Cisco ยืนยัน ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang เป็นข้อมูลที่ได้มาจากระบบของ Cisco จริง

Cisco ยืนยันเรื่องการถูกโจมตีในเดือนพฤษภาคม และข้อมูลรั่วไหลโดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang เป็นข้อมูลที่ถูกขโมยจากระบบของ Cisco จริง ๆ

ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Cisco ออกมาเปิดเผยข้อมูลการถูกโจมตีจากกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang ที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และขโมยข้อมูลภายในออกไป

การสืบสวนดำเนินการโดย Cisco Security Incident Response (CSIRT) และ Cisco Talos เปิดเผยว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีของพนักงานของ Cisco ได้ หลังจากที่แฮ็กบัญชี Google ส่วนตัวของพนักงานรายนั้นได้ก่อนหน้า และพบว่ามีการซิงโครไนซ์ข้อมูลประจำตัวที่บันทึกไว้ในเบราว์เซอร์

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ผู้โจมตีก็เริ่มโจมตีแบบ voice phishing เพื่อหลอกให้เหยื่อให้กดยอมรับ MFA push notification ที่เป็นการพยายามเข้าใช้งานจากผู้โจมตี

จากนั้นหลังจากที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง VPN ในฐานะของผู้ใช้ได้ ก็ทำการโจมตีแบบ voice phishing ต่อไปอีกหลายครั้ง เพื่อพยายามให้เหยื่อกดยอมรับ MFA push notification ที่เป็นการพยายามเข้าใช้งานจากผู้โจมตีต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการเข้าถึง VPN ของผู้ใช้งานที่เป็นเป้าหมายได้

จากรายงานของ Talos เมื่อผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายได้แล้ว ผู้โจมตีก็ทำการโจมตีเพื่อยกระดับสิทธิ์จนได้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ จากนั้นจึงสามารถเข้าถึงระบบภายในต่าง ๆ ได้ และสามารถติดตั้งเครื่องมือต่าง ๆ บนเครือข่ายเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าถึงได้จากระยะไกล เช่น LogMeIn และ TeamViewer, Cobalt Strike, PowerSploit, Mimikatz และ Impacket

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Cisco ยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่โดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang นั้นเป็นข้อมูลจริง และถูกขโมยจากเครือข่าย ระหว่างการบุกรุกในเดือนพฤษภาคมดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่กระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากข้อมูลที่ถูกขโมยออกไปไม่มีข้อมูลที่สำคัญ

จากข้อมูลของ BleepinComputer ซึ่งติดต่อกับหัวหน้ากลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang ซึ่งอ้างว่าได้ขโมยไฟล์ขนาด 55GB ซึ่งรวมถึงเอกสารลับ แผนผังทางเทคนิค และซอร์สโค้ด โดย Cisco ยังคงปฏิเสธว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดของผลิตภัณฑ์ของตนได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ eSentire ค้นพบว่าระบบของผู้โจมตีที่ใช้ในการแฮ็ก Cisco นั้น ถูกใช้เพื่อโจมตีบริษัทการจัดการแรงงานชั้นนำในเดือนเมษายน 2022 อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ด้วยว่าการโจมตีดังกล่าวทำโดยผู้คุกคามที่รู้จักกันในชื่อ mx1r ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตร Evil Corp ที่มีชื่อว่า UNC2165

ที่มา: securityaffairs

Samsung ยอมรับข้อมูลของลูกค้าในสหรัฐอเมริกาบางส่วนรั่วไหล

Samsung ออกมายอมรับว่ามีข้อมูลรายละเอียดของลูกค้างบางรายในสหรัฐอเมริกาถูกขโมย โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ทางบริษัท Samsung ยอมรับว่าพบข้อผิดพลาดทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ส่งผลให้สามารถมีการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองของปีนี้

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม Samsung พบการเข้าถึงข้อมูลบนระบบของ Samsung ในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก Third-party จากนั้นในวันที่ 4 สิงหาคม 2022 จึงยืนยันได้ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าบางรายได้รับผลกระทบ และทางบริษัทได้ให้บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม และได้ประสานงานไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายเรียบร้อยแล้ว

โดยข้อมูลที่ถูก Hacker ขโมยจะประกอบด้วย

ชื่อ
ข้อมูลการติดต่อ
ข้อมูลประชากร
วันเกิด
รายละเอียดการลงทะเบียนผลิตภัณฑ์

ซึ่งจากข้อมูลที่ทาง Samsung ระบุ จะพบว่าไม่มีข้อมูลเลขบัตรประกันสังคมและข้อมูลบัตรเครดิต โดยข้อมูลที่หลุดออกไปนั้นจะแตกต่างกันในลูกค้าแต่ละราย

ซึ่งจากรายงานล่าสุด บริษัทก็ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่ามีข้อมูลของลูกค้าโดนแฮ็คไปเท่าไหร่ และใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีนี้ และเหตุใดต้องใช้เวลาเกือบเดือนในการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทาง Samsung ระบุว่า นอกจากการแจ้งถึงสถานการณ์ล่าสุดให้ลูกค้าได้ทราบแล้ว Samsung ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนในการรักษาความปลอดภัยของระบบที่ได้รับผลกระทบ และได้มีการว่าจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังการโจมตีครั้งใหม่ ๆ อีกทั้งยังได้มีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานมีการใช้งานอย่างระมัดระวังมากขึ้น หลีกเลี่ยงการกด Link หรือเปิดไฟล์ที่ไม่รู้จัก รวมไปถึงตรวจสอบกิจกรรมที่น่าสงสัย

โดยการแจ้งเตือนข้อมูลรั่วไหลของลูกค้าในครั้งนี้จะมีความคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่มีการเปิดเผยข้อมูลภายใน และ Source code ของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy จากการโจมตีโดยกลุ่ม LAPSUS$

ที่มา : thehackernews

พบผู้ไม่หวังดีติดตั้งมัลแวร์ขโมยข้อมูลชนิดใหม่บนระบบของหน่วยงานรัฐในเอเชีย

ผู้เชี่ยวชาญจาก Symentec พบพฤติกรรมการโจมตีที่มุ่งเน้นไปที่หน่วยงานรัฐในแถบเอเชีย เป้าหมายในครั้งนี้มีทั้งบริษัทการบินอวกาศและการป้องกันประเทศ, บริษัทโทรคมนาคมและองค์กรไอที โดยแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ใช้ "ShadowPad" RAT ในแคมเปญก่อนหน้านี้ แต่ในครั้งนี้ผู้โจมตีมีการใช้ Tools ที่หลากหลายมากขึ้นและจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าการโจมตีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2564 และยังดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป้าหมายของการโจมตีมีหน่วยงานรัฐดังต่อไปนี้

บริษัทส่วนงานราชการ/สำนักนายกรัฐมนตรี
สถาบันของรัฐที่เชื่อมโยงกับการเงิน
บริษัทการบินอวกาศและการป้องกันของรัฐ
บริษัทโทรคมนาคมของรัฐ
หน่วยงานด้านไอทีของรัฐ
หน่วยงานสื่อของรัฐ

ลักษณะการโจมตี

การโจมตีเริ่มต้นด้วยการติดตั้งไฟล์ . DLL ที่เป็นอันตราย โดยใช้วิธีการ Execute จากโปรแกรมปกติที่ที่อยู่บนเครื่องเพื่อโหลดไฟล์ .dat จากนั้นไฟล์จะถูกส่งไปยังเครื่องเป้าหมายผ่านวิธีการ side-loaded ซึ่งในครั้งนี้ผู้โจมตีใช้ Bitdefender Crash Handler ที่มีอายุ 11 ปีในการโจมตี
เมื่อไฟล์ .dat เข้ามาในเครื่องแล้ว ข้างในจะมีเพย์โหลดที่ประกอบไปด้วย Shellcode อยู่ ซึ่ง Shellcode นี้สามารถใช้คำสั่งเพื่อดึงเพย์โหลดอื่นๆ ที่เป็นอันตรายมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ โดยเป็นการเรียกจาก Memory โดยตรง
สามวันหลังจาก Backdoor ถูกติดตั้งบนเครื่องเป้าหมาย ผู้โจมตีได้ทำการติดตั้งโปรแกรม ProcDump ลงไปเพื่อขโมย Credential ของผู้ใช้งานจาก Local Security Authority Server Service (LSASS) ซึ่งในวันเดียวกัน ทีม Penetration Testing ของบริษัท LadonGo ได้ทดสอบเจาะระบบโดยใช้วิธี DLL hijacking เพื่อทำการ side-loaded ด้วยเช่นกัน
อีกสองสัปดาห์ต่อมา ผู้โจมตีได้ทำการติดตั้ง Mimikatz ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายในการขโมยข้อมูลประจำตัว
ต่อมา ผู้โจมตีเริ่มมีการใช้ PsExec ในการเรียกใช้งาน Crash Handler เพื่อทำการ DLL hijacking ติดตั้งโหลดเพย์โหลดบนคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ในเครือข่าย
หนึ่งเดือนหลังจากการโจมตีครั้งแรก ผู้โจมตีได้สิทธิ์ High Privileged บนระบบที่สามารถสร้าง Account ใหม่ได้ นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่ User Credentials และ log files บน Active Direcory ได้อีกด้วย
เหตุการณ์สุดท้าย พบว่าผู้โจมตีมีการใช้ Fscan ในการโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2021-26855 (Proxylogon) บน Exchange Servers บนเครือข่าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบหนึ่งใน Tools ที่ใช้ในการโจมตีครั้งนี้คือ (Infostealer.

Lampion malware กลับมาอีกครั้งด้วย WeTransfer phishing

Lampion Malware กลับมาแพร่กระจายในจำนวนมากอีกครั้ง ผ่านแคมเปญฟิชชิ่งโดยการใช้ WeTransfer

WeTransfer เป็นบริษัท File-Share ที่เป็นที่รู้จัก และสามารถใช้งานได้ฟรี ดังนั้นผู้โจมตีไม่ต้องลงทุนหาวิธีในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากซอฟแวร์ด้านความปลอดภัย เมื่อมีการแนบ URL ของ WeTransfer มาใน Email

จากรายงานของบริษัทด้าน Email Security อย่าง Cofense ระบุว่า Lampions ได้ส่ง Phishing Email จากบัญชีบริษัทที่ถูกโจมตี และโน้มน้าวให้ผู้ใช้งานทำการดาวน์โหลดเอกสาร "หลักฐานการชำระเงิน" จาก WeTransfer

เมื่อทำการดาวน์โหลด ไฟล์ที่เป้าหมายได้รับจะเป็น ZIP file ที่มี File VBS(Virtual Basic script) อยู่ด้วย และเหยื่อจะต้องเปิดไฟล์เพื่อดำเนินการต่อไป

จากนั้น WScript จะสร้าง VBS ไฟล์มาทั้งหมด 4 ไฟล์ ด้วยการสุ่มชื่อ โดยไฟล์แรกจะเป็นไฟล์เปล่า ๆ ไฟล์ที่ 2 จะมี function การทำงานเล็กน้อย ไฟล์ที่ 3 จะใช้เพื่อรัน script ของไฟล์ที่ 4

นักวิเคราะห์ของ Cofense ระบุว่ามีขั้นตอนพิเศษบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน แต่การโจมตีในลักษณะแยกส่วนแบบนี้เพื่อทำให้ผู้โจมตีสามารถสลับไฟล์ที่ใช้ได้ง่าย

script ไฟล์ที่ 4 นั้น จะทำการเปิด WScript ใหม่เพื่อเชื่อมต่อกลับไปยัง URL hardcode สองรายการ เพื่อไปดึงไฟล์ DLL สองไฟล์ที่ซ่อนอยู่ภายในไฟล์ ZIP ที่ใส่รหัสผ่าน โดย URL จะชี้ไปที่ instances บน Amazon AWS

รหัสผ่านของไฟล์ ZIP นั้นคือ hardcode ที่อยู่ภายใน script ทำให้การแตกไฟล์นั้นไม่จำเป็นต้องให้เหยื่อดำเนินการ จากนั้น DLL payload จะถูกโหลดลงใน memory ทำให้ Lampion สามารถดำเนินการอย่างเงียบ ๆ ได้

จากนั้น Lampion จะทำการขโมยข้อมูลบัญชีธนาคารจากเครื่องเป้าหมายด้วยการแทรก login forms ซ้อนทับบนแบบฟอร์ม login ตามปกติ เมื่อผู้ใช้งานใส่ข้อมูลเพื่อทำการเข้าสู่ระบบ ข้อมูลนั้นจะถูกขโมย และส่งไปยัง C2 ของผู้โจมตี

Trojan Lampion ถูกพบมาตั้งแต่ปี 2019 โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ภาษาสเปน ต่อมาในปี 2021 Lampion ถูกพบว่าใช้ Malware บนบริการของ cloud เป็นครั้งแรก รวมถึง Google Drive และ pCloud และล่าสุดเมื่อ มีนาคม 2022 Cyware ได้รายงานว่ามีการแพร่กระจายด้วยการใช้ hostname ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Bazaar และ LockBit อีกทั้งยังมีรายงานอีกว่า Lampion พยายามเขียน Malware ให้มีความซับซ้อน และวิเคราะห์ได้ยากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้รายงานล่าสุดของ Cofense ระบุว่า Lampion เป็นภัยคุกคามที่ยังคงอันตรายอยู่ และแนะนำให้ผู้ใช้งานควรระมัดระวังการใช้งาน Email ที่ขอให้ดาวน์โหลดไฟล์แม้ไฟล์นั้นจะอยู่บน Cloud service ที่เป็นที่รู้จักก็ตาม

ที่มา: bleepingcomputer

 

พบการพยายามโจมตีกว่า 5 ล้านครั้ง จากช่องโหว่ Zero-Day ของ Plugin บน WordPress

WordPress Security (Wordfence) เปิดเผยว่า พบช่องโหว่ Zero-Day จาก Plugin ใน WordPress ที่มีชื่อว่า BackupBuddy กำลังถูกนำมาใช้ในการโจมตีอย่างแพร่หลาย โดยช่องโหว่ถูกพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 และมีการพยายามที่จะโจมตีกว่า 5 ล้านครั้งแต่ถูก Block ไว้ได้ทั้งหมด

BackupBuddy เป็น Plugin ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสำรองข้อมูลทั้งหมดของตัวเองใน WordPress เช่นข้อมูลการติดตั้ง WordPress ธีม เพจ โพสต์ วิดเจ็ต ข้อมูลผู้ใช้ และไฟล์มีเดียเป็นต้น

รายละเอียดของช่องโหว่

ช่องโหว่ Zero-Day BackUpBuddy มีหมายเลข CVE-2022-31474 คะแนน CVSS: 7.5 ซึ่งคาดว่ามีเว็บไซต์ที่ใช้งาน Plugin ดังกล่าวอยู่ประมาณ 140,000 เว็บไซต์

โดยช่องโหว่นี้สามารถทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์จากเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งปัญหานี้เกิดจากฟังก์ชันที่เรียกว่า "Local Directory Copy" ที่ออกแบบมาเพื่อจัดเก็บสำเนาข้อมูลสำรองในเครื่อง Wordfence ระบุว่า ช่องโหว่เป็นผลมาจากการใช้งานที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ผู้ไม่หวังดีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์สามารถดาวน์โหลดไฟล์ใด ๆ บนเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการรวบรวม IP ที่มีการการโจมตีสูงสุด 10 อันดับแรกตามรายการดังนี้

195.178.120.89 with 1,960,065 attacks blocked
51.142.90.255 with 482,604 attacks blocked
51.142.185.212 with 366770 attacks blocked
52.229.102.181 with 344604 attacks blocked
20.10.168.93 with 341,309 attacks blocked
20.91.192.253 with 320,187 attacks blocked
23.100.57.101 with 303,844 attacks blocked
20.38.8.68 with 302,136 attacks blocked
20.229.10.195 with 277,545 attacks blocked
20.108.248.76 with 211,924 attacks blocked

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ยังไม่มีการเปิดเผย เนื่องจากการการโจมตีอาจจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และเนื่องจากช่องโหว่ดังกล่าวอาจจะสามารถโจมตีได้ง่าย

โดยช่องโหว่อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าดูเนื้อหาของไฟล์ใด ๆ ก็ตามบนเซิร์ฟเวอร์ที่สามารถอ่านได้จาก WordPress รวมไปถึงไฟล์ที่มีความสำคัญ ซึ่งพบว่าข้อมูลจากการโจมตีส่วนใหญ่เป็นการพยายามเข้าถึงไฟล์ตามรายการด้านล่าง

/etc/passwd
/wp-config.

Google ออกเพตช์อัปเดตแก้ไขช่องโหว่ Zero-Day ครั้งที่ 6 ของ Google Chrome ในปีนี้

Google ได้ประกาศแพตช์อัปเดตให้กับ Google Chrome Browser เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-Day ที่มีระดับความรุนแรงสูง

รายละเอียดของช่องโหว่

โดยปกติแล้ว Google จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ Zero-day จนกว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะได้รับการอัปเดตแล้ว

ซึ่งช่องโหว่ในครั้งนี้มีหมายเลข CVE-2022-3075 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูง เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลไม่ถูกต้องใน Mojo ซึ่งก็คือชุดของ runtime libraries ที่มีกลไก platform-agnostic (แพลตฟอร์มการทำให้ระบบทำงาน หรือสื่อสารกันได้) สำหรับ Inter-process communication (IPC)

ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยนิรนามคนหนึ่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา และการอัปเดตครั้งนี้ถือเป็นช่องโหว่ Zero-day ครั้งที่ 6 ของ Google Chrome Browser นับตั้งแต่ต้นปี โดยช่องโหว่ zero-day 5 รายการก่อนหน้านี้ที่ถูกพบ และแก้ไขไปแล้วในปี 2565 ได้แก่ :

CVE-2022-0609 - Use-after-free in Animation - February 14th, 2022
CVE-2022-1096 - Type confusion in V8 - March 25th, 2022
CVE-2022-1364 - Type confusion in V8 - April 14th, 2022
CVE-2022-2294 - Heap buffer overflow in WebRTC - July 4th, 2022
CVE-2022-2856 - Insufficient validation of untrusted input in Intents - September 2nd, 2022

Google แนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 105.0.5195.102 สำหรับ Windows, macOS และ Linux และเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานเบราว์เซอร์ที่ใช้ Chromium เช่น Microsoft Edge, Brave, Opera และ Vivaldi จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตเวอร์ชันก่อนการใช้งาน

ที่มา : thehackernews

Microsoft แจ้งเตือนการโจมตีจากกลุ่ม Phosphorus กลุ่ม Ransomware สัญชาติอิหร่าน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Threat Intelligence ของ Microsoft ออกมาแจ้งเตือนถึงกลุ่มผู้โจมตีด้วย ransomware ซึ่งคาดว่ามาจากประเทศอิหร่าน ที่ใช้ชื่อว่า "Phosphorus"

โดย Microsoft กำลังติดตามข้อมูลของกลุ่ม DEV-0270 (หรือที่รู้จักในชื่อ Nemesis Kitten) ซึ่งกำลังดำเนินการภายใต้บริษัทนามแฝงที่ชื่อว่า Secnerd และ Lifeweb โดยพบข้อมูลของระบบ และเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีของทางกลุ่ม และทั้งสององค์กรมีลักษณะเดียวกัน

DEV-0270 ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูง เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ และยังเป็นที่รู้จักจากการใช้ช่องโหว่ใหม่ ๆ รูปแบบอื่นในการโจมตี และกลุ่ม DEV-0270 ยังมีการใช้วิธีการอย่าง living off the land binaries(LOLBINs) ในการค้นหา และเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ จนไปถึงการใช้เครื่องมืออย่าง BitLocker เพื่อเข้ารหัสไฟล์บนเครื่องของเหยื่อที่ถูกโจมตี

การใช้ BitLocker และ DiskCryptor ransomware โดยกลุ่มผู้โจมตีจากอิหร่าน เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม จากรายงานของ Secureworks ที่เปิดเผยการโจมตีโดยกลุ่มที่มีชื่อว่า Cobalt Mirage (หรือที่รู้จักในชื่อ Cobalt Illusion) และ TunnelVision ซึ่งคาดว่าก็มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Phosphorus

โดย DEV-0270 จะใช้วิธีการสแกนช่องโหว่จากอินเทอร์เน็ต เพื่อค้นหาเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีได้จากช่องโหว่ของ Microsoft Exchange Server, Fortinet FortiGate SSL-VPN และ Apache Log4j จากนั้นจึงจะทำการสำรวจข้อมูลของเครือข่ายของเหยื่อเพิ่มเติม รวมไปถึงขโมยข้อมูล credential

เมื่อสามารถเข้าถึงเครือข่ายของเหยื่อที่ถูกโจมตี มันจะพยายามแฝงตัวอยู่บนระบบให้ได้นานที่สุดด้วยการแอบสร้าง scheduled task สำหรับสั่งการทำงานบนเครื่องของเหยื่อ

จากนั้น DEV-0270 จะใช้วิธีการโจมตีเพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น System เพื่อให้สามารถปิดการทำงานของ Microsoft Defender Antivirus จากนั้นจึงทำการโจมตีต่อไปยังเครื่องอื่น ๆ บนเครือข่ายของเหยื่อ และใช้ BitLocker เข้ารหัสไฟล์บนเครื่องเหยื่อ

เครื่องมือที่ผู้โจมตีใช้ส่วนมากจะเป็น WMI, net, CMD, PowerShell commands และเข้าไปกำหนดค่า Registry อีกทั้งผู้โจมตียังมีการติดตั้ง และปลอมแปลง binaries ที่สร้างขึ้นเพื่อปลอมเป็น Process ที่ดูปกติ เพื่อแฝงตัวอยู่บนเครื่องเหยื่ออีกด้วย

แนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตแพตช์เซิร์ฟเวอร์ Exchange ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี รวมไปถึงจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์เครือข่ายของ Fortinet SSL-VPN และตั้งรหัสผ่านให้รัดกุม และทำการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : thehackernews

Cisco ออกแพตช์อัปเดตแก้ไขช่องโหว่ ที่ส่งผลกระทบอุปกรณ์จำนวนมาก พร้อมกับ End of Life ของเราเตอร์รุ่นเก่า

เมื่อวันพุธที่ 7 กันยายน 2565 Cisco ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่บนอุปกรณ์ของตน โดยในครั้งนี้มีแพตช์ของ NVIDIA Data Plane Development Kit (MLNX_DPDK) ที่พบเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

CVE-2022-28199 (คะแนน CVSS: 8.6) ช่องโหว่นี้เกิดจากการบริหารจัดการ Network Stack ของ MLNX_DPDK ที่ผิดพลาด ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถโจมตีจนทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ได้ รวมไปถึงส่งผลกระทบทั้งในด้านความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบในช่องโหว่นี้ได้แก่

Cisco Catalyst 8000V Edge Software
Adaptive Security Virtual Appliance (ASAv)
Secure Firewall Threat Defense Virtual (ชื่อเดิมคือ FTDv)

ต่อมาคือ CVE-2022-20696 (คะแนน CVSS: 7.5) ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ Cisco SD-WAN vManage Software โดยพบว่า Port Container ของ Messaging Server ไม่มีกลไกลการป้องกันที่ดีพอ ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ช่องโหว่นี้เชื่อมต่อเข้า Server โดยไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ ทำการเรียกดู และแก้ไขข้อความได้
ช่องโหว่สุดท้ายเกิดจากอินเทอร์เฟซการส่งข้อความของ Cisco Webex Application (CVE-2022-20863, คะแนน CVSS: 4.3) ที่ไม่สามารถแสดงอักขระพิเศษได้อย่างถูกต้อง ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงจากระยะไกลโดยไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ ทำการแก้ไขลิงก์หรือเนื้อหาอื่นๆ ภายในอินเทอร์เฟซเพื่อทำการโจมตีแบบ Phishing หรือ Spoofing ได้

นอกจากนี้ Cisco ยังชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับ (CVE-2022-20923, คะแนน CVSS: 4.0) ซึ่งเกี่ยวกับ Authentication Bug ของเราเตอร์ Cisco Small Business รุ่น RV110W, RV130, RV130W, และ RV215W ว่าจะไม่ทำการแก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใกล้จะ end-of-life (EOL) โดยแนะนำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เปลี่ยนไปใช้เราเตอร์ Cisco Small Business รุ่น RV132W, RV160, หรือ RV160W แทน

ที่มา : thehackernews

ผู้ใช้งาน The North Face ถูกแฮ็กกว่า 200,000 บัญชี จากการโจมตีแบบ credential stuffing

แบรนด์เครื่องแต่งกายชื่อดังอย่าง 'The North Face' ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีด้วยวิธีการ Credential stuffing attack ส่งผลให้บัญชีผู้ใช้งานกว่า 194,905 บัญชีบนเว็บไซต์ thenorthface.

Stealthy Shikitega มัลแวร์ตัวใหม่มุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการ Linux และอุปกรณ์ IoT

Shikitega เป็นมัลแวร์บน Linux ตัวใหม่ ที่ถูกพบว่าใช้วิธีการโจมตีหลายขั้นตอนเพื่อเข้าควบคุมเครื่อง และอุปกรณ์ IoT

AT&T Alien Labs ระบุในรายงานถึงผู้โจมตีที่สามารถเข้าควบคุมระบบได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังมีการติดตั้งมัลแวร์สำหรับขุดเหรียญ cryptocurrency รวมไปถึงวิธีการอื่น ๆ ที่ทำให้สามารถแฝงตัวอยู่บนระบบได้

ปัจจุบันเริ่มมีการพบ Linux malware มากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เช่น BPFDoor, Symbiote, Syslogk, OrBit และ Lightning Framework

เมื่อสามารถติดตั้งลงบนเครื่องเหยื่อที่เป็นเป้าหมาย ตัวมัลแวร์จะเริ่มทำการดาวน์โหลด และเรียกใช้งานเครื่องมือที่ชื่อว่า "Mettle" ของ Metasploit เพื่อเข้าควบคุมระบบ และใช้ประโยชน์จากช่องโหว่อื่น ๆ เพื่อทำการยกระดับสิทธิ์ เพิ่ม crontab เพื่อทำให้ตัวมันสามารถแฝงตัวทำงานอยู่บนเครื่องเหยื่อได้ และแอบติดตั้ง มัลแวร์สำหรับขุดเหรียญ cryptocurrency บนเครื่องเหยื่ออีกด้วย

วิธีการที่ผู้โจมตีใช้ในการโจมตีเป็นขั้นตอนแรกนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สิ่งที่ทำให้ Shikitega สามารถหลบเลี่ยงการตจรวจจับได้คือ ความสามารถในการดาวน์โหลดเพย์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ command-and-control (C2) และสั่งรันโดยตรงในหน่วยความจำ

ส่วนการยกระดับสิทธิ์มักจะทำได้โดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2021-4034 (aka PwnKit) และ CVE-2021-3493 เพื่อทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ root ในการรัน shell scripts เพื่อแฝงตัวอยู่บนระบบต่อ และติดตั้ง Monero crypto miner

ในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ผู้โจมตีจะใช้ "Shikata ga nai" ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัสแบบ polymorphic ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจจับโดย antivirus engines ส่วน command-and-control (C2) ก็จะใช้บริการคลาวด์ที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไป

มัลแวร์ Shiketega มีรูปแบบที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากการใช้ตัวเข้ารหัสแบบ polymorphic และค่อย ๆ ส่งเพย์โหลดแล้ว ในแต่ละขั้นตอนก็จะเผยให้เห็นข้อมูลของเพย์โหลดเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

ที่มา : thehackernews