แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลแฮกเกอร์ด้วยกัน ด้วยการใช้มัลแวร์ปลอม

นักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยจาก 2 องค์กร พบเหตุการณ์ที่แฮกเกอร์มุ่งเป้าโจมตีไปยังแฮกเกอร์ด้วยกันผ่าน Clipboard stealers ปลอม ซึ่งจริงๆ แล้วเป็น RATs (Remote Access Trojan) และมัลแวร์ที่ถูกสร้างขึ้น

Clipboard stealers โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในการ monitor clipboard content ของเหยื่อ เพื่อระบุ cryptocurrency wallet addresses และแทนที่ด้วยของผู้โจมตีแทน วิธีการนี้ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงธุรกรรมทางการเงิน และโอนเงินไปยังบัญชีของตนได้ทันที โดยตัว stealers จะมุ่งเน้นไปที่ cryptocurrencies ที่ได้รับความนิยม เช่น Bitcoin, Ethereum และ Monero (more…)

กลุ่มแฮ็กเกอร์ Lapsus$ อ้างว่ามีข้อมูลซอร์สโค้ดที่ขโมยมาจาก Microsoft ขนาด 37GB

ในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่ม Lapsus$ ได้โพสต์ภาพแคปเจอร์หน้าจอบนช่องทาง Telegram ของพวกเค้า โดยระบุว่าสามารถแฮ็กเซิร์ฟเวอร์ Azure DevOps ของ Microsoft ได้และอ้างว่ามีซอร์สโค้ดของ Bing, Cortana และ Project ภายในอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ต่อมาในช่วงวันจันทร์ กลุ่มแฮ็คเกอร์ได้โพสต์ข้อมูล torrent ไฟล์ ที่เป็นไฟล์ 7zip ขนาด 9 GB ที่มีซอร์สโค้ดมากกว่า 250 projects ที่อ้างว่าเป็นของ Microsoft โดยกลุ่ม Lapsus$ อ้างว่าข้อมูล 90% เป็นซอร์สโค้ดของ Bing และประมาณ 45% เป็นซอร์สโค้ดของ Bing Maps และ Cortana

(more…)

แบบฟอร์มติดต่อบนเว็บไซต์ขององค์กร ถูกใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ BazarBackdoor

มัลแวร์ BazarBackdoor กำลังแพร่กระจายผ่านแบบฟอร์มการติดต่อของเว็บไซต์ขององค์กร แทนที่จะเป็นการใช้อีเมลฟิชชิ่งทั่วไป เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับโดยซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ security

BazarBackdoor เป็นมัลแวร์ที่สร้างขึ้นโดยกลุ่ม TrickBot และอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยกลุ่ม Conti ransomware มัลแวร์นี้ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่ยึดครองได้จากระยะไกล โดยมัลแวร์ BazarBackdoor มักจะแพร่กระจายผ่านอีเมลฟิชชิ่งที่มีไฟล์แนบที่เป็นอันตราย เพื่อหลอกให้ดาวน์โหลด และติดตั้งมัลแวร์

แบบฟอร์มการติดต่อถูกใช้แทนอีเมล

ในรายงานฉบับใหม่จาก Abnormal Security นักวิเคราะห์อธิบายว่าแคมเปญใหม่เริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2564 โดยกำหนดเป้าหมายไปยังเหยื่อที่เป็นองค์กรด้วย BazarBackdoor โดยใช้ Cobalt Strike หรือ ransomware payloads

แทนที่จะส่งอีเมลฟิชชิ่งไปยังเป้าหมาย ผู้โจมตีจะใช้แบบฟอร์มการติดต่อขององค์กรก่อนเพื่อเริ่มการติดต่อ ตัวอย่างเช่น ในกรณีหนึ่ง นักวิเคราะห์ของ Abnormal พบผู้โจมตีปลอมตัวเป็นพนักงานในบริษัทก่อสร้างของแคนาดาเพื่อขอใบเสนอราคาจัดหาผลิตภัณฑ์ หลังจากที่พนักงานตอบกลับอีเมลข้างต้นแล้ว ผู้โจมตีจะทำการส่งไฟล์ ISO ที่เป็นอันตรายกลับไป

เนื่องจากการส่งไฟล์เหล่านี้โดยตรงจะถูกตรวจจับได้จากอุปกรณ์ security ซึ่งจะทําให้เกิดการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย ผู้โจมตีจึงใช้บริการแชร์ไฟล์เช่น TransferNow และ WeTransfer แทน ตามข้อมูลที่แสดงด้านล่าง

Hiding BazarLoader

ใน ISO ไฟล์ ประกอบไปด้วย .lnk file และ .log file ซึ่งเป็นความพยายามในการหลบเลี่ยงการตรวจจับของ Antivirus โดยการ packing ที่ payloads ไว้ในไฟล์ ISO และให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลออกมาด้วยตนเอง

โดย .lnk file มีคำสั่งที่ใช้สำหรับการเปิด terminal window โดยใช้ Windows binaries บนเครื่อง และโหลด .log file ซึ่งที่จริงแล้วเป็น BazarBackdoor DLL

เมื่อ backdoor ถูกโหลดแล้วจะถูกซ่อนตัวอยู่ใน process svchost.

พบช่องโหว่ในการ Parsing certificates บน OpenSSL ซึ่้งอาจส่งผลให้เกิด infinite-loop DoS

OpenSSL ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ในไลบรารีที่หากถูกโจมตีได้สำเร็จจะทำให้เกิด infinite-loop ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิด Denial of service ได้

Denial of service อาจดูไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงมาก แต่ก็สามารถทำให้เกิดการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจ หรือส่งผลกระทบในแง่ธุรกิจในระยะยาว และยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OpenSSL ซึ่งเป็นไลบรารี Open source ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่จำนวนมาก ดังนั้นช่องโหว่ใดๆที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบกับผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก

Certificates ที่เป็นต้นเหตุของการเกิด DoS

ในเคสนี้ ปัญหาของ OpenSSL เกิดจากการ Parsing certificates ** ที่มีรูปแบบไม่ถูกต้อง ในฟังก์ชัน BN_mod_sqrt() ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "infinite loop"

Certificates จะต้องประกอบไปด้วย elliptic curve public keys in compressed form หรือ elliptic curve parameters with a base point encoded in compressed form จึงจะทำให้เกิดผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว

“เนื่องจาก Certificates parsing เกิดขึ้นก่อนการตรวจสอบ Certificates signature นั่นหมายความว่ากระบวนการใดๆที่มีการ parse external certificates ก็อาจทำให้เป็นสาเหตุของการถูกโจมตีด้วยวิธีการ DoS ได้”

"นอกจากนี้ infinite loop สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีการ parsing crafted private keys ได้เช่นเดียวกัน"

มีหลายสถานการณ์ที่การใช้งาน OpenSSL อาจเสี่ยงต่อช่องโหว่นี้
• TLS clients consuming server certificates
• TLS servers consuming clients certificates
• Hosting providers taking certificates or private keys from customers
• Certificates authorities parsing certification requests from subscribers
• Anything else which parse ASN.1 elliptic curve parameters

โดยช่องโหว่นี้มีเลข CVE-2022-0778 และส่งผลกระทบต่อ OpenSSL เวอร์ชัน 1.0.2 ถึง 1.0.2zc, 1.1.1 ถึง 1.1.1n และ 3.0 ถึง 3.0.1

Tavis Ormandy นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Google เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้ และแจ้งไปที่ OpenSSL เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022

ช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการแก้ไขในเวอร์ชัน 1.1.1n และ 3.0.2 ในขณะที่ premium users ของเวอร์ชัน 1.0.2 จะได้รับการอัพเดทเป็นเวอร์ชัน 1.0.2zd เนื่องจากเวอร์ชัน 1.0.2 ไม่ได้ parse public keys ในระหว่างการ Parsing certificates การจะทำให้เกิด infinite loop จึงซับซ้อนกว่าเวอร์ชันอื่นๆ แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้

เนื่องจาก OpenSSL เวอร์ชัน 1.0.2 End of Life ไปแล้ว จึงยังไม่ได้รับการแพตซ์ ดังนั้นผู้ใช้ที่ไม่ใช่ premium users ควรอัปเกรดข้ามเป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าโดยเร็วที่สุด

ผู้ใช้ OpenSSL 1.0.2 ควรอัปเกรดเป็น 1.0.2zd (เฉพาะ premium users เท่านั้น)
ผู้ใช้ OpenSSL 1.1.1 ควรอัปเกรดเป็น 1.1.1n
ผู้ใช้ OpenSSL 3.0 ควรอัปเกรดเป็น 3.0.2

พบการโจมตีเกิดขึ้นแล้วหรือยัง?

แม้ว่า OpenSSL ไม่ได้บอกว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โดยผู้โจมตีแล้ว แต่ CSIRT หน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติของอิตาลีได้ระบุว่าพบการโจมตีเป็นวงกว้างแล้วในปัจจุบัน

ทาง Bleeping Computer ได้ติดต่อทีม OpenSSL เพื่อขอคำชี้แจงในประเด็นนี้ และทาง OpenSSL ได้แจ้งว่าพวกเขายังไม่พบว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นจริง

แต่ด้วยช่องโหว่ไม่ได้ซับซ้อนมาก และมีข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมาพอสมควร จึงอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถทดสอบ และสร้างเครื่องมือในการโจมตีช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต

OpenSSL ให้ข้อมูลกับ Bleeping Computer เพิ่มเติมดังนี้:
“ช่องโหว่นี้สามารถใช้ในการโจมตีได้ไม่ยาก แต่ผลกระทบนั้นจำกัดอยู่ที่ DoS เท่านั้น สถานการณ์ที่อาจจะพบบ่อยในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้จะเกิดจาก TLS Client ที่มีการเข้าถึง Malicious server ส่วน TLS server อาจได้รับผลกระทบหากมีการเปิดใช้งาน client authentication ด้วย configuration ที่ไม่เหมาะสม และมี malicious client ที่พยายามเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นการยากที่จะคาดเดาว่าจะมีการนำไปปรับใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีเป็นวงกว้างมากถึงระดับใด ”

ที่มา : bleepingcomputer

แอปพลิเคชันรับรองการฉีดวัคซีนโควิด (COVID passport apps) ทำให้ผู้ใช้เผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัว

ปัจจุบันแอปพลิเคชันรับรองการฉีดวัคซีนโควิดถูกนำมาใช้ในการเดินทางเข้าออกประเทศต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย แต่จากการตรวจสอบพบว่า แอปพลิเคชันเหล่านี้ กว่า 2 ใน 3 มีความเสี่ยงสูงที่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานจะรั่วไหล เนื่องจากแอปฯเหล่านี้มีผู้ใช้งานทั่วโลก เป็นจุดอ่อนให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงได้ง่าย

พาสปอร์ตแบบดิจิทัล (Digital passports)

แอปพลิเคชันพาสปอร์ตแบบดิจิทัล (Digital passport apps) มักจะมีข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น สถานะการฉีดวัคซีน, ชื่อ นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, วันเดือนปีเกิด, และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้ (personally identifiable information (PII)) โดยข้อมูลดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบ QR code หรืออาจแสดงเป็นข้อความที่สามารถพบเห็นได้ทันทีเมื่อเข้าแอปฯ ผู้ใช้สามารถนำ QR code หรือหลักฐานรับรองการฉีดวัคซีนในแอปมายืนยัน เมื่อต้องการเข้าพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปกติ หรือพื้นที่เสี่ยง และโดยส่วนใหญ่แล้วหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านสาธารณสุขหรือด้านเทคโนโลยีมักจะเป็นผู้อนุญาตให้มีการพัฒนาแอปฯเหล่านี้ขึ้น ทีมงานของ Symantec ได้ทำการตรวจสอบแอปฯเหล่านี้กว่า 40 แอปฯ และทีมงานได้ทำการตรวจสอบแอปพลิเคชัน validation (scanner) ที่ใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีก 10 แอปฯ พบว่า 27 แอปฯมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ดังนี้

ความเสี่ยงแรกที่ทีมงานตรวจพบก็คือ แอปฯเหล่านี้มักจะสร้าง QR code ที่ไม่ผ่านการเข้ารหัส encryption มีการเข้ารหัส encoding เพียงเล็กน้อยเท่านั้น Encoding คือ การเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูล ซึ่งในกรณีนี้คือ ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้งานให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการสแกน และนำไปใช้ต่อ ในขณะที่ Encryption คือ การเปลี่ยนข้อมูลโดยใช้ cryptographic algorithms ทำให้ข้อมูลไม่สามารถถูกอ่านหรือเข้าถึงง่าย ซึ่งจะมีหน่วยงานเพียงไม่กี่หน่วยงานที่สามารถถอดรหัส และเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ การใช้ Encoding เพียงอย่างเดียว ทำให้ใครก็ตามที่สามารถสแกน QR code ได้ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ นอกจากนี้ อีกปัญหาที่ทีมงานตรวจสอบพบก็คือ 38% ของแอปฯมีการส่งผ่านข้อมูลทั้งหมดผ่าน cloud-storage โดยไม่มีการเชื่อม HTTPS ทำให้ข้อมูลเสี่ยงที่จะถูก “man-in-the-middle” ได้
ปัญหาที่สามคือการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลภายนอกของ Android ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เพราะจะทำให้แอปฯสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆภายในโทรศัพท์ได้ทันที โดยพบ 17 แอปฯ จาก 40 แอปฯ ที่มีปัญหานี้ (คิดเป็น 43%)
จุดอ่อนอื่นๆที่พบเช่น hard-coded cloud service credentials และ SSL CA validation ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

การลดความเสี่ยง
หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้แอปจาก third-party ที่ขาดความน่าเชื่อถือ เลือกใช้งานแอปฯจากบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น Apple Health และ Google Wallet นอกจากนี้ขณะติดตั้ง ให้ท่านอ่านเงื่อนไขต่างๆที่แอปฯต้องการ และเลือกไม่อนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานหลักของแอปฯ หากแอปฯดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับรองการฉีดวัคซีนโควิดเพียงอย่างเดียวจริงๆ จะต้องสามารถทำงานได้ แม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลบางส่วนก็ตามที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้

ที่มา : bleepingcomputer

SolarWinds ออกคำเตือนการโจมตี ซึ่งมีเป้าหมายไปที่ Web Help Desk instances (WHD)

SolarWinds ออกคำเตือนเกี่ยวกับการโจมตีไปที่ instances ของ Web Help Desk (WHD) ที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต และแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้น

WHD เป็นระบบ helpdesk ticketing และ IT inventory สำหรับองค์กร ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานบริหารจัดการงานในด้านต่างๆได้อย่างสะดวก

“ผู้ใช้งาน SolarWinds หลายราย รายงานการพยายามโจมตีจากภายนอกมาที่ instances ของ Web Help Desk 12.7.5 โดย Endpoint detection and response (EDR) ของผู้ใช้งานสามารถแจ้งเตือน และบล็อกการโจมตีได้” SolarWinds กล่าว

“เพื่อความปลอดภัย SolarWinds ขอแนะนำให้ผู้ใช้งานทั้งหมดที่มีการเปิดให้เข้าถึง Web Help Desk ได้จากอินเทอร์เน็ต ให้ปิดการเข้าถึงได้โดยตรงจากอินเทอร์เน็ตไปก่อน จนกว่าจะมีข้อมูลของการโจมตีเพิ่มเติม”

"ส่วนลูกค้าที่ไม่สามารถปิดการเชื่อมต่อของ Web Help Desk จากอินเทอร์เน็ต ขอแนะนำให้ใช้ซอฟต์แวร์ EDR และคอยเฝ้าระวังการพยายามโจมตีอย่างสม่ำเสมอ"

ช่องโหว่ของ Web Help Desk

SolarWinds ไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับเครื่องมือ หรือเทคนิคที่ใช้ในการโจมตี แต่ก็เคยมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างน้อยสี่ช่องโหว่ ที่พบว่าผู้โจมตีใช้โจมตีไปที่ instances WHD ได้ หากผู้ใช้งานยังไม่ได้อัพเดทแพตช์ :

Access Restriction Bypass Via Referrer Spoof - Business Logic Bypass Vulnerability (CVE-2021-32076) - Fixed in WHD 12.7.6
Enabled HTTP PUT & DELETE Methods (CVE-2021-35243) - Fixed in WHD 12.7.7 Hotfix 1
Hard-coded credentials allowing arbitrary HSQL queries execution (CVE-2021-35232) - Fixed in WHD 12.7.7 Hotfix 1
Sensitive Data Disclosure Vulnerability (CVE-2021-35251) - Fixed in WHD 12.7.8

จากรายละเอียดใน CVE-2921-35251 ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จาก instances WHD ที่ยังไม่ได้แพตช์ เพื่อเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของระบบที่ติดตั้ง Web Help Desk ไว้ ซึ่งอาจจะทำให้สามารถโจมตีด้วยอีก 3 ช่องโหว่ที่เหลือได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ที่มา : bleepingcomputer

พบ Botnet ใหม่ บนระบบปฏิบัติการ Linux ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Log4J โดยใช้ DNS Tunneling ในการติดต่อกลับไปยัง C&C Server

Botnet ที่ถูกพบเมื่อไม่นานมานี้ กำลังมุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการ Linux โดยพยายามยึดครองเครื่องเหยื่อเพื่อสร้างเป็น Army of Bots ที่พร้อมจะขโมย sensitive info, ติดตั้ง Rootkits, สร้าง Reverse Shells, และทำหน้าที่เป็น Web Traffic Proxies

มัลแวร์ที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า B1txor20 โดยนักวิจัยที่ Network Security Research Lab ของ Qihoo 360(360 Netlab) ซึ่งพบว่าตัวมันมุ่งเป้าการโจมตีไปยังระบบปฏิบัติการ Linux ARM, X64 CPU

Botnet ใช้ช่องโหว่ Log4J เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ ซึ่งเป็น Attack Vector ที่น่าสนใจเนื่องจากมี Vendors หลายสิบรายใช้ไลบรารี Apache Log4j Logging ที่มีช่องโหว่

นักวิจัยพบ Botnet B1txor20 เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ บนระบบ Honeypot ของพวกเขา

มัลแวร์ B1txor20 เป็น Backdoor บน Linux Platform ซึ่งใช้เทคโนโลยี DNS Tunneling เพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารกับ C2 นอกเหนือจากฟังก์ชัน Backdoor แล้ว B1txor20 ยังมีฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การเปิด Socket5 Proxy, การดาวน์โหลดและติดตั้ง Rootkit จากระยะไกล

DNS Tunneling ใช้เพื่อปกปิดการรับส่งข้อมูลกับ C2

สิ่งที่ทำให้มัลแวร์ B1txor20 โดดเด่นคือ การใช้ DNS tunneling สำหรับช่องทางการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ Command and Control(C2) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เก่าแต่ยังคงเชื่อถือได้ โดยผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากโปรโตคอล DNS เพื่อสร้าง tunnel malware และ data via DNS queries

นักวิจัยอธิบายเกี่ยวกับมัลแวร์ไว้ว่า "Bot จะส่งข้อมูลสำคัญที่ถูกขโมย เช่น ผลการดำเนินการตามคำสั่ง และข้อมูลอื่น ๆ ไปยัง C2 ในลักษณะ DNS request" หลังจากได้รับ Request แล้ว C2 จะส่ง Payload กลับไปยัง Bot เพื่อตอบกลับ DNS request ด้วยวิธีนี้ Bot และ C2 จึงสามารถสื่อสารได้โดยใช้โปรโตคอล DNS ได้

นักวิจัย 360 Netlab ยังพบ Features ที่พัฒนาแล้วจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ เนื่องจาก Features บางอย่างยังไม่สมบูรณ์ เราคิดว่าผู้พัฒนามัลแวร์ B1txor20 จะยังคงปรับปรุง และเปิดใช้งาน Features ต่าง ๆ ในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึง indicators of compromise (IOCs) และรายการคำสั่ง C2 ทั้งหมด ดูได้ที่ 360 Netlab report

การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Log4J อย่างต่อเนื่องโดย Botnets

ตั้งแต่มีการเปิดเผยช่องโหว่ของ Log4J ผู้ไม่หวังดีจำนวนมากเริ่มใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในการโจมตี รวมถึงกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับรัฐบาลในจีน, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, และตุรกี รวมถึงโดย Ransomware gangs

นักวิจัย 360 Netlab กล่าวเสริมว่า "เนื่องจากช่องโหว่ของ Log4J ถูกเปิดเผยออกมา เราจึงเห็นมัลแวร์จำนวนมากขึ้นเช่น wagon, Elknot, Gafgyt, Mirai" ตัวอย่างเช่น ในเดือนธันวาคม พบผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ Log4J เพื่อทำให้อุปกรณ์ Linux ที่มีช่องโหว่ ติดมัลแวร์ Mirai และมัลแวร์ Muhstik

Barracuda ยืนยันรายงานของ 360 Netlab เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าพวกเขาพบ Payloads ต่าง ๆ ที่กำหนดเป้าหมายการโจมตีไปยัง Server ที่มีช่องโหว่ Log4j เช่นเดียวกัน

ที่มา : bleepingcomputer

Bridgestone Americas ยอมรับถึงเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลจากการโจมตีโดยกลุ่ม LockBit Ransomware

Bridgestone Americas หนึ่งในผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่ที่สุดในโลกถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทางกลุ่ม LockBit Ransomware ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นผู้โจมตี พวกเขาประกาศว่าจะเผยแพร่ข้อมูลที่ได้ขโมยมาจากบริษัทโดยตั้งเวลานับถอยหลัง ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ชั่วโมง

Bridgestone มีโรงงานผลิตหลายแห่งทั่วโลก และพนักงานกว่า 130,000 คน (พนักงานประจำ และตามสัญญา) จากข้อมูลของบริษัทในปี 2020

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ Bridgestone เริ่มตรวจสอบ “เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของข้อมูล” ซึ่งตรวจพบในช่วงเช้าของวันเดียวกัน

Bridgestone กล่าวในแถลงการณ์ว่า "จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้ทำการตัดการเชื่อมต่อของโรงงานผลิต และการหล่อยางหลายแห่งในละตินอเมริกา อเมริกาเหนือ ออกจากเครือข่ายของเรา เพื่อควบคุม และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น"

ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งวันนี้ กลุ่ม LockBit Ransomware ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นผู้โจมตี โดยมีการเพิ่ม Bridgestone Americas ลงในรายชื่อเหยื่อของพวกเขา ซึ่ง LockBit เป็นหนึ่งในกลุ่มแรนซัมแวร์ที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปที่องค์กรขนาดใหญ่ บางครั้งก็มีการเรียกค่าไถ่เป็นเงินหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับ Accenture

ยังไม่สามาถระบุได้ว่ามีข้อมูลใดบ้างที่ LockBit ขโมยมาจาก Bridgestone Americas หรือข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อบริษัทอย่างไรบ้าง ในขณะที่การนับเวลาถอยหลังสำหรับการปล่อยข้อมูลออกสู่สาธารณะ ที่กำลังจะถึงกำหนดภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

 

ในรายงานเมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท อุตสาหกรรม Cybersecurity Dragos กล่าวว่า LockBit เป็นกลุ่ม Ransomware ที่มีการกำหนดเป้าหมายเป็นภาคอุตสาหกรรมด้วยการโจมตีมากถึง 103 ครั้ง ตามมาด้วยกลุ่ม Conti 63 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา

ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทาง FBI ได้ให้รายละเอียดทางเทคนิคในการแสดงหน้าต่าง debug ที่ซ่อนอยู่ของกลุ่ม LockBit เพื่อให้เห็นสถานะการ encrypt ข้อมูลแบบเรียลไทม์

ในช่วงแรก BleepingComputer ได้ติดต่อไปยังบริษัท Bridgestone Americas เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในเวลานั้นก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม, 16:36 น. Bridgestone Americas ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจาก BleepingComputer โดยระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับ Accenture Security "เพื่อตรวจสอบการโจมตีที่เกิดขึ้น และรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งกำลังวิเคราะห์เพื่อระบุข้อมูลที่ถูกขโมยไป"

ข้อความเต็มด้านล่าง :
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 บริษัท Bridgestone Americas ตรวจพบเหตุการณ์การโจมตี จากนั้นเราได้แจ้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง และเรายังทำงานกับที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยภายนอกองค์กร Accenture Security เพื่อตรวจสอบการโจมตีที่เกิดขึ้น และรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด เบื้องต้นเหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ ซึ่งการโจมตีของแรนซัมแวร์นี้ ส่งผลกระทบต่อองค์กรหลายพันแห่งในลักษณะเดียวกัน

ในการสืบสวน ได้พบว่าผู้โจมตีได้มีการนำข้อมูลออกจากระบบของ Bridgestone จำนวนหนึ่ง และข่มขู่ที่จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เรามีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตรวจสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จากข้อมูลแวดล้อมที่มี Bridgestone ดำเนินการด้านความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้า และพันธมิตรด้วยความสำคัญสูงสุด จะทำการติดต่อ และแจ้งให้ทราบ เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ และเพื่อปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทั้งภายใน และภายนอก

ที่มา : bleepingcomputer

แฮ็กเกอร์มุ่งเป้าโจมตีระบบเน็ตเวิร์คของธนาคารด้วย Rootkit ตัวใหม่ เพื่อขโมยเงินจากตู้ ATM

พบผู้โจมตีที่มีจุดมุ่งหมายทางด้านการเงิน มีการใช้ rootkit ที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน มุ่งเป้าโจมตีไปยังระบบ Oracle Solaris โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าควบคุมเครือข่ายของตู้ ATM ซึ่งจะทำให้สามารถถอนเงินสดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารต่างๆ ด้วยการใช้บัตร ATM ปลอม

Mandiant บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านภัยคุกคาม และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ กำลังติดตามกลุ่มผู้โจมตีภายใต้ชื่อ UNC2891 ซึ่งมีเทคนิค และขั้นตอนบางอย่างของกลุ่มที่คล้ายกับผู้โจมตีอีกกลุ่มที่ชื่อ UNC1945

นักวิจัยของ Mandiant ระบุในรายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ว่า "การโจมตีนี้เป็นปฏิบัติการจากผู้มีความเชี่ยวชาญขั้นสูง มีการใช้ทั้งมัลแวร์ที่เป็นที่รู้จัก และยังไม่เป็นที่รู้จัก มีการใช้เครื่องมือ และ Script ต่างๆ ในการพยายามปกปิดหลักฐานในการกระทำความผิด"

ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีเหล่านี้กินเวลาหลายปี ในระหว่างที่ผู้กระทำความผิดยังคงไม่ถูกตรวจพบ ด้วยการใช้ Rootkit ที่ชื่อว่า CAKETAP ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกปิดการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย กระบวนการทำงาน และไฟล์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

Mandiant สามารถกู้คืนข้อมูล memory forensic ได้ในเครื่อง ATM ที่ตกเป็นเหยื่อ สังเกตว่า Rootkit มาพร้อมกับความสามารถในการดักรับข้อมูลยืนยันตัวตน และรหัสของบัตร ATM และใช้ข้อมูลนั้นเพื่อถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม

(more…)

พบแคมเปญ Phishing ครั้งใหญ่ ใช้โดเมนจำนวนมากเพื่อขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้

แคมเปญ Phishing ขนาดใหญ่นี้ได้ใช้โดเมนหลายร้อยโดเมน เพื่อขโมยข้อมูล Credential ของผู้ใช้ Naver ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศเกาหลีใต้ที่ให้บริการในลักษณะคล้ายกับ Google  จากข้อมูลของระบบที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีนั้นมีความเชื่อมโยงกับ TrickBot botnet โดยการโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นความพยายามของอาชญากรไซเบอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล Login ของผู้ใช้เพื่อนำไปใช้ในการโจมตีอื่น ๆ

Naver ให้บริการเซอร์วิสต่าง ๆ ที่หลากหลายคล้ายกับ Google ตั้งแต่การค้นหาบนเว็บไปจนถึง Email ข่าว และ NAVER Knowledge iN ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Q&A ออนไลน์  นอกจากทำให้เข้าถึงบัญชีผู้ใช้บริการของ Naver ได้แล้ว Credential ที่ผู้โจมตีได้ไปจากผู้ใช้ Naver ยังอาจจะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ในองค์กรต่าง ๆ ได้ด้วย เนื่องจากพบมีผู้ใช้งานมีการใช้ Password ซ้ำกันในบริการต่างๆ

(more…)