ช่องโหว่บน Atlassian Confluence ถูกใช้เพื่อติดตั้ง Ransomware และ Crypto Miners

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เพิ่งได้รับแพตช์แก้ไขใน Atlassian Confluence Server และ Data Center ได้ถูกนำมาใช้เพื่อติดตั้ง cryptocurrency มัลแวร์ และเพย์โหลดของ Ransomware

มีการพบเหตุการณ์อย่างน้อย 2 เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าว โดยบริษัท Sophos พบว่าผู้โจมตีได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการติดตั้ง Cerber ransomware และ crypto miner ที่ชื่อว่า z0miner บนเครือข่ายของเหยื่อ

ช่องโหว่ CVE-2022-26134, คะแนน CVSS: 9.8 (ได้รับแก้ไขจาก Atlassian ไปแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2565) เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ โดยมีผลกระทบกับ Confluence Server และ Data Center ทุกเวอร์ชัน

(more…)

Microsoft แจ้งเตือนการอัปเดต Windows ในเดือนมิถุนายนอาจทำให้ฟีเจอร์ Wi-Fi hotspots ไม่สามารถใช้งานได้

Microsoft กำลังตรวจสอบปัญหาที่เพิ่งพบหลังการอัปเดตแพตซ์ของ Windows ในช่วง Patch Tuesday ของเดือนมิถุนายน 2022 ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการในเชื่อมต่อเมื่อใช้ Wi-Fi hotspots
Wi-Fi hotspots จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ Wi-Fi, Ethernet, หรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมือถือกับอุปกรณ์อื่นในเครือข่าย
โดยมีรายงานที่พบว่าอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งแพตซ์อัปเดตในเดือน มิถุนายน อาจใช้ฟีเจอร์ Wi-Fi hotspots ไม่ได้
"เมื่อมีการเชื่อมต่อกับ Wi-Fi hotspots พบว่าอุปกรณ์กลับไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ " Microsoft อธิบาย

เวอร์ชัน Windows ทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้มีทั้งไคลเอ็นต์ และเซิร์ฟเวอร์ดังต่อไปนี้

Client: Windows 11, version 21H2; Windows 10, version 21H2; Windows 10, version 21H1; Windows 10, version 20H2; Windows 10 Enterprise LTSC 2019; Windows 10 Enterprise LTSC 2016; Windows 10 Enterprise 2015 LTSB; Windows 8.1; Windows 7 SP1
Server: Windows Server 2022; Windows Server, version 20H2; Windows Server 2019; Windows Server 2016; Windows Server 2012 R2; Windows Server 2012; Windows Server 2008 R2 SP1; Windows Server 2008 SP2
โดย Microsoft กำลังตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อ Wi-Fi hotspots นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาในการอัปเดต Windows ในครั้งต่อไป

วิธีแก้ปัญหาคือให้ปิดการใช้งาน Wi-Fi hotspots
Microsoft ระบุว่ายังไม่มีวิธีการแก้ปัญหาสำหรับ Bug ดังกล่าว จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาในการอัปเดตในครั้งถัดไป จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานปิดการใช้งาน Wi-Fi hotspots ไปก่อน และใช้วิธีการอื่นในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

โดยการอัปเดต Windows ในเดือนนี้ ยังอาจทำให้เกิดปัญหาในการสำรองข้อมูลในระบบบน Windows Server หลายเวอร์ชัน โดยจะทำให้แอพพลิเคชันบางอย่างไม่สามารถสำรองข้อมูลโดยใช้ Volume Shadow Copy Service (VSS) ได้

ปัญหานี้เกิดจากการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในการยกระดับสิทธิ์ (CVE-2022-30154) ใน Microsoft File Server Shadow Copy Agent Service (RVSS)

ที่มา : bleepingcomputer.

ผู้เชี่ยวชาญพบ Phishing แคมเปญที่ถูกใช้เพื่อส่งมัลแวร์ Matanbuchus

ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบแคมเปญที่เป็นอันตราย โดยพบการส่งมัลแวร์ 'Matanbuchus' ผ่าน Phishing Email เพื่อติดตั้ง Cobalt Strike บนเครื่องที่ถูกบุกรุก ซึ่ง Cobalt Strike เป็นซอร์ฟแวร์ที่ใช้สำหรับการทดสอบการเจาะระบบ แต่ปัจจุบันมักถูกใช้ในการโจมตีเพื่อหาช่องทางการปล่อย Payloads อื่นๆที่เป็นอันตรายได้

รายละเอียดเบื้องต้น

Matanbuchus เป็นโครงการ Malware-as-a-Service (MaaS) ที่ถูกพบครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 มีการโฆษณาบน Dark Web โดยโปรโมตว่าสามารถรันไฟล์ exe ได้โดยตรงบน System ของเครื่อง

จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจาก Palo Alto Networks ได้ทำวิเคราะห์มัลแวร์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 และทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการ Mapping Network Path และ Infrastructure ของมัลแวร์ รวมไปถึงคำสั่งบน PowerShell ที่ใช้ในการติดตั้ง Payloads

ลักษณะการโจมตี

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญชื่อ Brad Duncan ได้นำตัวอย่างมัลแวร์มาตรวจสอบการทำงาน สรุปได้ดังนี้

1. หัวข้อของ Subject จะขึ้นต้นด้วยคำว่า RE: เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานว่าเป็นอีเมลตอบกลับการสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
2. ในอีเมลจะมีไฟล์ ZIP ที่ข้างในมีไฟล์ HTML อยู่ มันจะทำหน้าที่สร้างไฟล์ ZIP ใหม่อีกอัน ซึ่งข้างในเป็นไฟล์ MSI ที่มีลายเซ็นแบบดิจิทัลด้วยใบรับรองที่ออกโดย DigiCert ให้กับ "Westeast Tech Consulting, Corp"

3. หากผู้ใช้งานคลิกติดตั้งไฟล์ .MSI จะมีหน้า Install ขึ้นมา ซึ่งลักษณะ Fonts จะเป็น Adobe Acrobat catalog update จากนั้นจะมีรายงานว่ามีการติดตั้งผิดพลาด เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเป้าหมายจากสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง
4. สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังการติดตั้งไฟล์ MSI ปลอมคือ Payloads Matanbuchus สองรายการ ("main.

Citrix แจ้งเตือนช่องโหว่ระดับ Critical ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรีเซ็ตรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบได้

Citrix ออกมาเตือนผู้ใช้งานให้รีบอัปเดตแพตซ์ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่บน Citrix Application Delivery Management (ADM) ที่อาจส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรีเซ็ตรหัสผ่านของ Admin ได้

Citrix ADM เป็น web-base solution ที่ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการระบบของ Citrix ทั้งฝั่ง On-premises และบนคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Citrix Application Delivery Controller (ADC), Citrix Gateway, หรือ Citrix Secure Web Gateway

Florian Hauser จาก Code White เป็นผู้รายงานช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งมีหมายเลข CVE-2022-27511 Improper Access Control weakness โดยช่องโหว่ดังกล่าวจะมีผลกระทบกับทั้ง Citrix ADM server และ Citrix ADM agent เช่น Citrix ADM เวอร์ชันที่เก่ากว่า 13.0-85.19 และ Citrix ADM เวอร์ชันที่เก่ากว่า 13.1-21.53 โดยหากผู้โจมตีสามารถโจมตีได้สำเร็จจะสามารถสั่งรีเซ็ตรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบได้

โดย Citrix ระบุว่า "ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากการสั่งรีเซ็ตรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบคือ เมื่ออุปกรณ์ถูกรีบูทขึ้นมาใหม่ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ผ่านทาง SSH โดยใช้ค่ารหัสผ่านเริ่มต้นของบัญชีผู้ดูแลระบบได้"

โดยผู้ใช้งานที่ใช้ Citrix ADM เวอร์ชัน cloud จะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ แต่หากมีการใช้งานในเวอร์ชัน on-premise แนะนำผู้ใช้งานรีบอัปเดตแพตซ์โดยเร็วที่สุด โโย Citrix ยังแนะนำให้มีการจำกัดการเข้าถึง Citrix ADM จากเครื่องที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ที่มา: bleepingcomputer.

ช่องโหว่ Zero-day บน Sophos Firewall ถูกใช้วาง Webshell

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม Sophos ได้เผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับช่องโหว่ CVE-2022-1040 ซึ่งเป็นช่องโหว่การ Bypass การตรวจสอบสิทธิ์ที่ส่งผลต่อ User Portal และ Webadmin ของ Sophos Firewall และอาจถูกโจมตีเพื่อรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล สามวันต่อมา บริษัทเตือนว่าผู้โจมตีกำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เพื่อกำหนดเป้าหมายองค์กรหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียใต้

ล่าสุดในสัปดาห์นี้ บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Volexity ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มผู้โจมตีจากประเทศจีนที่รู้จักในชื่อ DriftingCloud ซึ่งใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2022-1040 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ราวๆสามสัปดาห์ก่อนที่ Sophos จะออกแพตช์ ผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่ Zero-day ดังกล่าวในการเข้าควบคุม firewall เพื่อติดตั้ง Webshell backdoor และมัลแวร์ที่จะเปิดใช้งานการเข้าควบคุมจากภายนอกนอกเครือข่ายที่ได้รับการป้องกันโดย Sophos Firewall

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าผู้โจมตีพยายามซ่อนการเชื่อมต่อสำหรับการเข้าถึงของ webshell ด้วยการใช้ชื่อไฟล์ที่ดูเหมือนเป็นปกติอย่าง login.

ฟีเจอร์ของ Microsoft Office 365 ทำให้แรนซัมแวร์เรียกค่าไถ่จากไฟล์บนคลาวด์ได้

พบฟังก์ชันบางอย่างบน Microsoft 365 ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ารหัสเพื่อเรียกค่าไถ่ไฟล์ที่จัดเก็บไว้ใน SharePoint และ OneDrive ได้

โดย Proofpoint ระบุว่าการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์บน cloud ในครั้งนี้ อาจทำให้ผุ้โจมตีสามารถเข้ารหัสไฟล์ที่เก็บไว้ใน SharePoint และ OneDrive ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถกู้คืนได้ หากไม่มีการสำรองข้อมูลไว้ภายนอก หรือกุญแจสำหรับถอดรหัสจากผู้โจมตี

การโจมตีสามารถทำได้โดยใช้ Microsoft APIs, command-line interface (CLI) scripts และ PowerShell scripts ซึ่งการโจมตีเกิดขึ้นได้จากฟีเจอร์ของ Microsoft 365 ที่เรียกว่า AutoSave ที่จะสร้างสำเนาของไฟล์เวอร์ชันเก่าเมื่อผู้ใช้แก้ไขไฟล์ที่จัดเก็บไว้ใน OneDrive หรือ SharePoint Online

โดยเริ่มต้นจากการที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบัญชี SharePoint Online หรือ OneDrive ของเหยื่อได้ ซึ่งหลักๆช่องทางที่พบการโจมตีได้บ่อยที่สุดที่จะทำให้ได้บัญชีของเหยื่อมานั้น จะเป็นการโจมตีบัญชีโดยตรงผ่านการโจมตีแบบ phishing หรือ brute-force attacks หรือหลอกให้เหยื่อให้สิทธิ์บนแอปพลิเคชัน OAuth แก่ผู้โจมตี หรือเข้าควบคุมเซสชันเว็บของผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบ จากนั้นจึงค่อยขโมยข้อมูลของเหยื่อ และเริ่มกระบวนการเข้ารหัสไฟล์

โดยบางองค์กรอาจมีการตั้งค่า limit เวอร์ชันของ AutoSave บน SharePoint Online หรือ OneDrive ไว้ ซึ่งเวอร์ชันที่เก่าที่สุดก็จะถูกลบทิ้งไปตามจำนวนที่ถูกกำหนดไว้ เช่นหากตั้งไว้ที่ 100 เวอร์ชัน เพื่อมีการสร้างเวอร์ชันที่ 101 เวอร์ชันที่ 1.0 ก็จะถูกลบออกไปเป็นต้น ซึ่งผู้โจมตีจะใช้วิธีการลดจำนวนเวอร์ชันที่จะถูก AutoSave ไว้บนระบบของ Microsoft 365 ลงมาเป็นค่าต่ำๆเช่น 1 เวอร์ชัน จากนั้นก็ทำการเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมด 2 ครั้ง ดังนั้นไฟล์ปกติ(ที่ยังไม่ถูกเข้ารหัส) ก็จะถูกลบหายไปทั้งหมดแล้ว เมื่อถึงจุดนี้ผู้โจมตีก็สามารถเรียกค่าไถ่จากองค์กรได้

(more…)

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ Kaiser Permanente ส่งผลกระทบต่อข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยกว่า 69,000 ราย

Kaiser Permanente หนึ่งในผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของอเมริกา ได้เปิดเผยเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลมากกว่า 69,000 ราย

Kaiser Permanente ก่อตั้งขึ้นในปี 2488 ให้บริการด้านสุขภาพแก่สมาชิกกว่า 12.5 ล้านคนจาก 8 รัฐในสหรัฐอเมริกา และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บริษัทระบุในประกาศที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ว่าผู้โจมตีเข้าถึงบัญชีอีเมลของพนักงานซึ่งมีข้อมูล Protected health information (PHI) เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 โดยไม่ได้รับอนุญาต

ข้อมูลที่รั่วไหลจากการโจมตีมีดังนี้:

ชื่อ และนามสกุลของผู้ป่วย
หมายเลขประจำตัวผู้ป่วย
วันที่เข้ารับบริการ
ข้อมูลผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ

โดยองค์กรระบุว่าไม่มีข้อมูลหมายเลขประกันสังคม และหมายเลขบัตรเครดิตรั่วไหลจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ Kaiser Foundation Health Plan ของผู้ป่วยในวอชิงตันเท่านั้น

Kaiser Permanents ตัดการเข้าถึงบัญชีอีเมลของผู้โจมตีภายในไม่กี่ชั่วโมง และเริ่มตรวจสอบเหตุการณ์เพื่อประเมินผลกระทบ ซึ่งรวมถึงการรีเซ็ตรหัสผ่านของพนักงานสำหรับบัญชีอีเมลที่ตรวจพบเหตุการณ์

ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูล PHI ที่เก็บไว้ในบัญชีอีเมลที่ถูกแฮ็ก ถูกขโมยออกไป หรือนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ออกไปได้ ในขณะที่ Kaiser Permanente ไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบที่แน่นอน แต่ข้อมูลที่แจ้งต่อสำนักงานสิทธิพลเมืองของกระทรวงสาธารณสุข และบริการประชาชนของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีบุคคล 69,589 รายที่อาจได้รับผลกระทบ

ที่มา : Bleepingcomputer

Syslogk Rootkit ตัวใหม่บน Linux ใช้การโจมตีผ่าน Magic Packets ที่ออกแบบมาเพื่อสั่งการแบ็คดอร์

ลักษณะการทำงาน

Syslogk เป็น rootkit ที่เมื่อติดตั้งแล้วมันจะแฝงตัวเป็นโมดูล Kernal บนระบบปฏิบัติการ Linux โดยหลังจากติดตั้งในครั้งแรก มันจะทำการลบตัวมันเองออกจากรายการโมดูลที่ติดตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทางเดียวที่จะตรวจพบคือการตรวจสอบโดยใช้คำสั่ง /proc ในลักษณะตามภาพ

จากนั้นมันจะดักจับคำสั่งบน Linux เพื่อกรองข้อมูลบางอย่างที่มันไม่ต้องการให้แสดงผลออกไปเช่น คำสั่งเรียกดูไฟล์ โฟลเดอร์ รวมไปถึง การเรียกดู Process ที่ทำงานอยู่ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการซ่อนไดเร็กทอรีที่มีไฟล์อันตรายบนระบบ, ซ่อน Process, ซ่อนการรับส่งข้อมูลเครือข่าย, ตรวจสอบแพ็กเก็ต TCP ทั้งหมด รวมไปถึงเริ่มหรือหยุดการทำงานของเพย์โหลดจากระยะไกลได้ หนึ่งในเพย์โหลดที่ซ่อนอยู่ซึ่งค้นพบโดย Avast คือ Backdoor ที่มีชื่อว่า Rekoobe ซึ่งมันจะถูกโหลดลงมาหลังจากติดตั้ง Syslogk โดย Backdoor นี้จะไม่ทำงานจนกว่าจะได้รับ Magic Packets จากผู้โจมตี

Magic Packets จะทำหน้าที่คล้ายระบบ Wake on LAN ที่ใช้ในการเรียกอุปกรณ์ที่อยู่ในโหมดสลีปให้ทำงาน โดยมันจะทำงานได้ต่อเมื่อมีการระบุ Field เช่น Source IP, Destination IP, Destination Port ตรงกับที่ตั้งค่าไว้เท่านั้น เมื่อได้รับค่า Field ที่ถูกต้อง Rekoobe สามารถเริ่มหรือหยุดทำงานได้ทันทีตามที่ผู้โจมตีต้องการ ช่วยลดโอกาสในการตรวจจับได้อย่างมาก

ปัจจุบัน Syslogk อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และยังทำงานบน Kernel 3.x เท่านั้น จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อหลายๆองค์กร แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคต Syslogk จะปล่อยเวอร์ชันที่รองรับ Kernel เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งจะขยายเป้าหมายให้กว้างขึ้นอย่างมาก

แนวทางการป้องกัน

ติดตามข่าวสารใหม่ๆอยู่เสมอ
อัพเดทระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา: Bleepingcomputer

ช่องโหว่บน Cisco Secure Email ทำให้ผู้โจมตีสามารถ bypass authentication ได้

สัปดาห์นี้ Cisco ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้อัปเดตแพตซ์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเลี่ยงการตรวจสอบสิทธิ์ และ login เข้าใช้งาน web management ของอุปกรณ์ Cisco email gateway ได้

ช่องโหว่ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2022-20798 ซึ่งถูกพบในฟังก์ชันการ authentication บน Cisco Email Security Appliance (ESA) และ Cisco Secure Email และ Web Manager appliances

ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดจากการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตนที่ไม่เหมาะสม จากการใช้ Lightweight Directory Access Protocol (LDAP) สำหรับการตรวจสอบสิทธิ์

"ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้โดยการใส่ข้อมูลเฉพาะบางอย่างในหน้า login เข้าสู่ระบบ ซึ่งหากสามารถโจมตีได้สำเร็จ อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง web-base management interface บนอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ได้" Cisco กล่าว

"โดยช่องโหว่ดังกล่าวถูกพบระหว่างแก้ปัญหาที่ถูกแจ้งเข้ามาทาง Cisco TAC (Technical Assistance Center)"

ทีม Product Security Incident Response Team (PSIRT) ของ Cisco กล่าวว่ายังไม่พบข้อมูลว่ามีการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในปัจจุบัน

หากใช้งานแบบ default configuration จะไม่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่นี้จะมีผลกับอุปกรณ์ที่กำหนดค่าให้ใช้การตรวจสอบสิทธิ์จากภายนอก และใช้ LDAP เป็นโปรโตคอลสำหรับการตรวจสอบสิทธิ์เท่านั้น

Cisco ระบุว่าฟีเจอร์การตรวจสอบสิทธิ์ภายนอกถูกปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่าเฉพาะอุปกรณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงการตรวจสอบสิทธิ์เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ

ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบว่ามีการเปิดใช้งานการตรวจสอบสิทธิ์ภายนอกบนอุปกรณ์หรือไม่ ได้โดยการ login เข้าไปที่ web-base management interface ไปที่ System Administration > Users และตรวจสอบว่ามีการเลือก "Enable External Authentication" ไว้หรือไม่

Cisco ระบุว่าช่องโหว่นี้ไม่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Cisco Secure Web Appliance ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ Cisco Web Security Appliance (WSA)

ผู้ดูแลระบบที่ยังไม่สามารถอัปเดตแพตซ์สำหรับช่องโหว่ CVE-2022-20798 ได้ สามารถใช้วิธีแก้ไขปัญหาชั่วคราว โดยการปิดการใช้งาน anonymous binds บนฟีเจอร์การตรวจสอบสิทธิ์จากภายนอก

โดยก่อนหน้านี้มีช่องโหว่บน Email gateway อีกรายการที่ได้รับการแก้ไขไปแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถทำให้อุปกรณ์ที่มีช่องโหว่หยุดการทำงานได้ โดยการใช้ข้อความอีเมลที่ออกแบบมาโดยเฉพาะในการโจมตี

โดยในวันเดียวกันนี้ Cisco ยังประกาศด้วยว่าจะไม่แก้ไขช่องโหว่แบบ zero-day ที่ส่งผลกระทบต่อเราเตอร์ที่ end-of-life ไปแล้วอย่าง RV110W, RV130, RV130W และ RV215W SMB ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายได้ตามที่ต้องการด้วยสิทธิ์ root ได้

ที่มา Bleepingcomputer

Microsoft ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ zero-day Follina บน Windows ที่กำลังถูกใช้โจมตีอยู่ในปัจจุบัน

Microsoft ได้เผยแพร่การอัปเดตด้านความปลอดภัยบน Windows ในรอบเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical บน Windows ที่ถูกเรียกว่า Follina และกำลังถูกใช้ในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

"Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าว แต่หากมีการตั้งค่าให้มีการอัปเดตแพตช์เองโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมอีก" Microsoft ระบุในคำแนะนำการอัปเดต

ช่องโหว่หมายเลข CVE-2022-3019 เป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลบน Microsoft Windows Support Diagnostic Tool (MSDT) ที่ส่งผลกระทบกับ Windows ทุกเวอร์ชัน

ผู้โจมตีที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวได้สำเร็จ จะสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตราย เพื่อติดตั้งโปรแกรม ดู เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูล หรือแม้แต่สร้างบัญชี Windows ใหม่ได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัย nao_sec เป็นผู้พบช่องโหว่ดังกล่าว ที่พบว่าผู้โจมตีจะสามารถสั่งรัน PowerShell ที่เป็นอันตรายผ่าน MSDT โดยที่ Microsoft อธิบายว่าเป็นการโจมตีในรูปแบบ Arbitrary Code Execution (ACE) เมื่อเปิด หรือ preview เอกสาร Word

การอัปเดตในครั้งไม่ได้ป้องกัน Microsoft Office จากการโหลด Windows protocol URI handler โดยอัตโนมัติ แต่จะใช้วิธีบล็อกการทำงานจาก PowerShell injection เพื่อปิดช่องทางการโจมตีในรูปแบบนี้

พบการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

ช่องโหว่ Follina ถูกใช้ในการโจมตีมาระยะหนึ่งแล้ว ตามที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Proofpoint เปิดเผยว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ TA413 ของจีนใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีที่กำหนดเป้าหมายไปยังชาว Tibetan และกลุ่มผู้โจมตีบางกลุ่มก็ใช้การโจมตีแบบฟิชชิงกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

ตอนนี้ช่องโหว่ Follina กำลังถูกใช้โดยกลุ่ม TA570 ซึ่งใช้แคมเปญฟิชชิ่งจากช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ Qbot

CrazymanArmy ของ Shadow Chaser Group นักวิจัยด้านความปลอดภัยที่เคยรายงาน Zero-day ดังกล่าวไปให้กับ Microsoft ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาระบุว่า Microsoft ปฏิเสธการแจ้งเตือนในครั้งแรกของเขาว่าไม่ใช่ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย แต่สุดท้ายหลังจากมีการปิดหัวข้อการแจ้งเตือนดังกล่าว ระบบของ Microsoft กลับระบุว่าการแจ้งเตือนของเขาเป็นช่องโหว่แบบ Remote code execution

ที่มา: bleepingcomputer.