พบการรั่วไหลของข้อมูลสายการบินที่ให้บริการในประเทศไทย 2 สายการบิน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบสายการบินที่ให้บริการในประเทศไทย 2 สายการบินถูกโจมตี และถูกขโมยข้อมูลภายในออกไปได้ โดยทั้ง 2 สายการบินถูกโจมตีโดย Ransomware คนละกลุ่มในเวลาไล่เรี่ยกัน

โดยการโจมตีครั้งแรกพบเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 จากกลุ่ม Daixin ransomware ได้โจมตีสายการบิน AirAsia ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลผู้โดยสารของสายการบินออกไปได้กว่า 5 ล้านรายการ รวมถึงข้อมูลพนักงานทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจสอบบนไฟล์ CSV 2 ไฟล์ที่ถูกเผยแพร่ไว้บนเว็ปไซต์ของทางกลุ่ม พบว่าข้อมูลไฟล์ในไฟล์ส่วนของผู้โดยสารประกอบไปด้วย รหัสผู้โดยสาร ชื่อ รหัสการจอง ค่าตั๋วโดยสาร เป็นต้น และในส่วนของพนักงานสายการบินจะประกอบไปด้วย รูปถ่าย คำถามลับต่าง ๆ ข้อมูลการเกิด และสัญชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ทางกลุ่มยังได้ระบุว่า พวกเขาได้หลีกเลี่ยงการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์การบิน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตไว้ด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลของสายการบิน Nok Air อยู่บนเว็ปไซต์ของกลุ่ม ALPHV ซึ่งทางกลุ่มระบุว่าได้ทำการโจมตี และได้ข้อมูลออกมาแล้วกว่า 500 GB โดยข้อมูลที่ได้ออกมานั้น จะประกอบไปด้วยโฟลเดอร์ ไฟล์ และข้อมูลที่เก็บอยู่ในหลายโฟลเดอร์ ไฟล์เอกสาร สเปรดชีต และอื่นๆ โดยจากรูปที่กลุ่มผู้โจมตีเผยแพร่ออกมาจะพบว่าไฟล์บางไฟล์ที่ชื่อว่า refund to customers.

แฮ็กเกอร์รัสเซียใช้แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ Somnia โจมตีหลายองค์กรในยูเครน

หน่วยงานทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของยูเครน (CERT-UA) ประกาศแจ้งเตือนการแพร่กระจายของแรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า Somnia โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการภายใต้ชื่อว่า 'From Russia with Love' (FRwL) โดยกลุ่ม Z-Team หรืออีกชื่อหนึ่งคือ UAC-0118 โดยการฝังมัลแวร์ไว้บนเว็บไซต์ปลอมเพื่อใช้สำหรับขโมยข้อมูล และเพื่อขัดขวางการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในยูเครน

โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ได้ใช้เว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบซอฟต์แวร์ "Advanced IP Scanner" เพื่อหลอกให้พนักงานขององค์กรต่าง ๆ ในยูเครนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วโปรแกรมดังกล่าวคือมัลแวร์ Vidar stealer ซึ่งจะถูกใช้เพื่อขโมย Telegram session เพื่อเข้าควบคุมบัญชี Telegram ของเหยื่อ

โดย **CERT-UA ระบุว่าแฮ็กเกอร์จะใช้บัญชี Telegram ของเหยื่อเพื่อขโมยข้อมูลการเชื่อมต่อ VPN (authentication และ certificates) โดยถ้าบัญชี VPN ไม่ได้มีการเปิดใช้งาน multi-factor authentication แฮ็กเกอร์จะใช้บัญชีดังกล่าวเพื่อเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรของเหยื่อ

จากนั้นแฮ็กเกอร์จะติดตั้ง Cobalt Strike beacon, Netscan, Rclone, Anydesk, และ Ngrok เพื่อปฏิบัติการรูปแบบอื่นๆ บนเครือข่ายของเหยื่อต่อไป

CERT-UA ระบุว่าตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2022 เป็นต้นมา ปฏิบัติการ FRwL ได้ทำการโจมตีคอมพิวเตอร์ขององค์กรยูเครนไปแล้วหลายครั้ง โดยประเภทไฟล์ที่เป็นเป้าหมายในการโจมตีของ Somnia ประกอบไปด้วย ไฟล์เอกสาร, รูปภาพ, ฐานข้อมูล, ไฟล์วิดีโอ และอื่น ๆ

โดย Somnia จะต่อท้ายนามสกุลไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสด้วย .somnia แต่จะไม่มีการเรียกเงินค่าไถ่จากเหยื่อในกรณีที่เหยื่อต้องการจ่ายเงินสำหรับตัวถอดรหัสของไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ เนื่องจากเป้าหมายของ Somnia คือการขัดขวางกระบวนการทำงานของเป้าหมายมากกว่าที่จะเป็นการสร้างรายได้จากการโจมตี ดังนั้นมัลแวร์ดังกล่าวน่าจะถูกสร้างมาเพื่อทำลายล้างมากกว่าการเรียกค่าไถ่แบบเดียวกับแรนซัมแวร์อื่นๆ

แนวทางการป้องกัน

ตรวจสอบแหล่งที่มาของไฟล์ก่อนดาวน์โหลด
เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication

ที่มา : bleepingcomputer

Cuba ransomware มุ่งเป้าโจมตีหน่วยงานรัฐบาลของยูเครน

ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์ของประเทศยูเครน (CERT-UA) ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับการโจมตีของ Cuba Ransomware ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบที่สำคัญในประเทศ

ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม CERT-UA สังเกตเห็นการโจมตีรูปแบบใหม่ของอีเมลฟิชชิ่งที่แอบอ้างเป็นบริการของกองทัพยูเครน เพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานคลิก Link เพื่อติดตั้งมัลแวร์

อีเมลที่แพร่กระจายไปทั่วยูเครน (CERT-UA)

จากอีเมล์ที่ส่งมาจะมี Link ที่หลอกให้ผู้ใช้งานคลิกเพื่อดาวน์โหลดเอกสารชื่อ "Наказ_309.pdf" โดยจะแสดงการแจ้งเตือนปลอมที่ระบุว่าจำเป็นต้องอัปเดตซอฟต์แวร์สำหรับเปิดอ่าน PDF ก่อน

เว็บไซต์จะหลอกให้ผู้ใช้คลิกที่ปุ่ม "ดาวน์โหลด" ซึ่งจะนำไปสู่การดาวน์โหลดไฟล์ปฏิบัติการ ("AcroRdrDCx642200120169_uk_UA.exe") ที่คล้ายกับโปรแกรมติดตั้ง Acrobat Reader

โดยไฟล์ติดตั้ง และเรียกใช้ไฟล์ DLL "rmtpak.

ผู้โจมตีจำนวนมากใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของ VMware เพื่อติดตั้ง Crypto Miners และ Ransomware

ช่องโหว่ VMware Workspace ONE Access ที่ปัจจุบันได้รับการแก้ไขไปแล้ว พบว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตีเพื่อติดตั้ง cryptocurrency miners และ Ransomware บนเครื่องที่ถูกโจมตี

Cara Lin นักวิจัยของ Fortinet FortiGuard Labs ระบุในรายงานว่า ผู้โจมตีตั้งใจที่จะใช้ทรัพยากรของเหยื่อให้มากที่สุดไม่เพียงแค่ติดตั้ง RAR1Ransom เท่านั้น แต่ยังเพื่อแพร่กระจาย GuardMiner เพื่อทำการขุดเหรียญคริปโตเคอเรนซี

ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2022-22954 (คะแนน CVSS: 9.8) ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล ซึ่งเกิดจาก server-side template injection แม้ว่าช่องโหว่ดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขไปแล้วโดย VMware ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 แต่ก็ยังมีการพยายามโจมตีอยู่อย่างต่อเนื่อง

Fortinet ระบุว่าตรวจพบการโจมตีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ที่เป็นการพยายามโจมตีเพื่อติดตั้ง Mirai botnet บน Linux รวมถึง RAR1Ransom และ GuardMiner ซึ่งเป็นเวอร์ชันหนึ่งของ XMRig Monero miner

Mirai ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดใช้การโจมตีแบบ DoS และ brute-force attacks โดยมุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ประเภท IoT

การแพร่กระจายของ RAR1Ransom และ GuardMiner โดยใช้ PowerShell หรือเชลล์สคริปต์ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการ RAR1ransom จะใช้ประโยชน์จาก WinRAR เพื่อล็อคไฟล์โดยการใส่รหัสผ่าน

นอกจากนี้ GuardMiner ยังมีความสามารถในการเผยแพร่ไปยังโฮสต์อื่น ๆ โดยใช้ช่องโหว่ในการเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลในซอฟต์แวร์อื่น ๆ รวมถึงช่องโหว่ใน Apache Struts, Atlassian Confluence และ Spring Cloud Gateway

ที่มา: thehackernews

มัลแวร์ Ursnif เปลี่ยนจากการขโมยบัญชีธนาคาร กลายเป็นมัลแวร์ที่ใช้แพร่กระจาย Ransomware

มัลแวร์ Ursnif เวอร์ชันใหม่ (หรือที่รู้จักในชื่อ Gozi) ปรับตัวเองกลายเป็น backdoor ธรรมดา หลังจากถอดฟังก์ชันโทรจันสำหรับขโมยข้อมูลของธนาคารออกไป

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่า Ursnif เวอร์ชันใหม่กำลังมุ่งเน้นไปที่การแพร่กระจายแรนซัมแวร์ โดยเวอร์ชันใหม่นี้มีชื่อว่า “LDR4” ซึ่งถูกพบเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา

โดยนักวิจัยจากบริษัท Mandiant ที่เป็นผู้วิเคราะห์ตัวมัลแวร์ เชื่อว่าตัวมัลแวร์ถูกปล่อยโดยกลุ่มเดียวกันกับมัลแวร์เวอร์ชัน RM3 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แคมเปญใหม่ของ Ursnif
มัลแวร์ Ursnif LDR4 ถูกส่งผ่านอีเมลเสนองานจากบริษัทจัดหางานปลอมที่มีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่แอบอ้างเป็นบริษัทที่ถูกต้อง

โดยวิธีนี้กลุ่ม Ursnif เคยใช้มาก่อนแล้วในอดีต เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว จะต้องผ่านหน้า CAPTCHA ก่อน จึงจะสามารถดาวน์โหลดเอกสาร Excel ซึ่งภายในมีมาโครที่ใช้ดาวน์โหลดมัลแวร์จากเซิร์ฟเวอร์ภายนอกมาอีกครั้งหนึ่ง

 

LDR4 มาในรูปแบบ DLL (“loader.

กลุ่ม BlackByte Ransomware ใช้เครื่องมือเวอร์ชันใหม่สำหรับการขโมยข้อมูล

กลุ่ม BlackByte ransomware มีการใช้งานเครื่องมือเวอร์ชันใหม่ในการขโมยข้อมูล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเองชื่อว่า 'ExByte' เพื่อใช้ขโมยข้อมูลจากอุปกรณ์ Windows ที่ถูกโจมตีได้อย่างรวดเร็ว

การขโมยข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการโจมตีแบบ double-extortion โดย BleepingComputer ระบุว่าบริษัทต่างๆ จะยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลมากกว่าการรับตัวถอดรหัส

ด้วยเหตุนี้ทำให้การทำงานของกลุ่มแรนซัมแวร์ รวมถึง ALPHV และ LockBit มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้สำหรับขโมยข้อมูล

กลุ่มแฮ็กเกอร์อื่น ๆ เช่น Karakurt ไม่สนใจกับการเข้ารหัสในเครื่อง โดยจะมุ่งเน้นในการโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลเท่านั้น

เครื่องมือที่ใช้สำหรับการขโมยข้อมูล Exbyte

Exbyte ถูกพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยที่ Symantec ซึ่งระบุว่าผู้โจมตีใช้เครื่องมือในการขโมยข้อมูลแบบ Go-based เพื่ออัปโหลดไฟล์ที่ถูกขโมยโดยตรงไปยังบริการจัดเก็บข้อมูลระบบคลาวด์ของ Mega

เมื่อเริ่มดำเนินการ เครื่องมือจะทำการตรวจสอบการป้องกันการวิเคราะห์ เพื่อตรวจสอบการทำงานว่าอยู่ใน SANDBOX หรือไม่ และตรวจหาโปรแกรม debuggers และกระบวนการป้องกันมัลแวร์

processes ที่ Exbyte จะทำการตรวจสอบ คือ:

MegaDumper 1.0 by CodeCracker / SnD
Import reconstructor
x64dbg
x32dbg
OLLYDBG
WinDbg
The Interactive Disassembler
Immunity Debugger – [CPU]

นอกจากนี้ มัลแวร์ยังตรวจสอบการมีอยู่ของไฟล์ DLL ต่อไปนี้:

avghooka.

LockBit เกิดปัญหาภายใน ทำให้ไฟล์ที่ใช้สร้าง Ransomware ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ

ในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 LockBit ransomware ได้ประกาศอัปเกรดตัวเองเป็นเวอร์ชัน 3.0 ซึ่งในครั้งนี้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามา เช่น ป้องกันการวิเคราะห์ และตรวจสอบจากอุปกรณ์ต่างๆ, เพิ่มรางวัลกับผู้ที่เจอบั๊กของโปรแกรม รวมไปถึงเพิ่มวิธีการใหม่ ๆ ในการโจมตี

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา 3xp0rt ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity ได้โพสบน Twitter ว่าพบบัญชีสร้างใหม่ที่มีชื่อว่า "Ali Qushji" ซึ่งอ้างว่าตน และทีมได้แฮ็กเซิฟเวอร์ของ LockBits ได้สำเร็จ และพบ Builder ที่เป็นตัวเข้ารหัสของ LockBit 3.0

หลังจากที่ 3xp0rt แชร์ทวีตไม่นาน ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มที่ชื่อว่า VX-Underground ได้แชร์ทวีตในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าตนได้รับการติดต่อจากผู้ที่อ้างว่ามีข้อมูล Builder ของ LockBit 3.0 เช่นกัน

ต่อมาตัวแทนของกลุ่ม LockBit ได้ออกมาชี้แจงว่าพวกเขาไม่ได้ถูกแฮ็ก ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่มาจากทีม Developer ที่มีปัญหากันเองภายในกลุ่ม

ลักษณะการทำงาน

จากการตรวจสอบไฟล์ Builder ที่ถูกเผยแพร่ออกมา พบว่าผู้ใช้งานสามารถสร้าง Ransomware ที่ใช้ในการโจมตีขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในไฟล์ที่ถูกสร้างนั้นประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการเข้ารหัส, เครื่องมือถอดรหัส, รวมไปถึง Tools พิเศษอื่น ๆ ที่ใช้ในการถอดรหัส
เมื่อตรวจสอบ Builder พบว่าประกอบด้วย 4 ไฟล์หลัก ๆ ได้แก่

เครื่องมือ Generate Key ที่ใช้สำหรับการเข้ารหัส
Builder ที่ใช้ในการสร้าง Execute File
Configuration Files ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแก้ไขให้ตรงตามที่ต้องการได้
Batch File สำหรับสร้าง File ทั้งหมดที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้

ในไฟล์ config.

Lorenz ransomware เจาะเครือข่ายองค์กรผ่านทางระบบโทรศัพท์

กลุ่ม Lorenz ransomware ใช้ช่องโหว่ระดับ Critical ในอุปกรณ์ Mitel MiVoice VOIP เพื่อเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร โดยเป็นการใช้ระบบโทรศัพท์เพื่อเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กร

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Arctic Wolf Labs พบวิธีการนี้หลังจากการวิเคราะห์ Tactics, Techniques, and Procedures (TTPs) ที่เชื่อมโยงกับการโจมตีจาก ransomware ด้วยช่องโหว่ CVE-2022-29499 เพื่อใช้ในการเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร จากรายงานของ Crowdstrike เมื่อเดือนมิถุนายน

แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ตรงกับรูปแบบการโจมตีจาก ransomware กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ Arctic Wolf Labs มั่นใจว่าพฤติกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงได้กับกลุ่ม Lorenz ransomware

นักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุในรายงานว่า “พฤติกรรมการโจมตีเริ่มต้นจากอุปกรณ์ Mitel ที่อยู่บนระบบเครือข่าย” โดยกลุ่ม Lorenz ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2022-29499 ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลที่ส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ Mitel Service Appliance ในส่วนของ MiVoice Connect ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถ reverse Shell และใช้ Chisel เป็น tunneling tool เพื่อเข้าสู่เครือข่าย

Kevin Beaumont ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยระบุว่า เนื่องจาก Mitel Voice-over-IP (VoIP) ถูกใช้โดยองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก รวมไปถึงหน่วยงานของรัฐ จึงทำให้ปัจจุบันมีอุปกรณ์กว่า 19,000 เครื่องที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

Mitel ได้ออกแพตซ์แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2565 หลังจากปล่อยสคริปต์การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นสำหรับ MiVoice Connect เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบในเดือนเมษายน

โดยก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้โจมตีที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในด้านความปลอดภัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Mitel ในการโจมตีด้วย DDoS ที่ทำลายสถิติการโจมตีด้วย DDoS amplification ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

กลุ่ม Lorenz คือใคร?

Lorenz ransomware ตั้งเป้าหมายไปที่องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก โดยล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มีการเรียกร้องค่าไถ่จากเหยื่อแต่ละรายหลายแสนดอลลาร์

Michael Gillespie ระบุว่าลักษณะของ Lorenz นั้นเหมือนกับการเรียกค่าไถ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่รู้จักกันในชื่อ ThunderCrypt

กลุ่มนี้ยังเป็นที่รู้จักในการขายข้อมูลที่ถูกขโมยออกมาไปให้ผู้โจมตีรายอื่น เพื่อกดดันให้เหยื่อของพวกเขาจ่ายค่าไถ่ รวมถึงมีการขายข้อมูลที่ใช้สำหรับการเข้าถึงเครือข่ายภายในของเหยื่อให้กับผู้โจมตีรายอื่นอีกด้วย

ที่มา : bleepingcomputer

กลุ่มแรนซัมแวร์กลุ่มใหม่ Monti ใช้ Conti code ของ Conti แรนซัมแวร์ในการโจมตี

ทีมวิจัย และข่าวกรองของ BlackBerry รายงานว่า มีการค้นพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวใหม่ที่ชื่อว่า “Monti” ซึ่งมีการนำ Conti code มาใช้ในการโจมตี โดยกลุ่ม Monti ransomware ถูกพบในช่วงสุดสัปดาห์ของ independence day ด้วยการใช้ช่องโหว่ Log4Shell เพื่อเข้ารหัส BlackBerry user hosts 20 ราย และเซิร์ฟเวอร์ 20 เครื่องได้สำเร็จ

จากการวิเคราะห์เพิ่มเติม นักวิจัยพบว่า IOC ของการโจมตีด้วย ransomware ค่อนข้างคล้ายกับการโจมตีของ Conti ransomware ในอดีต ซึ่งคาดว่า Monti ได้นำโครงสร้างของระบบของ Conti ที่รั่วไหลออกมาเมื่อช่วงเดือน กุมภาพันธ์ และมีนาคมมาปรับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีกลุ่มผู้โจมตีอื่น ๆ ที่น่าจะนำโซลูชัน ransomware-as-a-service (RaaS) และซอร์สโค้ดที่รั่วไหลออกมาของกลุ่ม Conti มาใช้โจมตีอีก

ความเกี่ยวข้องของ Monti ransomware กับ Conti

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Monti ที่พึ่งถูกค้นพบ เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Conti

นักวิจัยของ Intel471 ไม่แน่ใจว่า Monti เป็นการรีแบรนด์ของ Conti หรือเป็นเพียงกลุ่มผู้โจมตีใหม่ที่ใช้ซอร์สโค้ดของ Conti ransomware ที่รั่วไหลออกมา แต่รายงานจาก BlackBerry ได้ประเมินว่า Monti นั้นเป็นการเลียนแบบ Conti มากกว่า

ไม่ว่า Conti จะถูกรีแบรนด์เป็น Monti หรือเป็นแรนซัมแวร์ตัวใหม่ก็มีแนวโน้มว่าเราจะยังคงเห็นแรนซัมแวร์ตัวใหม่ ๆ ทำการโจมตี และส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกต่อไป" Intel471 กล่าว

ที่มา: darkreading , scmagazine

Cisco ยืนยัน ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang เป็นข้อมูลที่ได้มาจากระบบของ Cisco จริง

Cisco ยืนยันเรื่องการถูกโจมตีในเดือนพฤษภาคม และข้อมูลรั่วไหลโดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang เป็นข้อมูลที่ถูกขโมยจากระบบของ Cisco จริง ๆ

ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Cisco ออกมาเปิดเผยข้อมูลการถูกโจมตีจากกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang ที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และขโมยข้อมูลภายในออกไป

การสืบสวนดำเนินการโดย Cisco Security Incident Response (CSIRT) และ Cisco Talos เปิดเผยว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีของพนักงานของ Cisco ได้ หลังจากที่แฮ็กบัญชี Google ส่วนตัวของพนักงานรายนั้นได้ก่อนหน้า และพบว่ามีการซิงโครไนซ์ข้อมูลประจำตัวที่บันทึกไว้ในเบราว์เซอร์

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ผู้โจมตีก็เริ่มโจมตีแบบ voice phishing เพื่อหลอกให้เหยื่อให้กดยอมรับ MFA push notification ที่เป็นการพยายามเข้าใช้งานจากผู้โจมตี

จากนั้นหลังจากที่ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง VPN ในฐานะของผู้ใช้ได้ ก็ทำการโจมตีแบบ voice phishing ต่อไปอีกหลายครั้ง เพื่อพยายามให้เหยื่อกดยอมรับ MFA push notification ที่เป็นการพยายามเข้าใช้งานจากผู้โจมตีต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการเข้าถึง VPN ของผู้ใช้งานที่เป็นเป้าหมายได้

จากรายงานของ Talos เมื่อผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายได้แล้ว ผู้โจมตีก็ทำการโจมตีเพื่อยกระดับสิทธิ์จนได้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ จากนั้นจึงสามารถเข้าถึงระบบภายในต่าง ๆ ได้ และสามารถติดตั้งเครื่องมือต่าง ๆ บนเครือข่ายเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าถึงได้จากระยะไกล เช่น LogMeIn และ TeamViewer, Cobalt Strike, PowerSploit, Mimikatz และ Impacket

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Cisco ยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่โดยกลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang นั้นเป็นข้อมูลจริง และถูกขโมยจากเครือข่าย ระหว่างการบุกรุกในเดือนพฤษภาคมดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่กระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากข้อมูลที่ถูกขโมยออกไปไม่มีข้อมูลที่สำคัญ

จากข้อมูลของ BleepinComputer ซึ่งติดต่อกับหัวหน้ากลุ่มแรนซัมแวร์ Yanluowang ซึ่งอ้างว่าได้ขโมยไฟล์ขนาด 55GB ซึ่งรวมถึงเอกสารลับ แผนผังทางเทคนิค และซอร์สโค้ด โดย Cisco ยังคงปฏิเสธว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดของผลิตภัณฑ์ของตนได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ eSentire ค้นพบว่าระบบของผู้โจมตีที่ใช้ในการแฮ็ก Cisco นั้น ถูกใช้เพื่อโจมตีบริษัทการจัดการแรงงานชั้นนำในเดือนเมษายน 2022 อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ด้วยว่าการโจมตีดังกล่าวทำโดยผู้คุกคามที่รู้จักกันในชื่อ mx1r ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตร Evil Corp ที่มีชื่อว่า UNC2165

ที่มา: securityaffairs