กลุ่ม BlackCat Ransomwareได้อ้างว่าโจมตี บริษัทด้าน IT รายใหญ่ของไทย

กลุ่ม BlackCat อ้างว่าได้ทำการโจมตีบริษัทผู้ให้บริการเกี่ยวกับการออกแบบ ให้คำปรึกษา และรับเหมาวางระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารรายใหญ่ในประเทศไทย และได้ข้อมูลไปมากกว่า 2 TB ซึ่งข้อมูลที่ถูกขโมยไปได้นั้นประกอบไปด้วย ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลผู้สมัครงาน ข้อมูลการลงทุนต่าง ๆ ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลบัตรเครดิต และรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีของบริษัท และลูกค้า และสัญญาต่าง ๆ อีกมากมาย และในปัจจุบันยังไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการจากบริษัทดังกล่าวเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้น

BlackCat Ransomware ถูกพบตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นลักษณะ Ransomware-as-a-service(RaaS) โดยทางกลุ่มมีเงื่อนไขในการให้บริการกับกลุ่มอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ผ่านการตรวจสอบจากทางกลุ่ม Blackcat แล้ว หลังการโจมตีสำเร็จ ต้องแบ่งค่าไถ่ให้กับผู้พัฒนา BlackCat 10-20% ของค่าไถ่ที่ได้มาจากการโจมตี โดยหลังจากกลุ่มอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จะสามารถเข้าถึง Tor-based control panel ในสิทธิของสมาชิกเพื่อใช้งาน Ransomware ดังกล่าวได้

กลุ่ม BlackCat นั้น มีเป้าหมายอยู่ในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาจะอยู่ในโซนยุโรป แต่ก็รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นองค์กร หรือบริษัทเกี่ยวกับ การก่อสร้างและวิศกรรม การค้า ขนส่ง ประกันภัยต่าง ๆ โทรคมนาคม ชิ้นส่วนยานยนต์ และยา

ในส่วนของเครื่องมือที่ทาง BlackCat ใช้งานในการโจมตีนั้นทางกลุ่มจะมีการใช้เครื่องมือที่ถูกใช้กันในวงการ Security อยู่แล้ว ซึ่งถูกมองว่าไม่เป็นอันตราย เช่น Mimikatz LaZagne และ WebBrowserPassView เป็นต้น

ในส่วนของ IOC ทาง I-SECURE กำลังรวบรวมข้อมูลและจะอัปเดตให้อีกครั้ง

Palo Alto Networks firewalls, VPNs พบความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ OpenSSL

บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอเมริกา Palo Alto Networks ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางตัวของบริษัทอย่างเช่น Firewall, VPN และ XDR อาจมีความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ OpenSSL ซึ่งสามารถทำให้เกิด infinite loop จาก CVE-2022-0778 ที่มีระดับความรุนแรงสูง ที่ได้มีการเปิดเผยไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน

ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านของ OpenSSL เพื่อทำให้เกิด denial of service และ remotely crash กับอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้อัพเดทแพตช์ได้ ซึ่งแม้ว่าทางฝั่ง OpenSSL เอง จะมีการออกแพตช์อัพเดทมาแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการเปิดเผยรายละเอียดของช่องโหว่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ฝั่งผู้ใช้งานของ Palo Alto อาจจะต้องรอจนถึงปลายเดือน (ระหว่างสัปดาห์ของวันที่ 18 เมษายน 2565) ซึ่ง Palo Alto Networks มีแผนที่จะปล่อยแพตช์อัปเดตออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว

PAN-OS, GlobalProtect app, และ Cortex XDR agent software มีการใช้งานไลบรารี OpenSSL เวอร์ชันที่มีช่องโหว่อยู่จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าวรวมถึง PAN-OS Software, Hardware, Virtual firewalls และ Panorama Appliances และลูกค้าที่มีการใช้ Prisma Access

แต่อย่างไรก็ตามช่องโหว่นี้ได้มีการถูกลดระดับความรุนแรงลงในผลิตภัณฑ์ Cortex XDR agent และ GlobalProtect app เนื่องจากการที่จะประสบความสำเร็จในการโจมตีได้นั้นต้องใช้การโจมตีแบบ attacker-in-the-middle attack (MITM)

ช่องโหว่ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อ PAN-OS 8.1 และรุ่นที่ใหม่กว่ารวมถึงผลิตภัณฑ์ GlobalProtect app และ Cortex XDR agent ทุกเวอร์ชัน โดยทาง Palo Alto Networks ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าช่องโหว่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ Prisma Cloud และ Cortex XSOAR

การลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีในระหว่างรอการอัปเดตด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์

ในขณะที่ PAN-OS อยู่ระหว่างรอการแก้ไข ผู้ใช้งานที่มี Threat Prevention subscription สามารถเปิดใช้งาน Threat ID 92409 และ 92411 เพื่อบล็อกการโจมตี และลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ดังกล่าว

แม้ว่าปัจจุบันจะมีการปล่อยโค้ดที่ใช้ในการโจมตีออกมาแล้ว (proof-of-concept exploit) แต่ทาง Palo Alto Networks ก็ยังไม่พบหลักฐานว่าได้มีการถูกนำมาใช้โจมตีผลิตภัณฑ์ใดๆของบริษัท ณ ตอนนี้ และแม้ว่าผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่ OpenSSL infinite loop โจมตีได้ง่ายมาก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ไม่ซับซ้อน แต่ทางทีม OpenSSL ยืนยันว่าผลกระทบจากการโจมตีที่ประสบความสำเร็จจะมีแค่ denial of service (DoS) เท่านั้น

ส่วนทางด้าน OpenSSL ได้ให้ข้อมูลยืนยันกับ BleepingComputer ว่าช่องโหว่บน OpenSSL ดังกล่าวนั้น ถึงแม้จะไม่ยากเกินไปที่จะถูกนำมาใช้ในการโจมตีก็จริง แต่ผลกระทบนั้นจำกัดอยู่ที่เรื่องของ DoS เท่านั้น โดยทั่วไปปัญหาหลักเกิดจาก TLS Client ที่มีการเข้าถึง Malicious Server ซึ่งมีการใช้งานด้วย certificate ที่มีปัญหา ส่วนฝั่ง TLS Server อาจได้รับผลกระทบหากมีการเปิดใช้งาน client authentication ด้วย configuration ที่ไม่เหมาะสม และมี malicious client ที่พยายามเชื่อมต่อเข้ามา แต่เป็นการยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะมีการนำไปปรับใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีเป็นวงกว้างมากถึงระดับใด

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา QNAP ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (NAS) ได้ออกมาเตือนผู้ใช้งานว่าช่องโหว่ของ OpenSSL DoS นี้ ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ NAS ส่วนใหญ่ของตน โดยทาง QNAP จะรีบทำการออกแพตช์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ที่มา: bleepingcomputer

Trend Micro ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ Remote code execution ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่ในปัจจุบัน

Trend Micro บริษัท Cybersecurity สัญชาติญี่ปุ่น ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่มีระดับความรุนแรงสูงใน Apex Central management console ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล

Apex Central มีหน้า web-based management console ที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการผลิตภัณฑ์ และบริการของ Trend Micro ต่างๆ (รวมถึงผลิตภัณฑ์ และบริการด้านการป้องกันไวรัส) และยังสามารถใช้เพื่อติดตั้ง ไฟล์ Antivirus pattern, Scan engines และ antispam rules ด้วยวิธีการ Manual หรือตั้ง scheduled โดยอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า

ช่องโหว่ CVE-2022-26871 เป็นช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูง เรื่องการอัปโหลดไฟล์ในโมดูลการจัดการไฟล์ ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่งหากโจมตีได้สำเร็จผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

"ซึ่งปัจจุบันทาง Trend Micro ได้พบการพยายามโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยช่องโหว่ดังกล่าว และเราได้แจ้งเตือนกับลูกค้าแล้ว" บริษัทกล่าว

CISA สั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลอัปเดตแพตช์

Trend Micro ได้มีการแจ้งให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดโดยเร็วที่สุด ส่วนเวอร์ชัน Software as a service (SaaS) ถูกอัปเดตโดย Trend Micro แล้วโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่นี้

เมื่อถูกถามถึงจำนวนลูกค้าที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี และระบบของพวกเขาที่อาจถูกเข้าถึงจากช่องโหว่นี้ Funda Cizgenakad ของ Trend Micro บอกกับ BleepingComputer ว่าบริษัท "ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าได้ เนื่องจากเป็นความลับของทางบริษัท"

หลังจากการเปิดเผยข้อมูลของ Trend Micro ทาง Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้สั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลแก้ไขช่องโหว่ใน Apex Central ที่อาจถูกโจมตีได้ ภายในสามสัปดาห์ จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2022

CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ของ Trend Micro ลงใน Known Exploited Vulnerabilities Catalog ซึ่งเป็นรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ร่วมกับอีก 7 รายการ รวมถึงช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูงใน Sophos firewall

ที่มา: bleepingcomputer.

พบ Phishing แอบอ้างเป็น Microsoft โดยใช้บริการ Azure Static Web Apps

Static Web Apps เป็นบริการของ Microsoft Azure ที่นักพัฒนาสามารถใช้สำหรับสร้าง และให้บริการเว็บโฮสติ้งสำหรับเนื้อหาต่างๆบนเว็บเพจ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก MalwareHunterTeam พบว่าฟีเจอร์ในการสร้าง branding และ web hosting สามารถทำให้ผู้โจมตีใช้เป็นหน้า landing pages ของฟิชชิ่งได้ เนื่องจาก static web apps จะได้รับ TLS certificate ที่ถูกต้องจาก wildcard domain .1.azurestaticapps.

Apple ออกแพตซ์อัปเดตเร่งด่วน ช่องโหว่ Zero-Day จำนวน 2 ช่องโหว่

Apple ออกแพตซ์อัปเดทด้านความปลอดภัย ซึ่งเกี่ยวกับช่องโหว่ Zero-day จำนวน 2 ช่องโหว่ ได้แก่

Apple Bulletin HT213219: ช่องโหว่ในการทำงานของ Kernel code CVE-2022-22675 บน iOS และ iPadOS แนะนำให้อัปเดทเป็นเวอร์ชัน 15.4.1
Apple Bulletin HT213220: ช่องโหว่ในการทำงานของ Kernel code CVE-2022-22675 และ ช่องโหว่ kernel data leakage CVE-2022-22674 บน macOS Monterey แนะนำให้อัปเดทเป็นเวอร์ชัน 12.3.1
โดย iOS, iPadOS หรือ macOS เวอร์ชันก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือยังไม่มีการออกอัปเดทสำหรับเวอร์ชันเหล่านั้นออกมา

Apple ยังไม่ได้ประกาศเกี่ยวกับเวอร์ชันอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการอัปเดต ดังนั้นผู้ใช้งานจึงยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเวอร์ชันเหล่านั้นจะไม่ได้รับผลกระทบ ต้องรอการอัปเดตจากทาง Apple ต่อไป

ในรายการอัปเดตของ Apple รายการที่ HT201222 ระบุถึงการอัปเดต tvOS 15.4.1 และ watchOS 8.5.1 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าการอัปเดตเหล่านี้ "ยังไม่มีระบุเลข CVE ของช่องโหว่"

(more…)

Spring ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ RCE Zero-day ของ Spring4Shell

Spring ได้ออกแพตซ์อัปเดตเร่งด่วนเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day remote code execution ของ 'Spring4Shell' ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อมูลรายละเอียดของช่องโหว่ และโค้ดที่ใช้การโจมตีถูกปล่อยออกมา ก่อนที่จะมีแพตช์อัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว

เมื่อวานนี้ (30 มีนาคม 2022) มีการพบ exploit code ที่ใช้สำหรับโจมตีช่องโหว่ remote code execution ใน Spring Framework ที่มีชื่อว่า 'Spring4Shell' มีการเผยแพร่อยู่บน GitHub และได้ถูกลบออกไปแล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้มีการทดสอบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งยืนยันว่าสามารถใช้ในการโจมตีได้จริง

Spring ได้ออกคำแนะนำด้านความปลอดภัยโดยแจ้งว่าช่องโหว่นี้ (CVE-2022-22965) จะส่งผลกระทบต่อแอปพลิเคชัน Spring MVC และ Spring WebFlux ใน JDK 9

การโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวต้องใช้ Apache Tomcat, แอปพลิเคชันแพ็คเกจ WAR และ "spring-webmvc หรือ spring-webflux" dependencies

ช่องโหว่ดังกล่าวส่งผลกระทบกับแอปพลิเคชัน Spring MVC และ Spring WebFlux ที่ทำงานบน JDK 9+ ซึ่งการโจมตีจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ แอปพลิเคชันที่ทำงานบน Tomcat ที่ถูกติดตั้งในรูปแบบ WAR

หากแอปพลิเคชันถูกติดตั้งเป็น Jar เป็นค่าเริ่มต้น จะไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี อย่างไรก็ตามช่องโหว่ดังกล่าวมีรายละเอียดที่ค่อนข้างกว้าง และอาจมีวิธีอื่นในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าว (more…)

กลุ่มแฮกเกอร์จีน ใช้ Rookit บน Windows ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Fire Chili

Deep Panda กลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวจีน ใช้ช่องโหว่ log4shell โจมตีไปยัง VMware Horizon Server เพื่อติดตั้ง rootkit ตัวใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า Fire Chili

Rootkit ดังกล่าว มี Digital signed certificate จาก Frostburn Studios (ผู้พัฒนาเกม) หรือจาก Comodo (ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย) ทำให้มันสามารถที่จะหลบเลี่ยงการตรวจจับของซอฟแวร์ป้องกันไวรัสได้ ซึ่งล่าสุดทาง Fortinet พบว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ Deep Panda ได้ทำการขโมย certificates ที่ถูกต้องดังกล่าวมาจากบริษัทข้างต้น

Deep Panda เป็นหนึ่งใน APT สัญชาติจีนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์มาเป็นระยะเวลานาน โดย FBI สามารถจับกุมสมาชิกของกลุ่มได้รายหนึ่งเมื่อปี 2560 หลังจากมีหลักฐานว่าเจ้าตัวเกี่ยวข้องกับการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ Zero-day 3 ช่องโหว่

Fire Chili rootkit

Rootkit เป็นมัลแวร์ที่มักจะแอบติดตั้งในรูปแบบเหมือนเป็น driver ของ Windows API ต่างๆ เพื่อแอบซ่อนไฟล์ หรือ Process ต่างๆของมันในระบบปฏิบัติการ เช่น ด้วยการเชื่อมต่อกับฟังก์ชัน programming บน Windows ตัว rootkit สามารถซ่อนชื่อไฟล์ process และ registry keys ไม่ให้ถูกตรวจพบได้ และเนื่องจากตัวมันมี digital certificates ที่ถูกต้องอีกด้วย จึงทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับของซอฟแวร์ด้านความปลอดภัยและติดตั้งลงบนเครื่องได้อย่างง่ายดาย

หลังจากเริ่มทำงาน Fire Chili จะทำการตรวจสอบด้วยว่าตัวมันกำลังทำงานอยู่บนระบบที่ไม่ใช่ระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดักจับการทำงานของมันอย่างเช่นพวก honeypot ได้อีกด้วย

Rootkit จะใช้ฟังก์ชันในการซ่อนตัวที่เรียกว่า IOCTLs (input/output control system calls) ตัวอย่างเช่น ในการซ่อนการเชื่อมต่อด้วย TCP Protocol จาก Netstat rootkit จะดักจับการเรียกใช้งาน IOCTL ตามปกติ หลังจากนั้นจะ Filter connection ของตัวมันออก แล้วค่อยแสดงผลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับพฤติกรรมของมัน

นอกจากนี้ทาง Fortinet ยังพบว่าเคมเปญดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ Winnti ซึ่งก็เป็นอีกกลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวจีนที่เป็นที่รู้จักในการโจมตีโดยใช้ Digital signed certificate ที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน โดยกลุ่ม Winnti นั้นจะโจมตีไปยังบริษัทเกมเพื่อแอบขโมยข้อมูล digital certificates ออกมา ข้อมูลการเชื่อมโยงระหว่างสองกลุ่มนี้อาจยังไม่ชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่านักพัฒนาทั้งสองกลุ่มจะแบ่งปันข้อมูลกัน เช่น Digital signed certificate และ C2 Server เป็นต้น

ที่มา : bleepingcomputer

ยังไม่ยืนยัน : บริษัทด้าน SI (Systems Integrator) รายใหญ่ในประเทศไทย ถูกโจมตีจาก Snatch Ransomware

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีข้อมูลว่าบริษัทด้าน SI (Systems Integrator) รายใหญ่ในประเทศไทย ถูกโจมตีจาก Snatch Ransomware และมีข้อมูลรั่วไหลออกมาประมาณ 1.5 GB จากข่าวดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

Snatch Ransomware คืออะไร?

Snatch Ransomware ถูกตรวจพบมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเป็นมัลแวร์ที่สามารถทำงานใน Safe Mode ของ Windows ได้ จึงทำให้มันสามารถ bypass การตรวจจับของ Antivirus ได้ นอกจากที่ Snatch Ransomware จะสามารถทำงานได้บน Safe Mode ได้แล้ว ยังพบว่าผู้โจมตียังใช้เครื่องมือ เช่น Process Hacker, IObit Uninstaller, PowerTool, และ PsExec ในการพยายามปิดการทำงานของ Antivirus อีกด้วย

วิธีการโจมตี

Snatch Ransomware เคยถูกพบว่าโจมตีเครื่องของเหยื่อด้วยวิธีการ Brute Force Attack ไปที่เครื่องที่มีการเปิด RDP ไว้จาก Internet จากนั้นเมื่อได้ account ของ domain administrator แฮ็กเกอร์จะโจมตีต่อไปยังเครื่อง Domain Controller

หลังจากนั้นผู้โจมตีจะนำเครื่องมือต่างๆมาติดตั้งลงเครื่องของเหยื่อที่ Path C:
Windows เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยก็จะทำการเชื่อมต่อกลับไปยัง C2 Server ที่อยู่บน TOR Network ผ่านทาง RDP tunnel ที่สร้างขึ้น ถัดมาก็จะมีการสร้าง reverse shell กลับไปยัง C2 Server ผ่าน HTTPS/443 ไปที่ IP 91.229.77.161 ผ่าน Process cplXen.

พบ PHISHING แคมเปญรอบใหม่ของ REMCOS RAT

Morphisec Labs ตรวจพบการโจมตีรอบใหม่ของ Remcos trojan โดยใช้อีเมลฟิชชิ่งซึ่งมีเป้าหมายเป็นธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งในครั้งนี้ผู้โจมตีจะปลอมตัวเป็นสถาบันทางการเงิน และหลอกล่อให้ผู้ใช้เปิดไฟล์ Excel ที่เป็นอันตรายซึ่งบอกว่ามีข้อมูล "Confidential" บางอย่าง

จากการวิเคราะห์ของ Morphisec พบว่าผู้โจมตีจะปลอมตัวว่ามาจากบริการต่างๆ เช่น Wells Fargo, FIS Global และ ACH Payment

การโจมตีจะดำเนินไปหลายขั้นตอน ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการสั่งการจาก C2 Server ซึ่งเก็บไฟล์ที่ใช้สั่งการสำหรับแต่ละขั้นตอนไว้

โดยผู้โจมตียังใช้ไฟล์ .xls ที่ใส่รหัสผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ และรหัสผ่านจะอยู่ในเนื้อหาของอีเมล

(more…)

ช่องโหว่ Zero-Day ตัวใหม่ใน Java Spring Framework ทำให้เกิดการโจมตีด้วย Remote code execution ได้

มีการเปิดเผยข้อมูลของช่องโหว่ Zero-day ตัวใหม่ใน Spring Core Java framework ที่มีชื่อว่า 'Spring4Shell' ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล (Remote code execution) ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์บนแอปพลิเคชัน

Spring เป็น Application framework ยอดนิยมที่ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์พัฒนาแอปพลิเคชัน Java ได้อย่างรวดเร็ว แอปพลิเคชันเหล่านี้สามารถนำไปใช้งานบนเซิร์ฟเวอร์ เช่น Apache Tomcat ในลักษณะ Stand-alone packages ได้

โดยเมื่อวานนี้ (29 มีนาคม 2022) ได้มีการเปิดเผยช่องโหว่ของ Spring Cloud Function ซึ่งมีหมายเลขช่องโหว่คือ CVE-2022-22963 โดยคาดว่าน่าจะมี POC Exploit ถูกปล่อยตามออกมาในเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม มีการพบข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ Remote code execution ของ Spring Core ที่ร้ายแรงกว่านั้นถูกเผยแพร่ใน QQ chat service และเว็บไซต์ด้าน Cybersecurity ของจีนในเวลาต่อมา

ในวันนี้ (30 มีนาคม 2022) Exploit code ของช่องโหว่ Zero-Day ดังกล่าวได้ถูกปล่อยออกมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะถูกลบออกไป แต่นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์บางคนสามารถดาวน์โหลดโค้ดไว้ได้ทัน และในเวลาต่อมานักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และบริษัทรักษาความปลอดภัยจำนวนมากได้ยืนยันว่าข้อมูลช่องโหว่นั้นถูกต้อง และเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก

(more…)