Microsoft แก้ไขข้อบกพร่องการสแกนของ Windows Defender ด้วยอัพเดทแพตช์ใหม่

Microsoft ได้แก้ไขข้อผิดพลาดการทำงานของ Windows Defender ข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจากการที่ Windows Defender Antivirus สแกนข้ามรายการที่สแกนเนื่องจากการยกเว้นหรือการตั้งค่าการสแกนเครือข่าย ทำให้การแจ้งเตือนของ Windows Defender เกิดข้อผิดพลาด

ข้อผิดพลาดเกิดจากการอัปเดตสแกนเนอร์ของ Windows Defender ที่ปิดใช้งานการสแกนเครือข่ายโดยอัตโนมัติสำหรับรุ่นที่ใหม่กว่าหลังจากที่เปิดการใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้

Microsoft แก้ไขปัญหาด้วยการเปิดตัวแพตช์อัพเดต KB4052623 ที่จะเพิ่มเวอร์ชันของเอ็นจินการสแกนเป็น 4.18.2003.8 และจะป้องกันการแจ้งเตือนของไฟล์ที่ถูกข้ามไม่ให้ปรากฏ ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตแพตช์ KB4052623 ได้โดยอัตโนมัติผ่านทาง Windows Update แพตช์อัพเดต KB4052623 สามารถอัพเดตได้ใน Windows 10 (รุ่น Enterprise, Pro และ Home), Windows Server 2019 และ Windows Server 2016

ที่มา: bleepingcomputer

Microsoft เตือนภัยผู้ใช้ Windows ระวังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยช่องโหว่ Zero-day

Microsoft ได้ออกประกาศเตือนความปลอดภัยในระบบปฏิบัติการ Windows หลังพบผู้บุกรุกใช้ 2 ช่องโหว่ zero-day ใหม่สามารถเรียกใช้การโจมตีระยะไกล (RCE) ในไลบรารี Adobe Manager

รายละเอียดช่องโหว่โดยย่อ
2 ช่องโหว่ zero-day ใหม่นี้อยู่ใน Adobe Type Manager Library (atmfd.

Browsers to block access to HTTPS sites using TLS 1.0 and 1.1 starting this month

เบราว์เซอร์จะเริ่มต้นบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ HTTPS ที่ใช้ TLS 1.0 และ 1.1 ในเดือนนี้

เว็บเบราว์เซอร์ อาทิ Firefox และ Google Chrome จะเริ่มแสดงข้อความแจ้งเตือนหากผู้ใช้งานมีการพยายามเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านโปรโตคอล HTTPS เวอร์ชั่นเก่าในเดือนนี้ สืบเนื่องมาจากความพยายามในการผลักดันให้เว็บไซต์พยายามใช้โปรโตคอลใหม่ ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

บริษัท Netcraft เปิดเผยว่าเว็บไซต์กว่า 850,000 แห่งยังคงใช้โปรโตคอล TLS 1.0 และ 1.1 ซึ่งมีกำหนดการลบออกจากเบราว์เซอร์หลักส่วนใหญ่ในปลายเดือนนี้ TLS 1.0 และ 1.1 ต่างเป็นที่รู้จักกันในเรื่องของช่องโหว่และปํญหาในการโจมตี ซึ่งอาจนำไปสู่การดักอ่านข้อมูลเข้ารหัสได้

ด้วยเหตุนี้เองเจ้าตลาดยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google, Apple และ Firefox จึงเป็นแกนนำผลักดันการยกเลิกใช้โปรโตคอลดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเริ่มต้นจากการแสดง Not Secure มาตั้งแต่ปีที่แล้วหลัง TLS 1.3 ออกมาในปี 2018 และในปลายเดือนนี้เบราว์เซอร์ส่วนใหญ่จะแสดงคำเตือนที่ซ่อนอยู่ เพื่อแสดงข้อผิดพลาดเมื่อผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ใช้ TLS 1.0 หรือ TLS 1.1 ทันที

ที่มา : zdnet

Browsers to block access to HTTPS sites using TLS 1.0 and 1.1 starting this month

Browsers จะทำการบล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์ HTTPS ที่ใช้ TLS 1.0 และ 1.1 เริ่มต้นในเดือนนี้
มากกว่า 850,000 เว็บไซต์ยังคงใช้โปรโตคอล TLS 1.0 และ 1.1 ที่ล้าสมัยจะไม่สามารถเข้าถึงได้จาก Browsers หลักส่วนใหญ่ในปลายเดือนนี้ Netcraft ระบุ
เว็บไซต์กว่า 850,000 นั้นใช้ HTTPS แต่ในเวอร์ชันที่ไม่ปลอดภัย เว็บไซต์เหล่านั้นใช้ HTTPS ผ่าน certificates การเข้ารหัสที่สร้างขึ้นบนโปรโตคอล TLS 1.0 และ TLS 1.1 ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่เก่าเเก่ เปิดตัวในปี 1996 และ 2006 ตามลำดับ โปรโตคอลเหล่านี้ใช้อัลกอริธึมการเข้ารหัสที่ไม่ปลอดภัย และมีความเสี่ยงต่อการโจมตีเพื่อถอดรหัสต่างๆ เช่น BEAST, LUCKY 13, SWEET 32, CRIME และ POODLE การโจมตีเหล่านี้ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถถอดรหัส HTTPS และเข้าถึง plaintext บน web traffic ของผู้ใช้ เวอร์ชันใหม่ของโปรโตคอลเหล่านี้เปิดตัวในปี 2008 (TLS 1.2) และ 2017 (TLS 1.3) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ถือว่าดีกว่าและปลอดภัยกว่าการใช้งาน TLS 1.0 และ TLS 1.1
การถอดถอนการใช้งาน TLS 1.0 และ TLS 1.1 ถูกประกาศตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว หลังจากการเปิดตัว TLS 1.3 ในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 ผู้ผลิตเบราว์เซอร์สี่ราย ได้แก่ Apple, Google, Mozilla และ Microsoft และประกาศร่วมกันในเดือนตุลาคม 2018 ว่ามีแผนที่จะยกเลิกการสนับสนุน TLS 1.0 และ TLS 1.1 ในต้นปี 2020 ขั้นตอนแรกของการถอดถอนการใช้งานนี้เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเบราว์เซอร์เริ่มติดฉลากไซต์ที่ใช้ TLS 1.0 และ TLS 1.1 ด้วยตัวบ่งชี้ "Not Secure" ในแถบที่อยู่ URL และไอคอนแม่กุญแจ เป็นการบอกใบ้แก่ผู้ใช้ว่าการเชื่อมต่อ HTTPS นั้นไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด ปลายเดือนนี้เบราว์เซอร์จะเปลี่ยนจากการแสดงคำเตือนที่ซ่อนอยู่ เป็นแสดง errors เต็มหน้าจอเมื่อผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ใช้ TLS 1.0 หรือ TLS 1.1 การแสดง errors เต็มหน้าจอเหล่านี้ มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในการเปิดตัว Chrome 81 และ Firefox 74 ซึ่งมีกำหนดเวลาปลายเดือนมีนาคม 2020 นี้ Safari ก็มีกำหนดถอดถอนการใช้งาน TLS 1.0 และ 1.1 ในเดือนนี้เช่นกัน Microsoft จะดำเนินการตามความเหมาะสมในช่วงปลายเดือนเมษายนด้วยการเปิดตัว (the Chromium-based) Edge 82

ที่มา : zdnet

 

Microsoft discloses security breach of customer support database

Microsoft ตั้งค่าผิด ข้อมูลลูกค้าถูกเปิดเผย

Microsoft เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ฐานข้อมูลของลูกค้ารั่วไหล เกิดจากการตั้งค่าผิดพลาด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วง 5 ธันวาคม - 31 ธันวาคม 2019 และได้มีแจ้งรายงานไปยัง Microsoft โดย Bob Diachenko นักวิจัยด้านความปลอดภัย โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นของลูกค้าที่เคยใช้บริการ customer support

การรั่วไหลของข้อมูลเกิดบน Elasticsearch 5 Server ซึ่งข้อมูลใน Server ทั้งห้าเป็นข้อมูลที่ซ้ำกันเพื่อสำรองซึ่งกันและกัน มีประมาณ 250 ล้านรายการ เช่น ที่อยู่อีเมล, ที่อยู่ IP และรายละเอียดต่างๆ แต่ข้อมูลบันทึกส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลผู้ใช้ส่วนบุคคล

สำหรับกรณีนี้ Microsoft ได้เริ่มแจ้งไปยังลูกค้าที่ได้รับผลกระทบถึงแม้ว่าจะไม่พบการใช้งานที่เป็นอันตรายของข้อมูล และได้กล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลมากจากการตั้ง Azure security rules ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปรับใช้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม และตอนนี้ได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้วและเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยและการตั้งค่าให้รัดกุมขึ้น

ที่มา : ZDNet

Microsoft Office December Security Updates Fix Remote Execution Bugs

Microsoft Office ออกอัปเดตแก้ไขช่องโหว่รันคำสั่งจากระยะไกล
Microsoft Office ออกอัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัย 16 รายการ โดยช่องโหว่ที่สำคัญคือ CVE-2019-1462 ของ PowerPoint รุ่น 2010, 2013 และ 2016 ถ้าผู้โจมตีทำการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวสำเร็จ จะทำให้สามารถรันคำสั่งอันตรายได้ด้วยสิทธิ์ของผู้ที่ใช้งาน PowerPoint ซึ่งในกรณีที่ผู้ใช้งานมีสิทธิ์ administrative ผู้โจมตีก็จะได้สิทธิ์ในการควบคุมเครื่อง
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขช่องโหว่ในโปรแกรมตระกูล Microsoft Office อีกหลายรายการ ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบสามารถดูรายละเอียดแพตช์รักษาความปลอดภัยทั้งหมดได้ที่ Support Microsoft

ที่มา : Microsoft Office December Security Updates Fix Remote Execution Bugs

Latest Microsoft Update Patches New Windows 0-Day Under Active Attack

 

ไมโครซอฟท์อัปเดตแพตช์ใหม่แก้ช่องโหว่ Zero day ที่กำลังถูกโจมตี

ด้วยแพตช์ล่าสุดมีการอัปเดตในวันที่ 10 ธันวาคม 2019 ไมโครซอฟท์ได้เตือนผู้ใช้หลายพันล้านคนเกี่ยวกับช่องโหว่ใหม่ใน Windows ที่ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันกับ Chrome exploit เพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกล

การอัปเดตด้านความปลอดภัยของ Microsoft ในเดือนธันวาคมนั้นมีการอัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 36 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงมากที่สุดอยู่ 7 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสำคัญอยู่ 27 ช่องโหว่ มีช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับปานกลางอยู่ 1 ช่องโหว่และมี 1 ช่องโหว่ที่มีความรุนแรงต่ำ

CVE-2019-1458 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่กำลังถูกโจมตี เป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสำคัญ เป็นช่องโหว่การเพิ่มระดับสิทธิการใช้งาน Win32k ซึ่ง Kaspersky พบว่ากำลังใช้โจมตีในการโจมตีที่ถูกตั้งชื่อว่า Operation WizardOpium ซึ่งผู้โจมตีใช้ช่องโหว่นี้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจาก Chrome sandbox เพื่อยึดสิทธิ

แม้ว่า Google จะแก้ไขช่องโหว่ใน Chrome sandbox ที่ถูกใช้ร่วมกับ CVE-2019-1458 แล้ว แต่แฮกเกอร์มุ่งโจมตีเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานเบราว์เซอร์เวอร์ชันที่มีช่องโหว่

ดังที่ The Hacker News รายงานเมื่อเดือนที่แล้ว Operation WizardOpium เกี่ยวข้องกับการโจมตีเว็บข่าวภาษาเกาหลี ที่ถูกบุกรุกแล้ววางโค้ดโจมตีเพื่อทำการแฮกคอมพิวเตอร์ของผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชม โดยโค้ดโจมตีดังกล่าวจะโจมตี Chrome ตามด้วย CVE-2019-1458 ซึ่งโค้ดโจมตีนี้ทำงานบน Windows 7 และแม้แต่ใน Windows 10 บางรุ่น หากโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดอันตรายได้ใน kernel mode

ขณะนี้นักวิจัยไม่สามารถระบุว่า Operation WizardOpium คือผู้โจมตีหรือกลุ่มแฮกเกอร์ใด แต่พวกเขาพบความคล้ายคลึงกันบางอย่างคือโค้ดที่ใช้โจมตีคล้ายกับโค้ดของกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ Lazarus

แนะนำผู้ใช้ Windows และผู้ดูแลระบบให้อัปเดตแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดเพื่อป้องกันการโจมตี โดยสามารถอ่านรายละเอียดช่องโหว่ทั้งหมดที่อัปเดในแพตช์นี้ได้จาก https://msrc-blog.

รวมข่าว BlueKeep ระหว่างวันที่ 1 – 11 พฤศจิกายน 2019

 

รวมข่าว BlueKeep ระหว่างวันที่ 1 - 11 พฤศจิกายน 2019

BlueKeep คืออะไร

BlueKeep หรือช่องโหว่ CVE-2019-0708 เป็นช่องโหว่ที่สามารถรันคำสั่งอันตรายจากระยะไกลได้ พบใน Remote Desktop Services กระทบ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Server 2008, Windows Server 2003 และ Windows XP

ช่องโหว่นี้ได้รับแพตช์ความปลอดภัยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา โดยช่องโหว่นี้มีคำเตือนให้ผู้ใช้งานเร่งอัปเดตเพราะว่าช่องโหว่นี้สามารถเอามาทำเวิร์มแพร่กระจายได้เหมือน WannaCry ที่ใช้ช่องโหว่ CVE-2017-0144 EternalBlue (Remote Code Execution ใน SMB)

พบการโจมตีด้วยช่องโหว่ BlueKeep แล้ว

2 พฤศจิกายน 2019 Kevin Beaumont นักวิจัยผู้ตั้งชื่อเล่นให้ CVE-2019-0708 ว่า BlueKeep เปิดเผยการค้นพบการโจมตีด้วยช่องโหว่ BlueKeep บน honeypot ที่เขาเปิดล่อเอาไว้ทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019 ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ทำให้เหล่า honeypot เกิดจอฟ้า

จากการวิเคราะห์ crash dump ที่ได้จากเหล่า honeypot พบว่าการโจมตีดังกล่าวยังไม่ได้แพร่โดยเวิร์ม แต่เกิดจากการใช้ Metasploit พยายามรันคำสั่งอันตรายเพื่อติดตั้งมัลแวร์ขุดเหมือง เนื่องจากโมดูลสำหรับโจมตีด้วย BlueKeep ใน Metasploit ยังไม่ค่อยเสถียร เลยทำให้เกิดจอฟ้า

อ่านต่ออย่างละเอียด thehackernews

ไม่ใช่เวิร์มแต่ก็อันตรายนะ ไมโครซอฟต์ออกมาเตือนอีกรอบ

8 พฤศจิกายน 2019 ไมโครซอฟต์ออกรายงานวิเคราะห์การโจมตี BlueKeep ร่วมกับ Kevin Beaumont และ Marcus Hutchins ด้วยมัลแวร์ขุดเหมืองดังกล่าว พร้อมกับเตือนให้ผู้ใช้งานเร่งแพตช์ เพราะต้องมีการโจมตีที่รุนแรงกว่านี้ตามมาแน่นอน

อ่านต่ออย่างละเอียด https://www.

First Cyber Attack ‘Mass Exploiting’ BlueKeep RDP Flaw Spotted in the Wild

นักวิจัยพบการโจมตีเพื่อติดตั้ง Cryptocurrency mining โดยอาศัยช่องโหว่ BlueKeep

BlueKeep (CVE-2019-0708) คือช่องโหว่ wormable เพื่อมันสามารถแพร่กระจายโดยตัวมันเองจากเครื่องหนึ่งสู่อีกเครื่องโดยที่เหยื่อไม่ต้องมีการโต้ตอบใดๆ การพบในครั้งนี้เกิดจากการที่ EternalPot RDP honeypot ของ Kevin Beaumont เกิดหยุดทำงานและทำการรีบูตตัวเอง จากการตรวจสอบจึงทำให้พบการโจมตีเพื่อแพร่กระจาย Cryptocurrency mining ดังกล่าว การค้นพบในครั้งนี้นับว่าเป็นการประยุกต์ใช้ช่องโหว่ BlueKeep เพื่อใช้ในการโจมตีอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม Microsoft ได้ปล่อยแพทช์สำหรับช่องโหว่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว หากยังสามารถทำการอัพเดตแพทช์ได้ สามารถทำตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้:

ปิดการใช้งาน RDP services ถ้าไม่จำเป็น
บล็อก port 3389 ที่ใช้ firewall หรือสร้างการเชื่อมต่อให้ผ่านเฉพาะ private VPN
เปิดการใช้งาน Network Level Authentication (NLA) เป็นการป้องกันบางส่วนสำหรับการโจมตีที่ไม่ได้รับอนุญาต

ที่มา : thehackernews

Microsoft เพิ่มประวัติการลงชื่อเข้าใช้ด้วย Azure AD เพื่อตรวจหาเหตุการณ์ที่ผิดปกติ

 

Microsoft ประกาศการเพิ่มคุณสมบัติประวัติการลงชื่อเข้าใช้ด้วย Azure Active Directory (AD) ที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้รับภาพรวมของการลงชื่อเข้าใช้ในอดีตและตรวจพบการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว

การมีภาพรวมของการพยายามในการเข้าสู่ระบบทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ Azure AD สามารถค้นพบการโจมตีด้วยรหัสผ่านได้ง่ายขึ้นและดำเนินการเพื่อจำกัดผลกระทบที่เป็นอันตราย

ประวัติการลงชื่อเข้าใช้บัญชี Azure AD สามารถเข้าถึงได้ผ่าน https://mysignins.