Microsoft Office 2010 และ Windows 10 Creators Update กำลังจะสิ้นสุดการสนับสนุนในอีกหนึ่งปี

 

Microsoft ประกาศว่าความสนับสนุน Office 2010 จะสิ้นสุดในวันที่ 13 ตุลาคม 2020 และได้มีการแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Office 365 ProPlus หรือ Office 2019 แทน

อีกหนึ่งข่าวคือ Microsoft ได้ประกาศว่า Windows 10 เวอร์ชัน 1703 หรือที่รู้จักในชื่อ Creators Update จะสิ้นสุดในการให้บริการและจะไม่ได้รับฟีเจอร์หรืออัปเดทด้านความปลอดภัย ซึ่งได้ถูกแนะนำให้ใช้เวอร์ชัน 1903 ที่ปล่อยออกมาล่าสุด

Microsoft ได้ให้รายการทั้งหมดที่จะสิ้นสุดการสนับสนุนในปี 2020 นี้ https://support.

Microsoft releases out-of-band security update to fix IE zero-day & Defender bug

Microsoft ออกแพตช์ด่วนให้ช่องโหว่ zero-day IE และบัคใน Defender

Microsoft ออกแพตช์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยช่องโหว่ ได้แก่ช่องโหว่ zero-day ใน Internet Explorer scripting engine และข้อบกพร่องของ Microsoft Defender โดยพบการโจมตีที่ใช้ช่องโหว่ของ Internet Explorer ดังกล่าวแล้ว

ผู้ใช้ Windows ควรติดตั้งการอัปเดตโดยเร็วที่สุด โดยแพตช์สำหรับ IE จะต้องอัปเดตด้วยตนเองในขณะที่ Defender bug จะได้รับการแก้ไขผ่านการอัปเดตแบบอัตโนมัติ

ช่องโหว่ของ Internet Explorer ดังกล่าวเป็นช่องโหว่ที่ร้ายแรงมากเป็นช่องโหว่ remote code execution (RCE) โดยได้รับ CVE-2019-1255 ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดได้จากระยะไกลได้เมื่อทำให้หน่วยความจำเสียหาย

ผู้โจมตีที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่จะได้รับสิทธิ์ผู้ใช้เช่นเดียวกับ User ที่กำลังใช้งาน Internet Explorer ซึ่งผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีโดยหลอกให้เหยื่อเข้าชมเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย

ผู้ใช้งาน Internet Explorer ควรศึกษาคำแนะนำของ Microsoft ที่แนะนำวิธีอัปเดตและวิธีลดความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถอัปเดตได้จาก https://portal.

Microsoft July 2019 Patch Tuesday fixes zero-day exploited by Russian hackers

Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนกรกฏาคม 2019 แก้ช่องโหว่ zero-day ที่กำลังถูกใช้โจมตี

Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนกรกฏาคม 2019 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 77 ช่องโหว่ โดยมีช่องโหว่ร้ายแรงมาก (critical) จำนวน 15 ช่องโหว่ ซึ่งมีช่องโหว่ zero-day จำนวนสองช่องโหว่ คือ CVE-2019-0880 และ CVE-2019-1132 ซึ่งทั้งสองช่องโหว่เป็นช่องโหว่ใช้ยกระดับสิทธิ์ได้

ช่องโหว่ CVE-2019-1132 เกิดจากส่วนประกอบของ Win32k ถูกค้นพบโดย ESET ซึ่งพบการใช้โจมตีโดยกลุ่มจากรัสเซียแล้ว

ช่องโหว่ CVE-2019-0880 เกิดจาก splwow64.exe ค้นพบโดย Resecurity ยังไม่พบการโจมตี

โดยสามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับช่องโหว่ที่ถูกแก้ในแพตช์ประจำเดือนกรกฏาคม 2019 ได้จาก https://www.

Microsoft warns about email spam campaign abusing Office vulnerability

Microsoft ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับแคมเปญสแปมอีเมลที่กำลังดำเนินอยู่กำลังแพร่กระจายอีเมลที่มีไฟล์ประเภท RTF(Rich Text Format) ที่มีช่องโหว่ CVE-2017-11882 ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ได้รับอีเมลเปิดเอกสารแนบ และดูเหมือนจะกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ชาวยุโรปเนื่องจากอีเมลเหล่านี้ถูกส่งเป็นภาษาต่างๆ ในยุโรป

Microsoft ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับแคมเปญสแปมอีเมลที่กำลังดำเนินอยู่กำลังแพร่กระจายอีเมลที่มีไฟล์ประเภท RTF(Rich Text Format) ที่มีช่องโหว่ CVE-2017-11882 ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ได้รับอีเมลเปิดเอกสารแนบ และดูเหมือนจะกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ชาวยุโรปเนื่องจากอีเมลเหล่านี้ถูกส่งเป็นภาษาต่างๆ ในยุโรป

โดยเมื่อไฟล์ RTF ถูกเปิดมันจะรันสคริปต์หลายประเภทที่แตกต่างกัน (VBScript, PowerShell, PHP, อื่น ๆ ) เพื่อดาวน์โหลด Payload โดย Payload สุดท้ายคือ Backdoor trojan ซึ่งผู้โจมตีไม่สามารถสั่งคำสั่งไปยัง Backdoor trojan ดังกล่าวได้แล้วเนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกควบคุมถูกปิดไปแล้ว แต่ Microsoft ยังคงเตือนภัยว่าอาจมีการโจมตีในลักษณะเดียวกันโดยใช้ Backdoor trojan ตัวใหม่ได้

อย่างไรก็ตามช่องโหว่ CVE-2017-11882 ได้รับการแพตช์แล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 แนะนำให้ผู้ใช้ Windows ทุกคนติดตั้งแพตช์การรักษาความปลอดภัยสำหรับช่องโหว่นี้ เนื่องจากช่องโหว่นี้กำลังถูกใช้โจมตีอยู่บ่อยครั้ง โดยบริษัท Recorded Future ออกรายงานว่าเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีมากที่สุดเป็นอันดับสามในปี 2018 และ Kaspersky ออกรายงานว่าเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีมากที่สุดอันดับหนึ่งในปี 2018 รวมถึงมีการเตือนจาก FireEye ในวันที่ 5 มิถุนายน 2019 ถึงการโจมตีด้วยช่องโหว่นี้ไปยังเอเชียกลางด้วย Backdoor ตัวใหม่ที่ชื่อว่า HawkBall

ที่มา : zdnet

Microsoft Patches Critical Vulnerabilities in NTLM

Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนมิถุนายน 2019 แก้ไขช่องโหว่กว่า 90 ช่องโหว่ รวมถึง 2 ช่องโหว่ในระดับ Critical ที่มีผลกระทบกับโปรโตคอล NTLM

CVE-2019-1040 และ CVE-2019-1019 คือช่องโหว่ภายใน NTLM ที่ทำให้ผู้โจมตีข้ามกลไกการตรวจสอบสิทธิ์ของ NTLM ได้ โดยมีผลกระทบต่อ windows ทุกรุ่น ผู้โจมตีที่ใช้งานช่องโหว่นี้จะสามารถรันโค้ดอันตรายบนเครื่อง windows หรือเข้าถึง HTTP server ที่รองรับ Windows Integrated Authentication (WIA) ซึ่งจะรวมถึง Exchange และ ADFS

NTLM นั่นอาจถูกโจมตีจาก relay attacks ได้ ทำให้ Microsoft เพิ่มกลไกในการป้องกันการโจมตีดังกล่าว แต่นักวิจัยจาก Preempt พบวิธีที่จะข้ามกลไกการป้องกันได้แก่ Message Integrity Code (MIC) SMB Session Signing และ Enhanced Protection for Authentication (EPA) ได้ ทำให้สามารถทำการโจมตีด้วย relay attacks สำเร็จได้

ผู้ใช้ควรทำการ update แพตช์ให้เป็นปัจจุบัน ทำการตั้งค่าบนเครื่อง server ให้ปลอดภัย ได้แก่บังคับใช้SMB Signing, บล็อก NTLMv1, บังคับใช้ LDAP/S Signing และบังคับใช้ EPA และลดการใช้งาน NTLM ในส่วนที่ไม่จำเป็น

ที่มา:securityweek

New Zero-Day Exploit for Bug in Windows 10 Task Scheduler

SandboxEscaper เผยแพร่ช่องโหว่ zero-day ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์อีกครั้งในวันที่ 23 พฤษภาคม 2019 โดยปล่อยช่องโหว่ดังกล่าวหลังจาก Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนพฤษภาคม 2019 เพียง 1 สัปดาห์

ซึ่งช่องโหว่นี้เป็นครั้งที่ห้าที่ SandboxEscaper ออกมาเผยแพร่โดยเริ่มจากเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2018 ช่องโหว่ในครั้งนี้เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์จำกัดสามารถควบคุมไฟล์ที่เข้าถึงได้เฉพาะสิทธิ์สูงสุดอย่าง SYSTEM และ TrustedInstaller เท่านั้น

เช่นเดียวกับช่องโหว่ที่เคยถูกเผยแพร่ SandboxEscaper จะมุ่งเน้นการหาช่องโหว่ใน Task Scheduler โดยใช้ Task Scheduler นำเข้าระบบ tasks เก่าๆ เช่น นำเข้า Task ในรูปแบบ .JOB ซึ่งเป็นรูปแบบ Task ในสมัย Windows XP แต่ยังสามารถเพิ่ม .JOB ในระบบปฏิบัติการเวอร์ชันที่ใหม่กว่าได้

เมื่อ Task Scheduler นำเข้าไฟล์ .JOB ที่มี DACL (discretionary access control list) ที่ไม่ถูกต้อง ระบบจะให้สิทธิ์การเข้าถึงไฟล์แก่ผู้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดย SandboxEscaper ทำการโจมตี Task Scheduler บน Windows 10 โดยการเรียกใช้คำสั่ง executables 'schtasks.

Cyber News: Microsoft emits free remote-desktop security patches for WinXP to Server 2008 to avoid another WannaCry

Microsoft เตือนช่องโหว่ RDP ตัวใหม่ อาจถูกนำไปแพร่มัลแวร์ ออกแพตช์พิเศษให้แม้แต่ Windows Server 2003, และ Windows XP

Microsoft อัปเดตแพตช์ล่าสุดเป็นการแก้ไขความปลอดภัยช่องโหว่ที่สำคัญ CVE-2019-0708 เกี่ยวข้องกันการใช้งาน Remote Desktop Services หรือ Terminal Services เป็นช่องโหว่ที่อนุญาตให้สามารถเรียกใช้คำสั่งได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตน ช่องโหว่ดังกล่าวไม่กระทบ Windows 8 และ Windows 10 แต่ส่งผลกระทบกับระบบปฎิบัติการรุ่นเก่าอย่าง Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Server 2008, Windows Server 2003, และ Windows XP

ซึ่ง Microsoft ได้ออกแพตช์พิเศษให้กับ Windows XP และ Windows Server 2003 ซึ่งยกเลิกการสนับสนุนไปแล้วอีกด้วย โดยสามารถดูรายละเอียดได้จาก https://support.

Microsoft’s April 2019 Patch Tuesday Fixes 74 Vulnerabilities

Microsoft ได้ทำการปล่อยแพตช์แก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนเมษายน 2019 โดยแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 74 ช่องโหว่ โดย 15 ช่องโหว่จัดอยู่ในระดับ Critical และได้มีการแก้ไขช่องโหว่ Win32k จำนวน 2 ช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้โจมตีอยู่ด้วย

ช่องโหว่ Win32k ที่กำลังถูกใช้โจมตีอยู่นี้เป็นช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถใช้ยกระดับสิทธิ์ได้ ประกอบด้วย CVE-2019-0803 ถูกค้นพบโดย Alibaba Cloud Intelligence Security Team และช่องโหว่ที่ 2 ถูกค้นพบโดย Kaspersky ได้รับ CVE-2019-0859 ซึ่งทั้งสองช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ Win32k จัดการหน่วยความจำได้ไม่ดี ทำให้หากถูกโจมตีจะทำให้ผู้โจมตีสามารถติดตั้งโปรแกรม ดูการเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล หรือสร้างบัญชีใหม่ที่มีสิทธิ์สูงสุดในการใช้งาน

นอกจากนี้นักวิจัยผู้ค้นพบช่องโหว่ CVE-2019-0841 ซึ่งมีการอัปเดตในแพตช์นี้เช่นกันได้เผยแพร่ Proof-of-concept สำหรับใช้โจมตีออกมาแล้ว ช่องโหว่ CVE-2019-0841 นี้เป็นช่องโหว่ใน AppX Deployment Service (AppXSVC) ที่สามารถใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์ได้ใน Windows 10 และ Windows Server 2019

ผู้ใช้งานหรือผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตแพตช์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยช่องโหว่เหล่านี้

ที่มา : bleepingcomputer , bleepingcomputer

WDS bug lets hackers hijack Windows Servers via malformed TFTP packets

นักวิจัยด้านความปลอดภัยออกมาเปิดเผยรายละเอียดสำหรับช่องโหว่ CVE-2018-8476 บนWindows Server ช่องโหว่ดังกล่าวถูกแก้ไขในแพตช์ประจำเดือนพฤศจิกายน ปี 2561 ที่ผ่านมา ช่องโหว่นี้ส่งผลทำให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีด้วยวิธีแทรกแซง Windows Server installation และใช้บริการ Windows Deployment Services (WDS) ในทางที่ผิดเพื่อยึดเครื่องและวาง backdoor ได้ โดยช่องโหว่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตั้งแต่ Windows Server 2008 SP2 ไปจนถึงรุ่นล่าสุดและกระทบ Windows Deployment Services (WDS) ที่มาพร้อมกับระบบ
Omri Herscovici นักวิจัย Check Point ได้ทดสอบสร้างแพ็กเก็ตที่มีรูปแบบไม่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายบน Windows Server ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้ายึด Windows Server ได้
ทั้งนี้หากแฮกเกอร์เข้าควบคุม Windows Server ได้เขาจะสามารถควบคุมเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์และสามารถใช้บริการ WDS เดียวกันเพื่อลงโปรแกรมอันตราย เช่น backdoor ไปยังระบบภายในได้อย่างง่ายดาย
ทางด้าน Microsoft และ Herscovici ยังไม่พบการโจมตีใด ๆ จากช่องโหว่นี้ แต่หลังจากมีการเผยแพร่รายงานนี้อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามโจมตีช่องโหว่ได้
ข้อแนะนำ: ผู้ดูแลระบบควรอัพเดทแพทช์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 ให้กับ Windows Server 2008 SP2 ไปจนถึงรุ่นล่าสุด

ที่มา: zdnet.

Microsoft January 2019 Patch Tuesday Includes 51 Security Updates

Microsoft ได้ปล่อยอัพเดทแพทช์ประจำเดือนมกราคม 2019 เป็นการแก้ไขช่องโหว่ 51 รายการ รวมถึง Adobe Flash Player และ Servicing Stack Updates (SSU) โดยมีช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบในระดับความรุนแรง Critical อยู่ 7 รายการต่อไปนี้

ช่องโหว่ในส่วนของ Chakra scripting engine ใน Microsoft Edge ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถทำ remote code execution ได้
1. Chakra Scripting Engine Memory Corruption Vulnerability (CVE-2019-0539)
2. Chakra Scripting Engine Memory Corruption Vulnerability(CVE-2019-0567)
3. Chakra Scripting Engine Memory Corruption Vulnerability(CVE-2019-0568)

ช่องโหว่ในส่วนของ DHCP client ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถส่ง DHCP response ที่ได้รับการแก้ไขแล้วมายัง client เพื่อสั่งรันคำสั่งอันตรายได้
4. Windows DHCP Client Remote Code Execution Vulnerability(CVE-2019-0547)

ช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถทำ remote code execution ผ่านช่องโหว่การตรวจสอบค่า input ของ host server ที่รับมาจากเครื่อง guest ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งอันตรายบน Hyper-V host ได้
5. Windows Hyper-V Remote Code Execution Vulnerability(CVE-2019-0550)
6. Windows Hyper-V Remote Code Execution Vulnerability(CVE-2019-0551)

ช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถทำ remote code execution เมื่อเข้าเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย โดยผู้โจมตีจะได้รับสิทธิ์เทียบเท่ากับผู้ใช้งานขณะนั้น หากผู้ใช้งานมีสิทธิ์เป็น admin จะส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถลงโปรแกรม, ดู, แก้ไข และลบข้อมูล หรือสร้าง account ใหม่ได้
7. Microsoft Edge Memory Corruption Vulnerability(CVE-2019-0565)

ที่มา:bleepingcomputer.