Dell EMC ออกเเพตซ์ช่องโหว่บน iDRAC ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ได้

Georgy Kiguradze และ Mark Ermolov นักวิจัยจาก Positive Technologies ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่บนเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge ซึ่งช่องโหว่ถูกพบใน Integrated Dell Remote Access Controller (iDRAC) ที่เป็นระบบการจัดการของเซิร์ฟเวอร์ซึ่งถูกฝังมาในเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge รุ่นใหม่ๆ โดยช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์

ช่องโหว่ CVE-2020-5366 (CVSS: 7.1/10) เป็นช่องโหว่ประเภท Path Traversal ช่องโหว่อาจทำให้ผู้ใช้งานที่ได้รับการตรวจสอบสิทธิ์สามารถเปลี่ยนเเปลงการตั้งค่าระบบ Cooling หรือระบบ Power Setting บนเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานอยู่ได้ ด้วยความสามารถของช่องโหว่นี้อาจทำให้ผู้โจมตีทำการข่มขู่ผู้ใช้งานเพื่อทำการปิดเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานอยู่หรือขัดขวางการทำงานของเซิร์ฟเวอร์

นักวิจัยกล่าวอีกว่าช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับระบบควบคุม Dell EMC iDRAC9 ที่ใช้ firmware เวอร์ชั่นก่อน 4.20.20.20

ผู้ดูแลระบบควรรีบทำการอัปเดต firmware อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา:

infosecurity-magazine.

ช่องโหว่ร้ายเเรงในปลั๊กอิน “wpDiscuz” ของ WordPress ที่จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถยึดครองบัญชีผู้ดูเว็บไซต์ได้

ทีม Threat Intelligence จาก Wordfence ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ที่มีความร้ายเเรงที่จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ใดๆ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตบนโฮสที่มีช่องโหว่ โดยช่องโหว่นี้ถูกพบใน wpDiscuz ซึ่งเป็นปลั๊กอินจัดการระบบการแสดงความคิดเห็นบน WordPress ที่จะจัดการแสดงความคิดเห็นแบบเรียลไทม์ด้วย Ajax โดยปลั๊กอินนี้ถูกติดตั้งบนโฮสต์ WordPress มากกว่า 70,000 แห่ง

Chamberland อธิบายว่าช่องโหว่เกิดจากฟังก์ชันการตรวจสอบไฟล์ mime type ใน wpDiscuz ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่าจึงทำให้เกิดการอนุญาตให้สามารถใช้ไฟล์จากสิ่งที่แนบมากับรูปภาพ จึงทำให้เกิดการอัปโหลดไฟล์อื่นๆ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเมื่อไฟล์ถูกอัปโหลดไปแล้วผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดเพื่อรันคำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์จากระยะไกลได้

Chamberland กล่าวว่าช่องโหว่นี้ถูกประเมินคะเนนความรุนเเรงตาม CVSS อยู่ที่ 10/10 โดยช่องโหว่จะมีผลกับ wpDiscuz เวอร์ชันต่ำกว่า 7.0.5 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตั้งและใช้งานปลั๊กอิน wpDiscuz บน WordPress และมีความเสี่ยงต่อการถูกใช้ประโยชน์จากช่องโหว่จำนวน 45,000 แห่ง

ทั้งนี้ผู้ใช้งานและผู้ดูเเลเว็บไซต์ควรรีบทำการอัปเดตปลั๊กอิน wpDiscuz ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการโจมตีโดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

bleepingcomputer.

Magento ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ Code Execution ใน Magento Commerce และ Magento Open Source

Adobe ได้ทำการเปิดตัวเเพตซ์อัปเดตความปลอดภัยเพื่อเเก้ไขช่องโหว่ Code Execution ที่มีผลกระทบต่อ Adobe Magento Commerce และ Adobe Magento Open Source โดยรายละเอียดช่องโหว่ที่ได้รับเเก้ไขมีดังนี้

ช่องโหว่ CVE-2020-9689 เป็นช่องโหว่ Path Traversal ช่องโหว่จะช่วยให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบสามารถทำการเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่รับอนุญาต
ช่องโหว่ CVE-2020-9691 เป็นช่องโหว่ DOM-based Cross-Site Scripting (XSS) ช่องโหว่จะช่วยให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสิทธ์สามารถรันโค้ดได้โดยไม่รับอนุญาตบนเครื่องที่ยังไม่ได้รับการเเพตซ์ช่องโหว่
ช่องโหว่ CVE-2020-9690 เป็นช่องโหว่ Observable Timing Discrepancy ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสามารถ Bypass การตรวจสอบ Signature ได้

ช่องโหว่มีผลกระทบกับ Magento Commerce รุ่นก่อนหน้าเวอร์ชัน 2.3.5-p1 และ Magento Open Source รุ่นก่อนหน้าเวอร์ชัน 2.3.5-p1

Adobe กล่าวว่าสำหรับผู้ใช้งานที่ทำการติดตั้ง Magento Commerce และ Magento Open Source รุ่นที่มีช่องโหว่จะได้รับการเเนะนำให้ทำการติดตั้งเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด (2.4.0) หรือผู้ใช้สามารถอัปเกรดการติดตั้งเป็น Magento Commerce 2.3.5-p2 หรือ Magento Open Source 2.3.5-p2 นอกจากนี้ Adobe ได้เเนะนำให้ผู้ใช้ควรรีบทำการอัปเดตเเพตซ์การเเก้ไขช่องโหว่ให้เร็วที่สุดเพื่อปิดช่องทางการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของผู้โจมตี

ที่มา: bleepingcomputer.

CISA เตือนภัยผู้ใช้งาน SAP ทำการอัปเดตเเพตซ์โดยด่วน หลัง SAP ประกาศการแพตช์ช่องโหว่หลายรายการ

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ หรือ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกเตือนภัยผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP หลังจากมีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยออกมาจำนวนมาก โดยมีการพยายามกวดขันให้ผู้ใช้งานทำการแพตช์เพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากช่องโหว่ใน SAP NetWeaver ซึ่งทางไอ-ซีเคียวได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ทาง SAP ยังได้มีการออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกรกฎาคม 2020 โดยมีการออกเเพต์เเก้ไขอีกกว่าเกือบ 10 รายการ ซึ่งช่องโหว่ที่สำคัญดังนี้

ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่การใช้งาน SAP Business ด้วย Google Chromium ช่องโหว่นี้ยังไม่มี CVE เเต่ช่องโหว่ มีคะเเนน CVSSv3 อยู่ที่ 9.8/10 ช่องโหว่มีผลกระทบกับ SAP Business Client เวอร์ชั่น 6.5
ช่องโหว่ CVE-2020-6281 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (BI Launch pad) เวอร์ชั่น 4.2
ช่องโหว่ CVE-2020-6276 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (Bipodata) เวอร์ชั่น 4.2
ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP ควรทำการอัพเดตเเพตซ์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

us-cert.

VMware ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ใน VMware Fusion, VMRC, Horizon Client

VMware ได้ทำการออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิพิเศษถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3974 ในผลิตภัณฑ์ VMware Fusion, VMRC, Horizon Client สำหรับ macOS

ช่องโหว่ CVE-2020-3974 เป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ที่เกิดจากการตรวจสอบของ XPC Client ใน VMware ทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ของผู้ใช้ปกติสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำให้สามารถยกระดับสิทธิ์ไปเป็น root บนระบบ โดยช่องโหว่นี้มีความรุนเเรงตาม CVSSv3 อยู่ที่ 7.8

ช่องโหว่มีผลกับ VMware Fusion เวอร์ชั่น 11.x, VMRC เวอร์ชั่น 11.x หรือเวอร์ชั่นก่อนหน้า และ Horizon Client เวอร์ชั่น 5.x หรือเวอร์ชั่นก่อนหน้า สำหรับ macOS

ผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตเเพตซ์ VMware Fusion, VMRC และ Horizon Client ให้เป็นเวอร์ชั่น 11.5.5, 11.2.0 และ 5.4.3 ตามลำดับเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี

ที่มา: vmware.

Citrix ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ 11 รายการในอุปกรณ์ ADC, Gateway และอุปกรณ์ SD-WAN WANOP

Citrix ได้ทำการออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ 11 รายการที่พบว่าส่งผลกระทบต่อ Citrix ADC, Citrix Gateway และ Citrix SD-WAN WANOP (อุปกรณ์รุ่น 4000-WO, 4100-WO, 5000-WO และ 5100-WO) ซึ่งแพตซ์การเเก้ไขนี้ไม่เกี่ยวข้อกับช่องโหว่การโจมตีจากระยะไกล CVE-2019-19781 ที่ได้ออกเเพตซ์ความปลอดภัยไปแล้วในเดือนมกราคม 2020 และช่องโหว่เหล่านี้ไม่มีผลต่ออุปกรณ์ Citrix เวอร์ชั่นคลาวด์

โดยช่องโหว่ที่ได้รับการเเก้ไขมีรายละเอียดที่สำคัญมีดังนี้

ช่องโหว่ CVE-2019-18177 โดยช่องโหว่เป็นประเภท Information disclosure โดยช่องโหว่ทำให้ผู้โจมตีที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน VPN User สามารถดูข้อมูลการตั้งค่าได้ ส่วนช่องโหว่ CVE-2020-8195 และ CVE-2020-8196 เป็นช่องโหว่การเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธ์จาก NSIP สามารถดูข้อมูลการตั้งค่าได้
ช่องโหว่ CVE-2020-8187 เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบสิทธิ์สามารถทำการ Denial of Service (DoS) ระบบได้ ช่องโหว่นี้จะมีผลกับ Citrix ADC และ Citrix Gateway 12.0 และ 11.1 เท่านั้น
ช่องโหว่ CVE-2020-8190 เป็นช่องโหว่ประเภทการยกระดับสิทธ์ ซึ่งช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธ์จาก NSIP ทำการยกระดับสิทธิ์ได้ ส่วน CVE-2020-8199 ซึ่งเป็นเป็นช่องโหว่ประเภทการยกระดับสิทธ์เช่นกัน โดยช่องโหว่จะมีผลกระทบต่อปลั๊กอิน Citrix Gateway สำหรับ Linux ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธ์ภายใน Citrix Gateway สำหรับ Linux ได้
ช่องโหว่ CVE-2020-8191 และ CVE-2020-8198 เป็นช่องโหว่ Cross Site Scripting (XSS) ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถทำการ XSS โดยการหลอกล่อให้เหยื่อทำการเปิดลิงก์ที่ควบคุมโดยผู้โจมตีในเบราว์เซอร์เพื่อทำการโจมตีผู้ใช้
ช่องโหว่ CVE-2020-8193 เป็นช่องโหว่การ Bypass การตรวจสอบสิทธ์ โดยเงื่อนไขคือผู้โจมตีต้องสามารถเข้าถึง NSIP ได้ก่อนจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้
ช่องโหว่ CVE-2020-8194 เป็นช่องโหว่ Code injection โดยเงื่อนไขของคือผู้ใช้ต้องดาวน์โหลดและดำเนินการไบนารี่ที่เป็นอันตรายจาก NSIP ก่อนจึงจะทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้

Citrix ได้แนะนำให้ผู้ใช้งานหรือผู้ดูแลระบบทำการอัพเดตเเพซต์การแก้ไขและติดตั้งให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีทำการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าว

ที่มา: citrix.

Permalink Microsoft ออกเเพตซ์เเก้ไขเร่งด่วนเพื่อเเก้ปัญหาจากช่องโหว่ใน Windows codecs

Microsoft ได้ออกเเพตซ์การปรับปรุงความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขช่องโหว่จำนวน 2 รายการใน Microsoft Windows Codecs Library

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-1425 และ CVE-2020-1457 ช่องโหว่ทั้ง 2 เป็นช่องโหว่ที่อยู่ใน Microsoft Windows Codecs Library ซึ่งเป็น Library ในการจัดการกับเนื้อหามัลติมีเดียที่รับเข้ามา โดยผู้โจมตีอาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ทำการส่งรูปภาพที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษให้ผู้ใช้ทำการประมวลผล ช่องโหว่จะส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายและอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ายึดเครื่องได้

Microsoft กล่าวว่าช่องโหว่ทั้ง 2 นั้นมีผลกระทบกับ Windows 10 และ Windows Server 2019 distribution

Microsoft ยังกล่าวอีกว่าแพตซ์การอัปเดตและเเก้ไขช่องโหว่นั้น Microsoft ได้ทำการจัดส่งการอัพเดต Windows Codecs Library ไว้ใน Windows Store app ทั้งนี้ผู้ใช้จะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติผ่านทาง Windows Store app

ที่มา: zdnet.

เตือนภัย! Black Kingdom Ransomware โจมตีช่องโหว่ Pulse Secure VPN เพื่อแฮกระบบเครือข่ายและติดตั้งมัลแวร์

บริษัทผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ REDTEAM.PL จากประเทศโปแลนด์ ได้เปิดเผยถึงมัลแวร์ตัวใหม่จากกลุ่มผู้พัฒนา Black Kingdom Ransomware ซึ่งทำมีเป้าหมายการโจมตีเครือข่ายขององค์กรต่างๆ ด้วยช่องโหว่จาก Pulse Secure VPN (CVE-2019-11510) ที่ยังไม่ได้ทำการเเพตซ์ความปลอดภัยบนซอฟต์แวร์ Pulse Secure VPN

Black Kingdom Ransomware ถูกพบครั้งแรกในปลายเดือนกุมภาพันธ์โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย GrujaRS
โดยมัลแวร์จะเข้ารหัสไฟล์และเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์เป็น .DEMON หลังจากเข้ารหัสไฟล์แล้วจะทิ้งโน๊ตหมายเหตุเรียกค่าไถ่การเข้ารหัสไฟล์ ซึ่งเป้นเงินจำนวน $10,000 หรือ 312,000 บาท

ข้อเเนะนำ
ผู้ใช้งานหรือผู้ดูแลระบบขององค์กรควรทำการตรวจสอบซอฟต์แวร์ Pulse Secure VPN และทำการอัปเดตเเพตซ์ความปลอดภัยเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดและควรระมัดระวังในการเปิดเอกสารหรือดาวน์โหลดไฟล์จากเเหล่งที่มาที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันการถูกโจมตีด้วย Ransomware

ทั้งนี้นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ Black Kingdom Ransomware และ IOCs ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่: any.

WordPress 5.4.2 เวอร์ชันใหม่เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

WordPress ได้ประกาศการอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ 5.4.2 โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้มีการแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้งานทางด้านความปลอดภัยที่พบในรุ่นก่อนหน้าทั้งหมดจำนวน 23 รายการ โดยรายละเอียดการเเก้ไขปัญหามีดังนี้

ช่องโหว่ Cross-site scripting (XSS) ถูกค้นพบโดย Sam Thomas (jazzy2fives) ซึ่งช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้ใช้มีการยืนยันตัวตนที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถเพิ่ม JavaScript เข้าไปในโพสต์ของช่องเครื่องมือ Block editor
ช่องโหว่ Cross-site scripting (XSS) ถูกค้นพบโดย Props to Luigi - (gubello.

ช่องโหว่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบน Windows 10 ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของผู้ดูแลระบบได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Kushal Arvind Shah จาก FortiGuard Labs ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ใน Windows Diagnostics & feedback (CVE-2020-1296) ซึ่งช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของผู้ดูแลระบบได้

ช่องโหว่ CVE-2020-1296 นั้นเกิดจากการตั้งค่า Windows Diagnostic Data Feedback ซึ่งผู้ที่สามารถตั้งค่าได้คือผู้ดูแลระบบเท่านั้น โดยการตั้งค่า Diagnostics & Feedback นั้นคือการตั้งค่าว่าจะส่งข้อมูลการวินิจฉัยทั้งหมดไปยัง Microsoft เพื่อทำการวิเคราะห์ในกรณีที่เกิดข้อขัดข้องหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่ตรวจพบเมื่อผู้ดูแลระบบทำการตั้งค่า Diagnostics & Feedback เป็นแบบ Full นั้นจะทำให้ผู้ใช้บัญชีอื่นในเครื่องสามารถตั้งค่า Windows Diagnostic Data feedback ได้เช่นเดียวกับผู้ดูแลระบบ

แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะดูเล็กน้อย Shah กล่าวว่าการตั้งค่านี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มช่องโหว่ "Security bypass" ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าในการรับแพตช์ความปลอดภัย รวมไปถึงทำให้ความปลอดภัยของระบบในภาพรวมลดลงได้

รุ่นที่ได้รับผลกระทบ Windows 10 Version 1809, 1903, 1909 สำหรับ 32 bit และ 64 bit , Windows Server 2019, 1903, 1909 (Server Core)

คำแนะนำสำหรับการแก้ไขช่องโหว่ผู้ใช้ควรทำการติดตั้งแพตซ์อัปเดตจาก Microsoft ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ที่มา:

bleepingcomputer
portal.