Microsoft แนะนำวิธีการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับช่องโหว่ zero-day ของ Office 365 ที่กำลังถูกโจมตีในช่วงนี้

Microsoft ได้ออกมาแนะนำวิธีการรับมือเบื้องต้นสำหรับช่องโหว่ การรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) ที่ถูกใช้งานในการโจมตี Office 365 และ Office 2019 บน Windows 10

ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นที่ MSHTML ซึ่งเป็น Browser Rendering Engine ที่ถูกใช้โดยเอกสาร Microsoft Office

โดยการโจมตี Office 365 นี้ ถูกจัดให้เป็นช่องโหว่หมายเลข CVE-2021-40444 ซึ่งมีผลกระทบกับ Windows Server เวอร์ชัน 2008 จนถึง 2019 และ Windows 8.1 จนถึง Windows 10 โดยมีระดับความรุนแรงที่ 8.8 จากระดับสูงสุด 10

Microsoft พบว่าผู้ที่ใช้ช่องโหว่นี้จะทำการส่งไฟล์เอกสาร Microsoft Office ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษไปให้เหยื่อ

“ผู้โจมตีจะสร้าง ActiveX ที่มีโค้ดอันตราย ซึ่งจะถูกเรียกใช้ผ่านเอกสาร Microsoft Office ที่ใช้งาน Browser Rendering Engine อีกที โดยผู้โจมตีจะพยายามโน้มน้าวเหยื่อให้เปิดไฟล์เอกสารเพื่อให้โค้ดอันตรายที่ถูกฝังไว้ทำงาน” - Microsoft กล่าว

อย่างไรก็ตาม การโจมตีจะไม่สำเร็จหาก Microsoft Office ตั้งค่าที่เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้เอกสารที่เปิดจากเว็บนั้นถูกเปิดในโหมด Protected View หรือในผู้ใช้งานมีการใช้ Application Guard for Office 365 การโจมตีจะไม่สำเร็จเช่นกัน

Protected View เป็นโหมดอ่านอย่างเดียว (Read-Only) ที่จะทำให้ฟังก์ชันสำหรับการแก้ไขเอกสารถูกปิดไว้ ในขณะที่ Application Guard นั้นจะแยกไฟล์เอกสารที่ไม่น่าเชื่อถือไว้ ไม่ให้สามารถเข้าถึงระบบภายในขององค์กรได้

ระบบที่มีการเปิดใช้งาน Microsoft Defender Antivirus และ Defender for Endpoint (build 1.349.22.0 เป็นต้นไป) จะได้รับการป้องกันจากช่องโหว่ CVE-2021-40444 โดยแพลตฟอร์ม Microsoft's enterprise security จะแจ้งเตือนการโจมตีด้วยช่องโหว่นี้ด้วยชื่อ "Suspicious Cpl File Execution.

Microsoft ได้ออกมาบอกข้อมูลอีก 1 ช่องโหว่ที่มีอยู่ใน Service Print Spooler

หลังจากมีการปล่อย Patch Tuesday ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Microsoft ได้รับทราบถึงข้อมูลการโจมตีในลักษณะ Remote Code Execution อีก 1 ช่องโหว่ที่อยู่ใน Service Print Spooler โดยทาง Microsoft ให้ข้อมูลเสริมว่ากำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้ และจะมีการปล่อยให้อัพเดทแพตซ์แก้ไขช่องโหว่ในการอัพเดทครั้งถัดไป

ช่องโหว่นี้ได้รหัสเป็น CVE-2021-36958(CVSS score: 7.3) ซึ่งช่องโหว่นี้ถือว่าเป็นส่วนนึงของช่องโหว่ PrintNightmare ที่ Microsoft ออกแพตซ์ปิดช่องโหว่ไปในช่วงที่ผ่านมา Victor Mata จาก Accenture Security ผู้รายงานช่องโหว่ได้รายงานช่องโหว่ดังกล่าวให้กับ Microsoft ในเดือนธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา

ช่องโหว่ Remote Code Execution นี้จะเกิดขึ้นเมื่อ Windows Print Spooler Service ดำเนินการกับไฟล์ด้วยสิทธิ์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้หลังจากที่ผู้โจมตีทำการโจมตีช่องโหว่นี้สำเร็จ จะสามารถเรียกรันโค้ดต่างๆได้ด้วยสิทธิ์ system ของระบบ ทำให้ผู้โจมตีสามารถติดตั้ง โปรแกรม ดู เปลี่ยนแปลง หรือ ลบข้อมูล หรือ สร้างบัญชีใหม่พร้อมสิทธิ์ผู้ใช้งานเต็มรูปแบบได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้ Microsoft ทำการปล่อยอัปเดต patch ของ Windows โดยใช้วิธีเปลี่ยนค่าตั้งต้นของ Point และ Print โดยป้องกันไม่ให้สามารถติดตั้งหรืออัปเดตไดรเวอร์ Printer ใหม่ได้จากภายนอก หากไม่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ

การแก้ไขปัญหาชั่วคราวทาง Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้งานปิด Service Print Spooler เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ โดยศูนย์ประสานงาน CERT ยังแนะนำให้ผู้ใช้บล็อกการรับส่งข้อมูล SMB ขาออกเพื่อป้องกันการเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการโจมตีได้

ที่มา : thehackernews.

Microsoft ได้อัปเดต Patch Tuesday ในเดือนกรกฎาคม โดยมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทั้งหมด 117 รายการ รวมถึง Zero-Days 9 รายการ

Microsoft ได้อัปเดต Patch Tuesday ในเดือนกรกฎาคม โดยมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทั้งหมด 117 รายการ รวมถึง Zero-Days 9 รายการ ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใช้โจมตี และควบคุมเครื่องเหยื่อได้

ช่องโหว่ทั้งหมด 117 รายการมี 13 รายการที่มีระดับความรุนแรงเป็น Critical อีก 103 รายการมีระดับความรุนแรงเป็น Important และ 1 รายการที่มีระดับความรุนแรงเป็น Moderate

การอัปเดตครั้งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Microsoft รวมถึง Windows, Bing, Dynamics, Exchange Server, Office, Scripting Engine, Windows DNS และ Visual Studio Code
ในเดือนกรกฎาคมนี้มีการค้นพบช่องโหว่จำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเดือนก่อนหน้านี้คือเดือนพฤษภาคม 55 รายการ และมิถุนายน 50 รายการ

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ถูกนำไปใช้มีดังนี้

CVE-2021-34527 (CVSS score: 8.8) - ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลของ Windows Print Spooler (หรืออีกชื่อที่รู้จักกัน "PrintNightmare")
CVE-2021-31979 (CVSS score: 7.8) - ช่องโหว่ที่เกี่ยวกับการยกระดับสิทธิ์บน Windows Kernel
CVE-2021-33771 (CVSS score: 7.8) - ช่องโหว่ที่เกี่ยวกับการยกระดับสิทธิ์บน Windows Kernel
CVE-2021-34448 (CVSS score: 6.8) - Scripting Engine Memory Corruption Vulnerability

ซึ่งทาง Microsoft ยังเน้นย้ำถึงการโจมตีของ CVE-2021-34448 ว่าผู้ไม่หวังดีอาจจะหลอกให้เหยื่อนั้น คลิกลิงก์ที่นำไปสู่เว็บไซต์ที่เป็นอันตรายที่ผู้ไม่หวังดีเตรียมไว้ และเว็บไซต์นั้นจะมีไฟล์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้โจมตีช่องโหว่

มีช่องโหว่ Zero-Days ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ 5 รายการ แต่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง มีดังนี้

CVE-2021-34473 (CVSS score: 9.1) - ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลของ Microsoft Exchange Server
CVE-2021-34523 (CVSS score: 9.0) - ช่องโหว่ที่เกี่ยวกับการยกระดับสิทธิ์บน Microsoft Exchange Server
CVE-2021-33781 (CVSS score: 8.1) - ช่องโหว่การ Bypass ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัย Active Directory
CVE-2021-33779 (CVSS score: 8.1) - ช่องโหว่การ Bypass ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัย Windows ADFS
CVE-2021-34492 (CVSS score: 8.1) - ช่องโหว่การปลอมแปลงของ Certificate Windows

ช่องโหว่ที่สำคัญอื่นๆ ที่ Microsoft ได้แก้ไขไปนั้น ได้แก่ ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลที่ส่งผลต่อ Windows DNS Server (CVE-2021-34494, CVSS score 8.8) และ Windows Kernel (CVE-2021-34458) ที่ได้การจัดระดับความรุนแรง CVSS score 9.9

"ปัญหานี้ทำให้อุปกรณ์ single root input/output virtualization (SR-IOV) ที่ถูกกำหนดให้เป็น Guest อาจรบกวนการทำงานของ Peripheral Component Interface Express (PCIe) ที่ต่ออยู่กับ Guest หรือ Root อื่นๆ ได้" Microsoft ระบุไว้ในคำแนะนำสำหรับ CVE-2021-34458 เมื่อเพิ่ม Windows instances ที่ Host ของ Virtual Machines ก็มีความเสี่ยงที่จะพบกับช่องโหว่นี้

Bharat Jogi ผู้เชี่ยวชาญจาก Qualys บอกกับ The Hacker News ว่า "Patch Tuesday นี้ออกมาเพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีการเผยแพร่การอัปเดต out-of-band Patch เพื่อแก้ไข PrintNightmare ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่สำคัญใน Windows Print Spooler service ที่พบใน Windows ทุกรุ่น"

"แม้ว่า MSFT ได้ออก Patch เพื่อแก้ไขช่องโหว่แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องแน่ใจว่าการกำหนดค่าที่จำเป็นได้รับการตั้งค่าอย่างถูกต้อง ระบบที่มีการกำหนดค่าผิดพลาดจะยังคงเสี่ยงต่อการถูกโจมตี แม้ว่าจะอัปเดต Patch ล่าสุดแล้วก็ตาม PrintNightmare นั้นเป็นปัญหาร้ายแรงอย่างยิ่ง ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจจับ และการแก้ไข" Jogi กล่าวเสริม

ช่องโหว่ PrintNightmare ยังกระตุ้นให้หน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา (CISA) ออกคำสั่งฉุกเฉิน ให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดทันที และปิด Windows Print Spooler service บนเซิร์ฟเวอร์ และบน Microsoft Active Directory Domain Controllers.

Microsoft แจ้งเตือน มัลแวร์ขโมยข้อมูลปลอมตัวเป็น Ransomware

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทาง Microsoft ออกมาแจ้งเตือนถึง campaign "massive email" โดยมัลแวร์ชื่อ STRRAT ซึ่งใช้ Java-based เพื่อขโมยข้อมูลที่เป็นความลับจากระบบ ในขณะที่ปลอมตัวเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่

RAT(Remote Access Trojan) ตัวนี้ จะมีพฤติกรรมคล้าย ransomware โดยจะเปลี่ยนชื่อไฟล์ ต่อท้ายด้วยนามสกุล .crimson โดยที่ไม่ได้ทำการเข้ารหัสจริง ๆ ซึ่งถ้าส่วนที่ต่อท้ายนามสกุลของไฟล์นี้ถูกลบออกไป ก็จะสามารถเปิดไฟล์ได้ตามปกติ

ทาง Microsoft พบเห็นการโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จาก spam emails ซึ่งถูกส่งจาก email account ที่ถูกยึด มี subject ชื่อ "Outgoing Payments" เพื่อล่อให้ผู้รับเปิดเอกสาร PDF ที่เป็นอันตรายซึ่งอ้างว่าเป็นการโอนเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการ เชื่อมต่อกับโดเมนหลอกลวงเพื่อดาวน์โหลดมัลแวร์ STRRAT และยังมีการเชื่อมต่อไปยัง command-and-control server อีกด้วย มัลแวร์ตัวนี้ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรวบรวมรหัสผ่านของเบราว์เซอร์, บันทึกการกดแป้นพิมพ์, การเรียกใช้คำสั่งควบคุมจากระยะไกล และสคริปต์ PowerShell

STRRAT ถูกพบครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปี 2020 โดย G Data บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเยอรมันที่สังเกตเห็น Windows malware (เวอร์ชัน 1.2) ในอีเมลฟิชชิ่งที่มีไฟล์แนบ Jar (หรือ Java Archive) ที่เป็นอันตราย

มัลแวร์มีเป้าหมายในการขโมยข้อมูล credentials ของเบราว์เซอร์, email clients และ passwords ผ่าน keylogging" ส่งผลกระทบกับเบราว์เซอร์และ email clients ดังต่อไปนี้ : Firefox, Internet Explorer, Chrome, Foxmail, Outlook, Thunderbird

Microsoft ตั้งข้อสังเกตว่าเวอร์ชัน 1.5 มีความซับซ้อนมากกว่าเวอร์ชันก่อนหน้า ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี กำลังพัฒนาเครื่องมืออย่างเต็มที่ และพฤติกรรมการเข้ารหัสแบบหลอก ๆ ยังคงเป็นสัญญาณว่ากลุ่มนี้อาจมีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ที่ไม่สงสัยในการข่มขู่ด้วย Ransomware

Indicators of compromise (IoCs) ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญสามารถเข้าถึงได้ผ่าน GitHub

ที่มา : thehackernews

Microsoft ประกาศปลดระวาง .NET Framework เก่าหลายเวอร์ชัน

สืบเนื่องจาก SHA-1 ไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป และมี .NET หลายเวอร์ชันที่ใช้ Hash Algorithm นี้ในการ Signed จึงถึงเวลาที่จะต้องหยุดใช้งานเวอร์ชันดังกล่าวเนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วยเวอร์ชัน 4.5.2, 4.6 และ 4.6.1 และเปลี่ยนไปใช้เป็น SHA-2 แทน โดยเวอร์ชันทั้งหมดนี้จะยังได้รับการอัพเดตจาก Microsoft ต่อไปจนถึงวันที่ 26 เมษายน 2022 หลังจากนั้นจะไม่มีการปล่อยอัพเดตใด ๆ จาก Microsoft ต่อไป ยกเว้นเวอร์ชัน 4.6 ที่มากับ Windows 10 Enterprise LTSC 2015 ที่จะยังได้รับการอัพเดตจนถึงเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ระบบปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่ได้รับการอัพเดตจาก Microsoft อีกต่อไปเช่นเดียวกัน

นักพัฒนาที่มีการใช้งานเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวควรเปลี่ยนไปใช้เวอร์ชัน 4.6.2 เป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้รับการอัพเดตต่อไปหากมีปัญหาในอนาคต ทั้งนี้มีการระบุว่าเวอร์ชัน 4.6.2 (ถูกปล่อยออกมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว) และ 4.8 (ถูกปล่อยออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว) ถือว่าเป็นเวอร์ชันที่มีความเสถียรสูง จากข้อมูลที่อ้างอิงว่ามีมากกว่า 100 ล้านเครื่องที่ใช้งานอยู่ โดยระบุว่าการอัพเดตครั้งนี้ นักพัฒนาไม่จำเป็นต้อง recompile หรือ retarget แอพพลิเคชั่นที่พัฒนาใหม่ เพียงแต่แนะนำให้ลองทำการทดสอบบน runtime เวอร์ชันใหม่นี้ก่อน หากแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้รับการ deploy ไปแล้ว

ที่มา: bleepingcomputer

Microsoft ออกสคริปช่วยบรรเทาผลกระทบจากช่องโหว่ใน Exchange

Microsoft ออก Exchange On-premises Mitigation Tool (EOMT) ซึ่งเป็นสคริป PowerShell เพื่อช่วยองค์กรขนาดเล็กในการบรรเทาผลกระทบจากช่องโหว่ ProxyLogon ใน Exchange โดยสคริปดังกล่าวรองรับ Exchange 2013, 2016 และ 2019 โดยสคริปดังกล่าวจะ

ตรวจสอบว่ามีช่องโหว่หรือไม่
บรรเทาผลกระทบจากช่องโหว่ CVE-2021-26855 ด้วย URL Rewrite configuration
ดาวน์โหลดและรัน Microsoft Safety Scanner เพื่อค้นหา webshell ที่อาจมีฝังไว้
ลบไฟล์อันตรายที่ Microsoft Safety Scanner พบ

Microsoft ระบุว่าสคริปดังกล่าวเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบชั่วคราวเท่านั้น ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตแพตช์จะเป็นการดีที่สุด สามารถอ่านรายละเอียดของสคริปดังกล่าวได้ที่ microsoft

ที่มา msrc-blog

European Banking Authority ปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day

European Banking Authority (EBA) ได้ทำการปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ของ EBA ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day ที่ถูกพบในเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ซึ่งการโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าวกำลังกระจายไปอย่างต่อเนื่องและถูกกำหนดเป้าหมายไปยังองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ออกเเพตช์ฉุกเฉินสำหรับแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ซึ่งช่องโหว่จะส่งผลผลกระทบต่อเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange หลายเวอร์ชันและพบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มแฮกเกอร์

EBA เป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของระบบการกำกับดูแลทางการเงินของสหภาพยุโรปและดูแลการทำงานของภาคธนาคารในสหภาพยุโรป การสืบสวนกำลังถูกดำเนินการเพื่อระบุว่ามีการเข้าถึงข้อมูลใดบ้าง ทั้งนี้คำแนะนำเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ระบุว่าผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์อีเมล แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่พบสัญญาณของการบุกรุกข้อมูลและการสืบสวนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EBA จะปรับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมและดูแลอย่างใกล้ชิดในมุมมองของการฟื้นฟูการทำงานอย่างเต็มรูปแบบของเซิร์ฟเวอร์อีเมล

หน่วยงาน CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) ได้ออกแจ้งเตือนถึงการใช้ช่องโหว่ Zero-day ของ Microsoft Exchange Server ทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเรียกร้องให้ผู้ดูแลระบบใช้เครื่องมือตรวจจับ Indicators of Compromise (IOC) ของ Microsoft เพื่อตรวจหาสัญญาณการบุกรุกภายในองค์กร

ทั้งนี้ Microsoft ได้ออกเครื่องมือ Microsoft Safety Scanner (MSERT) เพื่อใช้ตรวจจับเว็บเชลล์ที่ถูกใช้ในการโจมตีและสคริปต์ PowerShell เพื่อค้นหา IOC ใน log file บน Exchange และ OWA ผู้ดูแลระบบสามารถโหลด MSERT ได้ที่: microsoft

สำหรับสคริปต์ PowerShell สามารถโหลดได้ที่: github

ที่มา: bleepingcomputer

Microsoft ออกแพตช์ฉุกเฉินเพื่อเเก้ไขช่องโหว่ Zero-day สำหรับ Microsoft Exchange ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตเเพตช์ด่วน!

Microsoft ได้ออกแพตช์อัปเดตการรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับ Microsoft Exchange เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day 4 รายการที่สามารถใช้ประโยชน์ในการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย หลัง Microsoft พบกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีนที่มีชื่อว่า “Hafnium" ใช้ช่องโหว่ Zero-day เหล่านี้ทำการโจมตีองค์กรและบริษัทหลาย ๆ เเห่ง ในสหรัฐอเมริกาเพื่อขโมยข้อมูล

กลุ่ม Hafnium เป็นกลุ่ม APT ที่มีความเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนจากจีน มีเป้าหมายคือหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และในหลาย ๆ อุตสาหกรรม รวมไปถึงองค์กรที่ทำการวิจัยโรคติดเชื้อ, สำนักงานกฎหมาย, สถาบันการศึกษาระดับสูง, ผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศ, องค์กรกำหนดนโยบายและองค์กรพัฒนาเอกชน สำหรับเทคนิคการโจมตีของกลุ่ม Hafnium ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Zero-day ใน Microsoft Exchange มีดังนี้

CVE-2021-26855 (CVSSv3: 9.1/10 ) เป็นช่องโหว่ Server-Side Request Forgery (SSRF) ใน Microsoft Exchange โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ส่ง HTTP request ที่ต้องการ ไปยังเซิฟเวอร์สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ได้
CVE-2021-26857 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ insecure deserialization ในเซอร์วิส Unified Messaging deserialization โดยช่องโหว่ทำให้ข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยบางส่วนที่สามารถถูกควบคุมได้ ถูก deserialized โดยโปรแกรม ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ทำการรันโค้ดเพื่อรับสิทธ์เป็น SYSTEM บนเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange
CVE-2021-26858 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ Arbitrary file write หรือช่องโหว่ที่สามารถเขียนไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาตหลังจากพิสูจน์ตัวตนแล้ว (Authenticated) บนเซิร์ฟเวอร์ Exchange ซึ่งผู้โจมตีที่สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2021-26855 (SSRF) ได้จะสามารถเข้าสู่ระบบได้ผ่านการ Bypass Credential ของผู้ดูแลระบบที่ถูกต้อง
CVE-2021-27065 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ Arbitrary file write ที่มีหลักการทำงานคล้าย ๆ กับ CVE-2021-26858

หลังจากที่สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ที่มีช่องโหว่แล้ว กลุ่ม Hafnium จะทำการติดตั้ง Webshell ซึ่งถูกเขียนด้วย ASP และจะถูกใช้เป็น backdoor สำหรับทำการขโมยข้อมูลและอัปโหลดไฟล์หรือดำเนินการใด ๆ ตามคำสั่งของกลุ่มบนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกบุกรุก ซึ่งหลังจากติดตั้ง Webshell เสร็จแล้ว กลุ่ม Hafnium ได้มีการดำเนินการด้วยเครื่องมือ Opensource ต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

จะใช้ซอฟต์แวร์ Procdump เพื่อทำการ Dump โปรเซส LSASS
จากนั้นจะทำการใช้ซอฟต์แวร์ 7-Zip เพื่อบีบอัดข้อมูลที่ทำการขโมยลงในไฟล์ ZIP สำหรับ exfiltration
ทำการเพิ่มและใช้ Exchange PowerShell snap-ins เพื่อนำข้อมูล mailbox ออกมา
จากนั้นปรับใช้ซอฟต์แวร์เครื่องมือที่ชื่อว่า Nishang ทำ Invoke-PowerShellTcpOneLine เพื่อสร้าง reverse shell
จากนั้นใช้เครื่องมือชื่อว่า PowerCat เพื่อเปิดการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่ม

การตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ถูกบุกรุกหรือไม่

สำหรับการตรวจสอบและการป้องกันภัยคุกคามโดยการวิเคราะห์พฤติกรรมที่น่าสงสัยและเป็นอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ Exchange พบว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้โจมตีทำการติดต่อกับ Webshell และรันคำสั่งจะมี Process chain, เซอร์วิส และพาทที่มีการใช้งาน โดยโปรเซสที่น่าสงสัยและมักถูกผู้โจมตีเรียกใช้ด้วยเทคนิค living-off-the-land binaries (LOLBins) คือ net.

อัปเดตสถานการณ์ SolarWinds: การแถลงการณ์กับวุฒิสภาและคณะกรรมการข่าวกรอง

ในช่วงระหว่างปลายเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา กรณีการโจมตี SolarWinds มีความเคลื่อนไหวหลายประกาศ ซึ่งทีม Intelligent Response ขอสรุปสถานการณ์ และความเคลื่อนไหวดังกล่าวให้รับทราบดังนี้

1.NASA และ FAA ร่วมวงผู้ได้รับผลกระทบ

องค์การบริการการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA และองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ออกมายืนยันว่าทางองค์กรได้รับผลกระทบจากการโจมตีซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการโจมตี SolarWinds ในลักษณะ Supply-chain attack ไม่มีการเปิดเผยผลกระทบและความรุนแรง อย่างไรก็ตามทั้งสององค์กรได้ออกมายืนยันว่าได้มีการดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อจัดการกับสถานการณ์แล้ว

ที่มา: bleepingcomputer

 

2.ไมโครซอฟต์ปล่อยชุดคิวรี่ CodeQL ในการใช้ค้นหา IOC ในระดับโค้ด

ไมโครซอฟต์มีการเผยแพร่คิวรี่สำหรับเฟรมเวิร์ค CodeQL เพื่อใช้ในการหา IOC ที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ SUNBURST ในระดับโค้ด ตัวอย่างเช่น โค้ดส่วนที่ใช้ในการฝังตัว (implant), โค้ดฟังก์ชันแฮชที่ใช้ในการเก็บข้อมูลโปรเซส รวมไปถึงส่วนโค้ดที่ใช้ในการติดต่อการ C&C โดยปัจจุบันโค้ดได้ถูก Merge เข้าไปในการ Repository กลางของ CodeQL แล้ว และสามารถเข้าดูได้ที่ github

ที่มา: microsoft

 

3.1อัปเดตข้อมูลจากการให้ข้อมูลกับคณะกรรมการข่าวกรอง โดย Microsoft, FireEye, CrowdStrike และ SolarWinds

ฝั่งไมโครซอฟต์มีการร้องขอให้ทางภาครัฐฯ สนับสนุนหรือบังคับให้ภาคเอกชนจำเป็นต้องมีการแบ่งปันข้อมูลที่ดีกว่านี้เมื่อมีการโจมตีเกิดขึ้น
FireEye ระบุความเกี่ยวข้องกับการโจมตีว่า วิธีการโจมตีที่ตรวจพบนั้นมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมในปฏิบัติการทางไซเบอร์รัสเซียมากที่สุด ทางทำเนียบขาวตอบรับในข้อเท็จจริงและกำลังหาวิธีการที่เหมาะสมในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัสเซีย
CrowdStrike เน้นไปที่ปัญหาในระบบของ Windows และวิธีการที่ล้าหลังในการพิสูจน์ตัวตนรวมไปถึงโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นเดียวกัน
ที่มา: theregister

 

3.2อัปเดตข้อมูลจากการให้ข้อมูลกับวุฒิสภา โดย Microsoft, FireEye, CrowdStrike และ SolarWinds

SolarWinds ให้ข้อมูลรหัสผ่าน solarwinds123 ที่เกี่ยวข้องกับระบบ File server ของ SolarWinds นั้นเกิดจากเด็กฝึกงานเป็นผู้กำหนดขึ้นมา ทั้งนี้ปัญหาก็ได้รับการจัดการทันทีที่รับทราบ
ไมโครซอฟต์ระบุว่าไม่พบหลักฐานว่ากระทรวงกลาโหมถูกโจมตี
FireEye ระบุว่าผลกระทบที่แท้จริงจากการโจมตีนั้นยังคงถูกประเมินได้ยาก และในขณะเดียวกันการระบุข้อมูลใดที่ถูกขโมยออกไปบ้างก็เป็นไปได้ยากที่จะระบุได้เช่นเดียวกัน
ที่มา: cnn

Microsoft Patch Tuesday ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มาแล้ว พบบางช่องโหว่ถูกใช้โจมตีจริง แนะนำให้ทำการแพตช์โดยด่วน

ไมโครซอฟต์ประกาศแพตช์ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยใน Patch Tuesday รอบเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เมื่อวานนี้ ซอฟต์แวร์ที่ได้รับแพตช์ในรอบนี้สูงสุดยังคงเป็น Windows ซึ่งได้รับแพตช์ไปทั้งหมด 28 รายการจากทั้งหมด 64 CVE ในมุมของผลกระทบนั้น มีช่องโหว่ทั้งหมด 11 รายการที่ถูกระบุอยู่ในเกณฑ์ Critical

จากรายการที่ประกาศ ทีมนักวิจัยจาก DB App Security ได้ตรวจพบว่าช่องโหว่ CVE-2021-1732 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Privilege escalation ใน Windows Kernel ได้ถูกนำมาใช้โจมตีจริงโดยกลุ่ม APT ทีมนักวิจัยได้มีการเขียนรายงานการตรวจพบและการวิเคราะห์ช่องโหว่เอาไว้ ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มได้ที่ dbappsecurity

ในขณะเดียวกัน มีการค้นพบช่องโหว่ RCE ระดับ Critical (CVSS 9.8/10) ใน TCP/IP stack ของ Windows ทั้งหมด 2 รายการ จากลักษณะของช่องโหว่ มีความเป็นไปได้สูงว่าช่องโหว่สามารถถูกโจมตีได้จากระยะไกลเพื่อรันโค้ดที่เป็นอันตราย

แพตช์ล่าสุดในรอบนี้ยังมีการแก้แพตช์ช่องโหว่รหัส CVE-2021-1733 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Privilege escalation ในเครื่องมือ PsExec ด้วย ช่องโหว่นี้ได้เคยมีการพยายามแก้ไขแพตช์ในเครื่องมือ PsExec แล้วเมื่อเดือนมกราคม อย่างไรก็ตามนักวิจัยด้านความปลอดภัย David Wells ระบุว่าแพตช์ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมนั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้แพตช์ถูกบายพาสและยังคงโจมตีช่องโหว่ได้

ขอให้ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบดำเนินการอัปเดตแพตช์โดยด่วนเพื่อจัดการความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่เหล่านี้

ที่มา: zdnet,dbappsecurity,twitter,bleepingcomputer