Google fixes Chrome issue that allowed theft of WiFi logins in Chrome 69.

Chrome เปิดตัวเบราว์เซอร์เวอร์ชั่น 69 รวมถึงออกแพตช์อัพเดทช่องโหว่ความปลอดภัยด้านการออกแบบในเบราว์เซอร์ Chrome ที่ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวขโมยข้อมูลสำหรับการเข้าสู่ระบบ Wifi ทั้งแบบบ้านและระบบเครือข่ายขององค์กร โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากเบราว์เซอร์ Chrome เวอร์ชั่นเก่ามีกรอกค่า Username และ Passwords บนแบบฟอร์มการเข้าสู่ระบบผ่าน HTTP แบบอัตโนมัติ (auto-fill)

Elliot Thompson นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก SureCloud ได้ทำการรวบรวมเทคนิคการโจมตีจากการใช้ประโยชน์ของปัญหาในการออกแบบเบาร์เซอร์ซึ่งมีขั้นตอนที่หลากหลายและซับซ้อน โดยการโจมตีดังกล่าวชื่อว่า Wi-Jacking (WiFi Jacking) ซึ่งได้ผลกับ Chrome บน Windows ขั้นตอนสำหรับการโจมตี Wi-Jacking มีรายละเอียดดังนี้
ขั้นตอนที่1 ผู้โจมตีจำเป็นต้องอยู่บริเวณใกล้เคียงกับระบบเครือข่าย WiFi ของเครื่องเป้าหมายเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้โดยการส่งคำขอ deauthentication ไปยังเราเตอร์เพื่อทำการตัดการเชื่อมต่อของผู้ใช้งานออกจากระบบ WiFi
ขั้นตอนที่2 ผู้โจมตีใช้เทคนิคการโจมตีแบบ classic Karma attack เพื่อหลอกให้เป้าหมายเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอันตรายที่ผู้โจมตีสร้างไว้
ขั้นตอนที่3 ผู้โจมตีทำการสร้างเว็บไซต์โดยจำลองหน้าเว็บต่างๆให้มีความคล้ายกับเว็บไซต์หลักของเราเตอร์ และทำการซ่อนฟิลด์สำหรับรับค่าข้อมูลสำหรับ Login ไว้ และเนื่องจากเป้าหมายเชื่อมต่อกับเครือข่ายของผู้โจมตีทำให้ผู้โจมตีสามารถตั้งค่า URL ของหน้าเว็บปลอมไปยัง URL ที่ถูกต้องของเราเตอร์ที่เป้าหมายใช้งานได้ทำให้เป้าหมายเข้าใจว่าเข้าถึงเว็บไซต์หลักที่ถูกต้อง ซึ่งหากเป้าหมายอนุญาตให้เบราว์เซอร์ Chrome กรอกข้อมูลสำหรับ Login แบบอัตโนมัติ (auto-fill) ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกป้อนไปยังฟิลด์ที่ซ่อนไว้ในหน้าเว็บที่ผู้โจมตีสร้างไว้โดยอัตโนมัติ
ขั้นตอนที่4 ผู้โจมตีหยุดเทคนิค Karma และช่วยให้เป้าหมายเชื่อมต่อกลับไปยังเครือข่าย WiFi เดิม
ขั้นตอนที่5 หากเป้าหมายคลิกส่วนใดๆ ในหน้าเว็บที่เป็นอันตรายหรือหน้าเว็บดังกล่าวยังคงทำงานอยู่ในเบราว์เซอร์ของเป้าหมาย จะส่งข้อมูลการ Login ที่ซ่อนอยู่ในฟิลด์การเข้าสู่ระบบไปยัง backend panel ของเราเตอร์จริง วิธีนี้จะทำให้ผู้โจมตีสามารถตรวจสอบการเข้าถึงของเป้าหมายและช่วยให้ผู้โจมตีสามารถตรวจจับ WPA / WPA2 PSK (pre-shared key) จากการตั้งค่า Wi-Fi ของเราเตอร์ของเป้าหมาย และสามารถใช้เข้าสู่ระบบได้

นอกเหนือจากเบราว์เซอร์ Chrome ยังมีเบราว์เซอร์ Opera ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยวิธีการ Wi-Jacking แต่เบราว์เซอร์อื่นๆ เช่น Firefox, Edge, Internet Explorer และ Safari ไม่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีเนื่องจากไม่มีการกรอกข้อมูลสำหรับการ Login แบบอัตโนมัติ (auto-fill)

ที่มา : Zdnet

Google Releases Security Update for Chrome

Google เปิดตัว Chrome เวอร์ชัน 66.0.3359.170 สำหรับ Windows, Mac และ Linux โดยเวอร์ชั่นนี้มีการแก้ไขช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถโจมตีได้จากระยะไกลเพื่อเข้าควบคุมเครื่อง ช่องโหว่ที่แก้ไขอยู่ในระดับ Critical,High

Critical: Chain leading to sandbox escape.

Anyone can steal all of chrome saved passwords, form fields, bookmarks, history

Lior Margalit ได้ให้ข้อมูลผ่าน Post ของเค้าบน Medium ว่าใครๆ ก็สามารถขโมย password, form fields, bookmarks และประวัติการเข้าเว็ปไซต์ จาก Google chrome ได้

มีการรายงานปัญหานี้ไปยัง Google และคำตอบของพวกเขาคือ "ใช่ มีการให้สิทธิ์การเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ที่ไม่จำกัด คุณสามารถขโมยข้อมูลได้ ... สถานะ: WontFix"
พร้อมทั้งแสดงวิธีการให้เห็นด้วยว่าสามารถทำได้จริง

- คลิกที่ไอคอนมุมขวา หรือ chrome://settings/manageProfile
- คลิก Edit person หรือ chrome://settings/people
- SIGN OUT
- คลิก SING IN TO CHROME ใช้บัญชี Gmail อื่นที่รู้รหัสผ่าน (บัญชี Gmail ของคุณ)
- คลิกเลือก "this was me" และคลิก continue

เพียงเท่านี้คุณจะมีรหัสผ่าน รวมทั้งข้อมูลอื่นๆที่อยู่ภายใต้บัญชี Google ของคนที่ log in ก่อนหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้รหัสผ่านของเค้าเลย
อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลนี้ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทุกท่านมีความตระหนักที่จะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของท่าน หากต้องการทดสอบควรจะทดสอบภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมา หรือได้รับการยินยอมจากเจ้าของบัญชีผู้ใช้งานที่ท่านต้องการใช้ในการทดสอบเท่านั้น ทั้งนี้หากต้องการทดสอบสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมภาพประกอบได้จาก link ที่มาด้านล่าง

ข้อแนะนำ
- ควรหลีกเลี่ยงการ Log in บัญชี Gmail ของท่านบนเครื่องสาธารณะโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้อง Log in จริงๆ ควรจะต้องทำการ remove a saved password บน Browser ที่ใช้งานทุกครั้ง
(https://www.

PORN SITE BECOMES HUB FOR MALVERTISING CAMPAIGNS

นักวิจัยจาก Proofpoint ค้นพบแคมเปญล่าสุดของ KovCoreG ที่มีเป้าหมายเป็น Pornhub ส่งผลให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย หลายล้านคนติดมัลแวร์

กลุ่มแฮ็คเกอร์ KovCoreG เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับการแพร่กระจายมัลแวร์ Kovter ในปี 2015 และล่าสุดในปี 2017 กลุ่มแฮ็คเกอร์ของ KovCoreG ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโฆษณาบน PornHub หนึ่งในเว็บไซต์สำหรับผู้ใหญ่ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลกเพื่อเผยแพร่การอัปเดตเบราว์เซอร์ปลอม ได้แก่ Chrome, Firefox และให้อัปเดตแฟลชสำหรับ Microsoft Edge / Internet Explorer ซึ่งหากผู้ใช้กดดาวน์โหลดตัวอัปเดต ไฟล์ที่โหลดมาจะเป็นไฟล์ JavaScript ที่ทำการติดตั้งมัลแวร์ Kovter

หลังจากได้รับแจ้ง ทาง PornHub ได้ปิดโฆษณาที่ใช้แพร่กระจายมัลแวร์ดังกล่าวแล้ว

ที่มา : threatpost

GOOGLE REMINDING ADMINS HTTP PAGES WILL BE MARKED ‘NOT SECURE’ IN OCTOBER

Google เริ่มมีการส่งการแจ้งเตือนไปยัง Web Admin ของ Website ต่างๆ เพื่อให้ทำการเปลี่ยนการใช้งานจาก HTTP ไปเป็น HTTPS เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น จดหมายเตือนถูกส่งไปยังเจ้าของเว็บไซต์โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการใช้ฟอร์ม or บนเว็บ ข้อความในการแจ้งเตือนบอกว่า Google มีแผนที่จะทำให้เวอร์ชันต่อไปของ Chrome ที่ถูกปล่อยออกมามีความเสถียรมากขึ้น เพราะฉะนั้น Google จึงระบุว่าเว็บไซต์ต่างๆ จำเป็นจะต้องมี SSL certificate หากไม่ต้องการให้มีข้อความแจ้งเตือน “NOT SECURE” เด้งขึ้นมา

การแจ้งเตือนครั้งนี้ไม่เป็นที่ประหลาดใจมากเท่าไร เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นระยะๆ การเข้า Incognito mode หรือโหมดไม่ระบุตัวตน ก็จะมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเช่นเดียวกันกับโหมดปกติ ในอีเมลยังมีข้อแนะนำต่างๆ สำหรับ Web Admin ในการย้ายจาก HTTP ไปยัง HTTPS การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ในช่วงเดือนตุลาคม 2017

ที่มา: threatpost

Google Chrome is making it much easier to inspect security certificates

Google Chrome รุ่น 60 ช่วยให้คุณสามารถใบรับรองของ HTTPS ของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

ในเวอร์ชันใหม่ของ Google Chrome รุ่นที่ 60 ผู้ใช้สามารถเข้าถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบรับรองความปลอดภัยได้โดยคลิกที่ “รูปกุญแจ” ที่ด้านซ้ายของแถบ Address ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถดูผู้ออกใบรับรองและวันที่หมดอายุได้

ฟีเจอร์นี้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ Google Chrome ในเวอร์ชันย้อนหลังกลับไปหลายเวอร์ชันย้ายการแสดงรายละเอียดใบรับรองความปลอดภัยไปอยู่ที่แท็บ Security ใน Developer Tools ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปดูรายละเอียดของใบรับรองได้ยากขึ้น

รายละเอียดภายในปุ่ม ‘‘Details’’ จะแสดงข้อมูลความปลอดภัยเพิ่มเติม อาทิ อายุของใบรับรองหรือรายการของอัลกอริธึมที่ใช้ในการเข้ารหัส ข้อมูลนี้อาจใช้ได้เฉพาะกับเว็บไซต์บางแห่งเท่านั้น โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปที่ “chrome://flags/#show-cert-link” เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชัน 'Show SSL link' โดยจะเริ่มแสดงรายละเอียดใบรับรองทันทีที่ผู้ใช้เปิดใช้ฟังก์ชันนี้

ที่มา : thenextweb

Google Releases Security Updates for Chrome

Google ได้มีการปล่อยอัพเดทของ Chrome เวอร์ชัน 60.0.3112.78 สำหรับทั้งสามแพลตฟอร์ม Windows, Mac, และ Linux โดยเวอร์ชันนี้จะอุดช่องโหว่ ที่ผู้โจมตี (attacker) สามารถใช้เข้ามาควบคุมระบบได้
US-CERT แนะนำให้ผู้ใช้งาน และผู้ดูแลระบบติดตามประกาศต่างๆ จาก Google และทำการอัพเดทอยู่เสมอ

ที่มา : us-cert

Tricky new malware replaces your entire browser with a dangerous Chrome lookalike

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ทีมวิจัยด้านระบบรักษาความปลอดภัยของ pcworld.com ได้ค้นพบโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์มัลแวร์ที่เลียนแบบอินเทอร์เฟซของ Chrome โดยชื่อของมันก็คือ “eFast Browser” ซึ่งมันจะติดตั้งและทำงานแทนที่ Chrome อย่างแนบเนียน นอกจากนี้มันยังทำให้ตัวเองเป็นโปรแกรมหลักสำหรับเปิดไฟล์ต่างๆ เช่น HTML, JPG, PDF และ GIF รวมทั้งขโมยข้อมูลต่างๆ แม้ขณะเปิด URL ที่เป็น HTTP, HTTPS และ MAILTO
eFast Browser จะแอบติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการแฝงตัวมากับไฟล์ติดตั้งของโปรแกรมอื่นๆ ซึ่งผู้ใช้มักจะติดตั้งมันไปด้วยโดยไม่รู้ตัว สำหรับวิธีการเช็กว่าเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้งานอยู่เป็น Chrome หรือ eFast Browser นั้นสามารถเข้าไปเช็กได้ที่ Settings > About โดยจะมีชื่อโปรแกรมที่แท้จริงระบุเอาไว้ชัดเจน ส่วนวิธีการลบโปรแกรม eFast Browser นั้นสามารถถอนการติดตั้งได้เช่นเดียวกับโปรแกรมอื่นๆ ทั่วไป

ที่มา : PCWorld

The POODLE bites again

หลังจากได้เกิดการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ SSLv3 ที่ชื่อว่า “POODLE” ทาง Chrome ได้ถอดฟังก์ชั่นซัพพอรท์ของ SSLv3 ออกจาก Chrome 39 และ Chrome 40 ซึ่งนอกจาก Chrome แล้ว Firefox ก็ได้ถอดฟังก์ชั่นนี้ออกจาก Firefox 34 เช่นกัน

Adware vendors buy Chrome Extensions to send ad- and malware-filled updates

พบเทคนิคใหม่ในการกระจายมัลแวร์ โดยใช้วิธี "ซื้อ" ความเป็นเจ้าของ extension บางตัวของ Chrome ที่มีช่องโหว่ เมื่อความเป็นเจ้าของเปลี่ยนมือแล้ว เจ้าของใหม่ก็จะเริ่มฝังโค้ดโฆษณาและมัลแวร์ลงไปใน extension ตัวนั้นๆ
เว็บไซต์ Ars Technica พบว่า extension ที่มีปัญหานี้มีอยู่ 2 extension คือ Add to Feedly กับ Tweet This Page ซึ่งเดิมทีเป็น extension ปกติ แต่เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ พฤติกรรมของ extension พวกนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยช่องโหว่ของการโจมตีลักษณะนี้เกิดจากเจ้าของ extension มีการอนุญาตให้สามารถอัพเดทอัตโนมัติตั่งแต่การติดตั้ง extension ในครั้งแรก ซึ่งตอนนี้กูเกิลได้ลบ extension ทั้งสองตัวออกจาก Chrome Web Store แล้ว แต่ยังไม่มีอะไรการันตีว่าปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับ extension ตัวอื่นๆอีกหรือไม่

ที่มา : ars technica