เผยปฏิบัติการมัลแวร์ VPNFilter โจมตีอุปกรณ์เน็ตเวิร์กกว่า 500,000 เครื่องทั่วโลก

หัวข้อ
เนื่องจากเนื้อหาของบทความซึ่งอาจมีหลายส่วน ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามได้ทำการแยกประเด็นสำคัญออกเป็นหัวข้อ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระตามรายการด้านล่าง

สรุปย่อ
วิธีการโจมตีอุปกรณ์เครือข่าย
เป้าหมายการโจมตี
อุปกรณ์เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบ
การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์
ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม

สรุปย่อ

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัย Talos จากบริษัท Cisco ได้มีการเปิดเผยปฏิบัติการการแพร่กระจายมัลแวร์ซึ่งมุ่งโจมตีอุปกรณ์เครือข่ายตามบ้าน (Small Office/Home Office) โดยใช้มัลแวร์ชนิดใหม่ชื่อ VPNFilter ซึ่งในขณะนี้น่าจะมีอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์แล้วอย่างน้อย 500,000 เครื่องทั่วโลก

มัลแวร์ VPNFilter นั้นเมื่อถูกติดตั้งลงในอุปกรณ์แล้ว มันสามารถที่จะดักจับข้อมูลที่ส่งผ่านอุปกรณ์, ขโมยข้อมูลหรือแม้กระทั่งตัดอินเตอร์เน็ตและทำลายอุปกรณ์ให้ไม่สามารถใช้งานต่อได้ ด้วยความซับซ้อนของมัลแวร์ VPNFilter และความเหมือนกับมัลแวร์อีกชนิดหนึ่ง ทีม Talos จึงลงความเห็นว่าปฏิบัติการการโจมตีที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะมีประเทศใดประเทศหนึ่งอยู่เบื้องหลังการโจมตี หรือกลุ่มผู้โจมตีอาจได้รับการสนับสนุนทรัพยากรแหล่งทรัพยากรระดับประเทศ (nation-state)

ในขณะนี้ทีม Talos ได้ประสานงานกับหน่วยงานจากหลายประเทศเพื่อดำเนินการปิดเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการติดต่อและควบคุมอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์แล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้งานดำเนินการตามคำแนะนำซึ่งจากปรากฎในหัวข้อ "การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์" โดยด่วนที่สุดเพื่อจัดการภัยคุกคาม
วิธีการโจมตีอุปกรณ์เครือข่าย
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos กลุ่มผู้โจมตีมีการพุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านซึ่งไม่มีการป้องกันที่ดีพอ รวมไปถึงมีการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัย เช่น ไม่ได้มีการเปลี่ยนรหัสที่ถูกตั้งมาเป็นค่าเริ่มต้นของอุปกรณ์ และขาดการอัปเดต ทำให้มีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ง่ายต่อการเป็นเป้าหมายในการโจมตี

ทีม Cisco Talos ระบุว่าในปฏิบัติการที่มีการแพร่กระจายมัลแวร์ VPNFilter ที่ตรวจพบนั้น ยังไม่มีการตรวจพบการใช้งานช่องโหว่ที่ไม่เคยมีการตรวจพบมาก่อนหรือช่อง zero day ในการโจมตีดังกล่าวเลย
เป้าหมายการโจมตี
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos เมื่อกลุ่มผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการโจมตีอุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านแล้ว กลุ่มผู้โจมตีจะติดตั้งมัลแวร์ VPNFilter ลงไปในอุปกรณ์ มัลแวร์ VPNFilter ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนและทำงานได้หลากหลายฟังก์ชันการทำงาน อาทิ

มัลแวร์จะดำเนินการเขียนทับข้อมูลในส่วนโปรแกรมของอุปกรณ์ซึ่งจะส่งผลให้อุปกรณ์ไม่สามารถใช้การได้
ดักจับข้อมูลที่ถูกรับ-ส่งในเครือข่าย
เข้าถึงและส่งออกข้อมูลหรือไฟล์ที่มีอยู่ในอุปกรณ์
ติดตั้งส่วนเสริมของมัลแวร์เพิ่มเติมซึ่งอาจทำให้มัลแวร์แพร่กระจายได้ในเครือข่าย หรือทำให้มัลแวร์ถูกตรวจจับได้ยากขึ้น

ทั้งนี้จากลักษณะความซับซ้อนและความลึกลับตรวจจับยากของมัลแวร์ ทีม Cisco Talos ลงความเห็นว่าเป้าหมายของปฏิบัติการและมัลแวร์ VPNFilter นั้นคือการติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์จำนวนมากเพื่อรอการควบคุมให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สร้างการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ รวมไปถึงถูกติดตั้งเพื่อจารกรรมข้อมูลและเก็บรวบรวมข่าวกรอง
อุปกรณ์เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบ
อ้างอิงจากรายงานของทีม Cisco Talos อุปกรณ์เครือข่ายตามบ้านที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีที่ตรวจพบมีตามรายการดังต่อไปนี้

อุปกรณ์ยี่ห้อ Linksys รุ่น E1200, E2500 และ WRVS4400N
อุปกรณ์ยี่ห้อ MikroTik รุ่น 1016, 1036 และ 1072
อุปกรณ์ยี่ห้อ NETGEAR รุ่น DGN2200, R6400, R7000, R8000, WNR1000 และ WNR2000
อุปกรณ์ยี่ห้อ TP-Link รุ่น R600VPN
อุปกรณ์ยี่ห้อ QNAP รุ่น TS251 และ TS439 Pro

การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์
ในกรณีที่เครือข่ายมีการจัดเก็บบันทึกการใช้งานเครือข่าย (log) เอาไว้ ให้ดำเนินการตรวจสอบการเรียกหาที่อยู่ซึ่งปรากฎในหัวข้อ "ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม" หากตรวจพบว่ามีการเรียกไปยังที่อยู่ดังกล่าว ให้ดำเนินการจัดการกับมัลแวร์ในอุปกรณ์ตามคำแนะนำด้านล่าง

สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่แน่ใจว่ามีอุปกรณ์ติดมัลแวร์อยู่หรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบการมีอยู่ของมัลแวร์นั้นเป็นไปได้ยาก FBI แผนก Internet Crime Complaint Center ได้มีการเผยแพร่คำแนะนำในการจัดการกับมัลแวร์ดังนี้

ดำเนินการสำรองข้อมูลการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เอาไว้ ซึ่งอาจทำได้โดยการถ่ายรูปข้อมูลการตั้งค่า เพื่อที่จะนำมาใช้ตั้งค่าอุปกรณ์ในภายหลัง
ดำเนินการล้างการตั้งค่าของอุปกรณ์ให้เป็นค่าเริ่มต้นที่มาจากโรงงาน (factory setting) เพื่อลบมัลแวร์ซึ่งอาจฝังตัวอยู่ในระบบ
ดำเนินการอัปเดตรุ่นของอุปกรณ์โดยตรวจสอบตามแหล่งข้อมูลของผู้ผลิตอุปกรณ์
ปิดการใช้งานฟีเจอร์ควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล (remote management)
เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงอุปกรณ์ให้เป็นรหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งและคาดเดาได้ยาก

หากมีการใช้ Snort ในการตรวจจับการโจมตีภายในเครือข่าย มัลแวร์ VPNFilter สามารถถูกตรวจจับได้ผ่านทาง rule ดังต่อไปนี้ 45563, 45564, 46782 และ 46783
ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม
อุปกรณ์ที่มีการติดมัลแวร์ VPNFilter จะมีการเชื่อมต่อไปยังที่อยู่ตามโดเมนเนมดังต่อไปนี้

photobucket[.]com/user/nikkireed11/library
photobucket[.]com/user/kmila302/library
photobucket[.]com/user/lisabraun87/library
photobucket[.]com/user/eva_green1/library
photobucket[.]com/user/monicabelci4/library
photobucket[.]com/user/katyperry45/library
photobucket[.]com/user/saragray1/library
photobucket[.]com/user/millerfred/library
photobucket[.]com/user/jeniferaniston1/library
photobucket[.]com/user/amandaseyfried1/library
photobucket[.]com/user/suwe8/library
photobucket[.]com/user/bob7301/library
toknowall[.]com

และอาจจะมีการติดต่อไปยังหมายเลขไอพีแอดเดรสดังต่อไปนี้

91.121.109[.]209
217.12.202[.]40
94.242.222[.]68
82.118.242[.]124
46.151.209[.]33
217.79.179[.]14
91.214.203[.]144
95.211.198[.]231
195.154.180[.]60
5.149.250[.]54
91.200.13[.]76
94.185.80[.]82
62.210.180[.]229
zuh3vcyskd4gipkm[.]onion/bin32/update.

Flash! Ah-ahhh! WebEx pwned for all of us!

Cisco ประกาศแพตช์ช่องโหว่ครั้งใหญ่ ปิดช่อง WebEx รันโค้ดได้จากระยะไกล

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Alexandros Zacharis จาก ENISA ได้แจ้งเตือนและประกาศการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤติในซอฟต์แวร์ Cisco WebEx หลังจากค้นพบช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์แฟลชที่เป็นอันตรายซึ่งจะทำให้เกิดการรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้

แม้ว่าช่องโหว่นี้จะยังไม่มีรายงานถึงการใช้งานในการโจมตีจริง แต่ก็เป็นช่องโหว่ที่ผู้ใช้งานควรทำการแพตช์เป็นอย่างสูงเนื่องจากความรุนแรงของช่องโหว่นี้นั้นสูงถึง 9 เต็ม 10 ะแนนจากมาตรฐาน CVSS ซึ่งวิธีการลดผลกระทบนี้นั้นไม่สามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นได้นอกจากการแพตช์ โดยเวอร์ชันที่มีการแพตช์แล้วจะอยู่ในรุ่น T32.10

นอกเหนือจากแพตช์ของ WebEx แล้ว Cisco ยังได้มีการประกาศแพตช์ให้กับอีกหลายซอฟต์แวร์ในเครือ เช่น ช่องโหว่ใน Unified Computing System (UCS) แนะนำให้ตรวจสอบกับ Cisco Security Advisory และทำการอัปเดตโดยด่วน

ที่มา:theregister

Cisco Releases Security Updates

เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา Cisco ได้มีการประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยให้กับซอฟต์แวร์ในตระกูล IOS, IOS XE และ IOS XR กว่า 20 รายการซึ่งโดยส่วนมาเป็นช่องโหว่ที่มีความร้ายแรงในระดับสูงหรือระดับสูงสุด

หนึ่งในช่องโหว่ที่ร้ายแรงสูดสุดนั้นคือช่องโหว่รหัส cisco-sa-20180328-smi2 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่อยู่ใน Software Smart Install ของ IOS และ IOS XE ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้งานโจมตีช่องโหว่ buffer overflow เพื่อรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้ Cisco ยังมีการแพตช์ช่องโหว่ cisco-sa-20180328-xesc ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการค้นพบว่ามีการฝังข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบไว้ในอุปกรณ์ซึ่งสามารถทำให้ผู้ไม่ประสงค์ร้ายสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวซึ่งเหมือนกันในเกือบทุกระบบเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ได้จากระยะไกลได้

Recommendation: แนะนำให้ทำการตรวจสอบกับอุปกรณ์และทำการแพตช์หากพบว่าได้รับผลกระทบจากช่องโหว่โดยด่วน

ที่มา: us-cert.

Cisco patches a perfect 10.0 ‘critical’ flaw in its popular security appliance

Cisco ประกาศแพตช์ด่วนให้แก่ช่องโหว่บน Adaptive Security Appliance (ASA) และ Firepower Threat Defense (FTD) หลังจากตรวจพบช่องโหว่ที่ความร้ายแรง 10.0/10.0 ที่ทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ต้องเป็นผู้ใช้งานที่พิสูจน์ตัวตนแล้วสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายหรือทำการ DoS อุปกรณ์ได้

ช่องโหว่ดังกล่าวซึ่งถูกประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้รับการอัปเดตข้อมูลและความรุนแรงอีกครั้งหลังจาก Cisco ตรวจพบปัจจัยอื่นที่ทำให้ช่องโหว่ดังกล่าวมีความร้ายแรงมากขึ้น ช่องโหว่รหัส CVE-2018-0101 นี้มีที่มาจากการกระบวนการอ่านและแปลงค่า XML ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายหรือบังคับให้เกิดเงื่อนไขเพื่อ DoS ระบบได้ อ้างอิงจากรายงานของ Cisco อุปกรณ์ ASA ที่มีช่องโหว่นั้นจะต้องมีการเปิดใช้งาน SSL หรือ IKEv2 VPN ด้วย

ทาง Cisco แนะนำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีช่องโหว่ดังกล่าวทำการอัปเดตหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://tools.

Cisco Patches Critical WebEx Vulnerabilities

Cisco ออก Patch อุดช่องโหว่ WebEx ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของการติดต่อสื่อสารหรือประชุมออนไลน์ ที่มีช่องโหว่ความรุนแรงระดับ Critical ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution ได้
ช่องโหว่ 6 รายการ ส่งผลกระทบต่อ WebEx Network Recording Player สำหรับ Advanced Recording Format (ARF) และไฟล์ WebEx Recording Format (WRF) ทำให้ผู้บุกรุกสามารถโจมตีได้จากระยะไกลเพื่อทำให้เกิด Denial-of-Service (DoS) ในซอฟต์แวร์และอาจจะรันโค้ดที่เป็นอันตรายโดยการหลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ ARF หรือ WRF ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ และผู้บุกรุกยังสามารถส่งไฟล์ที่เป็นอันตรายไปยังเหยื่อได้ทางอีเมลล์หรือสั่งให้เปิดเว็บโฮสติ้งได้อีกด้วย

ช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไข ได้แก่ WebEx Business Suite meeting sites, WebEx Meetings sites, WebEx Meetings Server, และ WebEx ARF และ WRF Players Cisco ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบและการแก้ไข โดยช่องโหว่ได้รับรหัส CVE ดังต่อไปนี้ : CVE-2017-12367, CVE-2017-12368, CVE-2017-12369, CVE-2017-12370, CVE-2017-12371 และ CVE-2017-12372
ช่องโหว่เหล่านี้ถูกรายงานโดย Andrea Micalizzi (rgod) และ Steven Seeley จาก Offensive Security โดยใช้ Zero Day Initiative ของ Trend Micro (ZDI)

ที่มา: securityweek

Cisco Releases Security Updates

Cisco ได้ปรับปรุงแก้ไขช่องโหว่ใน WebEx Network Recording Player สำหรับรูปแบบการบันทึกไฟล์แบบ Advanced Recording Format(ARF) และ WebEx Recording Format(WRF) ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ผู้โจมตีสามารถ Remote เข้ามาควบคุมเครื่องได้

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
• Cisco WebEx Business Suite (WBS30) client builds รุ่นก่อน T30.20
• Cisco WebEx Business Suite (WBS31) client builds รุ่นก่อน T31.14.1
• Cisco WebEx Business Suite (WBS32) client builds รุ่นก่อน T32.2
• Cisco WebEx Meetings with client builds รุ่นก่อน T31.14
• Cisco WebEx Meeting Server builds รุ่นก่อน 2.7MR

ทั้งนี้แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัพเดทผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ที่มา: us-cert

CISCO PATCHES DOS FLAW IN BGP OVER ETHERNET VPN IMPLEMENTATION

การดำเนินการเปลี่ยนแปลง Border Gateway Protocol (BGP) บน Ethernet VPN ทำให้เกิดช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ IOE XE
Cisco ได้เปิดเผยการปรับปรุงซอฟต์แวร์สำหรับ IOS XE เพื่อแก้ไขปัญหาการโจมตีจากระยะไกลได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือความเสียหายกับ BGP routing table ส่งผลให้เกิดความไม่เสถียรของเครือข่าย ได้รับรหัสเป็น CVE-2017-12319
Cisco กล่าวว่า IOS XE เวอร์ชันก่อนหน้า 16.3 ที่รองรับการใช้งาน BGP บน Ethernet VPN มีความเสี่ยง ผู้บุกรุกสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้โดยการส่งแพคเก็ต BGP ที่สร้างขึ้นมาให้กับอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้โจมตีสามารถรีโหลด หรือสร้างความเสียหายต่อ BGP routing table ส่งผลให้เกิดการ DoS ได้

ที่มา : Threatpost

Cisco patched critical and high severity vulnerabilities in several products, including the Cloud Services Platform (CSP).

Cisco ได้ทำการ patch ช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูง(High) และสูงมาก(Critical) ที่พบในผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วย Cloud Services Platform (CSP), Firepower Extensible Operating System (FXOS), NX-OS และ Small Business IP phones ช่องโหว่ที่ร้ายแรงที่สุดในครั้งนี้คือ CVE-2017-12251, เป็นการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาติซึ่งส่งผลต่อ Cloud Services Platform 2100

Cloud Services Platform(CSP) เป็นบริการที่ถูกใช้ในหลายองค์กร เพื่อที่จะนำบริการของ Cisco หรือบริการ Virtual Network รายอื่นๆ มาใช้งาน ช่องโหว่นี้ถูกพบใน Web Console ของ CSP หากโจมตี และสามารถ Authenticate ได้สำเร็จ จะสามารถเข้าถึงบริการ หรือแม้กระทั่ง virtual machines (VMs) บนอุปกรณ์ CSP ที่ได้รับผลกระทบ รายงานได้ระบุว่ายังไม่พบว่ามีการโจมตีช่องโหว่นี้เกิดขึ้น โดยเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ คือ 2.1.0, 2.1.1, 2.1.2, 2.2.0, 2.2.1 และ 2.2.2

นอกจากนี้ Cisco ยังได้แจ้งไปยังลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูงของ DoS(CVE-2017-3883) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการ Authentication, การ Authorization และ Accounting(AAA) บน FXOS และ NX-OS ผู้โจมตีสามารถทำการ brute-force login กับตัวเครื่องที่มีการตั้งค่าด้วยระบบป้องกัน AAA หากสำเร็จจะสามารถทำการ remote เข้ามาสั่งรีโหลดตัวเครื่องได้ โดยช่องโหว่มีผลกระทบต่อ Firepower appliances, Nexus, Multilayer Director switches, และ Unified Computing System บางตัว

Cisco ยังมีการะบุเพิ่มเติมถึงช่องโหว่อีกสองตัว CVE-2017-12260 และ CVE-2017-12259 ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Small Business IP phones โดยช่องโหว่ตัวแรกส่งผลกระทบต่อการทำงานของ Session Initiation Protocol (SIP) ใน IP Phones รุ่น SPA50x, SPA51x และ SPA52x, ตัวที่สองส่งผลกระทบต่อการทำงานเช่นเดียวกัน แต่เป็น IP Phones รุ่น SPA51x เท่านั้น ช่องโหว่สองตัวนี้ทำให้เกิด DoS จากการส่งคำขอพิเศษที่ถูกดัดแปลงแล้ว(specially crafted SIP requests) ไปยังเครื่องเป้าหมาย

ที่มา: securityaffairs

Sounds painful: Audio code bug lets users, apps get root on Linux

Cisco ได้รายงานถึงข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ Advanced Linux Sound Architecture (ALSA) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการเปิดเผย CVE ออกมาอย่างเป็นทางการ
ช่องโหว่นี้ได้รับการระบุเป็น CVE-2017-15265 แต่ให้คงสถานะเป็น reserved เอาไว้ก่อนในวันที่ประกาศ โดยเป็นช่องโหว่ที่เกิดจากความผิดพลาดของ Use-After-Free หรือความพยายามในการเข้าถึง memory ที่ถูกปล่อย(Free)

หลังจากถูกใช้งานเรียบร้อยแล้วใน ALSA ของแอพพลิเคชัน ผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีผ่านช่องโหว่นี้จากการเรียกใช้แอพพลิเคชั่นที่สร้างขึ้นมาในระบบของเป้าหมาย หากการโจมตีสำเร็จสามารถทำให้ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ที่สูงขึ้นในระบบของเป้าหมายได้

แม้ว่าช่องโหว่นี้อาจจะส่งผลเฉพาะกับเครื่องที่โดนโจมตีเท่านั้น แต่การที่ผู้โจมตีสามารถทำการเพิ่มสิทธิ์ตนเองให้สูงขึ้นได้นั้น ก็ส่งผลให้ช่องโหว่นี้ถูกจัดอยู่ในระดับ High ทั้งนี้จากรายงานได้ระบุว่าได้มีการแก้ไขช่องโหว่นี้โดยการปรับฟังก์ชั่นการทำงานให้รัดกุมขึ้น และได้อัพโหลดขึ้นไปบน ALSA git tree เรียบร้อยแล้ว

ที่มา: theregister

Critical IOS Flaws Expose Cisco Devices to Remote Attacks

Cisco ออก IOS software สำหรับแก้ไขปัญหาช่องโหว่มากกว่า 12 จุดที่มีความรุนแรงระดับ High และ Critical ทำให้สามารถโจมตีระยะไกลผ่านตัว switches และ routers

หนึ่งในช่องโหว่ระดับ Critical คือ CVE-2017-12229 REST API ทำให้ผู้โจมตีสามารถ remote และ bypass การตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าถึง user interface ของอุปกรณ์ที่ใช้งานที่มีช่องโหว่

ช่องโหว่ระดับ Critical ตัวที่ 2 เกี่ยวข้องกับ web-based user interface คือ CVE-2017-12230 อนุญาตให้ผู้โจมตีที่ Authentication สำเร็จสามารถยกระดับสิทธิ์ตนเองได้ ซึ่งปัญหาเกิดจากการสร้าง user ใหม่ผ่าน web interface ทำให้สามารถยกระดับสิทธิ์ตนเองได้โดย default

และช่องโหว่ระดับ Critical ล่าสุด คือ CVE-2017-12240 ที่มีผลกระทบกับ DHCP ใน IOS และ IOS XE software ทำให้ผู้โจมตี Remote และไม่ต้อง Authentication สามารถสั่งรัน code และเข้าควบคุมระบบหรือทำให้เกิด denial-of-service (DoS) จากการ buffer overflow ผ่าน DHCPv4 packets ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ

Cisco ออก Patch ทั้งหมด 11 ตัวจากช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูง ส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบต่างๆ ของ OS และ/หรือ IOS XE software รวมถึงช่องโหว่ DoS ที่ส่งผลกระทบกับ Catalyst switches, Integrated Services routers, industrial ethernet switches, ASR 1000 series routers, และ cBR-8 Converged Broadband routers.