นักวิจัยด้านความปลอดภัยเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่บน Windows NT LAN Manager ที่ Microsoft เพิ่งทำการแก้ไขช่องโหว่

Yaron Zinar นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Preempt ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของช่องโหว่ใน Windows NT LAN Manager (NTLM) ที่ Microsoft ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้วในการอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนหรือ Patch Tuesday เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2021-1678 (CVSSv3: 4.3/10) ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการอธิบายจาก Microsoft ว่าเป็นช่องโหว่ที่สามารถ Bypass ฟีเจอร์ความปลอดภัยของ Windows NT LAN Manager (NTLM) โดยช่องโหว่ดังกล่าวอยู่ใน IRemoteWinSpool MSRPC interface ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซสำหรับ Printer Remote Procedure Call (RPC) ที่ออกแบบมาสำหรับการจัดการตัวจัดคิวของเครื่องพิมพ์เอกสารจากระยะไกล ซึ่งช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถรีเลย์เซสชันการตรวจสอบสิทธิ์ NTLM ไปยังเครื่องที่ถูกโจมตีและใช้ MSRPC interface ของ Printer spooler เพื่อเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลบนเครื่องที่ถูกโจมตี

ช่องโหว่จะส่งผลกระทบกับ Windows ทุกรุ่น ได้แก่ Windows Server, Windows Server 2012 R2, Windows Server 2008, Windows Server 2016, Windows Server 2019, RT 8.1, 8.1, 7 และ 10

ทั้งนี้นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้กล่าวว่าพวกเขามีโค้ด Proof-of-Concept (POC) สำหรับช่องโหว่และสามารถใช้งานได้ แต่จะยังไม่ทำการเผยเเพร่สู่สาธารณะ อย่างไรก็ดีผู้ใช้และผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา: securityweek | thehackernews

SonicWall ออกมาเเถลงถึงการถูกโจมตีด้วยช่องโหว่ Zero-days บนผลิตภัณฑ์ของบริษัท

SonicWall ผู้ให้บริการความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตยอดนิยม เช่น ผลิตภัณฑ์ไฟร์วอลล์และ VPN ได้ออกเเถลงถึงเหตุการณ์ที่บริษัทตกเป็นเหยื่อของการโจมตีระบบภายใน

บริษัทระบุว่าแฮกเกอร์ได้ใช้ช่องโหว่ Zero-day บนอุปกรณ์ VPN Secure Mobile Access (SMA) เวอร์ชัน 10.x และ NetExtender VPN เวอร์ชัน 10.x ในการโจมตีระบบเพื่อเข้าถึงเครือข่ายจากระยะไกล ซึ่งขณะนี้ SonicWall กำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่าอุปกรณ์หรือระบบใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากโจมตีจากการใช้ช่องโหว่นี้ โดยเบื้องต้นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบคือ

Secure Mobile Access (SMA) เวอร์ชัน 10.x ที่รันบนอุปกรณ์ SMA 200, SMA 210, SMA 400, SMA 410 ซึ่งเป็น Physical Appliances และอุปกรณ์ Virtual SMA 500v Appliances
NetExtender ซึ่งเป็น VPN Client เวอร์ชัน 10.x ถูกใช้เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ SMA 100 Series และไฟร์วอลล์ SonicWall
ทาง SonicWall ได้ออกมาแนะนำให้ทางผู้ดูแลระบบของเเต่และองค์กรและบริษัททำการสร้าง Firewall Rule, เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) สำหรับ VPN Client ที่ทำการเข้าถูกระบบ, ปิดการใช้ NetExtender ในการเข้าถึงไฟร์วอลล์และอนุญาตให้เข้าถึงผ่าน SSL-VPN Connection จาก Whitelist IP เท่านั้นสำหรับการเชื่อมต่อ ทั้งนี้ทาง SonicWall ยังคงอยู่ในส่วนของการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ดุแลระบบควรทำการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องและเมื่อทาง SonicWall ออกแพตช์การแก้ไขช่องโหว่แล้วผู้ดูแลระบบควรรีบทำการแพตช์ความปลอดภัยเป็นการด่วน

ที่มา: thehackernews | bleepingcomputer

ชุดช่องโหว่ KindleDrip รันโค้ดอันตรายบนอุปกรณ์ Kindle ด้วยสิทธิ์สูงจากระยะไกล

Yogev Bar-on นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Realmode Labs ได้เปิดเผยชุดของช่องโหว่ใน Kindle ทั้งหมด 3 รายการภายใต้ชื่อ KindleDrip โดยผลลัพธ์จากการใช้งานทั้ง 3 ช่องโหว่ร่วมกันนั้นทำให้ผู้ที่โจมตีช่องโหว่สามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายกับอุปกรณ์ Kindle ได้จากระยะไกลด้วยสิทธิ์ root ของอุปกรณ์ เพียงแค่ทราบอีเมลที่ถูกกำหนดให้กับอุปกรณ์

หากใครใช้อุปกรณ์ Kindle จะทราบเป็นอย่างดีว่า อุปกรณ์ Kindle นั้นมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Send to Kindle ซึ่งสามารถทำให้อุปกรณ์ที่ผูกอีเมลเอาไว้สามารถรับไฟล์อีบุ๊คส์ได้ผ่านทางไฟล์แนบที่ส่งมาทางอีเมล ผู้ต้องการส่งอีบุ๊คส์มีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องทราบอีเมลของผู้รับ ฟีเจอร์นี้คือจุดเริ่มต้นของชุดช่องโหว่ที่เรียกว่า KindleDrip

KindleDrip ประกอบไปด้วยช่องโหว่จำนวน 3 รายการ โดยช่องโหว่แรกทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งไฟล์อีบุ๊คส์ไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้ ช่องโหว่ที่สองส่งผลให้เกิดการรันโค้ดที่แนบมากับอีบุ๊คส์ซึ่งนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายและช่องโหว่ที่สามคือช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ในอุปกรณ์ที่ทำให้โค้ดที่เป็นอันตรายนั้นสามารถรันได้ด้วยสิทธิ์ที่สูงในระบบ

KindleDrip ทำให้ Yogev ได้รับรางวัลจากการค้นพบช่องโหว่เป็นเงินจำนวน 18,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 500,000 บาท ในรุ่นล่าสุดของซอฟต์แวร์ Kindle ทาง Amazon ได้มีการอัปเดตแพตช์สำหรับช่องโหว่ทั้ง 3 รายการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและรับอัปเดตใหม่ได้จากตัวอุปกรณ์

อ่านรายละเอียดของช่องโหว่ฉบับเต็มได้ที่: medium.

แจ้งเตือนการโจมตีช่องโหว่ระดับ Critical “CVE-2020-6207” ใน SAP Solution Manager

มีการตรวจพบเซิร์ฟเวอร์ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีช่องโหว่ร้ายแรงในซอฟต์แวร์ SAP Solution Manager (SolMan) หลังจากมีนักวิจัยด้านความปลอดภัย Dmitry Chastuhin ทำการเผยแพร่ PoC ของช่องโหว่สู่สาธารณะ

ช่องโหว่ดังกล่าวคือช่องโหว่รหัส CVE-2020-6207 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดจากข้อบกพร่องในการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตนของฟังก์ชัน End user Experience Monitoring (EEM) ใน SAP Solution Manager (SolMan) เวอร์ชัน 7.2 ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวมีระดับความรุนแรง CVSS อยู่ที่ 10/10

SolMan เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้ในการจัดการระบบไอทีในองค์กรแบบไฮบริดและระบบคลาวด์ ซึ่งช่องโหว่จากฟังก์ชัน EEM จะทำให้ผู้โจมตีสามารถทำการเรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกล (Remote Code Execution - RCE) กับทุกระบบที่ทำการเชื่อมต่อกับ Solman ซึ่งจะทำให้ซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Solman เวอร์ชัน 7.2 และไม่ได้รับการแพตช์ความปลอดภัยตกอยู่ในความเสี่ยง

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรรีบทำการอัพเดตและติดตั้งแพตช์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันการตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา: zdnet

VLC Media Player ออกเวอร์ชัน 3.0.12 แก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากระยะไกล

โครงการ VideoLAN ได้เปิดตัว VLC Media Player เวอร์ชัน 3.0.12 สำหรับ Windows, Mac และ Linux ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใน VLC Media Player เวอร์ชันล่าสุดนี้ได้ทำการปรับปรุงคุณสมบัติและแก้ไขความปลอดภัยมากมายอีกทั้งยังเป็นการอัปเกรดที่สำคัญสำหรับผู้ใช้ Mac เนื่องจากในเวอร์ชันนี้มีการรองรับ Apple Silicon และแก้ไขความผิดเพี้ยนของเสียงใน macOS

นอกจากการแก้ไขข้อบกพร่องและการปรับปรุงแล้ว VLC Media Player 3.0.12 ยังแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจำนวนมากที่ถูกรายงานโดย Zhen Zhou จากทีมรักษาความปลอดภัยของบริษัท NSFOCUS ซึ่งค้นพบช่องโหว่ Buffer overflow ที่อาจทำให้ซอฟต์แวร์เกิดข้อขัดข้องหรืออาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ของผู้ใช้ที่ตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยการสร้างไฟล์สื่อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและหลอกให้ผู้ใช้เปิดไฟล์ด้วย VLC

ทั้งนี้ผู้ใช้ VLC Media Player ควรทำการอัปเดตเวอร์ชันให้เป็น VLC 3.0.12 เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา: bleepingcomputer

แฮกเกอร์ปล่อยข้อมูลรั่วไหลของฐานข้อมูล Nitro PDF จำนวน 77 ล้านรายการในฟอรัมแฮกเกอร์

Nitro PDF เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยช่วยในการแก้ไขเอกสาร PDF และทำการลงนามในเอกสารดิจิทัล ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่มีลูกค้าประเภทธุรกิจมากกว่า 10,000 รายและผู้ใช้ที่ได้รับใบอนุญาตประมาณ 1.8 ล้านคน ทั้งนี้ฐานข้อมูลที่ถูกปล่อยรั่วไหลขนาดนี้มีขนาด 14GB ซึ่งมีข้อมูล 77,159,696 รายการ ซึ่งประกอบไปด้วยอีเมลของผู้ใช้, ชื่อเต็ม, รหัสผ่านที่แฮชด้วย bcrypt, ชื่อบริษัท, IP Addresses และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ

การถูกละเมิดระบบ Nitro PDF ถูกรายงานครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยการบุกรุกส่งผลกระทบต่อองค์กรที่มีชื่อเสียงหลายแห่งเช่น Google, Apple, Microsoft, Chase และ Citibank ซึ่งทาง Nitro PDF ได้แถลงเมื่อตุลาคม 2020 ว่าไม่มีข้อมูลลูกค้าได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา BleepingComputer ได้พบฐานข้อมูลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวกับผู้ใช้ Nitro PDF จำนวน 70 ล้านรายการ ถูกประมูลพร้อมกับเอกสาร 1TB ในราคาเริ่มต้นที่ 80,000 ดอลลาร์

ปัจจุบันแฮกเกอร์ที่อ้างว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่ม ShinyHunters ได้ปล่อยฐานข้อมูลดังกล่าวในฟอรัมแฮกเกอร์ โดยกำหนดราคาไว้ที่ 3 ดอลลาร์ (ประมาณ 90บาท) สำหรับการเข้าถึงลิงก์ดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดของผู้ใช้ Nitro PDF จำนวน 70 ล้านรายการ

ทั้งนี้ผู้ใช้งาน Nitro PDF สามารถเช็คว่าข้อมูลของตนเองถูกรั่วไหลได้ที่บริการ Have I Been Pwned: haveibeenpwned และควรทำการเปลี่ยนรหัสผ่านที่ใช้ซ้ำกับบริการ Nitro PDF

ที่มา: bleepingcomputer

กลุ่มแฮกเกอร์ชาวจีนต้องสงสัยในการขโมยข้อมูลผู้โดยสารของสายการบิน

NCC Group และบริษัทในเครือ Fox-IT ได้ออกรายงานถึงกลุ่มแฮกเกอร์ชาวจีนที่ต้องสงสัยที่มีชื่อกลุ่มว่า “Chimera” ได้โจมตีอุตสาหกรรมสายการบินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อการขโมยข้อมูลผู้โดยสารและเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลที่น่าสนใจ

ตามรายงานของ NCC Group และ Fox-IT ที่ได้สังเกตเห็นกลุ่มแฮกเกอร์ต้องสงสัยนี้ในระหว่างการรับมือกับเหตุการณ์การโจมตีต่าง ๆ (incident response) ระหว่างเดือนตุลาคม 2019 ถึงเมษายน 2020 โดยเป้าหมายของการโจมตีเหล่านี้จะพุ่งเป้าไปที่บริษัทเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทในอุตสาหกรรมสายการบินในหลายประเทศและไม่ใช่เฉพาะในเอเชีย

NCC และ Fox-IT กล่าวต่อว่าได้พบไฟล์ DLL ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษถูกใช้ในการดึงข้อมูล Passenger Name Records (PNR) ในระหว่างที่ทางบริษัทเข้าไปรับมือกับสถานะการการโจมตีในบริษัทในอุตสาหกรรมสายการบิน

กลุ่ม Chimera โจมตีโดยเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูล Credentials เพื่อเข้าสู่ระบบของเป้าหมาย โดยการใช้ข้อมูลที่ถูกซื้อขายในฟอรัมแฮกเกอร์หรือข้อมูลที่ถูกรั่วไหลจากฟอรัมต่างๆ จากนั้นจะใช้เทคนิค Credential stuffing หรือ Password spraying ในเข้าสู่บัญชีของพนักงานที่อยู่ภายในบริษัทที่ตกเป้าหมาย เช่น บัญชีอีเมล และเมื่อสำเร็จแล้วจะทำการค้นหารายละเอียดของการเข้าสู่ระบบสำหรับขององค์กรเช่นระบบ Citrix และอุปกรณ์ VPN เป็นต้น เมื่อสามารถอยู่ในเครือข่ายภายในได้ผู้บุกรุกมักจะติดตั้ง Cobalt Strike ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทดสอบการเจาะระบบ จากนั้นจะทำการเคลื่อนย้ายไปยังระบบต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดโดยค้นหาทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) และรายละเอียดผู้โดยสาร ซึ่งเมื่อพบและรวบรวมข้อมูลแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ได้จะถูกอัปโหลดไปยังบริการคลาวด์สาธารณะเช่น OneDrive, Dropbox หรือ Google Drive เพื่อป้องกันการตรวจสอบหรือบล็อกภายในเครือข่ายที่ถูกละเมิด

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการตรวจสอบระบบของท่านอยู่เป็นประจำ ทำการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดและควรใช้อุปกรณ์ในการตรวจจับเหตุการ์ต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นเป้าหมายของผุ้ประสงค์ร้าย

ที่มา: zdnet

นักวิจัยพบช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ Dnsmasq ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้โจมตี Hijack DNS อุปกรณ์ได้นับล้านเครื่อง

JSOF บริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยจากประเทศอิสราเอลได้เปิดเผยช่องโหว่ในซอฟต์แวร์สำหรับให้บริการ Network Service ที่ชื่อ Dnsmasq จำนวน 7 รายการ โดยนักวิจัยได้เรียกช่องโหว่นี้ว่า DNSpooq ซึ่งช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถทำการ DNS Cache Poisoning Attack, เรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกลและรวมถึงการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DoS) กับอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบหลายล้านเครื่อง

Dnsmasq เป็นซอฟต์แวร์ที่ให้บริการ Network Service อย่างเช่น DNS Server, DNS Forwarder, DNS caching, และ Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) และมีความเหมาะสมกับการใช้งานใน Internet-of-Things (IoT) และอุปกรณ์ embedded อื่นๆ

ช่องโหว่ DNSpooq สามช่องโหว่ซึ่งมีลักษณะ DNS Cache Poisoning Attack ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-25686, CVE-2020-25684 และ CVE-2020-25685 ช่องโหว่จะอนุญาตให้ผู้โจมตีสามารถเปลื่ยนแปลง DNS record ของอุปกรณ์ได้ โดยผู้โจมตีจะสามารถรีไดเร็คผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นอันตรายของผู้ประสงค์ร้ายในขณะที่ผู้ใช้เยี่ยมชมเว็บไซต์อยู่และจะสามารถทำการโจมตีแบบฟิชชิง, ขโมยข้อมูล Credential หรือทำการแพร่มัลแวร์ไปยังผู้ใช้ได้โดยไม่รู้ตัว

ส่วนช่องโหว่ที่เหลืออีกสี่รายการคือ CVE-2020-25687, CVE-2020-25683, CVE-2020-25682 และ CVE-2020-25681 โดยช่องโหว่ทั้งสี่นี้จะเป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกลบนอุปกรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดได้หาก Dnsmasq เปิดใช้ DNSSEC

JSOF ยังได้ระบุอีกว่าปัจจุบันเซิร์ฟเวอร์ Dnsmasq มากกว่า 1 ล้านเครื่องถูกเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ตตามข้อมูลของ Shodan และมากกว่า 630,000 เครื่องตามข้อมูลของ BinaryEdge มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี อย่างไรก็ดี JSOF ได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำการอัปเดตซอฟต์แวร์ Dnsmasq ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดคือ 2.83 หรือใหม่กว่า เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา: bleepingcomputer

นักวิจัยพบ Bug ใน Signal, Facebook Messenger และ Google Duo ที่จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถสอดแนมผู้ใช้ได้

Natalie Silvanovich นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Google Project Zero ได้พบช่องโหว่ในแอปพลิเคชัน Signal, Google Duo, Facebook Messenger, JioChat และ Mocha ซึ่งจะทำให้ผู้โทรสามารถรับฟังเสียงสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวของผู้รับได้โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่ผู้รับจะรับสาย โดยช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการแก้ไขทั้งหมดแล้ว

Silvanovich ได้ค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวในลอจิกของแอปพลิเคชันจากการตรวจสอบ State Machine ของแอปพลิเคชัน Video conference จำนวน 7 แอปและพบว่ามีจำนวน 5 แอปมีช่องโหว่ที่อนุญาตให้ผู้รับมีการส่งข้อมูลเสียงหรือวีดีโอกลับมาก่อนที่จะรับสาย

Silvanovich ได้ทำการเปิดเผยช่องโหว่ดังกล่าวและแอปพลิเคชัน Signal ซึ่งมีช่องโหว่การส่งเสียงกลับมาและได้ทำการแก้ไขช่องโหว่แล้วในเดือนกันยายน 2019 ส่วน Google Duo มีช่องโหว่การเปิดเผยแพ็กเกจวีดีโอถูกแก้ไขช่องโหว่แล้วในเดือนธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา Facebook Messenger มีช่องโหว่ในการเชื่อมต่อเสียงก่อนผู้รับกดรับและถูกแก้ไขแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2019 ส่วน JioChat และ Mocha messengers มีช่องโหว่การเปิดเผยทั้งเสียงและวีดีโอและถูกแก้ไขแล้วในเดือนกรกฎาคม 2020

ทั้งนี้ Silvanovich ยังได้มองหาช่องโหว่ที่คล้ายกันในแอปพลิเคชัน Video Conference อื่น ๆ รวมถึง Telegram และ Viber แต่ไม่พบปัญหาดังกล่าว

ที่มา: bleepingcomputer

OpenWRT Forum ถูกบุกรุกและถูกขโมยข้อมูล แจ้งผู้ใช้ทำการเปลื่ยนรหัสผ่านใหม่โดยด่วน

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2021 ที่ผ่านมาฟอรัม OpenWRT ได้ถูกโจมตีซึ่งทำให้บัญชีผู้ใช้และบัญชีผู้ดูแลระบบของฟอรัม OpenWRT ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการบุกถูกบุกและความเสี่ยงจากการอาจทำให้ถูกเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้

การโจมตีเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 04:00 นาฬิกา (GMT) เมื่อทีมดูแลระบบตรวจพบบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงผู้ดูแลระบบและพยายามทำการคัดลอกรายการที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้ในฟอรัมและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้บุกรุกใช้บัญชีของผู้ดูแลระบบ OpenWRT เข้าสู่ระบบโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ Two-factor authentication (2FA) ซึ่งการบุกรุกครั้งนี้ผู้บุกรุกได้ทำการขโมย Email address และข้อมูลการจัดการของผู้ใช้ฟอรัมไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตามทางทีมผู้ดุแลระบบฟอรัม OpenWRT ได้ทำการรีเซ็ตรหัสผ่านทั้งหมดในฟอรัมเพื่อความปลอดภัยและทำให้คีย์ API ทั้งหมดที่ใช้สำหรับกระบวนการพัฒนาโปรเจ็กต์หมดอายุ ผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบต้องตั้งรหัสผ่านใหม่ด้วยตนเองจากเมนูเข้าสู่ระบบ โดยระบุชื่อผู้ใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำในการรับรหัสผ่านใหม่

ทั้งนี้ผู้ใช้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากอีเมลฟิชชิง ซึ่งผู้ใช้อย่าคลิกลิงก์ที่แนบมากับอีเมล แต่ให้พิมพ์ URL ของฟอรัม OpenWRT ใหม่ด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการรีไดเร็คไปยังเว็บไซต์ของผู้ประสงค์ร้าย

ที่มา: bleepingcomputer