Linux.Ekoms.1 the Linux trojan that takes screenshots

นักวิจัยจากบริษัทแอนตี้ไวรัส Dr.Web ค้นพบโทรจันสายพันธ์ใหม่ภายใต้ชื่อ Linux.Ekom.1 มีเป้าหมายเป็นระบบปฏิบัติการ Linux โดยการทำงานของโทรจันตัวนี้คือมีการ takes screenshots หรือจับภาพหน้าจอของเครื่องที่ติดเชื้อทุกๆ 30 วินาที และบันทึกไฟล์ไว้ในโฟลเดอร์ /tmp เป็นรูปภาพชนิด JPEG หรือ BMP โดยใช้นามสกุลไฟล์เป็น .sst

นอกจากนั้นนักวิจัยยังพบอีกว่าโทรจันดังกล่าวมีการบันทึกเสียงของเครื่องที่ติดเชื้อจะบันทึกเป็นไฟล์ WAV โดยใช้นามสกุลไฟล์เป็น .aat ในโฟลเดอร์เดียวกัน

หลังจากทำการจับภาพหน้าจอและบันทึกเสียงใส่ไว้ในโฟลเดอร์แล้ว โทรจันจะทำการค้นหาไฟล์ .sst, .aat ในโฟลเดอร์ /tmp และทำการเข้ารหัสไฟล์จากนั้นก็อัพโหลดขึ้นสู่ Remote server ของโทรจันเช่น C&C สำหรับนามสกุลของไฟล์จะมีหลากหลายเช่น “aa*.aat“, “dd*ddt”, “kk*kkt”, “ss*sst” เป็นต้น

ที่มา : securityaffairs

Critical Yahoo Mail Flaw Patched, $10K Bounty Paid

Jouko Pynnonen นักวิจัยด้านความปลอดภัยชาวฟินแลนด์พบช่องโหว่ Stored XSS ที่สามารถฝังโค้ดหรือสคริป JavaScript ที่เป็นอันตรายลงบนเว็บไซต์ Yahoo Mail ได้ซึ่งส่งผลกระทบให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถอ่าน หรือส่งเมลจากบัญชีที่ถูกโจมตีไปยังแฮกเกอร์ หรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าและ redirect เว็บเบราวเซอร์ของเหยื่อไปยังเว็บไซต์ทีเป็นอันตรายได้ โดยที่เหยื่อเพียงแค่เปิดอ่านอีเมล์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Pynnonen เปิดเผยว่าช่องโหว่ดังกล่าวจะสามารถรันจาวาสคริปต์บน Web Browser ของเหยื่อได้เมื่อเหยื่อเข้าสู่ระบบ Yahoo Mail โดยช่องโหว่ดังกล่าวจะกระทบกับ Yahoo Mail ที่เป็นเวอร์ชั่นเว็บ จะไม่กระทบกับเวอร์ชั่นที่เป็น Mobile App, ช่องโหว่ Stored XSS ถูกแก้ไขแล้วโดย Yahoo ได้จ่ายเงินรางวัลให้กับ Jouko Pynnonen เป็นจำนวนเงิน $10,000 เหรียญหรือประมาณ 360,000 บาท

ที่มา : threatpost

Fortinet firewalls feature hard-coded password that acts as a backdoor

หลังจากพบโค้ดลับใน ScreenOS ของ Juniper NetScreen เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าพบช่องโหว่คล้ายๆกันในอุปกรณ์ firewall ของ Fortinet โดยอยู่ใน FortiOS รุ่น 4.x จนถึงรุ่น 5.0.7

นาย Ralf-Philipp Weinmann ผู้ที่เคยเปิดเผยรหัสผ่านของ ScreenOS ก็มาเปิดเผยรหัสผ่านของ FortiOS ด้วย ซึ่งรหัสผ่านที่ฝังไว้ใน FortiOS คือ "FGTAbc11*xy+Qqz27" รวมทั้งมีการแจกโค้ดที่ผ่านการทดสอบแล้วไว้ที่ seclists.

Ransom32 Ransomware-As-A-Service Written in JavaScript

นักวิจัยจาก Emsi Software พบ ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่รูปแบบใหม่ที่พัฒนาด้วย Javascript ตัวแรกของโลกชื่อว่า Ransom32 ซึ่งมาในรูปแบบของ WinRaR self-extracting ที่มีนามสกุลไฟล์ .exe เมื่อทำงานจะถูกติดตั้งไว้ที่ %AppData%\Chrome Browser\ และทำงานบน Chrome Browser ได้โดยใช้เทคโนโลยีของเฟรมเวิร์ค NW.js ในการทำงาน เนื่องจาก Ransom32 พัฒนาจาก Javascript เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้น แต่รวมไปถึงระบบปฎิบัติการอื่นอาจจะส่งผลกระทบด้วยเช่น Mac OSX หรือ Linux เป็นต้น

โดยไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสจาก Ransom32 นี้จะถูกเข้ารหัสด้วยอัลกอริทึม AES ขนาด 128bit สำหรับการหลีกเลี่ยงการติด ransomware ดังกล่าวคือ ไม่เปิดไฟล์ที่น่าสงสัยจากอีเมล, ไม่โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น

ที่มา : threat post

Google probes AVG Chrome widget after 9m users exposed by bugs

Google ได้ทำการแบน AVG จากการติดตั้งส่วนขยายเพิ่มเติมหรือ Extension เสริมชื่อ “Web TuneUp” เนื่องจากมีรายงานจาก Tavis Ormandy นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Google Project Zero ที่ค้นพบช่องโหว่จำนวนหลายช่องโหว่ใน Web TuneUp ที่ถูกติดตั้งลง Google Chrome โดยอัตโนมัติ

เมื่อติดตั้ง AVG Antivirus และจากรายงานระบุว่าตอนนี้มีผู้ใช้ที่ทำการติดตั้งหรือใช้งาน Extension ดังกล่าวแล้วประมาณ 9 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งผลกระทบจากช่องโหว่นั้นคืออาจส่งผลให้ผู้ใช้งานถูก redirect เว็บไปยังเว็บไซต์ที่มีมัลแวร์ได้ หรือสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ใน web browser รวมไปถึง Hijack เว็บที่ใช้รับส่งอีเมลของผู้ที่ใช้ Web TuneUp ดังกล่าวได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามทีมงาน AVG ได้ออกมาขอบคุณ Google Project Zero สำหรับการค้นพบช่องโหว่ของ Web TuneUp และได้ทำการอัพเดทให้กับผู้ใช้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว

ที่มา : theregister

Patch now! Flash-exploitin’ PC-hijackin’ attack spotted in the wild by Huawei bods

Adobe ต้องออก Patch มาอุดช่องโหว่ที่มีคนกำลังใช้โจมตีผู้ใช้งาน Flash กันอยู่ โดยหนึ่งในช่องโหว่นี้ถูกรายงานโดยทีมงาน IT Security ของ Huawei ซึ่ง Adobe เองก็ได้เปิดเผยว่าช่องโหว่นี้กำลังถูกใช้โจมตีผู้ใช้งานบางกลุ่มแบบ Targeted Attack อยู่ และแนะนำให้ผู้ใช้งาน Adobe Flash ทุกคนทำการอัพเดตโดยทันที

ในครั้งนี้เป็นการ Patch เพื่ออุดช่องโหว่ถึง 19 ช่องด้วยกัน โดยมีทั้งช่องโหว่ Type Confusion, Integer Overflow, Use-after-free() และ Memory Corruption

สำหรับการตรวจสอบความปลอดภัยนั้น ผู้ใช้งาน Windows หรือ Mac จะต้องใช้ Flash รุ่น 20.0.0.267 หรือ 18.0.0.324 จึงจะถือว่าปลอดภัย ส่วนผู้ใช้งาน Google Chrome ต้องอัพถึงรุ่น 20.0.0.267 จึงจะปลอดภัย ในขณะที่ผู้ใช้งาน MS Edge และ MS IE 11 บน Windows 10 จะต้องใช้งานรุ่น 20.0.0.267 จึงจะปลอดภัย ส่วนผู้ใช้งาน MS IE 10 และ IE 11 บน Windows 8.x ต้องอัพถึงรุ่น 20.0.0.267 จึงจะปลอดภัย และผู้ใช้งาน Linux ต้องอัพถึงรุ่น 11.2.202.559 ถึงจะปลอดภัย

ที่มา : theregister

Critical Vulnerability in VPN Exposes User’s Real IP Address to Attacker

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Perfect Privacy ได้ออกมาประกาศค้นพบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงบนระบบเครือข่าย VPN ที่ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าถึง IP จริงของผู้ใช้งานในระบบได้ ซึ่งจากการทดสอบบริการ VPN ชื่อดัง 9 เครือข่าย พบว่า มีถึง 5 เครือข่ายที่เสี่ยงถูกแฮ็คเกอร์ขโมยข้อมูล IP ของผู้ใช้บริการ

การจะแฮ็คหมายเลข IP ของผู้ใช้ผ่านช่องโหว่ดังกล่าว จำเป็นต้องเคลียร์เงื่อนไขพิเศษหลายรายการ โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุว่า ถ้าผู้ให้บริการ VPN เปิดใช้งาน Port Forwarding ( ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิด ) บนชื่อบัญชีของผู้ใช้ และแฮ็คเกอร์รู้หมายเลข IP ปลายทางของการทำ VPN จะทำให้แฮ็คเกอร์สามารถสืบกลับไปหา IP ต้นทางซึ่งเป็น IP จริงของผู้ใช้ได้ทันที

การสืบหมายเลข IP จริงจาก IP ปลายทางหลัง VPN
สำหรับแฮ็คเกอร์แล้ว IP ปลายทางหลังจาก VPN นั้นหาได้ง่ายมากผ่านทาง Public IRC, การเชื่อมต่อ Torrent หรือจะทำ Site Hijacking ก็ได้ เช่น หลอกล่อให้ผู้ใช้งานเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ถูกไฮแจ็ค ก็สามารถได้หมายเลข IP ปลายทางทันที ซึ่งเมื่อแฮ็คเกอร์ได้หมายเลข IP นี้มาแล้ว แฮ็คเกอร์จำเป็นต้องมีชื่อบัญชีบนบริการ VPN เช่นเดียวกับของผู้ใช้เพื่อใช้สืบกลับไปหา IP จริง หลังจากนั้น แฮ็คเกอร์สามารถทำให้ผู้ใช้ VPN เข้าถึง Resource บน VPN Server เครื่องเดียวกับของตนได้ แฮ็คเกอร์ก็จะทราบหมายเลข IP จริงของผู้ใช้ผ่านทาง Routing Table ภายในและการตั้งค่า Port Forwarding ทันที

สำหรับผู้ที่ใช้บริการ OpenVPN, PPTP หรือ IPSec อยู่ ต่างได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ทั้งสิ้น เนื่องจากบริการเหล่านี้ต่างวางโครงสร้างอยู่บน OSI Model และช่องโหว่ที่ค้นพบอยู่บน Layer ที่ต่ำกว่า ซึ่งทีมนักวิจัยให้คำแนะนำ ดังนี้

ใช้หมายเลข IP หลายๆ หมายเลข
เปิดการเชื่อมต่อที่เข้ามาที่ IP1 และออกไปที่ IP2 – IPx
ทำ Port Forwarding ที่ IP2 – IPx แทนที่จะเป็น IP1
อย่าใช้ Man-in-the-Middle IP สำหรับการทำ Port Forwarding

ที่มา : HACKREAD

Shocking! Instagram HACKED! Researcher hacked into Instagram Server and Admin Panel

Wesley Weinberg นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Synack ได้อออกมาเปิดเผยการค้นพบรายการช่องโหว่บน Facebook ซึ่งช่วยให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่เก็บอยู่ในเซิฟเวอร์ของ Instagram ได้ทันที
Weinberg อ้างว่า เขาถูกข่มขู่โดย Facebook ทันทีหลังจากที่เขาเปิดเผยรายการช่องโหว่และการตั้งค่าที่ผิดพลาดบน Facebook ซึ่งช่วยให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่เก็บอยู่บนเซิฟเวอร์ของ Instagram ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นประกอบด้วย

ซอร์สโค้ดของเว็บไซต์ Instagram
SSL Certificate และ Private Key สำหรับ Instagram
Key ที่ใช้สำหรับเซ็น Authentication Cookie
รายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้และพนักงานของ Instagram
ข้อมูลการพิสูจน์ตัวตนของเซิฟเวอร์อีเมล
Key อื่นๆ สำหรับฟังก์ชันที่สำคัญของ Instagram

สิ่งที่ Weinberg ค้นพบ คือ บั๊ค Remote Code Execution (RCE) บน Session Cookie สำหรับใช้จำ Username/Password ของผู้ใช้งาน ซึ่งช่วยให้ Weinberg สามารถโจมตีเพื่อบังคับให้เซิฟเวอร์คายข้อมูลการพิสูจน์ตัวตนในฐานข้อมูลออกมาได้ หนึ่งในข้อมูลเหล่านั้นคือ Credential ของพนักงาน Instagram และ Facebook ถึงแม้ว่ารหัสผ่านที่ได้มาจะถูกเข้ารหัสด้วย “bcrypt” ก็ตาม แต่ Weinberg ก็สามารถแฮกรหัสผ่านที่ไม่แข็งแรงได้หลายรายการภายในเวลาไม่กี่นาที
Weinberg ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาพยามมองหาความผิดพลาดบน Configuration File ที่เขาค้นพบบนเซิฟเวอร์ Instagram และเขาก็สามารถเข้าถึงข้อมูลแทบทั้งหมดได้โดยไม่คาดคิดมาก่อน ข้อมูลเหล่านั้นประกอบด้วย API Key สำหรับใช้ต่อกับ Service อื่นๆ, รูปภาพที่ผู้ใช้ Instagram อัพโหลดขึ้นไป, ข้อมูลเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์ Instagram, ข้อมูล Credential ของ Email Server, iOS/Android app signing keys
นอกจากนี้ Facebook ได้ออกมายืนยันแล้วว่า มีช่องโหว่ Remote Code Execution บนโดเมน sensu.

Juniper warns of spying code in firewalls

Juniper ได้ทำ Internal Code Review และตรวจพบโค้ดแปลกปลอมที่ถูกฝังอยู่ใน Juniper ScreenOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของ Juniper NetScreen Firewall โดยรุ่นที่ตรวจพบคือ ScreenOS 6.2.0r15 ถึง 6.2.0r18 และ 6.3.0r12 ถึง 6.3.0r20 ซึ่งทาง Juniper ก็ได้ทำการออก Critical Patch มาแล้ว พร้อมแจ้งให้ผู้ใช้งานทั้งหมดทำการอุดช่องโหว่โดยด่วน

ช่องโหว่ที่เกิดจากโค้ดแปลกปลอมนี้ เปิดช่องโหว่ร้ายแรงด้วยกัน 2 จุด ได้แก่ เปิดให้ผู้โจมตีทำ SSH หรือ Telnet เข้ามาได้ และสามารถ Monitor VPN Traffic และทำการถอดรหัสข้อมูลเหล่านี้ได้ โดยปัจจุบันนี้ไม่มีวิธีที่ผู้ใช้งานจะทำการตรวจสอบได้ว่าองค์กรของตนเองเคยถูกโจมตีไปแล้วหรือไม่ และช่องโหว่ทั้งสองนี้ปรากฎตัวมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2012 แล้ว จึงแนะนำให้รีบ Patch โดยด่วน

ส่วนเทคนิคที่ใช้ในการฝังโค้ดที่ไม่ได้รับอนุญาตนี้มีชื่อว่า FEEDTROUGH ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.