Hacking campaign targets iPhone users with data-stealing, location-tracking malware

นักวิจัยของ Cisco Talos ค้นพบมัลแวร์แบบเจาะจงเป้าหมายบน iPhone 13 เครื่องในอินเดีย โดยใช้ Mobile Device Management (MDM) system ในการแพร่กระจาย

Mobile Device Management (MDM) system เป็นซอร์ฟแวร์สำหรับติดตั้ง และควบคุมการลงแอพพลิเคชั่นลงบนเครื่องที่ลงทะเบียนไว้กับ management system นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบการJailbreak หรือ Root, ลบข้อมูลบนเครื่อง, ล็อกเครื่องจากระยะไกล และอื่นๆ การลงทะเบียนเครื่องใดๆเข้าระบบ MDM นั้น จำเป็นต้องติดตั้ง certificate ก่อน โดยวิธีที่สามารถติดตั้งบนเครื่องเหยื่อได้มี 2 วิธีคือ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครื่องได้ หรือ ผู้โจมตีหลอกผู้ใช้ด้วยวิธี social engineering ว่า certificate ดังกล่าวปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้ยอมติดตั้ง certificate ทั้งนี้นักวิจัยคาดการณ์ว่าผู้โจมตีในครั้งนี้ใช้วิธี social engineering เนื่องจากค้นพบURL ชื่อ [hxxp://ios-certificate-update][.]com เกี่ยวข้องกับ MDM ที่ใช้ในการเผยแพร่ครั้งนี้

หลังจากที่ลงทะเบียน iPhone เข้าระบบ MDM แล้ว ผู้โจมตีได้ใช้เทคนิค BOptions sideloading ติดตั้งโค้ดอันตรายให้กับแอพที่ได้รับการยอมรับอย่าง Telegram และ WhatsApp จากนั้นทำการเผยแพร่แอพให้กับเครื่อง iPhone ที่ถูกลงทะเบียนไว้กับ MDM เมื่อเครื่องที่ถูกลงทะเบียนได้รับแอพดังกล่าวแล้ว โค้ดอันตรายจะทำการเก็บข้อมูลต่างๆบนเครื่องผู้ใช้ และส่งข้อมูลกลับมายัง server ที่ใช้ในการสั่งการมัลแวร์ นักวิจัยพบว่ามัลแวร์ดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 จากการวิเคราะห์ log ที่ MDM server และ server ที่ใช้ในการสั่งการ โดยยังไม่ทราบเป้าหมายที่แท้จริงของผู้โจมตีที่เผยแพร่มัลแวร์ดังกล่าว และการแพร่กระจายมัลแวร์ด้วย MDMนี้ทำการโจมตีแค่ iPhone 13 เครื่องในอินเดียเท่านั้น จึงสรุปว่าเป็นการโจมตีที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้นักวิจัยได้ประสานงานกับ Apple เพื่อยกเลิก certificates ที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์แล้ว

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานควรใช้ความระมัดระวังในการคลิกlink ที่ไม่คุ้นเคย ควรใช้ความระมัดระวังในการติดตั้งสิ่งใดๆลงในเครื่อง ควรทราบว่าการลง certificate ของระบบ MDM นั้นทำให้ผู้ควบคุมระบบสามารถเข้าถึงเครื่องได้ทั้งหมด และควรทราบว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อการโจมตีแบบเดียวกันได้หากลง certificate ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก Apple

ที่มา:talosintelligence

Apple Releases Multiple Security Updates

Apple ออกแพทช์ความปลอดภัยชุดใหญ่ และเพิ่ม USB Restricted Mode ใน iOS 11.4.1

Apple ออกแพทช์ความปลอดภัยซึ่งครอบคลุมหลายผลิตภัณฑ์ และเพิ่มฟีเจอร์ที่น่าสนใจ คือ USB Restricted Mode ใน iOS 11.4.1 ซึ่งออกมาเพื่อป้องกันอุปกรณ์ถอดรหัส passcode ที่พัฒนาด้วยหน่วยงานด้านกฏหมายและบริษัทอื่นๆ

แพทช์ความปลอดภัยซึ่งครอบคลุมหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
- iTunes 12.8 for Windows
- iCloud for Windows 7.6
- Safari 11.1.2
- macOS High Sierra 10.13.6, Security Update 2018-004 Sierra, - Security Update 2018-004 El Capitan
- watchOS 4.3.2
- tvOS 11.4.1
- iOS 11.4.1

นอกจากนี้ Apple ยังเพิ่ม USB Restricted Mode ใน iOS 11.4.1 ซึ่งออกมาเพื่อป้องกันอุปกรณ์ถอดรหัส passcode ที่พัฒนาด้วยหน่วยงานด้านกฏหมายและบริษัทอื่นๆอีกด้วย หลังจากที่มีการเปิดเผยอุปกรณ์ถอดรหัส passcode ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน USB ออกมา

อย่างไรก็ตามนักวิจัยจาก ElcomSoft ค้นพบว่าสามารถต่อเวลานับถอยหลัง 1 ชั่วโมงดังกล่าวได้ด้วยอุปกรณ์เสริม เช่น เชื่อมต่อ iphone เข้ากับ Lightning to USB 3 Camera adapter ซึ่งเมื่อต่อแล้ว จะเกิดการ reset เวลา เริ่มต้นนับหนึ่งชั่วโมงใหม่ แต่จะเกิดได้เฉพาะก่อนที่เครื่องจะเข้าสู่ USB Restricted Mode เท่านั้น

ที่มา:us-cert

Apple Releases Security Updates

ในช่วงปลายเดือนพฤกษาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แอปเปิลได้มีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยชุดใหญ่ซึ่งครอบคลุมหลายผลิตภัณฑ์ เฉพาะใน iOS 11.4 นั้น มีแพตช์ด้านความปลอดภัยกว่า 40 รายการ

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอัปเดตเวอร์ชันใหม่แถมแพตช์ด้านความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้
- iTunes 12.7.5 for Windows
- watchOS 4.3.1
- iOS 11.4
- macOS High Sierra 10.13.5, Security Update 2018-003 Sierra, Security Update 2018-003 El Capitan
- Safari 11.1.1
- iCloud for Windows 7.5

โดยในรอบนี้นั้น WebKit ซึ่งเป็นเอนจินบนเว็บเบราว์เซอร์นั้นตกเป็นเป้าของการโจมตีและเป็นที่มาของหลายช่องโหว่ หนึ่งในนั้นคือช่องโหว่ CVE-2018-4233 ซึ่งถูกค้นพบโดย Samuel Groß (@5aelo) และถูกใช้งานในงาน Pwn2Own 2018 ที่ผ่านมา โดยทำให้เหยื่อถูกแฮกได้เพียงเป็นเปิดเว็บไซต์ที่มีโค้ดสำหรับโจมตีบนเครื่องที่มีช่องโหว่
Recommendation แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันใหม่โดยด่วน

ที่มา : US-CERT

Apple Releases Multiple Security Updates

Apple ประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยให้กับหลายอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาโดยอาจมีจำนวนกว่า 100 ช่องโหว่ที่ได้ถูกแพตช์ในครั้งนี้ และมีถึงกว่า 40 ช่องโหว่ที่อยู่บน iOS

หนึ่งในช่องโหว่ที่มีความอันตรายร้ายแรงสูงสุดนั้นคือ CVE-2018-4148 ซึ่งเป็นช่องโหว่ buffer overflow ในฟีเจอร์การใช้งานโทรศัพท์ซึ่งกระทบ iPhone 5s หรือใหม่กว่ารวมไปถึง iPad Air ทั้งแบบ Wi-Fi และ Cellular ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกลได้

แนะนำให้ทำการอัปเดตแพตช์เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยโดยด่วน

ที่มา : us-cert

A Single-Character Message Can Crash Any Apple iPhone, iPad Or Mac

นักวิจัยด้านความปลอดภัยชาวอิตาเลียนจาก Mobile World แจ้งเตือนหลังจากมีการค้นพบช่องโหว่ใหม่ซึ่งกระทบเกือบทุกอุปกรณ์ของแอปเปิล โดยเป็นผลมาจากตัวอักษรเพียงตัวอักษรเดียวซึ่งเมื่อถูกเปิดด้วยแอปพลิเคชันบางประเภทที่อยู่บนอุปกรณ์แล้ว อาจทำให้อุปกรณ์ค้างจนหรือปิดตัวเองได้

ตัวอักษรดังกล่าวนั้นเป็นตัวอักษรในภาษาอินเดียซึ่งเรียกว่า Telugu ในการโจมตีช่องโหว่นี้นั้น ผู้โจมตีเพียงแค่ทำการส่งตัวอักษรไปยังช่องทางต่างๆ โดยหากทำการส่งตัวอักษรไปซ้ำๆ กันหลายครั้ง ระบบปลายทางที่รับตัวอักษรดังกล่าวจะค้างและทำการรีบูตตัวเองทันที

ในขณะนี้แอปพลิเคชันที่คาดว่าได้รับผลกระทบได้แก่ WhatsApp, Facebook Messenger, Outlook for iOS, และ Gmail ทางแอปเปิลได้รับทราบถึงการมีอยู่ของช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว โดยจะมีการแก้ไขใน iOS 11.3 ซึ่งจะถูกปล่อยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

Recommendation
ในส่วนของการป้องกันสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปนั้น หากผู้ใช้งานค้นพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ระบบมีการรีบูตตัวเองหรือแอปที่ใช้งานอยู่นั้นปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ให้พยายามระบุหาข้อความซึ่งอาจมีตัวอักษร Telegu นี้ผสมอยู่แล้วดำเนินการลบการสนทนาหรือข้อความนั้นออกโดยทันที

ที่มา : thehackernews

Researcher Uses macOS App Screenshot Feature to Steal Passwords, Tokens, Keys

Felix Krause นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Fastlane Tools ได้มีการเปิดเผยเทคนิคใหม่ซึ่งใช้ API ของ macOS ในการถ่ายรูปหรือ live stream จากหน้าจอผู้ใช้งานและใช้ OCR เพื่อขโมยข้อมูล

CGWIndowListCreateImage ซึ่งเป็น API ตัวปัญหานั้นสามารถถูกเรียกได้จากแอปแม้ว่าจะถูกควบคุมโดยใช้ sandbox ไว้อยู่ หลักจากที่ข้อมูลที่เก็บอยู่ในลักษณะของมีเดียแล้ว Krause ได้สาธิตการใช้ OCR (optical character recognition) เพื่อวิเคราะห์แล้วดึงข้อมูลตัวอักษรออกมาจากมีเดียได้

Krause ได้ดำเนินการแจ้งเรื่องนี้แก่ Apple แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม Apple ยังไม่มีทีท่าที่จะทำการแก้ไข โดย Krause ยังให้คำแนะนำแก่ Apple เพิ่มเติมว่า Apple เคยกำหนดให้มีการขออนุญาตจากผู้ใช้งานก่อนที่จะมีการพยายามถ่ายภาพหน้าจอใดๆ รวมไปถึงมีการแจ้งเตือนด้วย

Recommendation ยังไม่มีวิธีการป้องกันและแก้ไขใดๆ จากเทคนิคการโจมรูปแบบนี้
Affected Platform macOS

ที่มา : Bleepingcomputer

New Crucial Vulnerabilities in Apple’s bluetoothd daemon

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Zimperium ประกาศการค้นพบช่องโหว่ 2 ช่องโหว่ในตัวจัดการเซอร์วิสบลูทูธในอุปกรณ์ของ Apple ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีทีทำการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวสามารถข้ามผ่านระบบป้องกันและรันโคดที่เป็นอันตรายได้

Rani Idan ผู้ค้นช่องโหว่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ว่า สำหรับช่องโหว่แรกรหัส CVE-2018-0495 เป็นช่องโหว่ memory corruption ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้โดยข้ามผ่านระบบป้องกันอย่าง ASLR ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนช่องโหว่ที่สองรหัส CVE-2018-4087 นั้นเป็นช่องโหว่ในลักษณะเดียวกันแต่มีผลกระทบไปถึงเซอร์วิสอื่นๆ ของระบบด้วย

ทั้งสองช่องโหว่ได้รับการแพตช์ใน iOS 11.2.5, watchOS 4.2.2 และ tvOS 11.2.5 แล้ว แนะนำให้อัปเดตแพตช์โดยด่วน

ที่มา : zimperium

Apple fixes macOS password flaw

ก่อนหน้านี้ Apple ได้พบช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ macOS High Sierra ที่ส่งผลให้สามารถได้สิทธิ์ root ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ทำให้ Apple ต้องรีบออกอัพเดต macOS เพื่อแก้ปัญหานี้ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่าน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงหลังจากมีการพบช่องโหว่

ช่องโหว่นี้ได้รับรหัส CVE-2017-13872 และมีผลกระทบกับ macOS high Sierra 10.13 และ macOS high Sierra 10.13.1 เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ macOS Sierra 10.12.6 และเวอร์ชันก่อนหน้า

Apple ได้แนะนำให้ผู้ใช้อัพเดตทันที และตรวจสอบว่ามีการอัพเดต Security Update 2017-001
เรียบร้อยแล้วหรือไม่ โดยการ :
1. เปิด Terminal ซึ่งอยู่ใน Utilities folder ของ Applications
2. พิมพ์ what /usr/libexec/opendirectoryd กด Return
3. หากมีการติดตั้ง Security Update 2017-001 เรียบร้อยแล้วหมายเลขเวอร์ชันจะเปลี่ยนดังนี้
opendirectoryd-483.1.5 ใน macOS High Sierra 10.13
opendirectoryd-483.20.7 ใน macOS High Sierra 10.13.1

หากผู้ใช้งานต้องการใช้งาน Root User Account บน Mac จะต้องทำการ Enable Root User ใหม่อีกครั้ง และทำการเปลี่ยนรหัสผ่านของ Root หลังจากการอัพเดต

ที่มา: zdnet

FBI allowed to keep secret details of iPhone hacking tool, court rules

ก่อนหน้านี้ศาลสหรัฐฯ ได้มีการสั่งให้ Apple ทำรอมพิเศษเพื่อเข้าถึง iPhone ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในเหตุการณ์ San Bernardino คือ Syed Farook ภรรยาของ Tashfeen Malik ตามคำร้องจาก FBI ซึ่งนำไปสู่การสู้คดีกัน และจบลงด้วยการถอนฟ้องเนื่องจาก FBI สามารถหาวิธีที่สามารถถอดรหัสได้โดยไม่ต้องพึ่งทาง Apple ผ่านทางเครื่องมือของบริษัท Cellebrite

วิธีการและเครื่องมือที่ FBI ใช้ที่ทำให้สามารถเข้าถึง iPhone ของผู้ต้องสงสัยได้นั้นตกเป็นประเด็นสำคัญที่สื่อหลายรายสนใจ อย่างไรก็ตาม FBI ได้รับอนุญาตจากศาลให้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดเครื่องมือดังกล่าวโดยอ้างเหตุผลความความมั่นคง แม้สำนักงานข่าว Vice News, USA Today, และ the Associated Press จะออกมาฟ้องร้องเรื่องเสรีภาพในการรับข่าวสารก็ตาม

อย่างไรก็ตามภายหลังจากสำนักข่าวต่างต่อสู้กันเพื่อทราบราคาและรายละเอียด มีการเปิดเผยข้อมูลของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึง iPhone ในเบื้องต้นซึ่งรวมไปถึงราคา โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจากหนึ่งในอดีตผู้อำนวยการของ FBI ซึ่งเปิดเผยว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่มา : ZDNet

IOS 11 UPDATE INCLUDES PATCHES FOR EIGHT VULNERABILITIES

iOS 11 มาแล้ว พร้อมแพตช์ด้านความปลอดภัยล่าสุด

แอปเปิลได้มีการประกาศ iOS 11 เมื่อวานนี้ตามเวลาในบ้านเรา โดยนอกจาก iOS 11 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านฟังก์ชันการทำงานและหน้าตาแล้ว iOS 11 ก็ยังมาพร้อมกับแพตช์ซึ่งจะช่วยปกป้องผู้ใช้งานจาก 15 ช่องโหว่อันตรายด้วยกัน

สำหรับช่องโหว่ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบนี้นั้น อันดับหนึ่งเป็นของ 5 ช่องโหว่ใน Wi-Fi ของ iOS ที่ถูกค้นพบโดย Gal Beniamini จาก Google Project Zero ซึ่งสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้โดยเพียงแค่ส่งแพ็คเกตเพื่อโจมตีโมดูล Wi-Fi ที่มีช่องโหว่ โดยช่องโหว่นี้กระทบตั้งแต่ iPhone 5s จนถึงรุ่นปัจจุบัน, iPad Air จนถึงรุ่นปัจจุบัน, และ iPod touch 6th generation

นอกเหนือจากแพตช์สำหรับ iOS แล้ว แอปเปิลยังปล่อยแพตช์ให้กับ Safari 11, watchOS 4, tvOS 11 และ Xcode99 ด้วย แนะนำให้ผู้ใช้งานอัพเดตซอฟต์แวร์ที่ใช้งานเป็นเวอร์ชันปัจจุบันเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวโดยด่วน

ที่มา : threatpost