Cisco ปล่อยแพทช์ความปลอดภัยสำหรับ Webex เพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าร่วมการประชุมแบบไม่เห็นตัวตนได้ (Ghost User)

นักวิจัยจาก IBM พบปัญหาด้านความปลอดภัยบน Cisco Webex เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถ

เข้าร่วมการประชุมแบบไม่เห็นตัวตน และสามารถเข้าถึงได้ทั้งเสียง, วิดีโอ, แชท และแชร์สกรีน (CVE-2020-3419)
แม้จะถูกไล่ออกจากห้องแล้ว แต่ก็ยังสามารถได้ยินเสียงในห้องประชุมแบบไม่เห็นตัวตนได้ (CVE-2020-3471)
เข้าถึงข้อมูลของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม อาทิเช่น ชื่อและนามสกุล, อีเมล และ IP Address โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้แม้จะอยู่แค่ใน Lobby room ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องก็ตาม (CVE-2020-3441)
ข้อมูลระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนการ Handshake ของการติดต่อกันระหว่างสมาชิกในห้องประชุม (Participants) ดังนั้นการโจมตีดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ไม่หวังดีรู้ URL ของ Meeting เท่านั้น ปัญหานี้มีผลกระทบต่อ Webex บนระบบปฏิบัติการทั้ง macOS, iOS และ Windows รวมทั้ง Webex Meetings แอพพลิเคชั่น และ Webex Room Kit

ล่าสุด Cisco มีการอัพเดตแพทช์บน Cloud ของ Cisco Webex Meeting แล้ว และปล่อยอัพเดตสำหรับ Cisco Webex Meetings แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา และซอฟต์แวร์ของ Cisco Webex Meetings Server แล้ว ผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตทันที

ที่มา: bleepingcomputer

ไมโครซอฟต์ปล่อย Public Preview ของโซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์

ไมโครซอฟต์ประกาศปล่อย Public preview ของโซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์เป็นส่วนหนึ่งของบริการ Microsoft Defender for Endpoint ภายใต้ Microsoft Defender Advanced Threat Protection (ATP) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฟีเจอร์หลักของ EDR แตกต่างกับ Antivirus โดยทั่วไปคือการให้ข้อมูลที่เป็นผลลัพธ์ของการ Detection แก่ผู้ใช้งานและเปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลที่ประกอบกันเป็น Detection มาใช้ในลักษณะอื่นเพิ่มเติมได้ เช่น การระบุหาภัยคุกคามในลักษณะที่พิเศษที่มีอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก โซลูชันอย่าง EDR ยังมีฟีเจอร์สำคัญในการช่วยตอบสนองภัยคุกคามในลักษณะทั้ง containment, eradication และ recovery

โซลูชัน EDR สำหรับลินุกซ์นั้นรองรับดิสโทรลินุกซ์แบบเซิร์ฟเวอร์ได้แก่ RHEL 7.2+, CentOS Linux 7.2+, Ubuntu 16 LTS or higher LTS, SLES 12+, Debian 9+, และ Oracle Linux 7.2. ผู้ใช้งานที่สนใจทดสอบโซลูชันสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://docs.

นักวิจัยด้านความปลอดภัยค้นพบ API ของ AWS มากกว่า 20 รายการที่จะสามารถทำให้ผู้โจมตีดักจับข้อมูลของผู้ใช้ได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Palo Alto Networks พบ API ของ Amazon Web Services (AWS) มากกว่า 20 รายการที่สามารถนำไปใช้เพื่อรับข้อมูลของภายในขององค์กรและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อทำการโจมตีเป้าหมายแบบกำหนดบุคคลที่อยู่ภายในองค์กร

นักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุว่า API ที่มีช่องโหว่การโจมตีจะทำงานในพาร์ติชัน AWS ทั้งสามตัวคือ aws, aws-us-gov หรือ aws-cn โดยบริการ AWS ที่เสี่ยงต่อการละเมิด ได้แก่ Amazon Simple Storage Service (S3), Amazon Key Management Service (KMS) และ Amazon Simple Queue Service (SQS)

นักวิจัยกล่าวอีกว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาคือที่ถูกค้นพบคือแบ็กเอนด์ AWS จะทำการตรวจสอบ resource-based policies ทั้งหมดที่แนบมากับ resources เช่นบัคเก็ต Amazon Simple Storage Service (S3) และ customer-managed key โดยทั่วไปฟิลด์ Principal จะถูกรวมอยู่ใน resource-based policies เพื่อระบุผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เข้าถึง อย่างไรก็ตามหากระบุข้อมูลประจำตัวที่ไม่มีอยู่ใน policy การเรียก API เพื่อสร้างหรืออัปเดต policy จะเกิดการล้มเหลวและผู้โจมตีสามารถใช้ฟีเจอร์เพื่อตรวจสอบข้อมูลประจำตัวที่มีอยู่ในบัญชี AWS

Palo Alto Networks ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการลบผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้งานออก ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีไม่สามารถคาดเดาชื่อผู้ใช้ได้โดยการเพิ่มสตริงแบบสุ่มใน log และ monitor identity authentication ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการเปิดใช้งาน Two-Factor authentication (2FA) ในการเข้าสู่ระบบเพื่อเป็นการป้องกันบัญชีผู้ใช้อีกทางหนึ่ง

ที่มา: securityweek.

กลุ่มเเฮกเกอร์เพิ่มช่องโหว่ ZeroLogon ในเครื่องมือการโจมตีมุ่งเป้าโจมตีอุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจต่างๆ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Symantec ได้เปิดเผยถึงการค้นพบแคมเปญการโจมตีเป้าหมายทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์, เภสัชกรรม, วิศวกรรมและผู้ให้บริการแบบ Managed Service Provider (MSP) โดยใช้ช่องโหว่ CVE-2020-1472 (ZeroLogon) จากกลุ่มเเฮกเกอร์ที่มีชื่อว่า “Cicada” หรือที่รู้จักกันในชื่อ APT10, Stone Panda และ Cloud Hopper

กลุ่ม Cicada เป็นกลุ่มภัยคุกคามที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกในปี 2009 และเป็นกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าอาจได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยในกิจกรรมแคมเปญการโจมตีกลุ่มธุรกิจในครั้งนี้ กลุ่ม Cicada ได้ทำการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2020-1472 (ZeroLogon) เข้าไปในเครื่องมือของกลุ่มแฮกเกอร์ ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องโหว่การเข้ารหัสใน Microsoft Windows Netlogon Remote Protocol (MS-NRPC หรือ NRPC) และเป็นช่องโหว่ที่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์และสามารถปลอมเป็นเครื่องใดๆ ในโดเมนรวมถึงภายในโดเมนคอนโทรลเลอร์และจะสามารถส่งคำขอเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านเพื่อยึดโดเมนคอนโทรลเลอร์ได้

กลุ่ม Cicada ยังได้ทำการเปิดตัว Backdoor.

Microsoft เผยแคมเปญฟิชชิ่ง Office 365 ใหม่ที่หาทางหลบหลีก sandbox

Microsoft ได้เผยถึงแคมเปญฟิชชิ่ง Office 365 ซึ่งผู้ประสงค์ร้ายได้ใช้วิธีที่มีความซับซ้อนและหลากหลายในการหลบเลี่ยงการป้องกัน,การวิเคราะห์และการตรวจจับอัตโนมัติ เช่น การใช้ sandbox

หนึ่งในกลยุทธ์การหลบเลี่ยงการตรวจจับที่ถูกใช้ในการโจมตีขโมย credential ขององค์กรที่เป็นเป้าหมายคือการรีไดเร็ค URL โดยกลยุทธ์การที่ผู้ประสงค์ร้ายใช้คือ เมื่อผู้ใช้ทำการคลิก URL อันตราย แล้วมีการป้องกันด้วยการนำ URL ดังกล่าวไปทดลองรันใน sandbox เมื่อผู้ประสงค์ร้ายตรวจพบการเชื่อมต่อกับ sandbox ผู้ประสงค์ร้ายจะทำการรีไดเร็คการเชื่อมต่อของ sandbox ไปที่ปลายทางที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตราย ในขณะที่ถ้าตรวจพบว่าเป็นผู้คลิกเป็นบุคคลจริงๆ ถึงจะรีไดเร็คการเชื่อมต่อของเหยื่อไปยังหน้า Landing Page ที่เป็นหน้าเพจฟิชชิ่ง ด้วยวิธีการนี้จะทำให้การตรวจจับและการวิเคราะห์โดยอัตโนมัติใด ๆ ถูกมองว่าผู้ใช้ได้ทำการคลิกไปยังเว็บไซต์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการถูกบล็อกการโจมตีได้อย่างมากและเพิ่มโอกาสที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจริงๆ จะถูกล่อลวงมายังไซต์ฟิชชิ่งของผู้ประสงค์ร้าย

ในส่วนของกลยุทธ์นี้ยังมีการสร้าง subdomains ที่เฉพาะเจาะจงกับเหยื่อเพื่อใช้กับเว็บไซต์ที่จะทำการรีไดเร็ค URL เพื่อเป็นวิธีการทำให้ URL ฟิชชิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของเป้าหมายและจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการโจมตี โดย URL ของฟิชชิงมักมีชื่อของเหยื่อและองค์กรของเหยื่อ โดยส่วนมากจะมีจุดพิเศษคือด้านหลัง โดเมนระดับบนสุด (TLD) จะตามด้วย Email address ที่ถูก endcode เป็น Base64 ของผู้รับ

รูปแบบหัวอีเมลที่แสดงเช่น "Password Update", "Exchange protection", "Helpdesk-#", "SharePoint" และ "Projects_communications" ยังสามารถถูกใช้เป็นตัวล่อในด้าน social engineering เพื่อเพิ่มความน่าสนใจที่เป้าหมายจะทำการคลิกลิงก์ฟิชชิง URL ที่ฝังอยู่ในอีเมลแต่ละฉบับ

ทั้งนี้ผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบอีเมลทุกครั้งก่อนทำการคลิกลิงก์ในอีเมลเพื่อป้องกันการฟิชชิ่งด้วยอีเมล

ที่มา: bleepingcomputer.

Capcom ยืนยันการโจมตีทางไซเบอร์แล้ว มีข้อมูลลูกค้าหลุดออกไปด้วย

Capcom ออกมายืนยันการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหลังจากมีการตรวจพบพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดปกติ ความคืบหน้าล่าสุดของเหตุการณ์นี้ได้รับการยืนยันว่าลักษณะของการโจมตีนั้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ โดยอาจมีผลกระทบต่อข้อมูลของลูกค้าและพนักงานด้วย

กระแสข่าวการโจมตีระบบ Capcom เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนหลังจากที่ Capcom ประกาศปัญหาการให้บริการซึ่งมีที่มาจากการตรวจพบพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดปกติ โดยทาง Capcom มีการอัปเดตในวันที่ 4 พฤศจิกายนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ยังไม่มีการตรวจพบข้อบ่งชี้หรือหลักฐานว่าข้อมูลของลูกค้าได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามจากนั้นไม่นาน กลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ragnar Locker ได้มีการออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้โจมตี Capcom พร้อมทั้งมีการแสดงตัวอย่างของข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการโจมตีเพื่อยืนยันด้วย

อ้างอิงจากประกาศล่าสุด Capcom ออกมายอมรับว่านอกเหนือจากข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทซึ่งอาจได้รับผลกระทบแล้ว ข้อมูลของลูกค้าและข้อมูลของพนักงานซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลส่วนตัวก็ได้รับผลกระทบด้วย อย่างไรก็ตาม Capcom ยังไม่ได้ระบุถึงผลกระทบที่มาต่อข้อมูลทางด้านการเงิน เนื่องจากข้อมูลทางด้านการเงินจะถูกประมวลผลโดยเซอร์วิสอื่น

Bleeping Computer ได้มีการให้คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบให้ระวังการแอบอ้างโดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่ได้มาจากการโจมตี แม้จะยังไม่มีการยืนยันถึงการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าจริง การเปลี่ยนพาสเวิร์ดของ Capcom รวมไปถึงระบบอื่นที่ใช้พาสเวิร์ดเดียวกันก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของการใช้ข้อมูลโดยผู้ไม่ประสงค์ดีได้

ที่มา: bleepingcomputer

ElasticSearch ของแฮกเกอร์หลุด เผยปฏิบัติการขโมยข้อมูลจาก Facebook กับเหยื่อกว่า 100,000 ราย

ทีมนักวิจัยจาก vpnMentor เปิดเผยปฏิบัติการ Phishing และการหลอกลวงเอาข้อมูลบัตรเครดิคจากผู้ใช้งาน Facebook และหลังจากมีการตรวจระบบ ElasticSearch ของกลุ่มแฮกเกอร์ที่ถูกตั้งค่าไว้อย่างไม่ปลอดภัย ทำให้ทีมนักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อได้

กลุ่มแฮกเกอร์ใช้วิธีการหลอกเป้าหมายใน Facebook เพื่อเข้ายึดครองบัญชีผู้ใช้งานโดยการหลอกให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนใส่โปรแกรมที่อ้างว่าจะช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าใครเข้ามาดูหน้าโปรไฟล์ของพวกเขาได้ จากนั้น กลุ่มแฮกเกอร์จะนำข้อมูลบัญชีผู้ใช้ Facebook ที่ได้มาไปสแปมในโพสต์ต่าง ๆ ของ Facebook เพื่อหลอกลวงด้วยสถานการณ์อื่น ๆ

ในส่วนของระบบ ElasticSearch ของผู้โจมตีนั้น ทีมนักวิจัยจาก vpnMentor ระบุว่าข้อมูลซึ่งอยู่ในระบบ ElasticSearch มีขนาดประมาณ 5.5 กิกะไบต์, เก็บข้อมูลทั้งหมด 13,521,774 รายการ และมีข้อมูลของบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 100,000 บัญชี ประวัติการใช้งานระบุว่าระบบดังกล่าวถูกเปิดใช้งานมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนก่อนที่จะถูกตรวจพบในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ข้อมูลในระบบ ElasticSearch ประกอบไปด้วยข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนของบัญชี Facebook เหยื่อ, หมายเลขไอพีแอดเดรส, เทมเพลตข้อความเพื่อใช้ในการคอมเมนต์โดยผู้โจมตี, และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ในขณะนี้ทางทีมวิจัยได้มีการติดต่อไปยัง Facebook เพื่อประสานงานและแจ้งให้ผู้ใช้ได้รับทราบแล้ว

ที่มา: threatpost

แจ้งเตือนกลุ่มแฮกเกอร์จีนโจมตีระบบหน่วยงานรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Bitdefender เผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์จีนที่พุ่งเป้าโจมตีระบบหน่วยงานรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชื่อว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์กลุ่มนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 และมีเป้าหมายในการจารกรรมข้อมูล

ในรายละเอียดของปฏิบัติการ กลุ่มแฮกเกอร์มีการใช้งานมัลแวร์หลายตัวซึ่งคาดว่ามีการพัฒนาขึ้นมาใช้งานเอง ได้แก่ Chinoxy, PcShare RAT และ FunnyDream จากข้อมูลในซอร์สโค้ดและการตั้งค่าภาษาต่าง ๆ Bitdefender จึงมีความมั่นใจว่ากลุ่มแฮกเกอร์นี้ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก การโจมตีจะเริ่มขึ้นจากการใช้ phishing เพื่อหลอกให้เหยื่อติดตั้งโปรแกรมที่เป็นอันตราย มัลแวร์ Chinoxy และ PcShare จะถูกใช้หลังจากนั้นเพื่อให้แฮกเกอร์สามารถฝังตัวและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบที่โจมตีได้แล้วในภายหลัง หลังจากนั้นแฮกเกอร์จะมีการใช้เครื่องมือและโปรแกรมในระบบเพื่อลักลอบเก็บข้อมูลก่อนส่งออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ภายนอก

การแกะรอยพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวยังเปิดเผยอีกว่า มัลแวร์ FunnyDream ซึ่งถูกใช้ในปฏิบัติการนั้นถูกเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2019 และปรากฎเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม (C&C) ของ FunnyDream อยู่ในฮ่องกง, จีน, เกาหลีใต้และเวียดนาม

รายงานของ Bitdefender เชื่อว่ากลุ่มแฮกเกอร์ได้มีการโจมตีหน่วยงานรัฐฯ ในประเทศมาเลเซีย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์และเวียดนามไปแล้ว ยังไม่พบการโจมตีในประเทศไทย

รายงานของ Bitdefender ได้มีการให้รายละเอียดข้อมูลพฤติกรรมของผู้โจมตีและ IOC เอาไว้แล้ว โดยสามารถเข้าถึงได้ที่ bitdefender 

ที่มา: thehackernews | zdnet

SAP ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่จำนวน 19 รายการ ในเเพตซ์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2020

SAP ออกเเพตซ์การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนพฤศจิกายน 2020 โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ SAP ได้ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ที่สำคัญ 19 รายการ ซึ่งช่องโหว่ที่ได้รับการเเก้ไขนี้จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ Solution Manager (SolMan), Data Services, ABAP, S4/HANA และ NetWeaver อย่างไรก็ดีช่องโหว่ที่ความสำคัญมีรายละเอียดดังนี้

ช่องโหว่ CVE-2020-26821, CVE-2020-26822, CVE-2020-26823, CVE-2020-26824 และ CVE-2020-6207 (CVSSv3: 10/10) เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากปัญหาในการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตนใน SAP Solution Manager (Java stack) ช่องโหว่จะมีผลกระทบกับ SAP Solution Manager (JAVA stack) เวอร์ชัน 7.2
ช่องโหว่ CVE-2019-0230, CVE-2019-0233 (CVSSv3: 9.8/10) เป็นช่องโหว่ภายใน SAP Data Services โดยช่องโหว่จะมีผลกระทบกับ SAP Data Services เวอร์ชัน 4.2
ช่องโหว่ CVE-2020-26808 (CVSSv3: 9.1/10) เป็นช่องโหว่ Code injection ใน SAP AS ABAP และ S/4 HANA (DMIS) โดยช่องโหว่จะมีผลกระทบกับ SAP AS ABAP(DMIS) เวอร์ชัน 2011_1_620, 2011_1_640, 2011_1_700, 2011_1_710, 2011_1_730, 2011_1_731, 2011_1_752, 2020 และ SAP S4 HANA(DMIS) เวอร์ชัน 101, 102, 103, 104, 105
ช่องโหว่ CVE-2020-26820 เป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิ หรือ Privilege escalation ใน SAP NetWeaver Application Server for Java (UDDI Server) โดยช่องโหว่จะมีผลกระทบกับ SAP NetWeaver AS Java เวอร์ชัน 7.20, 7.30, 7.31, 7.40, 7.50
ช่องโหว่ CVE-2020-6284 เป็นช่องโหว่ Cross-site scripting (XSS) ใน SAP NetWeaver โดยช่องโหว่จะมีผลกระทบกับ SAP NetWeaver เวอร์ชัน 7.30, 7.31, 7.40, 7.50

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบและผู้ใช้งานควรรีบทำการอัปเดตเเพตซ์เป็นการด่วนเพื่อเป็นการป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: wiki.

Intel ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่จำนวน 95 รายการในเเพตซ์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2020

Intel ได้ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่จำนวน 95 รายการในการอัปเดตเเพตซ์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2020 โดยช่องโหว่ที่ได้รับการเเก้ไขภายในเดือนนี้มีช่องโหว่ที่สำคัญและส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ Intel Wireless Bluetooth และ Intel Active Management Technology (AMT) ของ Intel

ช่องโหว่ทีมีความสำคัญและมีคะแนนความรุนเเรงของช่องโหว่จาก CVSS อยู่ที่ 9.4/10 ในผลิตภัณฑ์ Intel Active Management Technology (AMT) และ Intel Standard Manageability (ISM) คือ CVE-2020-8752 ซึ่งเป็นช่องโหว่ out-of-bounds write ในระบบ IPv6 subsystem ของ Intel AMT และ ISM ที่ช่วยให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนจากระยะไกลสามารถเพื่อสิทธิ์ภายในระบบได้ ช่องโหว่นี้จะกระทบกับ AMT และ ISM เวอร์ชันก่อน 11.8.80, 11.12.80, 11.22.80, 12.0.70 และ 14.0 45

ช่องโหว่ CVE-2020-12321 มี CVSS อยู่ที่ 9.6/10 โดยช่องโหว่เกิดจากข้อจำกัดของบัฟเฟอร์ที่ไม่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ Wireless Bluetooth เวอร์ชัน 21.110 ซึ่งช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนสามารถเพื่อสิทธิ์ภายในระบบ Local Area Network (LAN) ได้

นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ทีมีสำคัญที่อยู่ภายใน CPU ของ Intel คือ CVE-2020-8694 และ CVE-2020-8695 โดยช่องโหว่นี้ถูกเรียกว่า PLATYPUS เป็นช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยโดยกลุ่มนักวิจัยนานาชาติจาก Graz University of Technology, CISPA Helmholtz Center for Information Security และ University of Birmingham ซึ่งช่องโหว่ทั้งสองอาจทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจากอินเทอร์เฟซ Running Average Power Limit (RAPL) ซึ่งใช้ในการตรวจสอบและจัดการ CPU และใช้จัดการพลังงานที่ถูกใช้หน่วยความจำ DRAM นักวิจัยได้ทำการแสดงการทดสอบให้เห็นว่าอินเทอร์เฟซ RAPL สามารถใช้เพื่อจับตาดูการใช้พลังงานของระบบเป้าหมายและยังสามารถตรวจสอบคำสั่งการดำเนินการของ CPU ได้ จึงทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยข้อมูลจากหน่วยความจำได้

ทั้งนี้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตแพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ สำหรับผู้ที่รายละเอียดของแพตซ์เพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เเหล่งที่มา

ที่มา: bleepingcomputer