CISA ยืนยันว่าช่องโหว่ของ SonicWall VPN กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 เมษายน 2025) หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency - CISA) ได้ออกคำเตือนให้หน่วยงานรัฐบาลกลางดำเนินการป้องกันอุปกรณ์ SonicWall Secure Mobile Access (SMA) 100 series จากการโจมตีด้วยช่องโหว่ระดับ High ซึ่งสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2021-20035 โดยส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์รุ่น SMA 200, SMA 210, SMA 400, SMA 410 และ SMA 500v (บนแพลตฟอร์ม ESX, KVM, AWS และ Azure) ซึ่งหากสามารถโจมตีได้ความสำเร็จ อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีจากภายนอกที่มีสิทธิ์เข้าถึงเพียงแค่ในระดับต่ำสามารถเรียกใช้รันโค้ดใด ๆ ก็ได้ ด้วยเทคนิคการโจมตีที่ไม่ซับซ้อน

SonicWall ได้อธิบายในคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่มีการอัปเดตในสัปดาห์นี้ว่า:

“การจัดการ special elements ที่ไม่เหมาะสมใน management interface ของ SMA100 อาจทำให้ผู้โจมตีที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว สามารถแทรกคำสั่งใด ๆ ได้ในฐานะผู้ใช้งาน 'nobody' ซึ่งอาจนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ได้”

SonicWall ได้แก้ไขช่องโหว่นี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 หรือเกือบสี่ปีที่ผ่านมา โดยในขณะนั้นบริษัทระบุว่าช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้เพียงเพื่อก่อให้เกิดการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (Denial-of-Service หรือ DoS) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 เมษายน 2025) SonicWall ได้อัปเดตคำแนะนำเกี่ยวกับช่องโหว่นี้โดยระบุว่า ขณะนี้ช่องโหว่กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง พร้อมทั้งปรับระดับความรุนแรง CVSS จากระดับปานกลางเป็นระดับสูง และขยายขอบเขตของผลกระทบให้รวมถึง code execution

SonicWall ระบุว่า “ช่องโหว่นี้กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง เพื่อเป็นมาตรการเชิงป้องกัน ทีม PSIRT ของ SonicWall ได้ปรับปรุงข้อมูลสรุป และปรับระดับความรุนแรง CVSS เป็น 7.2”

CISA ได้ยืนยันว่าช่องโหว่ดังกล่าวถูกใช้ในการโจมตีจริงแล้ว โดยเพิ่มช่องโหว่นี้เข้าไปในแคตตาล็อกช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี (Known Exploited Vulnerabilities catalog) ซึ่งเป็นรายการช่องโหว่ที่หน่วยงานฯ ยืนยันว่ามีการใช้งานในการโจมตีทางไซเบอร์

ภายใต้คำสั่ง Binding Operational Directive (BOD) 22-01 ซึ่งออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 หน่วยงานในสังกัดฝ่ายบริหารพลเรือนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Civilian Executive Branch – FCEB) จะต้องดำเนินการแก้ไขช่องโหว่นี้ภายในเวลาสามสัปดาห์ หรือภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2025

แม้ว่าคำสั่ง BOD 22-01 จะใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ CISA ก็แนะนำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายทุกแห่งเร่งดำเนินการแก้ไขช่องโหว่นี้ทันที เพื่อป้องกันความพยายามในการเจาะระบบ

CISA เตือนว่า “ช่องโหว่ประเภทนี้มักถูกใช้เป็นช่องทางหลักในการโจมตีของผู้ไม่หวังดีทางไซเบอร์ และก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานรัฐบาล”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา SonicWall ยังได้แจ้งเตือนถึงช่องโหว่ Authentication Bypass ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริงในไฟร์วอลล์รุ่น Gen 6 และ Gen 7 ซึ่งอาจทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึง VPN sessions ได้

ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน บริษัทได้แนะนำให้ลูกค้ารีบติดตั้งแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ในอุปกรณ์ SMA1000 secure access gateways หลังจากมีรายงานว่าช่องโหว่นั้นถูกใช้ในเหตุการณ์โจมตีแบบ zero-day แล้ว

ที่มา : bleepingcomputer

ช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ใน Microsoft Outlook กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง

CISA แจ้งเตือนหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีให้รักษาความปลอดภัยในระบบ เพื่อป้องกันการโจมตีที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่ระดับ Critical ใน Microsoft Outlook ที่สามารถทำให้เกิดการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) ได้ (more…)

CISA เพิ่มช่องโหว่ของ Oracle WebLogic Server และ Mitel MiCollab ลงในแค็ตตาล็อกรายการช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี

หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ และความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่ Oracle WebLogic Server และ Mitel MiCollab ลงในแค็ตตาล็อก Known Exploited Vulnerabilities (KEV)

CVE-2020-2883 (คะแนน CVSS 9.8) เป็นช่องโหว่ใน Oracle WebLogic Server (เวอร์ชัน 10.3.6.0.0, 12.1.3.0.0, 12.2.1.3.0, 12.2.1.4.0) โดยผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายผ่าน IIOP หรือ T3 สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อโจมตี Oracle WebLogic Server ได้

รายงานที่เผยแพร่โดย ZDI ระบุว่า “ช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลบน Oracle WebLogic ที่มีช่องโหว่ โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน โดยช่องโหว่นี้เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการ T3 protocol โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นใน T3 protocol message สามารถ trigger การ deserialization ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือได้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้ในการรันโค้ดตามที่ต้องการด้วยสิทธิ์ของ Process ปัจจุบัน”

CVE-2024-41713 (คะแนน CVSS 9.8) เป็นช่องโหว่ Path Traversal ใน Mitel MiCollab (จนถึงเวอร์ชัน 9.8 SP1 FP2) โดยเป็นช่องโหว่ NuPoint Unified Messaging ที่ทำให้เกิดการโจมตีแบบ path traversal ได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความถูกต้องของข้อมูล และการกำหนดค่า

“ช่องโหว่ Path Traversal CVE-2024-41713 ใน NuPoint Unified Messaging (NPM) component ของ Mitel MiCollab อาจทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำการโจมตีแบบ path traversal ได้ เนื่องจากการตรวจสอบอินพุตที่ไม่เหมาะสม หากสามารถโจมตีช่องโหว่นี้ได้สำเร็จอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล รวมถึงความพร้อมใช้งานของระบบ ซึ่งช่องโหว่นี้สามารถถูกโจมตีได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน”

ในรายงานระบุเพิ่มเติมว่า “หากช่องโหว่นี้ถูกโจมตีได้สำเร็จ ผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลการตั้งค่าที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน ซึ่งรวมถึงข้อมูลผู้ใช้ และเครือข่าย และดำเนินการที่เป็นอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ MiCollab ได้ โดยช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงเป็นระดับ Critical”

CVE-2024-55550 (คะแนน CVSS 9.8) เป็นช่องโหว่ Path Traversal ใน Mitel MiCollab (จนถึงเวอร์ชัน 9.8 SP2) ช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีที่ผ่านการยืนยันตัวตน และมีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสามารถอ่านไฟล์ภายในระบบได้ อย่างไรก็ตามการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่นี้จำกัดเฉพาะข้อมูลที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น

“ช่องโหว่ Path Traversal, CVE-2024-55550, ใน Mitel MiCollab อาจทำให้ผู้โจมตีที่ผ่านการยืนยันตัวตน และมีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสามารถอ่านไฟล์ในระบบได้ เนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลอินพุตที่ไม่เพียงพอ”

ตามคำสั่งปฏิบัติการ (BOD) 22-01: การลดความเสี่ยงของช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่ในปัจจุบัน หน่วยงาน FCEB จำเป็นต้องแก้ไขช่องโหว่ที่ระบุภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่เหล่านี้

CISA ยังแนะนำให้องค์กรภาคเอกชนตรวจสอบช่องโหว่ที่อยู่ในแคตตาล็อก และแก้ไขช่องโหว่ในระบบของพวกเขาเช่นเดียวกัน

โดย CISA ได้สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขช่องโหว่นี้ภายในวันที่ 28 มกราคม 2025

ที่มา : securityaffairs.

พบช่องโหว่ของ SolarWinds Web Help Desk ถูกนำไปใช้ในการโจมตีแล้ว

CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ 3 รายการลงใน Known Exploited Vulnerabilities catalog (KEV) ซึ่งเป็นรายการช่องโหว่ที่พบว่าถูกนำไปใช้ในการโจมตีแล้ว ซึ่งเป็นช่องโหว่ hardcoded credentials ใน SolarWinds Web Help Desk (WHD) ระดับ Critical โดยทาง SolarWinds ได้ออกอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่แล้วในเดือนสิงหาคม 2024 (more…)

CISA เพิ่มช่องโหว่ใหม่ 7 ช่องโหว่เข้าในรายการช่องโหว่ที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบ SAP เข้าสู่ Known Exploited Vulnerabilities Catalog โดยอิงจากหลักฐานที่เริ่มพบเหตุการณ์การโจมตีเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ช่องโหว่ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2022-22536 ซึ่งมี CVSS สูงสุดที่ 10.0 และได้รับการแก้ไขไปแล้วจากทาง SAP ในช่วงของการอัปเดต Patch Tuesday ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022

โดยเป็นช่องโหว่ HTTP request smuggling และส่งผลกระทบต่อ SAP เวอร์ชันต่อไปนี้

SAP Web Dispatcher (Versions - 7.49, 7.53, 7.77, 7.81, 7.85, 7.22EXT, 7.86, 7.87)
SAP Content Server (Version - 7.53)
SAP NetWeaver and ABAP Platform (Versions - KERNEL 7.22, 8.04, 7.49, 7.53, 7.77, 7.81, 7.85, 7.86, 7.87, KRNL64UC 8.04, 7.22, 7.22EXT, 7.49, 7.53, KRNL64NUC 7.22, 7.22EXT, 7.49)

ผู้โจมตีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์สามารถเพิ่มข้อมูลใน request ของเหยื่อด้วยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน หรือฝังข้อมูลที่เป็นอันตรายไว้กับเว็บแคชได้" CISA กล่าวในการแจ้งเตือน

"ด้วย HTTP request ธรรมดา ไม่ต่างจาก request ปกติอื่นๆ ก็เพียงพอที่ทำให้สามารถโจมตีได้สำเร็จ” Onapsis ซึ่งเป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ระบุในรายงาน

“ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ง่ายมาก และเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เช่น firewalls หรือ IDS/IPS ที่จะตรวจสอบ เนื่องจากมันดูไม่เหมือนเป็นเพย์โหลดที่น่าจะเป็นอันตราย"

นอกเหนือจากช่องโหว่ของ SAP แล้ว CISA ยังได้เพิ่มช่องโหว่ใหม่ที่ถูกเปิดเผยโดย Apple (CVE-2022-32893 และ CVE-2022-32894) และ Google (CVE-2022-2856) ในสัปดาห์นี้ รวมทั้งช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับ Microsoft ก่อนหน้านี้ (CVE-2022-21971 และ CVE-2022-26923) และช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลใน Palo Alto Networks PAN-OS (CVE-2017-15944 CVSS: 9.8) ที่ถูกเปิดเผยในปี 2560

CVE-2022-21971 (CVSS: 7.8) เป็นช่องโหว่ในการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลใน Windows Runtime ที่ถูกแก้ไขโดย Microsoft ไปแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และ CVE-2022-26923 (CVSS: 8.8) ถูกแก้ไขไปแล้วในเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการยกระดับสิทธิ์ใน Active Directory Domain Services

เพื่อลดความเสี่ยงต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล Federal Civilian Executive Branch (FCEB) ต้องดำเนินการอัปเดตช่องโหว่ต่างๆข้างต้นภายในวันที่ 8 กันยายน 2022

ที่มา: thehackernews

European Banking Authority ปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day

European Banking Authority (EBA) ได้ทำการปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ของ EBA ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day ที่ถูกพบในเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ซึ่งการโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าวกำลังกระจายไปอย่างต่อเนื่องและถูกกำหนดเป้าหมายไปยังองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ออกเเพตช์ฉุกเฉินสำหรับแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ซึ่งช่องโหว่จะส่งผลผลกระทบต่อเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange หลายเวอร์ชันและพบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มแฮกเกอร์

EBA เป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของระบบการกำกับดูแลทางการเงินของสหภาพยุโรปและดูแลการทำงานของภาคธนาคารในสหภาพยุโรป การสืบสวนกำลังถูกดำเนินการเพื่อระบุว่ามีการเข้าถึงข้อมูลใดบ้าง ทั้งนี้คำแนะนำเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ระบุว่าผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์อีเมล แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่พบสัญญาณของการบุกรุกข้อมูลและการสืบสวนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EBA จะปรับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมและดูแลอย่างใกล้ชิดในมุมมองของการฟื้นฟูการทำงานอย่างเต็มรูปแบบของเซิร์ฟเวอร์อีเมล

หน่วยงาน CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) ได้ออกแจ้งเตือนถึงการใช้ช่องโหว่ Zero-day ของ Microsoft Exchange Server ทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเรียกร้องให้ผู้ดูแลระบบใช้เครื่องมือตรวจจับ Indicators of Compromise (IOC) ของ Microsoft เพื่อตรวจหาสัญญาณการบุกรุกภายในองค์กร

ทั้งนี้ Microsoft ได้ออกเครื่องมือ Microsoft Safety Scanner (MSERT) เพื่อใช้ตรวจจับเว็บเชลล์ที่ถูกใช้ในการโจมตีและสคริปต์ PowerShell เพื่อค้นหา IOC ใน log file บน Exchange และ OWA ผู้ดูแลระบบสามารถโหลด MSERT ได้ที่: microsoft

สำหรับสคริปต์ PowerShell สามารถโหลดได้ที่: github

ที่มา: bleepingcomputer