WordPress 5.4.2 เวอร์ชันใหม่เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

WordPress ได้ประกาศการอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ 5.4.2 โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้มีการแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้งานทางด้านความปลอดภัยที่พบในรุ่นก่อนหน้าทั้งหมดจำนวน 23 รายการ โดยรายละเอียดการเเก้ไขปัญหามีดังนี้

ช่องโหว่ Cross-site scripting (XSS) ถูกค้นพบโดย Sam Thomas (jazzy2fives) ซึ่งช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้ใช้มีการยืนยันตัวตนที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถเพิ่ม JavaScript เข้าไปในโพสต์ของช่องเครื่องมือ Block editor
ช่องโหว่ Cross-site scripting (XSS) ถูกค้นพบโดย Props to Luigi - (gubello.

ช่องโหว่การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบน Windows 10 ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของผู้ดูแลระบบได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Kushal Arvind Shah จาก FortiGuard Labs ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ใน Windows Diagnostics & feedback (CVE-2020-1296) ซึ่งช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของผู้ดูแลระบบได้

ช่องโหว่ CVE-2020-1296 นั้นเกิดจากการตั้งค่า Windows Diagnostic Data Feedback ซึ่งผู้ที่สามารถตั้งค่าได้คือผู้ดูแลระบบเท่านั้น โดยการตั้งค่า Diagnostics & Feedback นั้นคือการตั้งค่าว่าจะส่งข้อมูลการวินิจฉัยทั้งหมดไปยัง Microsoft เพื่อทำการวิเคราะห์ในกรณีที่เกิดข้อขัดข้องหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่ตรวจพบเมื่อผู้ดูแลระบบทำการตั้งค่า Diagnostics & Feedback เป็นแบบ Full นั้นจะทำให้ผู้ใช้บัญชีอื่นในเครื่องสามารถตั้งค่า Windows Diagnostic Data feedback ได้เช่นเดียวกับผู้ดูแลระบบ

แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะดูเล็กน้อย Shah กล่าวว่าการตั้งค่านี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มช่องโหว่ "Security bypass" ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าในการรับแพตช์ความปลอดภัย รวมไปถึงทำให้ความปลอดภัยของระบบในภาพรวมลดลงได้

รุ่นที่ได้รับผลกระทบ Windows 10 Version 1809, 1903, 1909 สำหรับ 32 bit และ 64 bit , Windows Server 2019, 1903, 1909 (Server Core)

คำแนะนำสำหรับการแก้ไขช่องโหว่ผู้ใช้ควรทำการติดตั้งแพตซ์อัปเดตจาก Microsoft ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ที่มา:

bleepingcomputer
portal.

แจ้งเตือน Ransom “worm” ใหม่ “Thanos” ใช้ SharpExec ช่วยแพร่กระจาย

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Recorded Fiuture ได้มีการเปิดเผยถึง Ransomware-as-a-service (RaaS) ชนิดใหม่ที่ถูกเรียกว่า Thanos ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฟอรัมใต้ดินหลายแห่ง โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Thanos นี้มีฟีเจอร์ในการแพร่กระจายและการขโมยข้อมูลอยู่ในตัวเองได้

หนึ่งในความน่าสนใจที่ทำให้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Thanos ได้รับความนิยมสูงขึ้นนั้นคือการที่มัลแวร์มีการใช้เทคนิค RIPlace ในการหลบหลีกการตรวจจับในระหว่างการเข้ารหัสไฟล์ เทคนิค RIPace นี้ใช้การฟังก์ชัน DefineDosService() ในการช่วยสร้างและจัดการไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส ส่งผลให้โปรแกรมป้องกันมัลแวร์ไม่สามารถตรวจจับได้

Thanos ถูกพบครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2019 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากการเข้ารหัสไฟล์เพื่อเรียกค่าไถ่ปกติแล้ว Thanos ยังมีฟังก์ชั่น ftp_file_exfil() ซึงฟังก์ชั่นนี้จะทำให้สามารถคัดลอกไฟล์และทำการส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ FTP ของผู้โจมตี รวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการทดสอบเจาะระบบ SharpExec ซึ่งเป็นเวอร์ชัน C# ของโปรแกรม PsExec ในการเเพร่กระจายตัวไปยังอุปกรณ์ที่อยู่ในเครือข่ายด้วย

ผู้ใช้ควรทำการระมัดระวังในการใช้งานเช่น การเปิดอีเมลจากผู้ใช้งานที่ไม่รู้จักหรือการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากแรนซัมแวร์

ที่มา:

threatpost
bleepingcomputer

 

Postbank ถูกพนักงานทำการขโมย Master Key ของธนาคาร ทำให้ต้องเปลื่ยนบัตรที่ใช้ทำธุรกรรมจำนวน 12 ล้านใบ

Sunday Times ได้รายงานว่าบัตรที่ผูกบัญชีและบัตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของ Postbank ซึ่งเป็นจำนวน 12 ล้านใบ
มีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดบัญชีที่ใช้ในธนาคารหลังจากตรวจพบว่าพนักงานของ Postbank ทำการขโมย Master Key ของธนาคารออกไป

บันทึกเหตุการการละเมิดข้อมูลนั้นพบว่ามีการพิมพ์ Encrypt Master Key ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสไว้เป็น Plaintext ที่ดาต้าเซ็นเตอร์เก่าของ Postbank ในเมืองพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ Master Key ที่ถูกขโมยไปนั้นเป็นรหัสดิจิตอลจำนวน 36 หลักโดย Master Key ชุดนี้จะทำให้สามรถเข้าถึงระบบของธนาคารอย่างอิสระ และยังสามารถอ่าน, เขียนยอดเงินในบัญชีและยังสามารถเเก้ไขเปลื่ยนเเปลงบัญชีในบัตรจำนวน 12 ล้านใบที่มีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิด คาดว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้นั้นมี 8-10 ล้านคน

ที่มา:

timeslive
itweb

Intel ทำการเเพตซ์ช่องโหว่จำนวน 25 รายการในการอัพเดตแพลตฟอร์มประจำเดือนมิถุนายน

Intel ได้เปิดตัวแพตซ์การเเก้ไขช่องโหว่และการอัพเดตแพลตฟอร์มประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งเดือนมิถุนายนนี้ทาง Intel ได้ทำการเเก้ไขช่องโหว่ 25 รายการและมีช่องโหว่ที่มีความรุนเเรงระดับ “Critical” จำนวน 2 รายการ โดยช่องโหว่ 2 รายการนี้ส่งผลกระทบต่อ Active Management Technology (AMT) ของ Intel และมีคะเเนน CVSS อยู่ที่ 9.8

ช่องโหว่ที่ความรุนเเรงระดับ “Critical” นั้นถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-0594 (CVSS 9.8), CVE-2020-0595 (CVSS 9.8) โดยช่องโหว่ทั้ง 2 อยู่ใน Intel Active Management Technology (AMT) ซึ่งช่องโหว่นี้เกิดจากค่าคอนฟิกใน Internet Protocol version 6 (IPv6) ทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้ทำการยืนยันสิทธิ์สามารถยกระดับสิทธิ์เพื่อเข้าเครือข่ายได้

นอกจากช่องโหว่แล้ว Intel ยังได้กล่าวถึงเทคนิคการโจมตีรูปแบบใหม่ 2 เทคนิคคือ “SGAxe” และ “CrossTalk” สำหรับเทคนิคการโจมตี “SGAxe” นั้นเป็นวิวัฒนาการของการโจมตี CacheOut ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถกู้คืนเนื้อหาบน CPU L1 Cache ได้แม้ว่าจะมีการใช้งานฟีเจอร์ SGX ส่วนเทคนิคการโจมตี “CrossTalk” ถูกค้นพบโดยนักวิจัย VU จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมโดยเทคนิคนี้จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบน CPU core เพื่อทำอ่านข้อมูลใน CPU โดยใช้ประโยชน์จาก Staging Buffer

Intel ได้แนะนำให้ผู้ใช้ Intel® CSME, Intel® SPS, Intel® TXE, Intel® AMT, Intel® ISM และ Intel® DAL ทำการอัพเดตอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

bleepingcomputer 
thehackernews
intel

ช่องโหว่บนระบบเอกสารออนไลน์ของรัฐบาลอินเดีย “DigiLocker” ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลผู้อื่นได้

รัฐบาลอินเดียได้ออกมาเเจ้งเตือนถึงช่องโหว่ที่มีความรุนเเรงระดับ “Critical” ในบริการรักษาความปลอดภัยทางดิจิตอล DigiLocker ซึ่งเป็นบริการออนไลน์ที่ให้บริการโดยกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และไอที (Meity) ภายใต้รัฐบาลของอินเดีย โดยช่องโหว่อาจทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านครั้งเดียว (OTP) และสามารถลงชื่อเข้าใช้ในฐานะผู้ใช้รายอื่น

ช่องโหว่ถูกค้นพบโดย Mohesh Mohan และ Ashish Gahlot ซึ่งได้อธิบายว่าผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อเข้าถึงเอกสารที่สำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาตบนแพลตฟอร์ม DigiLocker ซึ่งช่องโหว่อยู่บนฟังก์ชั่น OTP ที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบรายละเอียดของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ของผู้อื่นได้

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งาน DigiLocker 38 ล้านคนทั่วประเทศอินเดียโดย DigiLocker นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐบาลใช้เพื่อให้อำนวยความสะดวกด้านเอกสารแก่ประชาชนในอินเดีย โดยแพลตฟอร์มจะเชื่อมโยงกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้และ Aadhar ID (Aadhar ID คือหมายเลขประจำตัวซึ่งออกโดยรัฐบาลอินเดีย)

หลังจากทำการค้นพบ Mohan ได้รายงานช่องโหว่เเก่ CERT-In เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม และวันที่ 28 พฤษภาคม Ashish หน่วยงานทางด้านไซเบอร์ของอินเดียได้ออกมาเเถลงว่าได้เเก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว

ที่มา: thehackernews

แรนซัมแวร์ปลอมตัวเป็นเครื่องมือถอดแรนซัมแวร์เพื่อหลอกผู้ที่ต้องการถอดรหัสแรนซัมแวร์

 

 

MalwareHunterTeam ได้เปิดเผยถึงแรนซัมแวร์ชนิดใหม่ที่ชื่อ Zorab โดยแรนซัมแวร์ชนิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อปลอมเป็นเครื่องมือถอดรหัสแรนซัมแวร์ที่ชื่อ STOP Djvu decryptor

STOP Djvu decryptor นั้นเป็นเครื่องมือถอดรหัสแรนซัมแวร์ตระกูล STOP Djvu ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Emsisoft และ Michael Gillespie เพื่อใช้ในการถอดรหัสแรนซัมแวร์ STOP Djvu

เมื่อผู้ใช้ทำการใช้เครื่องมือถอดรหัสแรนซัมแวร์ STOP Djvu ปลอมแล้ว ตัวแรนซัมแวร์ที่แฝงอยู่ในเครื่องมือถอดรหัสจะทำการรัน Crab.

Adobe ออกแพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ระดับ “Critical ” ใน Flash Player และ Framemaker

Adobe ได้ออกเเพตซ์เเก้ไขประจำเดือนโดยในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนเเรงระดับ “Critical” 4 รายการใน Adobe Flash Player และ Adobe Framemaker

ช่องโหว่ที่มีความรุนเเรงระดับ “Critical” ใน Adobe Flash Player นั้นมี 1 รายการถูกติดตามในรหัส CVE-2020-9633 โดยเป็นช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตในฐานะผู้ใช้งานในระบบ โดยช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับผู้ใช้งาน Adobe Flash Player เวอร์ชั่นก่อน 32.0.0.387 สำหรับ Windows, macOS, Linux และ Chrome OS

ช่องโหว่ที่มีความรุนเเรงระดับ “Critical” ใน Adobe Framemaker มี 3 รายการโดยช่องโหว่ทั้ง 3 เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกล ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9636, CVE-2020-9634, CVE-2020-9635 มีผลกระทบกับ Adobe Framemaker เวอร์ชั่นก่อน 2019.0.6

ผู้ใช้งาน Adobe Flash Player และ Adobe Framemaker ควรทำการอัพเดตเเพตซ์และทำการติดตั้ง Adobe Flash Player และ Adobe Framemaker เป็นเวอร์ชั่นปัจจุนบันเพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

threatpost
securityaffairs

Microsoft ออก Patch เเก้ไขช่องโหว่ 129 รายการใน Patch Tuesday ประจำเดือนมิถุนายน

Microsoft ออกเเพตซ์แก้ไขความปลอดภัยประจำเดือนหรือที่เรียกว่า Patch Tuesday โดยในเดือนมิถุนายนนี้ Microsoft ได้ทำการเเก้ไขช่องโหว่เป็นจำนวน 129 ซึ่งมี 11 รายการเป็นช่องโหว่ระดับ “Critical” และ 118 รายการเป็นช่องโหว่ระดับ “High”

Microsoft กล่าวว่าการเเก้ไขเเพตซ์ประจำเดือนมิถุนายนนี้ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Microsoft ซึ่งข่าวดีก็คือช่องโหว่ที่ทำการเเก้ไขนั้นยังไม่พบการใช้เพื่อบุกรุกและแสวงหาประโยชน์ โดยรายละเอียดของช่องโหว่ที่น่าสนใจมีดังนี้

CVE-2020-1181 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลใน Microsoft SharePoint
CVE-2020-1225 , CVE-2020-1226 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลใน Microsoft Excel
CVE-2020-1223 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลใน Word สำหรับ Android
CVE-2020-1248 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลใน Windows Graphics Device Interface (GDI)
CVE-2020-1281 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลใน Windows OLE
CVE-2020-1299 การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลในการประมวลผล Windows .LNK files.

แจ้งเตือนช่องโหว่ “CallStranger” ใช้ช่องโหว่ในโปรโตคอล UPnP ในการขโมยข้อมูลและทำ DDoS

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Yunus Çadirci ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ CallStranger (CVE-2020-12695) ในโปรโตคอล Universal Plug and Play (UPnP) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ใช้ UPnP หลายพันล้านรายการ

ช่องโหว่ CallStranger เกิดขึ้นในการอิมพลีเมนต์การทำงานของ UPnP ในฟังก์ชัน SUBSCRIBE ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีในลักษณะเดียวกับช่องโหว่ประเภท SSRF ที่ผู้โจมตีสามารถควบคุมค่าในตัวแปรหรือฟังก์ชันการทำงานได้

ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการข้ามการตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยเครือข่ายหรือระบบ Data Loss Prevention (DLP) ซึ่งจะทำให้สามารถนำข้อมูลออกไปนอกเครือข่ายองค์กร นอกจากนี้ช่องโหว่ CallStranger ยังสามารถทำให้ผู้โจมตีทำการ Distributed Denial of Service (DDoS) บนอุปกรณ์ที่ใช้ UPnP และสามารถสแกนพอร์ตภายในจากอุปกรณ์ UPnP ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

Çadirci ได้ทำการรายงานช่องโหว่ให้เเก่สถาบัน Open Connectivity Foundation (OCF) ที่ทำการพัฒนาและดูแลโปรโตคอล UPnP และได้ช่องโหว่นี้ได้ทำการเเก้ไขแล้วในวันที่ 17 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา ดังนั้นช่องโหว่ CallStranger นี้จะมีผลกระทบกับ UPnP เวอร์ชั่นก่อนหน้าวันที่ 17 เมษายน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต Çadirci ได้ให้คำเเนะนำในการป้องกันจากช่องโหว่ที่เขาค้นพบดังนี้

ทำการปิดใช้งานบริการ UPnP ที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์หรืออินเตอร์เฟสที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
ทำการตรวจสอบอินทราเน็ตและเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ UPnP เช่น Router, IP Camera, Printers, หรืออุปกรณ์สื่ออื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

ที่มา:

bleepingcomputer
zdnet
callstranger