หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ (Nationaal Cyber Security Centrum: NCSC) ออกประกาศเตือนถึงช่องโหว่ระดับ Critical จำนวน 2 รายการใน Check Point VPN ได้แก่ CVE-2026-85102 และ CVE-2026-85103 ใกล้จะถูกนำมาใช้ในการโจมตีจริง
(more…)
หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ (Nationaal Cyber Security Centrum: NCSC) ออกประกาศเตือนถึงช่องโหว่ระดับ Critical จำนวน 2 รายการใน Check Point VPN ได้แก่ CVE-2026-85102 และ CVE-2026-85103 ใกล้จะถูกนำมาใช้ในการโจมตีจริง
(more…)
มีการตรวจพบ Scanning Campaign จำนวนมาก ที่มุ่งเป้าไปยัง Vite Development Servers ซึ่งเปิดให้เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขโมยข้อมูล credentials และข้อมูล configurations ระบบคลาวด์ของ AWS และ Azure
(more…)
Surfshark เปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์ได้ลักลอบเข้าถึงหนึ่งในเซิร์ฟเวอร์ Internal test ของบริษัท หลังจากเกิดข้อผิดพลาดในการกำหนดค่าที่ทำให้เซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวถูกเชื่อมต่อ และสามารถเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต
ผู้ให้บริการ VPN รายนี้ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า และไม่ได้ลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทำให้ข้อมูล Service configurations และข้อมูล Credentials ที่เกี่ยวข้องกับ Build-related รั่วไหลออกไป
Surfshark อธิบายบนเว็บไซต์ว่า “เนื่องจากความผิดพลาดของบุคคล (Human error) เซิร์ฟเวอร์ Internal test ที่ทีม Engineering ของเราใช้งานจึงถูกตั้งค่าผิดพลาด ส่งผลให้ระบบสามารถถูกเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต”
Environment ของระบบที่หลุดรอดออกไปยังมีบางส่วนของ System binaries และ Code history รวมอยู่ด้วย
Surfshark ระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตได้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์อีกเครื่องหนึ่งที่แยกส่วนออกมา ซึ่งใช้สำหรับการปรับแต่งประสิทธิภาพการเข้าถึง Content โดยเครื่องดังกล่าวทำหน้าที่เป็น Proxy และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญใด ๆ ได้ เช่น ข้อมูล User identity, IP addresses, Encryption keys หรือ Browsing traffic
ทางบริษัทไม่ได้ระบุชัดเจนว่า Binaries, Configurations, Services, ข้อมูล Credentials หรือไฟล์เฉพาะเจาะจงใดบ้างที่รั่วไหล แต่ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐาน VPN ในระดับ Production และข้อมูลของลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
ผู้ให้บริการ VPN ให้ความมั่นใจว่า “ข้อมูลส่วนบุคคลไม่เคยถูกจัดเก็บ และไม่สามารถเข้าถึงได้จากเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกเจาะ, VPN traffic และกิจกรรมการเข้าเว็บไม่ได้ถูกบันทึก หรือเก็บรักษาไว้ตั้งแต่ต้น และแอปพลิเคชันรวมถึง Browser extensions บนอุปกรณ์ของคุณก็ไม่ได้รับการดัดแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น”
บริษัทตรวจพบกิจกรรมที่น่าสงสัยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม และสามารถระงับเหตุการณ์ได้ในวันที่ 2 กันยายน โดยสามวันหลังจากนั้น บริษัทได้ดำเนินกระบวนการแก้ไข และฟื้นฟูระบบจนเสร็จสมบูรณ์
บริษัทยังระบุด้วยว่า ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าข้อมูล Credentials ที่หลุดออกไปนั้นถูกนำไปใช้ในการโจมตี หรือการเจาะระบบครั้งนี้ได้ลุกลามไปยังระบบอื่น ๆ
เพื่อเป็นการรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว Surfshark ได้ทำการ Rotated ชุดข้อมูล Internal Credentials ใหม่ทั้งหมดที่อาจได้รับผลกระทบ, เพิกถอน Tokens ที่หลุดออกไป, และได้นำมาตรการต่าง ๆ มาใช้เพิ่มเติม เช่น การตรวจจับภัยคุกคาม, การตรวจสอบกิจกรรมในระบบ, และการเสริมความปลอดภัยให้กับระบบ (System hardening)
มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมไปถึงการนำระบบควบคุมความปลอดภัยในระดับ Production มาใช้กับ Test environments, การปรับปรุงการจัดการข้อมูล Credential ในกระบวนการ Build-process, และการมอบหมายให้หน่วยงานอิสระ (Independent audit) เข้ามาตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้างของบริษัท
Surfshark สัญญาว่าจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป หากการสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่พบข้อเท็จจริงสำคัญเพิ่มเติม
จากข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา ผู้ใช้งาน Surfshark ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องบัญชีของตน อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังคงแนะนำให้ผู้ใช้เฝ้าระวังกิจกรรมที่น่าสงสัย หรือการติดต่อสื่อสารที่ไม่พึงประสงค์
ที่มา : bleepingcomputer.
กลุ่มผู้โจมตีทางไซเบอร์หลายกลุ่มได้นำชุดเครื่องมือเจาะระบบ (Exploit Kit) ที่ชื่อว่า "BlueMoon" มาใช้งาน โดยอาศัยประโยชน์จากช่องโหว่ Zero-day บน Microsoft Windows และ Google Chrome
BlueMoon ใช้การโจมตีจาก 2 ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยบน Browsers ที่ใช้ Chromium-based ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) และ Escape ออกจาก Sandbox ได้ ร่วมกับการยกระดับสิทธิ์การเข้าถึงระดับ Kernel บน Local ในระบบปฏิบัติการ Windows
ชุดเครื่องมือดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือแบบ Modular ที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ใช้งานร่วมกัน ซึ่งรองรับการเขียนโค้ด Exploit เพิ่มเติมเข้าไปได้ และถูกพบว่านำไปใช้ในหลากหลายปฏิบัติการที่แตกต่างกัน
นักวิจัยจาก Proofpoint ซึ่งเป็นบริษัท Cybersecurity ระดับองค์กร ตรวจพบการใช้งาน BlueMoon มาตั้งแต่ช่วงวันที่ 28 สิงหาคม ในปฏิบัติการโจมตีแบบ Spear-phishing ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี JungleBamboo (หรือที่รู้จักกันในชื่อ APT31, Violet Typhoon, Tide Castle) ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน
ในขณะเดียวกัน Volexity บริษัท Cybersecurity and threat intelligence ก็พบกิจกรรมในลักษณะใกล้เคียงกันเมื่อวันที่ 1 กันยายน ในแคมเปญการโจมตีจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทางบริษัทติดตามในชื่อ UTA0560 ซึ่งมุ่งเป้าการโจมตีไปที่ลูกค้าในองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) หลายแห่ง
ตามรายงานของนักวิจัยระบุว่า กลุ่มนักพัฒนา และผู้ดูแล BlueMoon ได้ฉวยโอกาสจากความ Delay ระหว่างช่วงที่มีการอัปเดตแพตช์แก้ไข Chromium กับช่วงที่มีการปล่อย Chrome Browser เวอร์ชัน Stable โดยการทำ Reverse-engineer โค้ดต้นฉบับที่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วสร้างโค้ด Exploits ขึ้นมาเพื่อมุ่งเป้าการโจมตีผู้ใช้งาน Browser ทั่วไป
ช่องโหว่ทั้ง 3 รายการที่ถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อโจมตีต่อเนื่องผ่านชุดเครื่องมือ BlueMoon ได้แก่
CVE-2026-85046: ช่องโหว่ประเภท Type Confusion ใน V8 JavaScript engine ของ Chrome ที่ทำให้สามารถเข้าถึงหน่วยความจำส่วนใดก็ได้ภายใน Sandbox ของ V8
CVE-2026-87491: ช่องโหว่ที่ทำให้สามารถ Escape ออกจาก Sandbox ของ V8 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล metadata ของ WebAssembly เพื่อสั่งรัน shellcode ที่ฝังอยู่ภายใน
CVE-2026-85880: ช่องโหว่ Heap-based Buffer Overflow ในระบบ Windows ALPC ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์บน Local ได้
Proofpoint ระบุว่า ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2026-85880 ในฐานะ Zero-day แบบดั้งเดิม โดยคาดว่าช่องโหว่นี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2025 และถูกนำมา Repackage ใหม่รวมไว้ใน BlueMoon
Proofpoint อธิบายว่า "Compilation timestamp ของไฟล์ LPE DLL ย้อนกลับไปถึงปี 2025 และดูเหมือนว่าไม่ได้ถูกปลอมแปลงขึ้นมา"
"เรื่องนี้เมื่อประกอบกับการที่โค้ด Exploit มุ่งเป้าไปยัง Windows builds รุ่นเก่า ๆ แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างโค้ด Exploit ได้นำความสามารถที่มีอยู่เดิมมา Repackage ใหม่เข้าสู่ชุดเครื่องมือเจาะระบบ BlueMoon"
BlueMoon จะรันโค้ด Exploit ภายใน Web Worker โดยพยายามรันซ้ำสูงสุดถึง 5 ครั้ง จากนั้นจะทำการเก็บข้อมูล System fingerprinting, ใช้ช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ของ Windows เพื่อยกระดับสิทธิ์โปรเซส Chrome renderer และแทรกโค้ดเข้าไปใน Parent process ของ Chrome เพื่อรันคำสั่งตามที่แฮ็กเกอร์ผู้ควบคุมเลือกไว้
คำสั่งสุดท้ายตามค่า Default จะใช้คำสั่ง curl เพื่อบันทึกไฟล์ Executable ซึ่งมักจะเป็น Malware loader ไว้ใต้ไดเรกทอรี %TEMP% แล้วทำการสั่งรันไฟล์นั้น
กลุ่มผู้ไม่หวังดี และเป้าหมาย
รายงานจาก Volexity และ Proofpoint [1, 2] ระบุถึงกลุ่มกิจกรรมการโจมตีที่แตกต่างกัน 4 กลุ่มซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการใช้งาน BlueMoon โดยในจำนวนนี้มี 3 กลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์จากจีน หรือมีความเชื่อมโยงกับจีน
JungleBamboo ซึ่งเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนกลุ่มแรกที่พบว่ามีการใช้งาน BlueMoon เป็นที่รู้จักจากการมุ่งเป้าโจมตีองค์กร NGO ในสหรัฐฯ, บริษัทเหมืองแร่ และเป้าหมายบุคคลที่มีความสำคัญระดับสูง โดยใช้ Extension ขโมยข้อมูล Credential ที่ชื่อ Longtale/GemStone ซึ่งปลอมตัวเป็น Google Gemini
กลุ่มแฮ็กเกอร์กลุ่มที่สองคือ UTA0560 ซึ่งมุ่งเป้าไปยังองค์กร NGO ต่าง ๆ โดยใช้เหยื่อล่อเกี่ยวกับการบริจาคเงินเพื่อทำให้เกิด Infection chain ที่จะส่งมัลแวร์ Grimwedge ซึ่งเป็น Backdoor ชนิด JScript ที่ทำงานในหน่วยความจำสำหรับใช้สอดแนมเป้าหมาย, จัดการไฟล์ และโปรเซส, รันคำสั่ง และอัปโหลด Payload
กลุ่มที่สามถูกติดตามในชื่อ UNK_LateNight ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการนำ ShadowPad backdoor ไปติดตั้งบนระบบของบริษัทในอุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ รวมถึงฐานอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ
กลุ่มที่สี่ถูกติดตามในชื่อ UNK_DoubleCheck ได้มุ่งเป้าโจมตีบริษัทภาคการผลิตในประเทศเวียดนามด้วยตัว Loader ที่เขียนด้วยภาษา Rust ซึ่งทำงานในหน่วยความจำ แม้ว่าจะไม่สามารถดึง Payload ตัวสุดท้ายออกมาเพื่อทำการวิเคราะห์ได้ก็ตาม
Proofpoint คาดการณ์ว่า การนำ BlueMoon ไปปรับใช้ และติดตั้งเพื่อโจมตีจะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น และอาจขยายไปถึงกลุ่มผู้โจมตีที่หวังผลประโยชน์ทางการเงินในอนาคต ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ดูแลระบบนำข้อมูล Indicators of Compromise (IoC) ที่ระบุไว้ในรายงานทั้งสองฉบับไปใช้เพื่อ Block กิจกรรมดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นได้
บริษัท Cybersecurity ทั้งสองแห่งได้แชร์ข้อมูล IoC ทั้งในส่วนของไฟล์ และโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ตรวจพบในปฏิบัติการโจมตีที่ใช้ชุดเครื่องมือเจาะระบบ BlueMoon นี้
สามารถตรวจสอบ IoCs ในข่าวได้จาก
https://www.
อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้ข้อมูลจาก Infostealer Logs เพื่อยึดบัญชีผู้ใช้งานบริการ AI และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Stolen Keys” ซึ่งสามารถนำไปใช้เข้าถึงเครื่องมือ และบริการจากผู้ให้บริการโมเดล AI เช่น Google, Anthropic และผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
(more…)
Cisco Talos ระบุว่า ช่องโหว่ 2 รายการใน Secure Firewall Management Center (FMC) ซึ่งเพิ่งได้รับการแก้ไขไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถูกนำมาใช้ในการโจมตีโดยกลุ่ม Hacker 3 กลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการโจมตีจากกลุ่ม Ransomware และกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐฯ
(more…)
Trezor ผู้ผลิต Hardware wallet สำหรับ Cryptocurrency ได้ออกมาแจ้งเตือนลูกค้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ผู้ไม่หวังดีได้เจาะระบบของผู้ให้บริการอีเมลภายนอก และกำลังมุ่งเป้าโจมตีลูกค้าด้วยวิธีการ Phishing
(more…)
CISA ยืนยันว่า กลุ่ม Ransomware กำลังมุ่งเป้าโจมตีผ่านช่องโหว่ระดับ Critical บน WatchGuard Firebox firewall ซึ่ง CISA เคยแจ้งเตือนไปตั้งแต่เดือนธันวาคมว่ามีการพบการโจมตีผ่านช่องโหว่นี้เกิดขึ้นจริง
(more…)
เซิร์ฟเวอร์ Plex Media มากกว่า 36,000 เครื่องที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต ยังคงไม่ได้รับการอัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหลายรายการ ทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์
(more…)
นักวิจัยด้านความปลอดภัยที่ใช้ชื่อว่า Nightmare Eclipse ได้เปิดเผยช่องโหว่ Zero-day ตัวใหม่บน Microsoft Defender ที่มีชื่อว่า "ShieldCrash" ทันทีหลังจากที่ Microsoft ปล่อยอัปเดตความปลอดภัย Patch Tuesday ประจำเดือนกันยายน 2026
(more…)