Microsoft Patch Tuesday December 2020 แก้ไขช่องโหว่จำนวน 58 รายการ

Microsoft ได้เปิดตัวแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนธันวาคม หรือ Microsoft Patch Tuesday December 2020 โดยในเดือนธันวาคมนี้ Microsoft ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่เป็นจำนวน 58 รายการในผลิตภัณฑ์ และบริการมากกว่า 10 รายกายของ Microsoft

แพตช์ที่ได้รับการแก้ไขจำนวน 22 รายการถูกจัดประเภทเป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล (Remote Code Execution - RCE) และส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เช่น Exchange Server (CVE-2020-17143, CVE-2020-17144, CVE-2020-17141, CVE-2020-17117, CVE-2020-17132 และ CVE-2020-17142 ) และ SharePoint (CVE-2020-17118 และ CVE-2020-17121)

ช่องโหว่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้รับการแก้ไขของเดือนธันวาคมนี้คือ CVE-2020-17095 ซึ่งเป็นช่องโหว่ของ Hyper-V ที่อนุญาตให้ผู้โจมตีสามารถเพิ่มสิทธิ์จากการเรียกใช้โค้ดใน Guest ของ Hyper-V และจะนำสู่การเรียกใช้โค้ดบนโฮสต์ Hyper-V โดยการส่งผ่านแพ็กเก็ต vSMB ที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ผู้ใช้งานควรทำการอัปเดตแพตช์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี

ที่มา: zdnet

Microsoft ออกมายืนยันถึงการถูกบุกรุกผ่านซอฟแวร์ SolarWinds Orion เช่นเดียวกับหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนของสหรัฐฯ ต่างๆ

จากการแจ้งเตือนของสำนักงานความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (Cybersecurity and Infrastructure Agency - CISA) ที่ได้ออกแจ้งเตือนเกี่ยวกับ Supply chain attack ที่เกิดขึ้นกับซอฟแวร์ SolarWinds Orion และผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐ, หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและองค์กรภาคเอกชนของสหรัฐฯ

โดยรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ได้รายงานถึงการบุกรุกเข้าไปในผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ซึ่ง Microsoft ออกแถลงการณ์ยอมรับว่ามีการตรวจพบโทรจันในซอฟแวร์ SolarWinds Orion ที่อยู่ภายในเครือข่ายและ Microsoft ได้ทำการแก้ไขแล้ว ซึ่งหลังจากการแก้ไข Microsoft ไม่พบหลักฐานการเข้าถึงบริการการผลิตหรือข้อมูลลูกค้า ณ ตอนนี้ Microsoft ได้ถูกเข้าร่วมอยู่ในลิสต์ที่ถูกแฮกผ่านการอัปเดตแบ็คดอร์ผ่านซอฟแวร์ SolarWinds Orion โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีหน่วยงานของรัฐ, หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและองค์กรภาคเอกชนของสหรัฐฯ ถูกตกเป็นเหยื่อแล้ว เช่น กระทรวงการคลังสหรัฐฯ, โทรคมนาคมและสารสนเทศแห่งชาติของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (NTIA), สถาบันสุขภาพแห่งชาติของกรมอนามัย (NIH), หน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA), กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS), กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ, สถาบันแห่งชาติและบริหารจัดการความปลอดภัยนิวเคลียร์ (NNSA), กระทรวงพลังงานสหรัฐ (DOE)

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรรีบทำการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยของซอฟแวร์ SolarWinds Orion ให้เป็นเวอร์ชัน 2020.2.1 HF 2 เป็นการด่วนเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากแบ็คดอร์ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: zdnet

Microsoft ออกรายงานถึงการเชื่อมโยงกลุ่มแฮกเกอร์ชาวเวียดนามกับแคมเปญมัลแวร์ Cryptomining

Microsoft ออกรายงานถึงผลการติดตามกลุ่มแฮกเกอร์ Bismuth หรืออีกชื่อคือ APT32 และ OceanLotus ที่มีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลเวียดนามและปัจจุบันกำลังปฏิบัติการแคมเปญด้วยการติดตั้งมัลแวร์ Cryptominer ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจารกรรมทางไซเบอร์

Microsoft กล่าวว่ากลุ่มแฮกเกอร์ Bismuth เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการแคมเปญของกลุ่มนี้มีความซับซ้อน โดยเป้าหมายของกลุ่มแฮกเกอร์มีทั้งในประเทศและต่างประเทศเวียดนาม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเพื่อช่วยให้รัฐบาลจัดการกับการตัดสินใจทางการเมืองเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี Microsoft ได้เพิ่งสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของกลุ่มแฮกเกอร์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มเเฮกเกอร์ได้ใช้มัลแวร์ Cryptominer ในการโจมตีที่ถูกกำหนดเป้าหมายไปยังภาคเอกชนและสถาบันของรัฐในประเทศฝรั่งเศสและเวียดนาม ทั้งนี้ Microsoft ได้มีสองทฤษฎีในการเปลื่ยนเเปลงกลยุทธ์ของกลุ่มแฮกเกอร์ดังนี้

ประการแรกคือกลุ่มแฮกเกอร์กำลังใช้มัลแวร์ Cryptominer ในการปฏิบัติการเพื่ออำพรางการโจมตีบางส่วนจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและหลอกให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเชื่อว่าการโจมตีเป็นการบุกรุกแบบสุ่มที่มีลำดับความสำคัญต่ำ
ประการที่สองคือกลุ่มแฮกเกอร์กำลังทดลองกลยุทธ์และวิธีใหม่ๆ ในการสร้างรายได้จากระบบที่ทำการบุกรุก ซึ่งส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการที่เน้นการจารกรรมทางไซเบอร์ตามปกติ

ทั้งนี้ทฤษฎีที่สองนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วไปที่เห็นในการปฏิบัติการที่เน้นการจารกรรมทางไซเบอร์ตามปกติเช่นเดียวกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน, รัสเซีย, อิหร่านและเกาหลีเหนือ

ที่มา:

zdnet.

ไมโครซอฟต์ปล่อย Public Preview ของโซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์

ไมโครซอฟต์ประกาศปล่อย Public preview ของโซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์เป็นส่วนหนึ่งของบริการ Microsoft Defender for Endpoint ภายใต้ Microsoft Defender Advanced Threat Protection (ATP) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฟีเจอร์หลักของ EDR แตกต่างกับ Antivirus โดยทั่วไปคือการให้ข้อมูลที่เป็นผลลัพธ์ของการ Detection แก่ผู้ใช้งานและเปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลที่ประกอบกันเป็น Detection มาใช้ในลักษณะอื่นเพิ่มเติมได้ เช่น การระบุหาภัยคุกคามในลักษณะที่พิเศษที่มีอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก โซลูชันอย่าง EDR ยังมีฟีเจอร์สำคัญในการช่วยตอบสนองภัยคุกคามในลักษณะทั้ง containment, eradication และ recovery

โซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์นั้นรองรับดิสโทรลินุกซ์แบบเซิร์ฟเวอร์ได้แก่ RHEL 7.2+, CentOS Linux 7.2+, Ubuntu 16 LTS or higher LTS, SLES 12+, Debian 9+, และ Oracle Linux 7.2. ผู้ใช้งานที่สนใจทดสอบโซลูชันสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://docs.

Microsoft เผยแคมเปญฟิชชิ่ง Office 365 ใหม่ที่หาทางหลบหลีก sandbox

Microsoft ได้เผยถึงแคมเปญฟิชชิ่ง Office 365 ซึ่งผู้ประสงค์ร้ายได้ใช้วิธีที่มีความซับซ้อนและหลากหลายในการหลบเลี่ยงการป้องกัน,การวิเคราะห์และการตรวจจับอัตโนมัติ เช่น การใช้ sandbox

หนึ่งในกลยุทธ์การหลบเลี่ยงการตรวจจับที่ถูกใช้ในการโจมตีขโมย credential ขององค์กรที่เป็นเป้าหมายคือการรีไดเร็ค URL โดยกลยุทธ์การที่ผู้ประสงค์ร้ายใช้คือ เมื่อผู้ใช้ทำการคลิก URL อันตราย แล้วมีการป้องกันด้วยการนำ URL ดังกล่าวไปทดลองรันใน sandbox เมื่อผู้ประสงค์ร้ายตรวจพบการเชื่อมต่อกับ sandbox ผู้ประสงค์ร้ายจะทำการรีไดเร็คการเชื่อมต่อของ sandbox ไปที่ปลายทางที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตราย ในขณะที่ถ้าตรวจพบว่าเป็นผู้คลิกเป็นบุคคลจริงๆ ถึงจะรีไดเร็คการเชื่อมต่อของเหยื่อไปยังหน้า Landing Page ที่เป็นหน้าเพจฟิชชิ่ง ด้วยวิธีการนี้จะทำให้การตรวจจับและการวิเคราะห์โดยอัตโนมัติใด ๆ ถูกมองว่าผู้ใช้ได้ทำการคลิกไปยังเว็บไซต์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการถูกบล็อกการโจมตีได้อย่างมากและเพิ่มโอกาสที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจริงๆ จะถูกล่อลวงมายังไซต์ฟิชชิ่งของผู้ประสงค์ร้าย

ในส่วนของกลยุทธ์นี้ยังมีการสร้าง subdomains ที่เฉพาะเจาะจงกับเหยื่อเพื่อใช้กับเว็บไซต์ที่จะทำการรีไดเร็ค URL เพื่อเป็นวิธีการทำให้ URL ฟิชชิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของเป้าหมายและจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการโจมตี โดย URL ของฟิชชิงมักมีชื่อของเหยื่อและองค์กรของเหยื่อ โดยส่วนมากจะมีจุดพิเศษคือด้านหลัง โดเมนระดับบนสุด (TLD) จะตามด้วย Email address ที่ถูก endcode เป็น Base64 ของผู้รับ

รูปแบบหัวอีเมลที่แสดงเช่น "Password Update", "Exchange protection", "Helpdesk-#", "SharePoint" และ "Projects_communications" ยังสามารถถูกใช้เป็นตัวล่อในด้าน social engineering เพื่อเพิ่มความน่าสนใจที่เป้าหมายจะทำการคลิกลิงก์ฟิชชิง URL ที่ฝังอยู่ในอีเมลแต่ละฉบับ

ทั้งนี้ผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบอีเมลทุกครั้งก่อนทำการคลิกลิงก์ในอีเมลเพื่อป้องกันการฟิชชิ่งด้วยอีเมล

ที่มา: bleepingcomputer.

ไมโครซอฟต์แนะนำให้เลิกใช้ Multi-factor authentication ที่ส่งผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์

Alex Weinert ผู้อำนวยการฝ่าย Identity Security จากไมโครซอฟต์ ได้มีการพูดถึงแนวทางการเลือกใช้ Multi-factor authentication (MFA) ในบล็อกล่าสุดของเขาว่า หากเป็นไปได้นั้น ผู้ใช้ทุกคนควรหยุดใช้งานโซลูชันของ MFA ที่ต้องพึ่งการส่งข้อมูลทางเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ OTP หรือการโทรเข้ามา และเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันหรือ security key

ปัญหาของความปลอดภัยในเครือข่ายโทรศัพท์ที่ทำให้กระทบต่อความปลอดภัยของ MFA เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว Weinert ระบุว่าทั้ง SMS และพูดคุยกันในเครือข่ายโทรศัพท์นั้นเป็นรูปแบบของการส่งข้อมูลที่ไม่ถูกเข้ารหัส ส่งให้ผู้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวสามารถถูกดับจับได้โดยเทคนิคการโจมตีผ่าน SDR, FEMTO cell และการโจมตีเครือข่าย SS7 ได้ ลักษณะของการยืนยันตัวตนทางเครือข่ายโทรศัพท์ยังมีความเสี่ยงต่อการโจมตีในลักษณะ SIM swapping ซึ่งเทคนิคการโจมตีแบบวิศวกรรมทางสังคมด้วย

Weinert กล่าวย้ำว่า การยืนยันตัวตนผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์ทั้งในรูปแบบของ SMS หรือสัญญาณเสียงนั้นเป็นวิธีการยืนยันตัวตนที่มีความปลอดภัยต่ำที่สุด สิ่งที่ผู้ใช้งานควรปฏิบัติคือการเปลี่ยนไปใช้โซลูชัน MFA อย่างเช่นแอปพลิเคชันหรือใช้ security key ที่มีความปลอดภัยกว่าแทน

เราขอแนะนำให้ผู้ใช้งานเปิดใช้ฟีเจอร์ MFA เสมอ และหากเป็นไปได้ให้เลือกวิธีการ MFA ที่ปลอดภัยที่สุด แม้วิธีการอย่าง SMS หรือสัญญาณเสียงจะไม่ปลอดภัยภันเท่าที่ควร แต่การมีการป้องกันเอาไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีการป้องกันใด ๆ เลย

ที่มา: zdnet.

เว็บ Phishing ใช้เทคนิคกลับสีรูปภาพและใช้ CSS เปลี่ยนสีเป็นสีเดิมเพื่อหลบการตรวจจับ

บริษัทด้านความปลอดภัย WMC Global เปิดเผยการค้นพบเทคนิคใหม่ซึ่งเว็บไซต์ Phishing จะมีการใช้เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับในลักษณะของการสแกนหน้าตาและอ็อบเจกต์บนเว็บไซต์ปลอม โดยอาศัยการเปลี่ยนสีรูปภาพให้กลายเป็นสีตรงข้าม (invert color) หลังจากนั้นใช้ CSS เปลี่ยนกลับเมื่อผู้ใช้งานเข้าถึงหน้าเว็บเพจ

หนึ่งในวิธีการระบุหา Phishing ในปัจจุบันนั้นคือการเปรียบเทียบออบเจ็กต์ อาทิ รูปภาพหรือวีดิโอ เพื่อระบุหาความคล้ายคลึงโดยบางครั้งอาจทำโดยการเปรียบเทียบค่าแฮชของรูปภาพที่แสดงบนเว็บไซต์ และเชื่อมโยงไปหาฐานข้อมูลเว็บไซต์ของจริงว่าตรงกับผู้ให้บริการหรือเซอร์วิสไหนบ้าง วิธีการเปลี่ยนสีรูปภาพให้เป็นสีตรงข้ามจะทำให้ค่าแฮชของรูปภาพเปลี่ยนแปลงและทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงด้วยวิธีการนี้ได้

WMC Global รายงานว่าพบการใช้เทคนิคดังกล่าวแล้วกับหน้าเข้าสู่ระบบของบริการ Microsoft ขอให้ผู้ใช้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบความผิดปกติของเว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวง

ที่มา: bleepingcomputer.

Microsoft Fixes RCE Flaws in Out-of-Band Windows Update

Microsoft ประกาศออกเเพตซ์ฉุกเฉิน 2 รายการที่จะส่งผลกระทบต่อ Microsoft Windows Codecs Library และ Visual Studio Code

Microsoft ประกาศออกเเพตซ์ด้านความปลอดภัยฉุกเฉินสองรายการ เพื่อเเก้ปัญหาช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล (Remote Code Execution - RCE) ที่พบว่าจะส่งผลกระทบต่อ Microsoft Windows Codecs Library และ Visual Studio Code

ช่องโหว่ CVE-2020-17022 เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลที่อยู่ใน Microsoft Windows Codecs Library ซึ่งเกิดจากวิธีการที่ Microsoft Windows Codecs Library จัดการกับวัตถุในหน่วยความจำ ซึ่งการใช้ช่องโหว่ให้ประสบความสำเร็จนั้นผู้โจมตีจำเป็นต้องทำให้แอปพลิเคชันทำการประมวลผลไฟล์ภาพที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ โดยช่องโหว่จะมีผลต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ Windows 10 เวอร์ชัน 1709 หรือใหม่กว่าและไลบรารีเวอร์ชันที่มีช่องโหว่ ทั้งนี้ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบและรายงานโดย Dhanesh Kizhakkinan จาก FireEye

ช่องโหว่ CVE-2020-17023 เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลที่อยู่ใน Visual Studio JSON โดยเมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ 'package.

Microsoft และกลุ่มพันธมิตรเตรียมจัดการขั้นเด็ดขาดกับ TrickBot botnet

 

 

 

 

 

 

Microsoft Defender team และกลุ่มพันธมิตรอันประกอบไปด้วย FS-ISAC, ESET, Lumen Black Lotus Labs, NTT และ Symantec ได้ประกาศถึงความพยายามในการประสานงานเพื่อทำการปิดโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นแบ็กเอนด์ของบ็อตเน็ต TrickBot

การประสานความร่วมมือระหว่า Microsoft, ESET, Symantec และกลุ่มพันธมิตรอื่นๆ ที่ใช้เวลาหลายเดือนในการรวบรวมตัวอย่างมัลแวร์ TrickBot ที่มีจำนวนมากกว่า 125,000 ตัวอย่าง ซึ่งจากการวิเคราะห์เนื้อหา, การแยกข้อมูลและการจัดกลุ่มข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานภายในของมัลแวร์รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่บ็อตเน็ตใช้ควบคุมคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสและให้บริการโมดูลเพิ่มเติม เพื่อขออำนาจจากศาลในการเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์บ็อตเน็ต TrickBot

ซึ่งด้วยหลักฐานทีทำการรวมรวมมานี้ศาลได้อนุมัติให้ Microsoft และกลุ่มพันธมิตรสามารถทำการปิดการใช้งาน IP addresses, ข้อมูลและเนื้อหาที่ถูกจัดเก็บไว้ใน C&C เซิร์ฟเวอร์และยังสามารถระงับการให้บริการเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่ทำการเชื่อมต่อไปยังบ็อตเน็ตจากผู้เช่าบริการเซิร์ฟเวอร์

บ็อตเน็ต TrickBot ถูกพบครั้งแรกในปี 2016 ในรูปแบบของ banking trojan ก่อนที่จะถูกพัฒนาไปเป็นมัลแวร์อเนกประสงค์ที่กลุ่มอาชญากรใช้ในการเเพร่กระจายและให้บริการในรูปที่เรียกว่า MaaS (Malware-as-a-Service) ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการเช่ามัลแวร์เพื่อใช้ในการโจมตี นอกจากนี้บ็อตเน็ต TrickBot ยังมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม ransomware เช่น Ryuk และ Conti อีกด้วย

ที่มา: zdnet.

Microsoft ออกเเจ้งเตือนถึง Android ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่จะทำล็อกหน้าจอบนอุปกรณ์ของผู้ใช้เมื่อตกเป็นเหยื่อ

Microsoft ออกเเจ้งเตือนถึง Android ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่ใช้กลไก "incoming call" หรือการแจ้งเตือนสายเรียกเข้าเพื่อหลอกผู้ใช้ให้กดรับสายและเพื่อเป็นการเปิดการทำงานในการล็อกหน้าจอบนอุปกรณ์ของผู้ใช้

แรนซัมแวร์ที่ถูกเเจ้งเตือนมีชื่อ AndroidOS/MalLocker.