ช่องโหว่ Zero-Day ใหม่ที่อยู่ใน Vanity URL ของ Zoom ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเลียนเเบบองค์กรได้

นักวิจัยของ Check Point ได้ทำการเปิดเผยช่องโหว่ Zero-Day ใหม่ในแอปพลิเคชันยอดนิยม Zoom ซึ่งช่องโหว่จะเปิดทางให้ผู้โจมตีสามารถปลอมเเปลงเป็นองค์กรเพื่อหลอกพนักงานหรือหุ้นส่วนธุรกิจให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลับอื่น ๆ โดยใช้กลวิธีทาง Social-engineering

นักวิจัยของ Check Point กล่าวว่าช่องโหว่นี้อยู่ในฟีเจอร์ Vanity URL ของ Zoom ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้เปิดให้ผู้ใช้งานในรูปเเบบบริษัทสามารถทำการกำหนดโดเมน Zoom meeting ที่เชื่อมโยงไปยังห้องการประชุม Zoom ได้เช่น https://organization_name.

Zoom มีโดเมน Phishing ที่จดทะเบียนใหม่ประมาณ 2,000 โดเมนในหนึ่งเดือน

Zoom มีโดเมน Phishing ที่จดทะเบียนใหม่ประมาณ 2,000 โดเมนในหนึ่งเดือน

บริษัท BrandShield พบว่าเดือนมีนาคมที่เป็นช่วงวิกฤต COVID-19 ระบาดใหญ่นั้นได้มีการจดทะเบียนโดเมนที่เกี่ยวข้องกับ Zoom มากถึง 2,000 โดเมนถ้านับรวมทั้งหมดอาจมีมากถึง 3300 โดเมน ซึ่งโดเมน เกือบ 30% เปิดใช้งานอีเมลเซิร์ฟเวอร์ จากการวิเคราะห์ของบริษัทคาดว่าโดเมนเหล่านี้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการโจมตีแบบ phishing หรือพยายามทำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด แอพพลิเคชั่นที่อ้างว่าเป็น Zoom และแฝงมัลแวร์ลงในเครื่องของเหยื่อ เพื่อขโมยข้อมูลจากผู้ใช้

ผู้ใช้งานควรเพิ่มความระมัดระวังความเสี่ยงนี้โดยหมั่นตรวจสอบชื่ออีเมลที่ส่งรวมถึง URL ของเว็บไซต์ที่เข้าชมเพื่อป้องกันการหลงเชื่อการโจมตีในลักษณะนี้

ที่มา: infosecurity-magazine

แคมเปญฟิชชิ่งใหม่หลอกลวงผู้ใช้ Cisco WebEx มุ่งเน้นเป้าหมายผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน

The Cofense Phishing Defense Center (PDC) ได้สังเกตเห็นแคมเปญฟิชชิ่งใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อพยายามใช้ช่องโหว่เพื่อล่อลวงผู้ใช้ Cisco WebEx ด้วยอีเมลข้อความฟิชชิ่งหรือการแจ้งเตีอนที่มาจากอีเมลปลอมและเรียกร้องให้ผู้เหยื่อทำการติดตั้ง “อัปเดต” แอปพลิเคชันที่แฝงมัลแวร์เข้าไปเพื่อใช้ขโมยข้อมูลบนแพลตฟอร์มการประชุมทางไกล Cisco WebEx ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 ที่ผู้คนนับล้านกำลังทำงานจากที่บ้าน

นักวิจัยพบการส่งอีเมลฟิชชิงด้วยหัวเรื่องที่ดึงดูดความสนใจเช่น "Critical Update" หรือ "Alert!" จากอีเมลปลอม "meetings @ webex [.] Com" เนื้อหาของอีเมลจะระบุ “เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดนี้เราขอแนะนำให้คุณอัปเดตเวอร์ชันของ Cisco Meetings Desktop App สำหรับ Windows ” และชี้ไปที่ปุ่ม “เข้าร่วม” เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อัพเดต” จากนั้นจะแนบลิงค์มากับอีเมลที่ปลอมเเปลงเเจ้งเตือนด้านความปลอดภัย

เมื่อผู้ใช้ที่ตกเป็นเหยื่อที่คลิกที่ปุ่ม "เข้าร่วม" จะพายังหน้า Landing Page ฟิชชิ่งซึ่งเหมือนกับหน้าล็อกอินจริงของ Cisco WebEx

ผู้ใช้ควรสังเกตทุกครั้งที่ทำการคลิกลิงค์จากอีเมลที่แนะนำการติดตั้งหรือเเจ้งเตือนเพราะอีเมลนั้นอาจเป็นอีเมลฟิชชิ่งก็เป็นไปได้

ที่มา: cofense

US Govt Shares Tips on Securing VPNs Used by Remote Workers

รัฐบาลสหรัฐแบ่งปันเคล็ดลับในการรักษาความปลอดภัย VPN สำหรับทำงานจากระยะไกล

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้แบ่งปันเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) ขององค์กรอย่างถูกต้อง หลังจากที่เห็นว่าองค์กรจำนวนมากกำลังเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากที่บ้าน เพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19

คาดว่าผู้โจมตีจะให้ความสำคัญกับการโจมตีการทำงานจากระยะไกล เนื่องจากพนักงานจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้ VPN ขององค์กรเพื่อการทำงานทางไกล ผู้โจมตีเองก็จะเน้นการโจมตีข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย VPN มากขึ้น ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่ VPN จะถูกแพตช์ทันเวลาโดยเฉพาะองค์กรที่มีการทำงานทั้งกลางวันและเเละกลางคืน

CISA ยังเน้นถึงความจริงที่ว่าผู้โจมตีอาจเพิ่มการโจมตีแบบ Phishing เพื่อขโมยข้อมูลประจำตัวของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน ซึ่งองค์กรที่ยังไม่ได้ใช้การพิสูจน์ตัวตนด้วยหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเข้าถึงระยะไกลจะมีความเสี่ยงมากที่สุด

เมื่อถูกโจมตี องค์กรอาจมีการเชื่อมต่อ VPN จำนวนจำกัด หลังจากนั้นจะไม่มีพนักงานคนใดสามารถทำงาน จากระยะไกลได้อีก CISA กล่าว เมื่อความพร้อมใช้งาน VPN ลดลง การดำเนินธุรกิจที่สำคัญอาจประสบปัญหา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านไอทีอาจปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้จำกัด

CISA เสนอให้ดำเนินการต่อไปนี้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ VPN ขององค์กร

– ดูเเลรักษา VPN อุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทำงานระยะไกลให้เป็นปัจจุบัน (ใช้เเพตช์แก้ไขล่าสุด และตั้งค่าให้ปลอดภัย)
– แจ้งให้พนักงานทราบถึงความพยายาม Phishing ที่เพิ่มขึ้น
– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยไอทีมีความพร้อมสำหรับการตรวจสอบ Log การรีโมทระยะไกล การตรวจจับการโจมตี และการตอบสนองและกู้คืนเหตุการณ์
– นำ MFA ไปใช้กับการเชื่อมต่อ VPN ทั้งหมด หรือต้องการให้พนักงานใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากเพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต
– ทดสอบข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน VPN ในการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานจำนวนมาก และใช้มาตรการต่างๆ เช่น Rate-limiting เพื่อจัดลำดับความสำคัญของผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น

ที่มา: bleepingcomputer

Paradise Ransomware Distributed via Uncommon Spam Attachment

Paradise Ransomware แพร่กระจายด้วยไฟล์แนบอีเมลแบบใหม่

ผู้โจมตีได้เริ่มส่งไฟล์แนบ Excel Web Query (ไฟล์นามสกุล IQY) ในแคมเปญ Phishing เพื่อดาวน์โหลดและติดตั้ง Paradise Ransomware บนเหยื่อที่ไม่ระวัง ทั้งนี้ Paradise Ransomware ค่อนข้างเก่าแก่ เกิดขึ้นตั้งเเต่ช่วงเดือนกันยายน 2017 มีการรายงานครั้งแรกโดยเหยื่อในเว็บบอร์ด BleepingComputer ตั้งแต่นั้นมาก็มีผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องจาก ransomware ตัวนี้ในแคมเปญสแปมใหม่ที่ตรวจพบโดย บริษัทรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต LastLine ผู้โจมตีที่ใช้ Paradise Ransomware ถูกพบว่ากำลังส่งอีเมลที่อ้างว่าเป็น offers orders หรือ keys โดยไฟล์แนบคือไฟล์ IQY ที่เมื่อเปิดการเชื่อมต่อกับ URL ที่มีคำสั่ง PowerShell ที่จะถูกดำเนินการเพื่อดาวน์โหลดและติดตั้ง Paradise Ransomware

ไฟล์แนบ IQY มันเป็นเพียงไฟล์ข้อความที่สั่งให้ Excel เรียกใช้คำสั่ง และแสดงผลลัพธ์ใน Excel spreadsheet ปัญหาคือไฟล์เหล่านี้ยังสามารถนำเข้าข้อมูลจาก URLs ที่มีสูตร Excel ที่สามารถเปิดใช้งาน local applications เช่น คำสั่ง PowerShell บนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ
ไฟล์แนบ IQY แบบนี้มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากสิ่งที่แนบมาเป็นเพียงไฟล์ข้อความที่ไม่มีรหัสที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้นโดยซอฟต์แวร์ความปลอดภัย

เนื่องจาก IQY เหล่านี้ไม่มี Payload (เป็นแค่ URL) พวกมันเป็นสิ่งท้าทายให้องค์กรตรวจจับ องค์กรอาจต้องพึ่งพาบริการด้าน URL ของ 3rd party ที่มีชื่อเสียง หากพวกเขาไม่มีเครื่องมือในการวิเคราะห์และตรวจสอบ URL เหล่านี้ LastLine อธิบายไว้ในรายงานของพวกเขา นอกจากว่าคุณใช้ไฟล์ IQY โดยเฉพาะในองค์กรของคุณหรือที่บ้าน ขอแนะนำให้คุณบล็อคไฟล์เหล่านั้นด้วยซอฟต์แวร์ความปลอดภัย หรือลบอีเมลที่ใช้มันเป็นไฟล์แนบ ไฟล์แนบ IQY ที่ส่งทางอีเมลจากคนที่ไม่รู้จักมักจะเป็นอันตรายและควรถูกลบทิ้ง

ที่มา : bleepingcomputer

FBI Warns of BEC Attacks Abusing Microsoft Office 365, Google G Suite

FBI เตือนการโจมตี BEC โดยใช้ Microsoft Office 365 และ Google G Suite
สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) เตือนพันธมิตรอุตสาหกรรมภาคเอกชนเกี่ยวกับการใช้ Microsoft Office 365 และ Google G Suite เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตี Business Email Compromise (BEC) โดยระหว่างมกราคม 2014 จนถึง ตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา FBI ได้รับคำร้องเกี่ยวกับการหลอกลวงมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการโจมตีแบบ BEC ที่เน้นเหยื่อผู้ใช้งาน Microsoft Office 365 และ Google G Suite
อาชญากรไซเบอร์ย้ายไปที่บริการอีเมลบนคลาวด์เพื่อตามไปโจมตีการย้ายข้อมูลขององค์กรไปยังบริการคลาวด์เหมือนกัน โดยโจมตีผ่านทางแคมเปญ Phishing ขนาดใหญ่ เมื่อหลอกเอารหัสผ่านได้แล้วอาชญากรไซเบอร์จะบุกรุกบัญชีผู้ใช้งานเหล่านั้น แล้วจะวิเคราะห์เนื้อหาอีเมลในกล่องข้อความเพื่อค้นหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงิน
อาชญากรไซเบอร์ใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากบัญชีที่ถูกโจมตีเพื่อทำการปลอมแปลงการสื่อสารทางอีเมลระหว่างธุรกิจที่ถูกบุกรุกและบุคคลที่สาม เช่น ผู้ขายหรือลูกค้า นักต้มตุ๋นจะปลอมตัวเป็นพนักงานขององค์กรที่ถูกบุกรุกในขณะนั้น หรือพันธมิตรทางธุรกิจของพวกเขา เพื่อพยายามที่จะเปลี่ยนเส้นทางการชำระเงินระหว่างพวกเขา ไปยังบัญชีธนาคารของผู้โจมตี พวกเขาจะขโมยรายชื่อผู้ติดต่อจำนวนมากจากบัญชีอีเมลที่ถูกแฮก แล้วจะเอาไปใช้เพื่อโจมตีแบบ Phishing อื่นๆ ในภายหลัง
แม้ว่าทั้ง Microsoft Office 365 และ Google G Suite มาพร้อมกับคุณลักษณะด้านความปลอดภัยที่สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวง BEC ได้ เเต่หลายคุณลักษณะของมันต้องกำหนดค่าและเปิดใช้งานเองโดยผู้ดูแลระบบไอทีและทีมรักษาความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางหรือองค์กรที่มีทรัพยากรด้านไอที จำกัดจึงเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วยการหลอกลวง BEC มากที่สุด FBI กล่าว

FBI ให้คำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตี BEC ดังต่อไปนี้:

ตั้งค่าห้ามไม่ให้มีการส่งต่ออีเมลโดยอัตโนมัติไปยังอีเมลภายนอกองค์กร
เพิ่มแบนเนอร์อีเมลเตือนเมื่อมีข้อความที่มาจากภายนอกองค์กรของคุณ
ห้ามใช้โปรโตคอลอีเมลดั้งเดิมเช่น POP, IMAP และ SMTP ที่สามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยง Multi-factor authentication
ตรวจสอบให้แน่ใจว่า log การเข้าสู่ระบบกล่องจดหมายและการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าได้รับการบันทึกและเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 90 วัน
เปิดใช้งานการเเจ้งเตือน สำหรับพฤติกรรมที่น่าสงสัย เช่น การ Login จากต่างประเทศ
เปิดใช้งานคุณลักษณะด้านความปลอดภัยที่บล็อกอีเมลที่เป็นอันตราย เช่น Anti-phishing เเละ Anti-spoofing policy
กำหนดค่า Sender Policy Framework (SPF), DomainKeys Identified Mail (DKIM), เเละ Domain-based Message Authentication Reporting เเละ Conformance (DMARC) เพื่อป้องกันการปลอมแปลง และการตรวจสอบอีเมล
ปิดใช้งาน Authentication ของบัญชีเก่าที่ไม่ได้ใช้งานเเล้ว

ผู้ใช้ยังสามารถใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อป้องกันการหลอกลวง BEC:

เปิดใช้งาน Multi-factor authentication สำหรับบัญชีอีเมลทั้งหมด
ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการชำระเงิน และธุรกรรมทั้งหมดด้วยตนเอง หรือผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่รู้จัก
ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับการหลอกลวงของ BEC รวมถึงกลยุทธ์การป้องกัน เช่นวิธีการระบุอีเมลฟิชชิ่ง และวิธีการตอบสนองต่อการถูกโจมตีที่น่าสงสัย

ที่มา : bleepingcomputer

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BEC ได้จากบทความ "รู้จัก Business Email Compromise (BEC) การโจมตีผ่านอีเมลเพื่อหลอกเอาเงินจากองค์กร" i-secure

รู้จัก Business Email Compromise (BEC) การโจมตีผ่านอีเมลเพื่อหลอกเอาเงินจากองค์กร

ในช่วงนี้ข่าวที่เป็นที่จับตามองข่าวหนึ่งคือข่าวของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ระบุในงบการเงินประจำไตรมาส 4 ปี 2562 ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ส่วนต่างคือ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 690 ล้านบาท) โดยเพิ่มมาจากการถูกโจมตีธุรกรรมทางอีเมลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีการชำระเงินไปยังบัญชีที่ไม่ถูกต้อง หลังเกิดเหตุการณ์บริษัทได้ดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีทั้งภายในและภายนอกทันทีในการตรวจสอบหาสาเหตุและได้เพิ่มระบบป้องกันภายในให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดย SPRC ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในการเรียกคืนค่าเสียหายดังกล่าว แต่ได้มีการรับรู้ค่าเสียหายในงบการเงินในไตรมาส 4/2562 ไว้ก่อน

 

 

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกโดยตรงว่า SPRC ถูกโจมตีแบบใด แต่ถ้าวิเคราะห์บริบทในรายงานดังกล่าวว่าเกิดจากการ “ถูกโจมตีธุรกรรมทางอีเมลจนสูญเสียรายได้” ลักษณะดังกล่าวจะไปตรงกับการโจมตีที่มีชื่อเรียกว่า Business Email Compromise (BEC) หรือในบางครั้งอาจถูกเรียกว่า Email Account Compromise (EAC)

 

 

ในบทความนี้ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคาม (Intelligent Response) จาก บริษัท ไอ-ซีเคียว จำกัดจะมานำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการโจมตีแบบ Business Email Compromise (BEC) เพื่อให้องค์กรเตรียมรับมือค่ะ

 
Business Email Compromise (BEC) คืออะไร
Business Email Compromise (BEC) หมายถึงการโจมตีผ่านอีเมลเพื่อหลอกให้สูญเสียรายได้ผ่านทางอีเมล เป็นลักษณะของการทำ Social Engineering โดยนอกเหนือจากการหลอกลวงทางอีเมลแล้วอาจมีการใช้วิธีเพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดให้เหยื่อตกใจและรีบดำเนินการเพิ่มเติมด้วยการโทรศัพท์ ซึ่งสถิติจาก FBI ระบุว่ามีการโจมตีในรูปแบบดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2013 โดยทาง FBI ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์การโจมตีแบบ BEC ไว้ 5 สถานการณ์ดังต่อไปนี้

สถานการณ์ที่ 1 เหยื่อของการโจมตีในลักษณะนี้มักเป็นองค์กรที่มีซื้อของกับคู่ค้าจากต่างประเทศ ซึ่งผู้โจมตีจะทำอีเมลปลอมใบแจ้งหนี้หลอกให้เหยื่อเชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงเลขบัญชีจนเหยื่อหลงโอนเงินไปยังบัญชีของผู้โจมตี

สถานการณ์ที่ 2 ผู้โจมตีจะปลอมเป็น CEO หรือผู้บริหารลำดับสูงตำแหน่งอื่นๆ ขององค์กรแล้วทำการส่งอีเมลสั่งพนักงานว่าให้โอนเงินด่วนเพื่อทำกิจกรรมบางอย่าง โดยอีเมลของ CEO อาจถูกแฮกมาก่อนแล้วหรือผู้โจมตีใช้วิธีปลอมแปลงอีเมล

สถานการณ์แบบที่ 3 อีเมลของบุคลากรที่เป็นผู้ติดต่อธุรกิจถูกแฮก ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งอีเมลหาลูกค้าขององค์กรว่ามีการเปลี่ยนแปลงให้โอนเงินไปยังบัญชีอื่นๆ เพื่อชำระค่าสินค้า

สถานการณ์แบบที่4 ผู้โจมตีติดต่อมายังองค์กรโดยหลอกว่าตัวเองเป็นทนายหรือที่ปรึกษาด้านกฏหมาย หลอกว่าสามารถช่วยเหลือองค์กรด้านกฏหมายได้ แล้วกดดันให้เหยื่อโอนเงินเพื่อดำเนินการด่วน

สถานการณ์แบบที่ 5 ผู้โจมตีแฮกเข้าถึงบัญชีอีเมลของพนักงานในองค์กรแล้วหลอกสอบถามเพื่อจารกรรมข้อมูล โดย FBI ระบุว่ารูปแบบนี้เริ่มต้นในช่วงปี 2016

โดยทัั้ง 5 สถานการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างในการหลอกลวงเท่านั้น อาจพบการหลอกลวงได้อีกหลายรูปแบบรวมถึงอาจมีการใช้เทคนิคอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การโอนเงินไปยังบัญชีของผู้โจมตีได้อีก

 
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ BEC
รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยคุกคามทางอีเมลใน Q2 2019 ของ FireEye ระบุว่าภัยคุกคามทางอีเมลมีมัลแวร์มาด้วยแค่ 14% ส่วนอีก 86% ไม่มีมัลแวร์ แต่เป็นภัยคุกคามประเภทอื่นๆ อย่างอีเมลปลอมเป็น CEO (CEO fraud) , อีเมลปลอมตัวเป็นคนอื่น และ spear phishing โดยมีอีเมลในรูปแบบ Business Email Compromise (BEC) เพิ่มขึ้น 25%

 

 

FBI's 2019 Internet Crime Report รายงานล่าสุดของ FBI ที่เพิ่งออกเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ระบุว่าจากการแจ้งความเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งหมด 467,361 รายการ คิดเป็นการสูญเสียเงินกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของการสูญเสียเงิน (1.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เกิดจากการโจมตีในรูปแบบของ BEC

 

 

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ออกรายงานสรุปภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภูมิภาคอาเซียนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020 ระบุว่าในภูมิภาคอาเซียนนี้ถูกโจมตีในลักษณะของ BEC คิดเป็น 5% ของทั้งโลก

 

 

INTERPOL ระบุว่าการถูกโจมตีแบบ BEC มักไม่ถูกรายงานเพราะองค์กรกลัวเสียชื่อเสียง ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลความสูญเสียที่แท้จริงและแนวโน้มได้ รวมถึงการตามเงินคืนจาก BEC มักเจอทางตันเมื่อเจอกระบวนการฟอกเงิน เฉลี่ยแล้วการโจมตี BEC ที่สำเร็จจะได้เงินราวๆ 130,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 ล้านบาท)

INTERPOL วิเคราะห์ว่าการโจมตีแบบ BEC จะไม่หายไปในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะลงทุนน้อยแต่ได้เงินมาก ผู้โจมตีที่หลอกลวงแบบอื่นๆ ต่างหันมาโจมตีแบบ BEC และไม่โจมตีแบบหว่านแห เน้นไปทาง targeted attack เพื่อหวังผล

 

 
การโจมตีแบบ BEC ที่ไอ-ซีเคียวเคยรับมือ
ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมาทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามได้วิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงช่วยสืบหาต้นตอการโจมตีในรูปแบบ BEC ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเหตุการณ์ที่พบส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน โดยสามารถสรุปเป็นกระบวนการในการโจมตีได้ดังนี้

ผู้โจมตีเริ่มโจมตีด้วยการทำ Phishing เพื่อหลอกเอาบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านอีเมลของบุคคลในองค์กรไป
ผู้โจมตีเข้าถึงอีเมล ฝังตัว และติดตามอ่านอีเมลของเหยื่อเพื่อหาช่องทางในการโจมตี โดยอาจมีการค้นหาด้วยคำค้นที่บ่งบอกถึงการทำธุรกรรมทางการเงินอย่าง invoice, PO, Purchase Order, statement เป็นต้น รวมถึงอาจมีการ forward อีเมลที่มีคำค้นดังกล่าวไปยังอีเมลของผู้โจมตี
ในกรณีที่ผู้โจมตีพบว่าไม่สามารถใช้ประโยชน์จากบัญชีอีเมลของเหยื่อได้ ผู้โจมตีจะหาวิธีส่ง phishing ภายในรายชื่อผู้ติดต่อทางอีเมลทั้งหมดเพื่อหาเหยื่อรายอื่นๆ ซึ่งองค์กรอาจรู้ตัวในขั้นนี้
ในกรณีที่ผู้โจมตีสามารถหาช่องทางใช้ประโยชน์จากอีเมลของเหยื่อรายนี้ได้ เช่น ทราบว่าเหยื่อเป็นผู้ที่มีอำนาจในการจัดซือ ผู้โจมตีจะเข้ามาอ่านอีเมลของเหยื่อเป็นระยะเพื่อหาโอกาส
เมื่อสบโอกาสพบว่าเหยื่อกำลังซื้อสินค้าและได้รับอีเมลขาเข้าที่พูดถึงให้การโอนเงินไปเพื่อทำธุรกรรมกับคู่ค้าผู้โจมตีจะทำการลบอีเมลที่ส่งเลขบัญชีจริงมา แล้วส่งอีเมลปลอมเข้ามายังอินบ็อกเพื่อเปลี่ยนเลขบัญชีเป็นเลขบัญชีของผู้โจมตี
เหยื่อโอนเงินไปยังบัญชีปลอม ทำให้ผู้โจมตีได้เงินทั้งหมดไป
เหยื่อรู้ตัวว่าโอนเงินไปยังบัญชีปลอมเมื่อคู่ค้าทวงถามถึงเงินค่าสินค้า

แนวทางการป้องกันและรับมือการโจมตี BEC ในลักษณะดังกล่าว
จากตัวอย่างเหตุการณ์ที่ยกขึ้นมานี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน ดังนี้

ผู้โจมตีเข้าถึงอีเมลได้
เตรียมตัวโอนเงิน
เมื่อโอนเงินไปแล้วพบว่าตกเป็นเหยื่อ

เราสามารถป้องกันการเข้าถึงอีเมลของผู้โจมตีได้โดย

ตรวจสอบการเข้าถึงบัญชีอีเมลที่ผิดปกติ เช่น การตรวจจับความผิดปกติเมื่อพบการเข้าสู่ระบบจากต่างประเทศ
เปิดใช้งานฟีเจอร์เพิ่มความปลอดภัยอย่างการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
ตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยระบบเป็นระยะ

เราสามารถเพิ่มความระมัดระวังในการเตรียมตัวโอนเงินเพื่อป้องกันการโอนเงินไปยังบัญชีที่ผิดได้โดย

ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลบัญชีปลายทาง
ตรวจสอบชื่อผู้ส่งอีเมลเมื่อจะทำการโอนเงิน
เพิ่มกระบวนการตรวจสอบอีเมลขาเข้า ตั้งค่าอีเมลให้ถูกต้อง (SPF,DKIM,DMARC) เพื่อป้องกันการได้รับอีเมลปลอม
เพิ่มกระบวนการตรวงสอบการเปลี่ยนแปลงบัญชี เช่น ขอหนังสือรับรองการเปลี่ยนบัญชีอย่างเป็นทางการ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว องค์กรสามารถหาทางรับมือโดยวิเคราะห์ประเด็นดังนี้

กระบวนการโอนเงินเกิดขั้นในลักษณะใด สามารถ recall กลับมาได้หรือไม่?
ตรวจสอบทางเลือกในการระบุหายอดที่โอนและขอ freeze account
องค์กรมีความคุ้มครองในกรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น มีสินไหมทดแทนที่ช่วยลดความเสียหายได้

แหล่งความรู้เพิ่มเติม

Seven ways to spot a business email compromise in Office 365 https://expel.

267M Facebook Users’ Phone Numbers Exposed Online

พบเบอร์โทรของผู้ใช้ Facebook 267 ล้านคนรั่วไหลบนฐานข้อมูล

นักวิจัยด้านการรักษาความปลอดภัย Bob Diachenko พบฐานข้อมูลที่โพสต์อยู่บนฟอรั่มของแฮกเกอร์ เปิดให้ดาวน์โหลดในวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมาก่อนจะถูกลบออก ฐานข้อมูลดังกล่าวมีข้อมูลกว่า 267 ล้านรายการ ประกอบด้วยหมายเลข Facebook ID ซึ่งเป็นเลขสาธารณะที่ใช้ระบุผู้ใช้งาน เบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้งาน ชื่อเต็ม และ Timestamp โดยข้อมูลส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้งาน Facebook ในสหรัฐอเมริกา ยังไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวถูกรวบรวมจาก Facebook ได้อย่างไรแต่นักวิจัยคาดว่าข้อมูลจะมาจากการเรียก Facebook API ในช่วงเวลาก่อนที่ Facebook API จะปิดไม่ให้สามารถเข้าถึงเบอร์โทรศัพท์ได้ในช่วงปี 2018

ข้อมูลที่พบในฐานข้อมูลนี้สามารถเอาไปโจมตีแบบ Spam หรือ Phishing ได้ โดยนักวิจัยแนะนำให้ปรับตั้งค่าการแสดงข้อมูลใน Facebook เป็น private เพื่อช่วยลดการมองเห็นจากบุคคลที่สาม

ที่มา : 267M Facebook Users’ Phone Numbers Exposed Online

แฮกเกอร์ส่ง phishing ผ่าน SharePoint ที่ถูกแฮกเพื่อหลบหลีก Email Gateway

แฮกเกอร์หันมาใช้ SharePoint และเอกสาร OneNote ที่ถูกแฮกเพื่อโจมตีเหยื่อในธุรกิจธนาคารและการเงินโดยการทำฟิชชิ่ง
ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากโดเมนที่ใช้โดยแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันบน SharePoint ของ Microsoft ที่มักจะถูกมองข้ามโดยการรักษาความปลอดภัยเกตเวย์ของอีเมล ซึ่งจะทำให้ข้อความฟิชชิ่งมักเข้าถึงกล่องข้อความเป้าหมายได้โดยไม่มีการตรวจพบ

อีเมลฟิชชิ่งดังกล่าวจะถูกส่งโดยบัญชีที่ถูกแฮกและขอให้เป้าหมายประเมินข้อกฎหมายส่วนบุคคลผ่าน URL SharePoint ที่มากับข้อความภายในอีเมล เมื่อเหยื่อเข้าไปตามลิงค์ดังกล่าวจะพบเอกสารที่อ่านไม่ได้ที่มีลิงค์นำไปยังหน้าฟิชชิ่ง เมื่อเป้าหมายเข้าถึงหน้าฟิชชิ่ง พวกเขาจะเห็นเป็นหน้าเลียนแบบ OneDrive for Business และมีข้อความว่า “เอกสารนี้ปลอดภัย โปรดเข้าสู่ระบบเพื่อดู แก้ไข หรือดาวน์โหลด เลือกตัวเลือกด้านล่างเพื่อดำเนินการต่อ” โดยจะมีตัวเลือกจะให้เลือกว่าจะเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Office 365 หรือบัญชีผู้ให้บริการอีเมลอื่น ซึ่งเทคนิคฟิชชิ่งถูกออกแบบมาในการเก็บข้อมูลส่วนตัวถ้าเป้าหมายไม่ได้ต้องการเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Microsoft

เมื่อเหยื่อหลงกรอกข้อมูล ข้อมูลของเหยื่อจะถูกเก็บด้วยฟิชชิ่ง kit ของ BlackShop Tools และบัญชีของเหยื่อก็ถูกใช้โจมตีต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานการค้นพบดังกล่าวพร้อมกับดูรายการ IOC ของแคมเปญนี้ได้จากรายงานของ Cofense ที่ https://cofense.