านมาตรฐานของ Bluetooth ได้ออกคำเเนะนำเบื้อต้นให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่อาจมีช่องโหว่ให้ทำการจำกัด CTKD ที่อยู่ภายใน Bluetooth Core Specification ใน Bluetooth เวอร์ชันที่ตำ่กว่า 5.1 และนอกจากนี้ Bluetooth SIG ยังได้ประชาสัมพันธ์ถึงช่องโหว่นี้และจะประสานงานให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทำการออกเเพตซ์เพื่อทำการเเก้ไขช่องโหว่ต่อไป

ที่มา:

securityaffairs.

Cisco อัปเดตเเพตซ์ช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูง 10 รายการที่ส่งผลกระทบกับซอฟต์แวร์ในอุปกรณ์ Switch และ Fiber Storage

Cisco ได้เปิดตัวแพตช์ความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูง 10 รายการในซอฟต์แวร์ NX-OS รวมถึงข้อบกพร่องบางประการที่อาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดและการเพิ่มยกระดับสิทธิ์ โดยช่องโหว่ที่สำคัญและได้รับการเเก้ไขมีดังนี้

CVE-2020-3517 ช่องโหว่อยู่ในซอฟต์แวร์ Cisco FXOS และ NX-OS บน Cisco Fabric Services ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสามารถทำให้กระบวนการขัดข้องซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ในอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ
CVE-2020-3415 ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล (RCE) ใน Data Management Engine (DME) ของซอฟต์แวร์ NX-OS ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบหรือทำให้เกิดเงื่อนไขการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) บนอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ
CVE-2020-3394 ช่องโหว่การยกระดับสิทธ์บนอุปกรณ์สวิตช์ Nexus 3000 และ 9000 series ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถรับสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบเต็มรูป
CVE-2020-3397 และ CVE-2020-3398 ช่องโหว่ DoS ใน BGP Multicast VPN ของซอฟต์แวร์ NX-OS ซึ่งกระทบกับอุปกรณ์สวิตช์ Nexus 7000 series
ทั้งนี้ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตเเพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายทำการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา:

securityaffairs.

นักวิจัยของ Google รายงานว่าพบช่องโหว่ 3 รายการใน Apache

Apache ออกประกาศแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ บนซอฟต์แวร์เว็บเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง เนื่องจากช่องโหว่เหล่านี้เปิดให้รันโค้ดอันตรายและอาจทำให้ผู้โจมตีทำเซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือไม่สามารถให้บริการต่อได้ (Denial of Service)

ช่องโหว่ที่พบมี 3 รายการ CVE-2020-9490, CVE-2020-11984, CVE-2020-11993 ถูกค้นพบโดย Felix Wilhelm จาก Google Project Zero ทาง Apache Foundation ได้ทราบรายละเอียดจึงนำไปแก้ไขในเวอร์ชันล่าสุด (2.4.46)

ช่องโหว่แรก (CVE-2020-11984) เป็นปัญหาเกี่ยวกับช่องโหว่ในการรันโค้ดจากระยะไกลด้วยการทำ Buffer Overflow กับโมดูล "mod_uwsgi" ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ามาดู, เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลได้ โดยขึ้นอยู่กับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์
ส่วนช่องโหว่ที่สอง (CVE-2020-11993) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเมื่อเปิดใช้งานดีบั๊กในโมดูล "mod_http2" ช่องโหว่จะทำให้ log statement ที่ทำการบันทึกการเชื่อมต่อทำงานผิดพลาดและอาจส่งผลให้หน่วยความจำเกิดเสียหายเนื่องจากการใช้งาน log pool ร่วมกัน
ช่องโหว่รายการสุดท้าย (CVE-2020-9490) เป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงที่สุดและยังอยู่ในโมดูล HTTP/2 ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ใช้ Cache-Digest Header ที่ออกเเบบมาเป็นพิเศษทำการโจมตีในหน่วยความจำเพื่อทำให้หน่วยความจำเสียหายซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดและการปฏิเสธบริการ (DoS)
แนะนำให้ติดตั้งเวอร์ชันล่าสุดของซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ Apache เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาควบคุมได้

ที่มา: thehackernews.

ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการเเพตซ์ของ Safari ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้เพื่อขโมยไฟล์จากระบบของเป้าหมายได้

Pawel Wylecial ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและผู้ก่อตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย REDTEAM.PL และ BlackOwlSec ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการเเพตซ์ในเว็บเบราว์เซอร์ Safari ของ Apple ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยไฟล์จากระบบของเป้าหมายได้

Wylecial กล่าวว่าช่องโหว่เกิดจาก Web Share API ซึ่งโดยทั่วไปจะอนุญาตให้ผู้ใช้แชร์ลิงก์จาก Safari ผ่านแอพ third-party เช่นอีเมลและแอปที่ใช้ส่งข้อความ ในเชิงเทคนิคนั้น ช่องโหว่เกิดจากปัญหาเมื่อมีการเรียกใช้ scheme file:/// โดยลิงก์จะถูกส่งไปยังฟังก์ชัน navigator.

ช่องโหว่ใน Google Drive สามารถทำให้ผู้โจมตีหลอกให้ผู้ใช้งานติดตั้งมัลแวร์ได้

Nikoci นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้เปิดเผยช่องโหว่ใน Google Drive ที่สามารถทำให้ผู้โจมตีหลอกให้ผู้ใช้งานติดตั้งมัลแวร์ได้ หลังพบผู้ใช้ได้รับผลกระทบจากการดาวน์โหลดไฟล์ที่มีมัลแวร์ซ่อนอยู่

ช่องโหว่ของ Google Drive ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้นทำให้ผู้โจมตีสามารถเผยแพร่มัลแวร์ผ่าน Google Drive โดยผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้เมนู "Manage versions" โดยมีขั้นตอนเพียงแค่ทำการอัปโหลดไฟล์ปกติลงบน Google Drive ก่อนและหลังจากนั้นทำการอัปเดตไฟล์ใหม่ด้วยไฟล์ที่เป็นอันตรายที่มีชื่อเดียวกันเเทนไฟล์ที่ทำการอัปโหลดครั้งเเรกผ่าน "Manage versions"

จุดอ่อนของฟีเจอร์นี้อยู่ในข้อเท็จจริงที่ Google Drive จะไม่ตรวจสอบว่าไฟล์ที่อัปโหลดไปใหม่นั้นเป็นไฟล์ชนิดเดียวกันหรือไม่ ทำให้ผู้โจมตีสามารถซ่อนมัลแวร์ได้อย่างแนบเนียนและทำการกระจายมัลแวร์ไปสู่เป้าหมาย โดยช่องโหว่นี้แฮกเกอร์สามารถปรับใช้เทคนิค Spear-phishing attack เพื่อหลอกผู้ใช้ให้ทำการดาวน์โหลดและติดตั้งซอฟเเวร์ผ่านทาง Google Drive โดยไฟล์ดังกล่าวอาจเป็นไฟล์ที่่มีมัลแวร์ซ่อนอยู่

ปัจจุบัน Google ยังไม่ได้แก้ปัญหานี้ ในขณะเดียวกันเว็บเบราว์เซอร์อย่าง Google Chrome ก็มักจะเชื่อถือไฟล์ที่ดาวน์โหลดจาก Google Drive แม้ว่าไฟล์จะถูกตรวจพบโดยซอฟต์แวร์ Antivirus ตัวอื่นๆ ว่าเป็นอันตรายก็ตาม

คำแนะนำ: ก่อนที่จะดาวน์โหลดไฟล์ควรตรวจสอบที่มาของไฟล์ก่อนโหลด ทั้งนี้ควรทำการสแกนและอัปเดตฐานข้อมูล Antivirus อยู่เสมอเพื่อป้องกันมัลแวร์ที่อาจถูกซ่อนอยู่ในไฟล์

ที่มา: thehackernews.

CISA เตือนภัยผู้ใช้ Apache Struts 2 ให้รีบทำการอัพเดตเเพตซ์หลังมีผู้ปล่อย PoC ของช่องโหว่ลง GitHub

หน่วยงาน Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกคำเเนะนำและเเจ้งเตือนให้ผู้ดูเเลระบบและผู้ใช้ Apache Struts 2 ให้ทำการอัปเดตเเพตซ์เพื่อเเก้ไขช่องโหว่หลังพบว่ามีผู้ปล่อย PoC ของช่องโหว่ลง GitHub

ช่องโหว่ที่สำคัญและได้คำเเนะนำให้รีบอัปเดตเเพตซ์คือ CVE-2019-0230 และ CVE-2019-0233 มีผลกระทบกับ Apache Struts เวอร์ชัน 2.0.0 ถึง 2.5.20

ช่องโหว่ CVE-2019-0230 เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากการการประมวลผลแท็กภายในแอตทริบิวต์ของ Object-Graph Navigation Language (OGNL) เมื่อ Struts พยายามทำการประมวลผลแท็กอินพุตภายในแอตทริบิวต์ ช่องโหว่จะทำส่งผลให้ผู้โจมตีที่ส่ง OGNL ที่เป็นอันตรายสามารถเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดย Matthias Kaiser จาก Apple Information Security

ช่องโหว่ CVE-2019-0233 เป็นช่องโหว่ในการเเก้ไขสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ในระหว่างการอัปโหลดไฟล์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถแก้ไขคำขอระหว่างการดำเนินการอัปโหลดไฟล์ การดำเนินการในลักษณะนี้จะส่งผลให้ไฟล์ที่ทำการอัปโหลดล้มเหลว เมื่อเกิดความพยายามทำหลายๆ ครั้งอาจส่งผลให้เกิดการปฏิเสธเงื่อนไขการให้บริการหรือ Denial of service (DoS) ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดย Takeshi Terada จาก Mitsui Bussan Secure Directions, Inc

CISA ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ดูเเลระบบและผู้ใช้ Apache Struts 2 ให้รีบทำการอัปเดตเเพตซ์ให้เป็น Apache Struts เวอร์ชั่น 2.5.22 เพื่อเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวและป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จาก PoC ของช่องโหว่ที่ถูกเปิดภายใน GitHub ทำการโจมตีระบบ

ที่มา:

us-cert.