Cisco ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ระดับ “High-severity” ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งแพ็คเก็ตเพื่อทำการ DoS ใส่ Cisco ASR Router

Cisco ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับ “High-severity” ในซอฟต์แวร์ Cisco IOS XR โดยช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องสามารถทำให้เกิดเงื่อนไขการปฏิเสธการให้บริการ หรือ Denial-of-Service (DoS) บนอุปกรณ์ Cisco Aggregation Services Routers (ASR) ได้

ช่องโหว่ CVE-2020-26070 (CVSSv3: 8.6/10) เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากปัญหาที่เกี่ยวกับฟังก์ชันการประมวลผลแพ็คเก็ตของซอฟต์แวร์ Cisco IOS XR โดยผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องสามารถส่งข้อมูลสตรีมที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษบนโปรโตคอล Protocol Data Unit (PDU) เลเยอร์ 2 หรือเลเยอร์ 3 ไปยังอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการส่งแพ็คเก็ตนี้จะทำให้ทรัพยากรบัฟเฟอร์ของอุปกรณ์หมดลงจึงเกิดทำให้อุปกรณ์ขัดข้องและอาจส่งผลให้เกิดเงื่อนไขการปฏิเสธการให้บริการ หรือ DoS บนอุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์จะต้องรีสตาร์ทเท่านั้นเพื่อจะทำให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

ช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับเราเตอร์ Cisco ASR ซีรีส์ 9000 ที่ใช้งานซอฟต์แวร์ Cisco IOS XR รุ่นก่อนหน้า 6.7.2 หรือ 7.1.2

ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตซอฟต์แวร์ Cisco IOS XR เป็นเวอร์ชัน 6.7.2 ขึ้นไปและเวอร์ชัน 7.1.2 ขึ้นไปหรือเวอร์ชันล่าสุดเพื่อเป็นการป้องกันผู้ประสงค์ร้ายทำการโจมตีระบบด้วยช่องโหว่นี้

ที่มา: threatpost | cisco

นักวิจัยเปิดเผย PoC ของช่องโหว่ระบบ “Critical” ใน Cisco Security Manager สู่สาธารณะ

Cisco ได้เผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยหลายประการเกี่ยวกับช่องโหว่ที่สำคัญใน Cisco Security Manager (CSM) หลังจาก Cisco ได้ทำการเปิดตัวแพตช์เพื่อเเก้ไขช่องโหว่ใน CSM เวอร์ชัน 4.22 อย่างเงียบ ๆ

การเปิดตัวแพตช์เพื่อเเก้ไขช่องโหว่ใน CSM เวอร์ชัน 4.22 เกิดขึ้นหลังจากนักวิจัย Code White Florian Hauser (frycos) เปิดเผย Proof-of-Concept ( PoC ) ต่อสาธารณะ โดย PoC ที่ถูกเปิดเผยเป็น PoC สำหรับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมากถึง 12 รายการใน CSM และช่องโหว่จะส่งผลต่อเว็บอินเตอร์เฟสของ CSM ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการและกำหนดค่าไฟร์วอลล์และระบบป้องกันการบุกรุกในเครือข่าย โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนสามารถรันโค้ดได้จากระยะไกล (Remote Code Execution - RCE) อย่างไรก็ดีช่องโหว่ยังสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้างคำขอที่เป็นอันตรายตลอดจนอัปโหลดและดาวน์โหลดไฟล์ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตในนามของบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์สูงสุด "NT AUTHORITY \ SYSTEM" ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์ทั้งหมดในไดเรกทอรีเฉพาะได้ ทั้งนี้ช่องโหว่เหล่านี้มีคะแนน CVSS มากสุดถึง 9.1 จาก 10 ทำให้มีความสำคัญอย่างมาก

สำหรับการตัดสินใจเผยเเพร่ PoC ต่อสาธารณะนั้นเกิดจาก frycos ได้ทำการรายงานช่องโหว่ต่อทีม Cisco Product Security Incident Response Team (PSIRT) เมื่อ 3 เดือนก่อนเเต่ช่องโหว่ยังไม่ได้รับการเเก้ไข จึงทำให้ frycos ตัดสินใจเผยเเพร่ PoC ต่อสาธารณะเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทาง Cisco ทำการเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรรีบทำการอัปเดตและติดตั้งเเพตซ์ Cisco Security Manager เป็นเวอร์ชัน 4.22 เพื่อเเก้ไขช่องโหว่และเพื่อเป็นการป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: thehackernews

บัญชีผู้ใช้ Animal Jam จำนวน 46 ล้านคนถูกละเมิดและถูกแฮกเกอร์นำไปขาย Dark Web

บริษัท WildWorks ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายเกม Animal Jam ได้ออกแถลงการณ์ถึงการถูกละเมิดเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลของบริษัทที่มีบัญชีผู้ใช้จำนวน 46 ล้านคนหลุดออกไปและถูกนำไปขาย Dark Web

ตามคำแถลงการณ์ระบุว่าแฮกเกอร์ได้ทำการละเมิดเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลของบริษัทที่ถูกดูแลด้วยบริษัท third-party โดยการบุกรุกอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 10 ถึง 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลของชื่อบัญชีอันเป็นผลมาจากการบุกรุกและระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ดี WildWorks ได้ทราบข่าวการขโมยฐานข้อมูล ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2020 เมื่อนักวิจัยด้านความปลอดภัยที่ตรวจสอบฟอรัมแฮกเกอร์ได้เห็นข้อมูลบัญชีผู้ใช้จำนวนจำนวน 7 ล้านรายการในฟอรัมของ Dark Web และทำการแจ้งเตือน WildWorks

WildWorks กล่าวว่าผู้ประสงค์ร้ายสามารถขโมย Email addresses ของบัญชีผู้ปกครองได้เป็นจำนวน 7 ล้านรายการและชื่อผู้ใช้ 32 ล้านชื่อที่เชื่อมโยงกับบัญชีผู้ปกครอง ซึ่งมีรหัสผ่านที่เข้ารหัสไว้, วันเกิด, เพศของผู้เล่นและข้อมูลอื่น ๆ ทั้งนี้ไม่มีชื่อจริงของเด็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดครั้งนี้

ทั้งนี้ Boris Cipot วิศวกรฝ่ายขายอาวุโสของ Synopsys ได้ออกเเจ้งเตือนผู้ใช้ให้อัปเดตรหัสผ่านทันที เพื่อเป็นการป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากบัญชีที่ถูกละเมิดทำการหาประโยชน์จากผู้ใช้

ที่มา: threatpost

กลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ragnar Locker ซื้อโฆษณาใน Facebook เพื่อกดดันเหยื่อให้จ่ายค่าไถ่

กลุ่มมัลแวร์เรียกค้าไถ่ Ragnar Locker เริ่มขยับการกดดันให้เหยื่อจ่ายค่าไถ่ด้วยวิธีการใหม่ โดยการแฮกเข้าไปในบัญชี Facebook ของธุรกิจโฆษณาและใช้บัญชีดังกล่าวในการสร้างโฆษณาเพื่อประกาศการโจมตี Campari Group ซึ่งเป็นเหยื่อรายล่าสุดของทางกลุ่ม

การโจมตี Campari Group เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้โจมตีอ้างว่าสามารถเข้าถึงและขโมยข้อมูลออกมาได้กว่า 2 เทระไบต์ก่อนจะเริ่มกระบวนการเข้ารหัสและเรียกค่าไถ่ โดยเงื่อนไขในการขู่กรรโชกนั้นคือการจ่ายเงินกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการถอดรหัสและการยับยั้งไม่ให้แฮกเกอร์เปิดเผยข้อมูลที่ขโมยมา

เนื้อหาในโฆษณาที่กลุ่ม Ragnar Locker กระจายใน Facebook นั้นมีการพูดถึงการโจมตี Campari Group พร้อมคำขู่ว่าจะมีการปล่อยข้อมูลที่ขโมยออกมาได้เพิ่มหากผู้เสียหายไม่มีการจ่ายค่าไถ่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โฆษณาดังกล่าวถูกแสดงให้ผู้ใช้งาน Facebook เห็นว่า 7,000 ครั้งก่อนจะถูกระบบของ Facebook ตรวจจับและปิดการเข้าถึง

ที่มา: bleepingcomputer | threatpost

แจ้งเตือนช่องโหว่ใหม่ใน Citrix SD-WAN ทำ Remote Code Execution ได้

Citrix ออกประกาศและแพตช์สำหรับ 3 ช่องโหว่ใหม่ในแพลตฟอร์ม Citrix SD-WAN ได้แก่ CVE-2020-8721, CVE-2020-8272 และ CVE-2020-8273

ในส่วนของ 2 ช่องโหว่แรกนั้น ช่องโหว่ CVE-2020-8271 เป็นช่องโหว่ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีด้วยวิธีการ Path traversal แบบไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนรวมไปถึงทำ Shell injection ได้ ช่องโหว่ CVE-2020-8272 เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถข้ามผ่านการระบุตัวตนได้ การโจมตีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงหมายเลขไอพีแอดเดรสขา Management หรือ FQDN ของระบบ SD-WAN ได้

สำหรับช่องโหว่ที่สามนั้น ช่องโหว่ CVE-2020-8273 เป็นช่องโหว่ในลักษณะ Shell injection ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งของระบบได้ เงื่อนไขการโจมตีของช่องโหว่นี้อยู่ที่ผู้โจมตีจะต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตนเป็นผู้ใช้งานในระบบก่อน

ช่องโหว่ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อ Citrix SD-WAN Center ก่อนเวอร์ชัน 11.2.2, 11.1.2b และ 10.2.8 และยังไม่มีการประเมินคะแนนตามแนวทางของ CVSS ออกมา อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ใช้งานติดตามและดำเนินการอัปเดตแพตช์ตามความเหมาะสมโดยด่วนด้วยลักษณะของผลกระทบจากช่องโหว่ที่สูง

ที่มา: threatpost

Palo Alto Networks Security Advisories November 2020 Updates

Palo Alto Networks ประกาศ 5 ช่องโหว่ใหม่ใน PAN-OS

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา Palo Alto Networks ประกาศแพตช์จำนวน 5 ช่องโหว่ให้แก่ PAN-OS โดยมี 3 ช่องโหว่ที่มีคะแนน CVSSv3 สูงกว่า 7 คะแนน ช่องโหว่ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

CVE-2020-2050: ช่องโหว่ Authentication bypass ในกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาตของไคลเอนต์ GlobalProtect กระทบ PAN-OS ในรุ่น 8.1 ถึง 10.0 ช่องโหว่นี้สามารถโจมตีได้ผ่านทางเครือข่าย ทำได้ง่ายและผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
CVE-2020-2022: ช่องโหว่ Session disclosure ใน Panorama ระหว่างการเปลี่ยน context ไปเป็น managed device กระทบ PAN-OS ในรุ่น 8.1 ถึง 10.0
CVE-2020-2000: ช่องโหว่ OS command injection และ Memory corruption กระทบ PAN-OS ในรุ่น 8.1 ถึง 10.0

ช่องโหว่ทั้งหมดได้รับการแพตช์ออกมาเป็น minor version ใหม่ เช่น หากช่องโหว่กระทบ PAN-OS 10.0.0 แพตช์จะถูกปล่อยออกมาในเวอร์ชัน 10.0.1 ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบรายละเอียดของแพตช์และช่องโหว่ได้จากแหล่งที่มา

ที่มา: security.

The North Face resets passwords after credential stuffing attack

แฮกเกอร์ใช้ Credential ที่หลุดออกมาเพื่อเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า The North Face ล่าสุดสั่งรีเซ็ตรหัสผ่านเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว

The North Face ตรวจพบพฤติกรรมการใช้เทคนิค Credential stuffing กับระบบของ The North Face เพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานและข้อมูลส่วนตัวในระบบ ส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานระบบบางส่วนถึงเข้าถึง อย่างไรก็ตามข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินอย่างหมายเลขบัตรเครดิตหรือเดบิตนั้นไม่ได้รับผลกระทบ

เทคนิค Credential stuffing คือเทคนิคซึ่งผู้โจมตีมีการนำข้อมูลการเข้าสู่ระบบที่รั่วไหลออกมาจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ซ้ำกับระบบอื่น หากผู้ใช้งานมีการใช้ข้อมูลในการยืนยันตัวตนในลักษณะนี้ซ้ำ ผู้โจมตีก็จะสามารถนำข้อมูลสำหรับพิสูจน์ตัวตนเหล่านี้มาสร้างผลกระทบกับบัญชีของผู้ใช้ที่มีข้อมูลเหมือนกันในวงกว้างได้

หลังจากมีการตรวจพบการโจมตี The North Face ได้มีการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยได้มีการสั่งรีเซ็ตรหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้งาน รวมไปถึงลบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้บริการอาจจำเป็นต้องกรอกข้อมูลเหล่านี้ใหม่อีกครั้ง

ที่มา: bleepingcomputer

ไมโครซอฟต์แนะนำให้เลิกใช้ Multi-factor authentication ที่ส่งผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์

Alex Weinert ผู้อำนวยการฝ่าย Identity Security จากไมโครซอฟต์ ได้มีการพูดถึงแนวทางการเลือกใช้ Multi-factor authentication (MFA) ในบล็อกล่าสุดของเขาว่า หากเป็นไปได้นั้น ผู้ใช้ทุกคนควรหยุดใช้งานโซลูชันของ MFA ที่ต้องพึ่งการส่งข้อมูลทางเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ OTP หรือการโทรเข้ามา และเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันหรือ security key

ปัญหาของความปลอดภัยในเครือข่ายโทรศัพท์ที่ทำให้กระทบต่อความปลอดภัยของ MFA เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว Weinert ระบุว่าทั้ง SMS และพูดคุยกันในเครือข่ายโทรศัพท์นั้นเป็นรูปแบบของการส่งข้อมูลที่ไม่ถูกเข้ารหัส ส่งให้ผู้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวสามารถถูกดับจับได้โดยเทคนิคการโจมตีผ่าน SDR, FEMTO cell และการโจมตีเครือข่าย SS7 ได้ ลักษณะของการยืนยันตัวตนทางเครือข่ายโทรศัพท์ยังมีความเสี่ยงต่อการโจมตีในลักษณะ SIM swapping ซึ่งเทคนิคการโจมตีแบบวิศวกรรมทางสังคมด้วย

Weinert กล่าวย้ำว่า การยืนยันตัวตนผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์ทั้งในรูปแบบของ SMS หรือสัญญาณเสียงนั้นเป็นวิธีการยืนยันตัวตนที่มีความปลอดภัยต่ำที่สุด สิ่งที่ผู้ใช้งานควรปฏิบัติคือการเปลี่ยนไปใช้โซลูชัน MFA อย่างเช่นแอปพลิเคชันหรือใช้ security key ที่มีความปลอดภัยกว่าแทน

เราขอแนะนำให้ผู้ใช้งานเปิดใช้ฟีเจอร์ MFA เสมอ และหากเป็นไปได้ให้เลือกวิธีการ MFA ที่ปลอดภัยที่สุด แม้วิธีการอย่าง SMS หรือสัญญาณเสียงจะไม่ปลอดภัยภันเท่าที่ควร แต่การมีการป้องกันเอาไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีการป้องกันใด ๆ เลย

ที่มา: zdnet.

Palo Alto Networks เข้าซื้อบริการ Attack Surface Management “Expanse” ในมูลค่า $800 ล้านเหรียญฯ

Palo Alto Networks ประกาศการเข้าซื้อ Expanse ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน Attack surface management เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาในมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแนวทางของการเข้าซื้อนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าส่วนของจะเข้ามาเติมเต็มฟีเจอร์ของกลุ่มโปรดักส์ Cortex ซึ่ง Palo Alto Networks ให้บริการอยู่ในขณะนี้

แพลตฟอร์มของ Expanse นั้นให้บริการการค้นหาและเฝ้าระวังทรัพยากรขององค์กรในอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนพฤติกรรมที่ผิดปกติสำหรับกลุ่มทรัพยากรที่ถือเป็น attack surface พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงให้

ที่มา: zdnet.

Google Chrome เตรียมปล่อยแพตช์ช่องโหว่เพิ่มอีก 2 หลังจากพบการใช้ช่องโหว่เพื่อโจมตี

Google เตรียมปล่อยแพตช์ช่องโหว่ Zero-day เพิ่มอีก 2 รายการหลังจากมีการติดต่อมาจากนักวิจัยด้านความปลอดภัยนิรนามเกี่ยวกับรายละเอียดของช่องโหว่และความเป็นไปได้ที่ทั้งสองช่องโหว่จะถูกใช้เพื่อโจมตีจริงแล้ว

ช่องโหว่แรกคือ CVE-2020-16013 เป็นช่องโหว่ซึ่งเกิดจากการอิมพลีเมนต์ที่ไม่ถูกต้องของ WebAssembly และเอนจินจาวาสคริปต์ ส่วนอีกช่องโหว่หนึ่งคือ CVE-2020-16017 ซึ่งเป็นช่องโหว่ use-after-free ในฟีเจอร์ Site isolation ซึ่งส่งผลให้เกิดการรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้ ในขณะนี้รายละเอียดของช่องโหว่รวมไปถึงข้อมูลของผู้โจมตีซึ่งใช้ช่องโหว่นั้นยังคงถูกจำกัด คาดว่าจะมีการปล่อยข้อมูลออกมาหลังจากมีการแพตช์ออกซักระยะหนึ่งต่อไป

จากสถิติที่ผ่านมา Google ออกแพตช์ Zero-day ไปทั้งหมดกว่า 5 ช่องโหว่ในช่วงเวลาหนึ่งเดือน ลักษณะดังกล่าวส่อเค้าให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีกลุ่มของผู้โจมตีที่กำลังเคลื่อนไหวและมีการใช้ช่องโหว่ใน Google Chrome ในการโจมตีจริงอยู่ ขอให้ผู้ใช้งานติดตามการอัปเดตแพตช์และติดตั้งแพตช์เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีอย่างใกล้ชิด

ที่มา: bleepingcomputer.