Apple Revokes Certificate Used By OSX/Dok Malware

หลังจากอาทิตย์ที่ผ่านมา ทาง Checkpoint ได้มีการออกเอกสารการค้นพบ malware ที่ชื่อว่า OSX/Dok ซึ่งมีการใช้งาน certificate developer ของทาง Apple อย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Antivirus ตรวจจับ malware ตัวนี้ไม่พบ ล่าสุดทาง Apple ได้ยกเลิก (Revoke) certificate นั้นๆแล้ว
Apple ได้ยกเลิก certificate ที่ถูกนำไปใช้ signed ให้กับ malware ดังกล่าวแล้ว โดยกระทำผ่านการ update XProtect ซึ่งเป็น antimalware software เพื่อหยุดการแพร่กระจายของ malware Dok ทั้งในเครื่องที่พบอยู่แล้วและเครื่องที่กำลังจะเจอ

Malware ดังกล่าวเมื่อติดตั้งได้สำเร็จแล้ว จะหลอกล่อ user ให้ทำการกรอกรหัสผ่านผ่าน popup แจ้งเตือนปลอม จากนั้นจะใช้สิทธิ์ administrator ในการติดตั้ง brew เพื่อติดตั้ง package อื่นๆเพิ่มเติม ทั้ง TOR และ SOCAT จากนั้นจะกำหนดให้ traffic ของ User ผ่าน Proxy ของ Hacker อีกทั้งยังมีการติดตั้ง root certificate เพื่อให้สามารถกระทำการ man-in-the-middle บนเครื่องเหยื่อได้ ทำให้สามารถ Hacker สามารถดู traffic ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเข้ารหัสหรือไม่เข้ารหัสก็ตาม

ที่มา: threatpost

Hacked South Korean Bitcoin Exchange Loses $5.5 Million

ถือว่าเริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับเว็บไซด์ที่ให้บริการของ Bitcoin ถูกแฮ็ค ล่าสุดเป็นแหล่งแลกเงิน bitcoin ในประเทศเกาหลีใต้ถูกแฮ็คสูญเงินไปถึง $5.5 ล้าน
Yapizon, เป็นแหล่งแลกเงิน bitcoin ในประเทศเกาหลีใต้ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าในช่วงวันที่ 22 เมษายนเวลาประมาณ 02:00 - 03:00 ที่ผ่านมา พบเหตุการณ์ถูกบุกรุกและทำการโอนเงินจาก wallet 4 wallet ออกไป ซึ่งทั้ง 4 wallet เป็น wallet ที่เป็น high-priority ซึ่งรวมกันถือว่าเป็นจำนวน bitcoin ทั้งหมด 36.594% ของทั้งบริษัท ทำให้สูญเงินไปประมาณ 3816.2028 Bitcoin (ประมาณ $5.5 ล้าน)

เหตุการณ์ในเกิดคล้ายๆกับของ Bitfinex ซึ่งเป็นแหล่งแลกเงิน Bitcoin ระดับโลก ซึ่งถูกแฮ็คและสูญเงินไปในเดือนสิงหาคม 2016 ที่ผ่านมาประมาณ 119,756 bitcoin ซึ่งขณะนั้นถือว่ามีมูลค่าประมาณ $67.47 ล้าน
โดยวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นคือในตอนนั้นทาง Bitfinex ได้กระจายความสูญเสียไปให้กับ user ทั้งหมด แล้วให้ token ที่ทาง Bitfinex สร้างขึ้นมาแทนเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากที่ Bitfinex ได้กำไรกลับมา ก็ได้ทำการซื้อ token เหล่านั้นกลับเพื่อให้ client ได้เงินคืนกลับไป โดยทาง Bitfinex เพิ่งจะซื้อ token ทั้งหมดกลับมาได้ในวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมานี่เอง

ทาง Yapizon ก็กำลังทำแบบเดียวกัน โดยการกระจายความเสียหายไปยัง user แล้วก็สร้าง token แจกจ่ายออกไปอีกที โดยใช้ชื่อ Token ว่า Fei
ทาง Yapizon ตรวจสอบแล้วว่าไม่น่าจะเกิดจากคนภายใน พร้อมทั้งส่งเรื่องต่อไปยัง Cyber Investigation Division ของตำรวจเกาหลีเรียบร้อย

ที่มา: bleepingcomputer

​Jenkins Security Advisory 2017-04-26

Jenkins ออกแพตช์ด้านความปลอดภัยครอบคลุมหลาย 10 ช่องโหว่

Jenkins ประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยวันนี้โดยมีช่องโหวที่ถูกปิดโดยแพตช์ดังกล่าวหลายช่องโหว่ ได้แก่ ช่องโหว่ CSRF ทั้งหมด 22 ช่องโหว่ ช่องโหว่รันโค้ดจากระยะไกลโดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตน 1 ช่องโหว่ซึ่งเป็นปัญหาในกระบวนการ serialization มีความร้ายแรงระดับ critical และช่องโหว่ปลอมแปลงชื่อผู้ใช้งานบน CLI หนึ่งช่องโหว่

สำหรับเวอร์ชันของ Jenkins ที่ได้รับผลกระทบจากใน main line คือเวอร์ชันน้อยกว่า 2.57 และใน LTS คือน้อยกว่าเวอร์ชัน 2.46.2 แนะนำให้อัพเดตเพื่อลดความเสี่ยงของช่องโหว่โดยด่วน

ที่มา: jenkins

Unplug the Bitcoin miner and do us all a favour: Antminer has remote shutdown flaw

"Antbleed" แบ็คดอร์บน Antminer ฮาร์ดแวร์สำหรับขุดสกุลเงินเสมือน สั่งปิดเครื่องได้จากระยะไกล
อุปกรณ์สำหรับขุด (mining) สกุลเงินเสมือน Antminer ซึ่งถูกผลิตโดยบริษัท Bitmain ถูกตรวจพบว่ามีการโค้ดชุดนนึงที่ถูกฝังเอาไว้ในตัวอุปกรณ์ซึ่งทำให้เมื่อโค้ดชุดนี้ถูกเอ็กซีคิวต์จะสามารถหยุดการทำงานของอุปกรณ์ได้ทันที

โดยปกตินั้น Antminer จะมีการติดต่อกลับไปยังโดเมนที่ถูกถือโดย Bitmain ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง (ทุกๆ หนึ่งถึงสิบเอ็ดนาที) พฤติกรรมนั้นอาจสามารถใช้ในการระบุตัวตนของผู้ใช้งานอุปกรณ์ได้ผ่านทาง serial ของ Antminer, MAC address และไอพีแอดเดรสซึ่งอาจส่งผลต่อประเด็นเรื่องความนิรนาม เมื่ออุปกรณ์มีการติดต่อกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Bitmain ฝั่งของเซิร์ฟเวอร์จะมีการส่งข้อความแยกเป็น true และ false กลับมา โดยหากเป็น true อุปกรณ์จะสามารถทำงานได้ต่อ แต่ถ้าหากเป็น false อุปกรณ์ก็จะหยุดทำงานทันที
ด้วยช่องโหว่ในลักษณะนี้ ผู้โจมตีอื่นสามารถสร้างการโจมตีที่ปลอมตัวเป็นเซิร์ฟเวอร์ของ Bitmain เพื่อโจมตีและปิดการทำงานของอุปกรณ์ได้

เว็บไซต์ของ Antbleed แนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์เปลี่ยนให้การติดต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Bitmain ให้เป็น localhost ก่อนเพื่อป้องกันการติดต่อกลับไปจนกว่าจะมีแพตช์ของอุปกรณ์ออกมา

ที่มา: theregister

Stringbleed ช่องโหว่บน SNMP agent ข้ามผ่านกระบวนการระบุตัวตนบนโปโตคอล SNMP

Stringbleed ช่องโหว่บน SNMP agent ข้ามผ่านกระบวนการระบุตัวตนบนโปโตคอล SNMP
นักวิจัยด้านความปลอดภัย Ezequiel Fernandez และ Bertin Bervis ได้เปิดเผยช่องโหว่ใหม่บนหลายอุปกรณ์ภายใต้ชื่อ Stringbleed วันนี้ หลังจากทำการ fuzzing ผ่านโปรโตคอล SNMP และพบพฤติกรรมผิดปกซึ่งนำมาสู่การค้นพบช่องโหว่เป็นที่สุด
บนโปรโตคอล SNMPv1 และ SNMPv2 นั้น กระบวนการพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้าถึงข้อมูล MIB จะอาศัยการตรวจสอบค่าที่เรียกว่า community string ที่จะถูกเก็บอยู่ใน SNMP agent ซึ่งหากถูกต้องก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ช่องโหว่ Stringbleed นำเสนอผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากตามโปรโตคอลเมื่อนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางสองคนพบว่าพวกเขา

สามารถใช้ community string ใดๆ ก็ได้เพื่อเข้าถึงข้อมูล MIB หรือพูดได้อีกอย่างว่า พวกเขาพบวิธีในการข้ามผ่านการระบุตัวตนโดย SNMP agent เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับได้
ผลลัพธ์ของการข้ามผ่านการระบุตัวตนทำให้ผู้โจมตีสามารถเขียนข้อมูลลงไปใน MIB ได้ และเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ ใน MIB ได้ ผลลัพธ์นี้อาจแตกต่างออกไปในแต่ละอุปกรณ์ซึ่งในเบื้องต้นมีมากกว่า 150 อุปกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบช่องโหว่นี้

การทดสอบช่องโหว่นี้ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้โปรแกรม เช่น snmpget ในการพยายามเข้าถึง MIB พร้อมกับ community string ใดๆ ก็ได้และพยายามดึงข้อมูล หากสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ก็อาจสรุปได้ว่าอุปกรณ์มีช่องโหว่
ช่องโหว่ Stringbleed ได้รับรหัส CVE 2017-5135 แล้ว ในเบื้องต้นแนะนำให้ทำการตรวจสอบทุกๆ ทราฟิกที่ผ่านเข้ามาทางโปรโตคอล SNMP และยับยั้งการเข้าถึงหากจำเป็น สำหรับการแก้ไขช่องโหว่ในระยะยาวจำเป็นต้องรอแพตช์จากทางผู้ผลิตอุปกรณ์เท่านั้น

ที่มา: stringbleed

Mole Ransomware: How One Malicious Spam Campaign Quickly Increased Complexity and Changed Tactics

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Mole (ถูกเรียกตามพฤติกรรมการเปลี่ยนนามสกุลหลังเข้ารหัสไฟล์เป็น .Mole) ได้ถูกตรวจพบโดยทีม Unit 42 จาก Palo Alto เมื่อวานที่ผ่านมา

จุดน่าสนใจของ Mole คือวิธีในการแพร่กระจาย Unit 42 ตรวจพบการแพร่กระจายของ Mole ครั้งแรกในลักษณะของอีเมลที่มีลิงค์ไปยังบริการ Microsoft Word แบบปลอมซึ่งจะร้องขอให้ผู้ใช้ติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มเติม (มัลแวร์) โดยให้ดาวโหลดจากลิงค์ของ Google Doc
อีกไม่กี่วันต่อมา ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแพร่กระจายได้เปลี่ยนรูปแบบของปลั๊กอินเพิ่มเติมปลอมโดยให้ดาวโหลดเป็นไฟล์ ZIP เพื่อรันจาวาสคริปต์ที่เป็นอันตราย (เป็นลักษณะของมัลแวร์ downloder ชื่อว่า Nemucod) อีกทั้งยังเพิ่มมัลแวร์ Kovter และ Miuref เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการแพร่กระจายอีกด้วย

ลักษณะของอีเมลที่ใช้ในการแพร่กระจายจะมีหัวข้อเมล อาทิ ATTENTION REQUIRED, AUTOMATED, IMPORTANT USPS, WARNING โดยมีชื่อผู้ส่งเป็นคำว่า USPS นำหน้า
IOC ของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Mole

ที่มา: researchcenter

Threat Research: FalseGuide

Zimperium แจ้งเตือนมัลแวร์บนแอนดรอยด์ FalseGuard คาดว่าติดแล้วกว่า 600,000 ตัว
มัลแวร์ FalseGuard ถูกตรวจพบ(อีกครั้ง) หลังจากที่มันซ่อนตัวอยู่ในแอพกว่า 40 แอพบน Google Play ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ทีผ่านมา Zimperium ประเมินว่ามีอุปกรณ์ที่ติดเชื้อแล้วจาก FalseGaurd "เฉพาะรุ่นที่ถูกตรวจพบ" ประมาณ 600,000 รายการ
FalseGuard มีลักษณะคล้ายมัลแวร์บนแอนดรอยด์ทั่วไป โดยมีลักษณะการขอ permission ของเครื่องเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการติดตั้งแล้วมันสามารถดาวโหลดโมดูลอื่นๆ เพื่อมาติดตั้งต่อได้

ที่มา : zimperium

Linux Kernel 4.8.0 UDEV < 232 – Privilege Escalation

ช่องโหว่ในแพ็คเกจ udev เวอร์ชัน 232 บน Linux kernel 4.8.0 ใช้ยกระดับสิทธิ์ได้
นักวิจัยด้านความปลอดภัย Nassim Asrir จากบริษัท Henceforth ได้ประกาศช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา โดยช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องโหว่บนแพ็คเกจ udev เวอร์ชัน 232 ซึ่งถูกติดตั้งมาใน Linux kernel รุ่น 4.8.0 ได้รหัส CVE-2017-7874

udev เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยมันทำหน้าที่คอยจัดการการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อจากเคอร์เนล ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่ udev ไม่ได้ตรวจสอบที่มาของข้อมูลที่ถูกส่งมาทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้าง "เหตุการณ์" ปลอมและสั่งให้มีการรันคำสั่งเพื่อยกระดับสิทธิ์ได้

udev ที่พบช่องโหว่เป็นเวอร์ชัน 232 แต่เวอร์ชันที่ต่ำกว่าก็อาจจะได้รับผลกระทบ แนะนำให้ทำการตรวจสอบเวอร์ชันของแพ็คเกจและตรวจสอบแพตช์ด้านความปลอดภัยพร้อมทั้งอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา: exploit-db

ช่องโหว่ Ring-Road บนโปรโตรคอลของกูเกิล “QUIC” เผยความยาวของรหัสผ่าน ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัด

ช่องโหว่ Ring-Road บนโปรโตรคอลของกูเกิล "QUIC" เผยความยาวของรหัสผ่าน ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัด
กลุ่มนักวิจัยจาก Purdue University ได้ออกมานำเสนอช่องโหว่หม่ที่ค้นพบบนโปรโตคอล QUIC ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ถูกพัฒนาโดยกูเกิลและมีการใช้งานอยู่ Chrome และบริการของกูเกิลหลายบริการซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีทราบความยาวของข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น รหัสผ่าน ของผู้ใช้งานเมื่อมีการส่งแบบเข้ารหัสได้
อย่างไรก็ตามช่องโหว่นี้ยังคงเป็นที่เคลือบแคลงของหลายๆ คน อันเนื่องมาจากการกล่าวอ้างของผู้ค้นพบที่นำเสนอประเด็นในเรื่องของ "การรั่วไหลของความยาวของรหัสผ่าน" นำไปสู่ "การข้ามผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวตนได้" อีกทั้งยังขาดหลักฐานที่พิสูจน์การมีอยู่ของช่องโหว่อย่างแน่ชัด
นอกเหนือจากนั้นแล้วคำแนะนำจากทีมนักวิจัยของ Purdue University ให้ทำการปิดการใช้งานโปรโตคอล QUIC ก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาทั้งหมด เนื่องจากบนโปโตรคอล TLS ยังมีช่องโหว่ HTTPS Bicycle Attack ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความยาว
สุดท้ายแล้วก็คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่าแท้จริงแล้วช่องโหว่นี้ถูกค้นพบได้อย่างไร และมีผลที่แท้จริงและเชื่อถือเป็นอย่างไร
ที่มา: ringroadbug

A deeper look into malware abusing TeamViewer

มัลแวร์ TeamSpy ใช้ TeamViewer ในการเข้าควบคุมและสั่งการเครื่องของเหยื่อ Avast ได้มีการเผยแพร่ผลการวิเคราะห์มัลแวร์ TeamSpy ซึ่งเคยมีการแพร่กระจายครั้งแรกในช่วงปี 2013 โดยมีการแอบติดตั้งโปรแกรม TeamViewer ที่มีการปรับแต่งเอาไว้เพื่อให้เข้าถึงเครื่องที่มีการติดเชื้อภายหลังได้
TeamSpy มีการแพร่กระจายผ่านทางไฟล์เอกสารที่ัฝังมาโครสคริปต์ที่เป็อันตรายเอาไว้ ในกรณีที่มาโครสคริปต์นั้นถูกรัน มันจะทำการดาวโหลดไฟล์ที่มีนามสกุล PNG แต่แท้จริงแล้วเป็นไฟล์โปรแกรมมาติดตั้งบนเครื่องของเหยื่อ
หลังจากมัลแวร์มีการติดตั้งไฟล์ดังกล่าวแล้ว ไฟล์ที่ถูกติดตั้งทั้งหมดจะเป็นไฟล์ของโปรแกรม TeamViewer โดยมีเพียงสองไฟล์ที่ไม่ได้มีการรับรองด้วยลายเซ็นดิจิตอลจาก TeamViewer คือ msimg32.dll และ tvr.