Microsoft Teams เก็บ Authen token เป็นแบบ cleartext ใน Windows, Linux, Macs

นักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยได้พบช่องโหว่ใน Microsoft Teams Application ที่ใช้งานกับ Desktop ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง Authentication Token และบัญชีที่เปิดใช้งาน Multi-Factor (MFA) ได้

Microsoft Teams เป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารที่อยู่ในตระกูลผลิตภัณฑ์ 365 ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 270 ล้านคนในการประชุมทางวิดีโอ และการจัดเก็บไฟล์

ปัญหานี้มีผลกระทบต่อ Application version ที่ใช้บน Windows, Linux และ Mac เนื่องจาก Authentication Token ของผู้ใช้งานใน Microsoft Teams จะถูกจัดเก็บเป็น clear text โดยไม่มีการป้องกันการเข้าถึง เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมย Tokens แล้วใช้เพื่อเข้าสู่ระบบของเหยื่อได้

นักวิจัยระบุว่า "การเข้าควบคุมบัญชีที่สำคัญขององค์กร เช่น หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม CEO หรือ CFO" อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรได้

นักวิจัยของ Vectra พบปัญหานี้ในเดือนสิงหาคม 2022 และรายงานไปยัง Microsoft แต่ Microsoft ไม่เห็นด้วย และยังระบุว่าไม่ตรงตามเกณฑ์ที่จำเป็นต้องทำการแก้ไข

รายละเอียดปัญหา

Microsoft Teams เป็นแอปในลักษณะ Electron ที่ทำงานในเบราว์เซอร์ พร้อมด้วยองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับหน้าเว็บปกติ (cookies, session strings, logs อื่นๆ)

ซึ่ง Electron ไม่รองรับการเข้ารหัส หรือการป้องกันการเข้าถึงไฟล์ ดังนั้นแม้ว่าเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์จะใช้งานได้หลากหลาย และใช้งานได้ง่าย แต่ก็ถือว่าความปลอดภัยไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญ เว้นแต่จะมีการปรับแต่งให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

Vectra ระบุว่า ขณะที่พยายามหาวิธีลบบัญชีที่ไม่มีการใช้งานออกจากแอปบนไคลเอ็นต์ เค้าพบไฟล์ ldb ที่มี access tokens เป็น clear text "เมื่อตรวจสอบก็พบว่า access tokens เหล่านี้ยังสามารถใช้งานได้ และไม่ใช่การ Dump error โดยไม่ได้ตั้งใจ และ Tokens เหล่านี้จะสามารถใช้เพื่อเข้าถึง Outlook และ Skype APIs" - Vectra

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์พบว่าโฟลเดอร์ "Cookie" ยังมี Authentication Tokens ที่ใช้งานได้ พร้อมด้วยข้อมูลบัญชี ข้อมูลเซสชัน และข้อมูลการใช้งานต่าง ๆ

สุดท้าย Vectra ได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้สำหรับทดสอบช่องโหว่ผ่านทางการเรียกใช้ API ซึ่งอนุญาตให้ส่งข้อความถึงตัวเองได้ โดยการใช้ engine SQLite เพื่ออ่านฐานข้อมูลใน Cookies ซึ่งปรากฏว่าได้รับ Authentication Tokens เป็นข้อความใน chat window ตามภาพ

ช่องโหว่นี้สามารถถูกโจมตีด้วยมัลแวร์สำหรับขโมยข้อมูลซึ่งเป็นหนึ่งใน Paylods ที่นิยมมากที่สุดในแคมเปญฟิชชิ่ง

การใช้มัลแวร์ประเภทนี้ ผู้โจมตีจะสามารถขโมย Authentication Tokens ของ Microsoft Teams และเข้าสู่ระบบจากระยะไกลในฐานะผู้ใช้ bypass MFA และเข้าถึงบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

ซึ่งผู้โจมตีมีการโจมตีลักษณะนี้กับแอปพลิเคชันอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น Google Chrome, Microsoft Edge, Mozilla Firefox, Discord และอื่น ๆ อีกมากมาย

การลดความเสี่ยง

ด้วยเหตุที่ยังไม่มีแพตช์สำหรับแก้ไข คำแนะนำของ Vectra คือให้ผู้ใช้สลับไปใช้ Microsoft Teams ที่เป็น Browser version แทน ผ่านทาง Microsoft Edge ซึ่งผู้ใช้จะได้รับการป้องกันเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของ Tokens

นักวิจัยแนะนำผู้ใช้งาน Linux ให้ย้ายไปใช้โปรแกรมสำหรับ Online meeting อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Microsoft ประกาศแผนการที่จะหยุดสนับสนุนแอปสำหรับแพลตฟอร์ม Linux ภายในเดือนธันวาคม

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถย้ายไปยังโซลูชันอื่นได้ในทันที สามารถเฝ้าระวังการที่เข้าถึงไดเร็กทอรีต่อไปนี้:

[Windows] %AppData%\Microsoft\Teams\Cookies
[Windows] %AppData%\Microsoft\Teams\Local Storage\leveldb
[macOS] ~/Library/Application Support/Microsoft/Teams/Cookies
[macOS] ~/Library/Application Support/Microsoft/Teams/Local Storage/leveldb
[Linux] ~/.config/Microsoft/Microsoft Teams/Cookies
[Linux] ~/.config/Microsoft/Microsoft Teams/Local Storage/leveldb

BleepingComputer ได้ติดต่อ Microsoft เกี่ยวกับแผนที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 โฆษกของ Microsoft ระบุว่า

"เทคนิคที่ใช้ ยังไม่ตรงกับมาตรฐานที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข เนื่องจากผู้โจมตีต้องสามารถเข้าถึงเครือข่ายเป้าหมายให้ได้ก่อน

ขอขอบคุณ Vectra Protect ในการระบุ และเปิดเผยปัญหานี้อย่างมีความรับผิดชอบ และจะพิจารณาแก้ไขดังกล่าวต่อไปในอนาคต"

ที่มา : bleepingcomputer

หน่วยงานรัฐของประเทศชิลีถูก Ransomware ชนิดใหม่โจมตี เป้าหมายคือ Microsoft Server และ VMware ESXi Server

ทีม Cyber Security Incident Response (CSIRT) ของชิลีได้ออกมารายงานว่าถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และบริการออนไลน์ของหน่วยงานรัฐบาลในประเทศ

รายละเอียดการโจมตี

การโจมตีเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2565 โดยมีเป้าหมายคือ Microsoft Server และ VMware ESXi Server
บน ESXi Server แรนซัมแวร์เริ่มต้นโดยหยุดการทำงานของระบบที่เป็น VM ทั้งหมด จากนั้นใช้อัลกอริทึม NTRUEncrypt public key ในการเข้ารหัส โดยเป้าหมายคือไฟล์ประเภท log files (.log), executable files (.exe), dynamic library files (.dll), swap files (.vswp), virtual disks (. vmdk), snapshot (.vmsn) files, และ virtual machine memory (.vmem) files
เมื่อเข้ารหัสเรียบร้อยแล้ว ไฟล์นามสกุลจะถูกต่อท้ายด้วย ".crypt"
จากนั้นผู้โจมตีได้เสนอช่องทางให้รัฐบาลชิลีเพื่อชำระเงินค่าไถ่ โดยกำหนดเวลาไว้ที่ 3 วัน ก่อนมีการขายข้อมูลสู่ DarkWeb
ส่วนระบบปฏิบัติการ Windows มัลแวร์จะใช้ชื่อว่า SecurityUpdate โดยทำการเพิ่ม Reistry เพื่อให้ตัวมันทำงานทันทีหลังมีการเปิดเครื่อง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว CSIRT ไม่ได้ชี้แจงว่าถูกมัลแวร์ชนิดใดโจมตี เพียงระบุว่ามัลแวร์ที่พบครั้งนี้มีฟังก์ชันสำหรับขโมยข้อมูลประจำตัวจากเว็บเบราว์เซอร์, แสดงรายการ Removable devices ที่สามารถเข้ารหัส และหลบเลี่ยงการตรวจจับการป้องกันไวรัสโดยใช้การตั้ง Time Out ในการ Execute File

แต่จากพฤติกรรมของมัลแวร์ พบว่าตรงกับแรนซัมแวร์ 'RedAlert' (หรือที่รู้จักว่า "N13V") ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งปกติ RedAlert จะใช้ extension ".crypt" ในการโจมตี เป้าหมายหลักๆของแรนซัมแวร์ชนิดนี้คือ Windows และ VMWare ESXi Server ส่วนลักษณะการทำงานก็ตรงกับที่รัฐบาลชิลีพบ คือจะหยุดการทำงานของระบบ VM ทั้งหมดก่อนที่จะเข้ารหัส นอกจากนี้ยังใช้อัลกอริทึม NTRUEncrypt public key ในการเข้ารหัส

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญจาก BleepingComputer ได้ยืนยันจากข้อมูลที่ได้รับว่า Ransomware นี้ไม่มีการสร้างไฟล์เรียกค่าไถ่ขณะเข้ารหัส แต่ใช้การวางไฟล์ก่อนเข้ารหัสแทน คาดว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการปกปิดตัวตนของผู้โจมตี นอกจากนี้ยังใช้วิธีสร้างลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำกันในเครือข่าย Tor Browser และต้องระบุรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบด้วย

แนวทางการป้องกัน

ตั้งค่า Policy บน Firewall และ Antivirus ให้เหมาะสม
Update Patch VMware และ Microsoft ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
Backup ข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ
สร้าง Awareness ให้กับพนักงาน
จำกัดการเข้าถึงเครือข่าย และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบต่างๆ
ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ

IOC

ที่มา : bleepingcomputer

Microsoft ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ Zero-day ‘DogWalk’ ที่กำลังถูกใช้โจมตีอยู่ในปัจจุบัน

Microsoft ออกแพตช์อัปเดตเดือนสิงหาคม 2022 "Patch Tuesday" เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day บน Windows ที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ และกำลังถูกใช้โจมตีอยู่ในปัจจุบัน โดยช่องโหว่มีหมายเลข CVE-2022-34713 และถูกเรียกว่า DogWalk โดยช่องโหว่เป็นลักษณะ path traversal บน Windows Support Diagnostic Tool (MSDT) ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เพื่อสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ โดยผู้โจมตีอาจใช้วิธีการส่งไฟล์ .diagcab ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานเปิดใช้งานผ่านทางอีเมลล์ หรือดาวน์โหลดผ่านหน้าเว็ปไซต์ โดยมันจะทำงานโดยอัตโนมัติ หลังจากมีการรีสตาร์ทระบบ และทำการดาวน์โหลดเพย์โหลดของมัลแวร์อื่นๆเพิ่มเติม

DogWalk ได้รับการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะโดย Imre Rad นักวิจัยด้านความปลอดภัยเมื่อสองปีที่แล้วในเดือนมกราคม 2020 แต่ Microsoft แจ้งว่าช่องโหว่ดังกล่าวจะไม่มีการแก้ไข เนื่องจาก Microsoft มองว่าไม่ได้เป็นปัญหาทางด้านความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามช่องโหว่ Microsoft Support Diagnostics Tool ดังกล่าวถูกพบอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ และถูกรายงานโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย j00sean

จากข้อมูลของ Microsoft DogWalk จะมีผลกับ Windows ทุกรุ่น รวมถึงไคลเอนต์ และเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชันล่าสุด Windows 11 และ Windows Server 2022 โดยรวมแล้ว Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่ 112 รายการในเดือนสิงหาคม 2022 ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ที่สำคัญ 17 รายการ ที่สามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล และยกระดับสิทธิ์ได้

ที่มา : bleepingcomputer

Ransomware ตัวใหม่ Lilith เปิดตัวเว็ปไซต์ต่อรองค่าไถ่พร้อมเหยื่อรายแรก

ตามรายงานของผู้เชี่ยวชาญจาก Cyble มีการค้นพบ Ransomware ตัวใหม่ ที่มีการเปิดตัวภายใต้ชื่อ 'Lilith' ซึ่งเป็น Ransomware ที่ถูกพัฒนาโดยภาษา C/C++ เป้าหมายคือระบบปฏิบัติการ Windows 64 Bit ซึ่งคล้ายกับ Ransomware ที่เคยถูกพบก่อนหน้านี้อย่าง RedAlert และ 0mega โดย Lilith จะทำการโจมตีแบบ double-extortions คือจะทำการขโมยข้อมูลก่อนที่จะเข้ารหัสอุปกรณ์

(more…)

พบช่องโหว่ Zero Day ของ Windows สามารถเข้าควบคุมเครื่องเป้าหมายได้ทันที เพียงแค่เปิดเอกสาร Word

ช่องโหว่ที่ค้นพบนี้ สาเหตุเกิดจาก URI Protocol ที่มีชื่อว่า search-ms ซึ่งทำหน้าที่ให้ Application ต่างๆ และ HTML Link สามารถใช้งานการฟีเจอร์ Windows Search ได้ตามที่ต้องการ

แม้ว่าการค้นหาของ Windows ส่วนใหญ่จะทำการค้นหาจาก Index บนเครื่อง แต่ด้วยลักษณะการทำงานของ search-ms จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้ไม่หวังดีจะบังคับให้ Windows Search ทำการค้นหาไฟล์จากที่อื่น เพียงแค่ระบุชื่อไปยังโฮสต์ดังกล่าว

ลักษณะการทำงาน

ยกตัวอย่างโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Sysinternals ที่เป็นฟรีแวร์สำหรับช่วยแก้ปัญหาต่างๆบนระบบ โดยโปรแกรมนี้ระบุให้ผู้ใช้งานเปิด Network Share ไปยัง live.

Malicious PyPI Package เปิด backdoor ให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงเครื่องบน Windows, Linux และ Macs ได้

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 มีผู้ไม่หวังดีได้อัปโหลดไฟล์อันตรายชื่อ 'pymafka' ไปยัง PyPI ที่เป็นคลังโปรแกรม และไลบรารีเสริมของ Python โดยไฟล์อันตรายนี้ได้มีชื่อคล้ายกับ PyKafka ซึ่งเป็น Client ของ Apache Kafka ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยต่างกันเพียงเปลี่ยนจาก 'K' เป็น 'M'

Sonatype ซึ่งเป็นผู้ค้นพบ pymafka ได้รายงานไปยัง PyPI ทำให้ไฟล์ดังกล่าวถูกลบออกไปจากระบบเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีการแจ้งไปยังนักพัฒนาที่ดาวน์โหลดไฟล์มาให้ทำการลบไฟล์ทิ้ง และตรวจสอบระบบของพวกเขาทั้งหมดที่อาจถูกฝัง Cobalt Strike Beacon และ Linux Backdoors ไว้ อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ดาวโหลดไฟล์นี้กว่า 325 ครั้ง ทำให้อาจจะยังมีผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไฟล์ดังกล่าวมีการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลภายในของผู้พัฒนาระบบจำนวนมาก

(more…)

Microsoft: Sysrv botnet targets Windows, Linux servers with new exploits

Sysrv botnet กำหนดเป้าหมายเซิร์ฟเวอร์ Windows และ Linux ด้วยช่องโหว่ใหม่

Microsoft กล่าวว่า Sysrv botnet กำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ใน Spring Framework และ WordPress เพื่อติดตั้งมัลแวร์ cryptomining บนเซิร์ฟเวอร์ Windows และ Linux ที่มีช่องโหว่

Microsoft ค้นพบมัลแวร์ Sysrv สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า Sysrv-K ที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น และยังสามารถสแกนหา WordPress ที่ไม่ได้แพตช์ และมีการใช้ Spring

โดยทีม Microsoft Security Intelligence กล่าวในเธรดบน Twitter ถึง Sysrv-K ที่มีความสามารถเข้าควบคุมเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้โดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ต่างๆ โดยช่องโหว่เหล่านี้ได้มีการแก้ไขแล้วด้วยการอัปเดตความปลอดภัย รวมถึงช่องโหว่เก่าใน WordPress plugins และช่องโหว่ใหม่ๆ เช่น CVE-2022-22947

CVE-2022-22947 เป็นช่องโหว่ Code injection บน Spring Cloud Gateway library ที่ทำให้ถูกโจมตีในรูปแบบ remote code execution บนระบบที่ยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ได้ โดยในส่วนหนึ่งของความสามารถใหม่เหล่านี้ Sysrv-K จะสแกนหา configuration files และ backups ของ WordPress เพื่อขโมย database credentials และใช้ในการเข้าควบคุมเว็บเซิร์ฟเวอร์

Sysrv กำลังสแกนจากอินเทอร์เน็ต เพื่อหาเซิร์ฟเวอร์ Windows และ Linux ที่มีช่องโหว่ในองค์กร เพื่อติดตั้ง Monero (XMRig) miners และเพย์โหลดมัลแวร์อื่นๆ

ในการแฮ็กเข้าสู่เว็บเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ botnet จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในเว็บแอป และฐานข้อมูล เช่น PHPUnit, Apache Solar, Confluence, Laravel, JBoss, Jira, Sonatype, Oracle WebLogic และ Apache Struts

หลังจากติดตั้ง cryptocurrency miners และปรับใช้ payloads ของตัวเองแล้ว Sysrv ยังแพร่กระจายตัวเองโดยอัตโนมัติบนเครือข่ายผ่านการ brute force attacks โดยใช้ SSH private keys ที่รวบรวมจากเซิร์ฟเวอร์ที่ติดมัลแวร์ (เช่น bash history, ssh config, and known_hosts files)

botnet propagator จะสแกนไปบนอินเทอร์เน็ตเพื่อหาระบบ Windows และ Linux ที่มีช่องโหว่ให้มากขึ้น เพื่อทำการเพิ่ม Monero mining bots

ที่มา : www.

Trend Micro Antivirus มีการแก้ไข Registry ของ Windows โดยไม่ได้ตั้งใจ

โปรแกรมป้องกันไวรัสของ Trend Micro ได้แก้ไขข้อผิดพลาด ที่ส่งผลให้ Apex One endpoint ตรวจจับการอัปเดต Microsoft Edge ว่าเป็นมัลแวร์ และทำให้ registry ของ Windows ถูกแก้ไขอย่างไม่ถูกต้อง

ตามรายงานจากผู้ใช้งานหลายร้อยรายเมื่อต้นสัปดาห์นี้ในฟอรัมของบริษัท และบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ว่าเกิดการตรวจจับที่ผิดพลาดกับแพทช์การอัปเดตของ Microsoft Edge  โดย Trend Micro Apex One ระบุว่าการอัปเดตเบราว์เซอร์ลักษณะดังกล่าวเป็นไวรัส/มัลแวร์: TROJ_FRS.VSNTE222 และไวรัส/มัลแวร์: TSC_GENCLEAN

(more…)

ช่องโหว่บน 7-Zip ทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลระบบในการโจมตีได้

พบช่องโหว่ Zero-day ในแอปพลิเคชัน 7-zip โดยช่องโหว่ที่พบนี้สามารถยกระดับสิทธิ์ผู้โจมตีให้เป็นผู้ดูแลระบบได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยผู้ใช้ GitHub ที่ชื่อว่า Kagancapar โดยมีหมายเลข CVE-2022-29072

7-zip เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม แต่ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบกับ Windows โดยตรง เนื่องการโจมตีต้องอาศัย Windows help application ที่ชื่อว่า hh.

Microsoft: มัลแวร์ใหม่ใช้ช่องโหว่ของ Windows เพื่อซ่อน schedule tasks

Microsoft พบมัลแวร์ตัวใหม่ซึ่งถูกใช้โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ Hafnium ที่คาดว่าได้รับการสนับสนุนจากจีน โดยตัวมันจะพยายามแฝงตัวอยู่บนเครื่องที่ควบคุมไว้โดยการสร้าง schedule tasks และซ่อนไว้

ก่อนหน้านี้กลุ่ม Hafnium ได้มุ่งเป้าการโจมตีไปที่บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการป้องกันประเทศ ของสหรัฐฯ สถาบันที่มีการรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสาขาวิชาต่างๆทั้งภาครัฐ และเอกชน นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มเดียวกับที่ Microsoft กล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีช่องโหว่ ProxyLogon ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Microsoft Exchange ทุกเวอร์ชัน

พยายามแฝงตัวอยู่บนเครื่องที่ควบคุมด้วยการลบค่า Registry ของ Windows

Microsoft Detection and Response Team (DART) กล่าวว่า Microsoft ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่ม HAFNIUM ที่มักโจมตีโดยการใช้ช่องโหว่ Zero-day

จากข้อมูลล่าสุดพบการพยายามเชื่อมต่อไปยังเครื่องอื่นๆภายในเครือข่ายของเหยื่อ และหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยการซ่อน schedule tasks ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Tarrask

เครื่องมือที่ชื่อว่า Tarrask นี้จะใช้ช่องโหว่ของ Windows เพื่อซ่อน schedule tasks จาก "schtasks /query" และ Task Scheduler โดยการลบค่า Registry ของ Security Descriptor

กลุ่ม Hafnium จะใช้ schedule tasks ที่ถูกซ่อนเหล่านี้เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ที่ถูกแฮ็ก แม้ว่าจะทำการรีบูตแล้วก็ตาม มันจะทำการเชื่อมต่อใหม่ด้วยคำสั่ง cmd อีกครั้ง

วิธีป้องกันการโจมตีจาก Tarrask

schedule tasks "ที่ซ่อนอยู่" จะเห็นได้จากการตรวจสอบ Windows Registry โดยดูได้จาก Tasks ที่ไม่มีค่า SD (security descriptor)
ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้งาน Security.