ทำความรู้จัก APT38 กลุ่มแฮกเกอร์ผู้โจมตี SWIFT จากเกาหลีเหนือ

บทนำ
ถ้าพูดถึงกลุ่มก่อการร้ายทางไซเบอร์ที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงคงจะเป็นกลุ่ม Lazarus Group หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ HIDDEN COBRA และ Guardians of Peace ที่เพิ่งมีประกาศแจ้งเตือนจาก US-CERT ให้ระวังแคมเปญการโจมตีไปเมื่อไม่นานมานี้ รวมทั้งเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของการปล่อย WannaCry ransomware ในปี 2017 การโจมตีธนาคารต่างๆ และการโจมตีบริษัท Sony Pictures ในปี 2014 แต่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา FireEye ได้ออกรายงานชิ้นใหม่เปิดเผยข้อมูลว่าแท้จริงแล้วผลงานของกลุ่มก่อการร้ายที่ถูกสื่อเรียกรวมกันว่าเป็นผลงานของ Lazarus Group เพียงกลุ่มเดียวนั้น แท้จริงแล้วเป็นผลงานของกลุ่มก่อการร้ายถึงสามกลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายก่อการร้ายทางไซเบอร์สองกลุ่ม คือ TEMP.Hermit และ Lazarus Group กับกลุ่มที่มีเป้าหมายโจมตีสถาบันการเงิน คือ APT38 โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า APT38: Un-usual Suspects เน้นให้รายละเอียดของกลุ่ม APT 38 ที่แตกต่างจากกลุ่ม TEMP.Hermit และ Lazarus Group

รายละเอียด
ตั้งแต่มีการโจมตีบริษัท Sony Pictures ในปี 2014 ทั่วโลกต่างรับรู้ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายทางไซเบอร์ที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ โดยเหตุการณ์โจมตีต่างๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือต่างถูกเรียกรวมกันว่าเป็นฝีมือของ Lazarus Group แต่ FireEye ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่เชื่อเช่นนั้น จากการวิเคราะห์เหตุการณ์การโจมตีต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยวิเคราะห์จากทั้งเป้าหมายในการโจมตี เครื่องมือที่ใช้ในการโจมตี ไปจนถึงมัลแวร์ที่ถูกใช้ในการโจมตี FireEye เชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากกลุ่มก่อการร้ายสามกลุ่ม ประกอบไปด้วยกลุ่มที่มีเป้าหมายก่อการร้ายทางไซเบอร์สองกลุ่ม คือ TEMP.Hermit และ Lazarus Group กับกลุ่มที่มีเป้าหมายโจมตีสถาบันการเงิน คือ APT38

เนื่องจากมีการจับตาและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่ม TEMP.Hermit และ Lazarus Group แล้ว FireEye จึงออกรายงาน APT38: Un-usual Suspects เพื่อให้รายละเอียดโดยเฉพาะเกี่ยวกับกลุ่ม APT38

FireEye ระบุว่ากลุ่ม APT38 เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการโจรกรรมโดยโจมตีสถาบันทางการเงินต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งกลุ่ม APT38 ได้มีความพยายามในการโจรกรรมรวมมูลค่าแล้วกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และได้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

FireEye ระบุ timeline ของ APT38 ไว้ดังนี้

เดือนธันวาคม ปี 2015 โจมตี TPBank ในเวียดนาม
เดือนมกราคม ปี 2016 โจมตี Bangladesh Bank โดยเป็นการโจมตีระบบ SWIFT ภายใน
เดือนตุลาคม ปี 2017 โจมตี Far Eastern International Bank ในไต้หวัน โดยเป็นการโจมตีเพื่อถอนเงินจำนวนมากออกจาก ATM (ATM cash-out scheme)
เดือนมกราคม ปี 2018 โจมตี Bancomext ในเม็กซิโก
เดือนพฤษภาคม ปี 2018 โจมตี Banco de Chile ในชิลี

ซึ่ง FireEye เชื่อว่ากลุ่ม APT38 เริ่มต้นโจมตีเป้าหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงแรกของการก่อตั้ง (2014) และค่อยๆ ขยายการดำเนินการไปทั่วโลกในปัจจุบัน
เทคนิคการโจมตีของ APT38
FireEye ระบุว่าการโจมตีของ APT38 ประกอบด้วยแบบแผนที่มีลักษณะดังนี้

Information Gathering รวบรวมข้อมูล: โดยทำการค้นคว้าข้อมูลของเป้าหมาย เช่น บุคลากรภายใน และค้นคว้าข้อมูลของผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายเพื่อหาทางแทรกซึมเข้าไปในระบบ SWIFT
Initial Compromise เริ่มต้นการโจมตี: โจมตีแบบซุ่มดักเหยื่อตามแหล่งน้ำ (Watering Hole Attack) และโจมตีช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการอัปเดตของ Apache Struts2 เพื่อส่งคำสั่งไปยังระบบ
Internal Reconnaissance สำรวจระบบ: ปล่อยมัลแวร์เพื่อรวบรวม credentials, สำรวจระบบเน็ตเวิร์ค และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในระบบของเป้าหมายในการแสกนระบบ เช่น ใช้ Sysmon เพื่อดูข้อมูล
Pivot to Victim Servers Used for SWIFT Transactions  ค้นหาเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบ SWIFT: ปล่อยมัลแวร์เพิ่ม โดยเป็นมัลแวร์สำหรับค้นหาและติดตั้ง backdoor บนเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบ SWIFT เพื่อให้สามารถส่งคำสั่งได้โดยไม่โดนตรวจจับ
Transfer funds ขโมยเงินออกไป: ปล่อยมัลแวร์สำหรับส่งคำสั่ง SWIFT ปลอมเพื่อโอนเงินออกและแก้ไขประวัติการทำธุรกรรม โดยมักจะเป็นการโอนเงินไปยังหลายๆ บัญชีเพื่อฟอกเงิน
Destroy Evidence ทำลายหลักฐาน: ลบ log, ปล่อยมัลแวร์เพื่อลบข้อมูลในฮาร์ดดิส และอาจปล่อย ransomware ที่เป็นที่รู้จักเพื่อขัดขวางกระบวนการสอบสวนและทำลายหลักฐาน

 

โดยผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของกลุ่ม APT38 ซึ่งรวมไปถึงมัลแวร์ต่างๆ ที่ใช้ได้จาก APT38: Un-usual Suspects
ที่มา

https://content.

US-CERT แจ้งเตือนแคมเปญโจมตี FASTCash มุ่งโจมตี ATM จากกลุ่ม HIDDEN COBRA (Lazarus Group)

สรุปย่อ
วันที่ 2 ตุลาคม 2018 US-CERT ได้ออกประกาศแจ้งเตือนแคมเปญการโจมตีใหม่จากกลุ่ม HIDDEN COBRA หรือกลุ่ม Lazarus Group จากเกาหลีเหนือ แคมเปญดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า FASTCash เป็นการมุ่งโจมตีเพื่อทำการนำเงินออกจากเครื่อง ATM โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้แก่ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้ร่วมกันระบุมัลแวร์และ indicators of compromise (IOCs) ที่ถูกใช้ในแคมเปญ FASTCash ดังกล่าว และได้ระบุ IOCs ไว้ในประกาศแจ้งเตือน ซึ่ง FBI มีความมั่นใจอย่างมากว่ากลุ่ม HIDDEN COBRA กำลังใช้ IOCs เหล่านั้นเพื่อฝังตัวเข้าไปในระบบเน็ตเวิร์คของเหยื่อและโจมตีระบบเน็ตเวิร์คอยู่ในขณะนี้

รายละเอียด
กลุ่ม HIDDEN COBRA ที่เป็นที่รู้จักในชื่อ Lazarus Group และ Guardians of Peace เป็นกลุ่มที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ กลุ่ม HIDDEN COBRA เป็นต้นเหตุของการปล่อย WannaCry ransomware ในปี 2017 และการโจมตีบริษัท Sony Pictures ในปี 2014

US-CERT กล่าวว่ากลุ่ม HIDDEN COBRA ได้ใช้แคมเปญ FASTCash ในการโจมตีธนาคารในทวีปแอฟริกาและเอเชียมาตั้งแต่ปี 2016 โดยในปี 2017 HIDDEN COBRA ได้โจมตีเพื่อถอนเงินจาก ATM กว่า 30 ประเทศ และในปี 2018 HIDDEN COBRA ได้โจมตีเพื่อถอนเงินจาก ATM แบบเดียวกันไปกว่า 23 ประเทศ จากการคาดการกลุ่ม HIDDEN COBRA ได้เงินไปแล้วกว่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในเวลาที่ออกประกาศฉบับนี้ (2 ตุลาคม 2018) ทางการสหรัฐฯยังไม่พบการโจมตี FASTCash ในประเทศสหรัฐอเมริกา

FASTCash เป็นการโจมตีจากระยะไกลโดยมุ่งโจมตีเพื่อยึดครอง payment switch application server ภายในธนาคารเพื่อทำธุรกรรมปลอม ทางการสหรัฐประเมินว่า HIDDEN COBRA จะใช้ FASTCash โจมตีระบบการชำระเงินรายย่อย (Retail Payment Systems) ถัดไปจากการโจมตีธนาคาร

วิธีการโจมตีของ HIDDEN COBRA จะเริ่มจากการยึด switch application server และส่งคำสั่งที่เหมือนคำสั่งปกติทั่วไปเพื่อตอบกลับคำสั่งร้องขอต่างๆ ด้วยข้อความตอบรับปลอม ขณะนี้ยังไม่ทราบวิธีที่กลุ่ม HIDDEN COBRA ใช้แพร่มัลแวร์เพื่อยึดเครื่อง payment switch application server แต่เครื่องที่เคยถูกยึดทั้งหมดใช้ระบบปฏิบัติการ IBM Advanced Interactive eXecutive (AIX) รุ่นที่ยกเลิกการ support แล้ว แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า HIDDEN COBRA ใช้การโจมตีผ่านช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ AIX กลุ่ม HIDDEN COBRA มีความรู้ด้าน ISO 8583 ซึ่งเป็นมาตราฐานการรับส่งธุรกรรมการเงิน โดยมีการใช้ความรู้รวมถึง library ที่เกี่ยวกับ ISO 8583 ในการโจมตี
รายละเอียดทางเทคนิค
จากการวิเคราะห์ log และระบบที่ถูกโจมตีพบว่ากลุ่ม HIDDEN COBRA มักจะใช้มัลแวร์ที่ทำงานบน Windows ในการโจมตี ขณะนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่ากลุ่ม HIDDEN COBRA แพร่มัลแวร์ดังกล่าวอย่างไร แต่นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะเป็นการใช้ spear-phishing อีเมลไปยังพนักงานของธนาคาร เมื่อพนักงานหลงเชื่อและติดมัลแวร์ กลุ่ม HIDDEN COBRA จะทำการค้นหา switch application server และยึดเครื่องดังกล่าว

นอกจากการใช้มัลแวร์แล้ว กลุ่ม HIDDEN COBRA ยังใช้ไฟล์ AIX executable ที่เป็นไฟล์ปกติทั่วไปในระบบในการส่งคำสั่งไปยัง switch application server ที่ถูกโจมตีอีกด้วย

หลังจากยึดเครื่อง switch application server สำเร็จแล้ว กลุ่่ม HIDDEN COBRA จะส่งคำสั่งที่เหมือนคำสั่งปกติทั่วไปผ่าน command-line เพื่อปลอมแปลงพฤติกรรม เมื่อ server พบคำสั่งร้องขอต่างๆ ที่มี primary account numbers (PANs) ของกลุ่ม HIDDEN COBRA แล้วจะเกิดคำสั่งตอบสนองพิเศษเฉพาะคำสั่งร้องขอที่มีเลข PAN นั้นๆ ซึ่งแสดงในรูปที่ 1 ทำให้สร้างคำสั่งธุรกรรมปลอมเพื่อเบิกเงินออกจากเครื่อง ATM ได้

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานการวิเคราะห์ไฟล์มัลแวร์ที่กลุ่ม HIDDEN COBRA ใช้อย่างละเอียดได้จาก MAR-10201537 – HIDDEN COBRA FASTCash-Related Malware
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
การโจมตีระบบเน็ตเวิร์คสำเร็จจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงโดยเฉพาะเมื่อระบบที่ถูกโจมตีเผยแพร่ต่อสาธารณะ องค์กรอาจจะได้รับผลกระทบดังนี้

ถูกขโมยข้อมูลที่เป็นความลับ
การดำเนินการหยุดชะงัก
เสียงบประมาณในการฟื้นฟูความเสียหาย
สูญเสียชื่อเสียงขององค์กร

วิธีตรวจจับรับมือและคำแนะนำเพิ่มเติม

แนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบ bash history log ของผู้ใช้งานระบบที่มีสิทธิ root ทั้งหมด ซึ่งสามารถใช้บอกได้หากมีการใช้คำสั่งใดๆ บน switch application server ผู้ดูแลระบบควรเก็บ log และตรวจสอบคำสั่งทั้งหมด
ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์คควรศึกษารายงาน MAR-10201537 และตรวจสอบ IOCs ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญ FASTCash ของกลุ่ม HIDDEN COBRA ในระบบเน็ตเวิร์ค
มีการตรวจสอบความถูกต้องของรหัสชิปและ PIN บนบัตรเดบิต
มีการตรวจสอบว่าบัตรเดบิตนั้นออกอย่างถูกต้องหรือไม่ก่อนทำธุรกรรม
มีการใช้ระบบการยืนยันตัวสองชั้นในการเข้าถึง switch application server
ป้องกันไม่ให้เครื่องที่มีการต่ออินเตอร์เน็ตภายนอกเข้าถึงระบบเน็ตเวิร์คภายในที่มี switch application server
ป้องกันไม่ให้เครื่องที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงระบบ
ใช้ไฟร์วอล
ใช้ Access Control Lists (ACLs) เพื่อควบคุม traffic
เข้ารหัสข้อมูลเมื่อส่งข้อมูล
คอยตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่ปกติ มีการ audit ธุรกรรมและ log ของระบบ สร้าง baseline ของจำนวนธุรกรรม ความถี่ของธุรกรรม เวลาในการทำธุรกรรมและคอยตรวจสอบในกรณีที่มีความผิดจาก baseline

Indicator of Compromise

IP

75.99.63.27

SHA256

10ac312c8dd02e417dd24d53c99525c29d74dcbc84730351ad7a4e0a4b1a0eba
3a5ba44f140821849de2d82d5a137c3bb5a736130dddb86b296d94e6b421594c
4a740227eeb82c20286d9c112ef95f0c1380d0e90ffb39fc75c8456db4f60756
820ca1903a30516263d630c7c08f2b95f7b65dffceb21129c51c9e21cf9551c6
a9bc09a17d55fc790568ac864e3885434a43c33834551e027adb1896a463aafc
ab88f12f0a30b4601dc26dbae57646efb77d5c6382fb25522c529437e5428629
ca9ab48d293cc84092e8db8f0ca99cb155b30c61d32a1da7cd3687de454fe86c
d465637518024262c063f4a82d799a4e40ff3381014972f24ea18bc23c3b27ee
e03dc5f1447f243cf1f305c58d95000ef4e7dbcc5c4e91154daa5acd83fea9a8
f3e521996c85c0cdb2bfb3a0fd91eb03e25ba6feef2ba3a1da844f1b17278dd
1f2cd2bc23556fb84a51467fedb89cbde7a5883f49e3cfd75a241a6f08a42d6
9ddacbcd0700dc4b9babcd09ac1cebe23a0035099cb612e6c85ff4dffd087a26

References

https://www.

ทำความรู้จักช่องโหว่ zero-day ใหม่ ใน Task Scheduler บน Windows

สรุปย่อ
เมื่อเช้าวันอังคารที่ 28 สิงหาคม ตามเวลาในประเทศไทย ผู้ใช้งาน Twitter ที่มีชื่อว่า “SandboxEscaper” ได้เปิดเผยช่องโหว่ใหม่บนระบบปฏิบัติการ Windows ที่ยังไม่ได้มีการออกแพตซ์ใดๆ จาก Microsoft (zero-day) พร้อมทั้งได้มีการเผยแพร่ PoC code และไฟล์ที่สามารถใช้ในการทดสอบโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวบน GitHub ซึ่งไฟล์ดังกล่าวถูกเขียนเพื่อโจมตี Windows 10 64-bit หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง Will Dormann นักวิจัยช่องโหว่จาก CERT Coordination Center ก็ได้ยืนยันความสำเร็จในการทดสอบโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวบน Windows 10 64-bit ที่ได้ทำการแพตซ์ให้เป็นล่าสุดแล้ว และได้แจ้งเตือนช่องโหว่ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ (Link) ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นบน Advance Local Procedure Call (ALPC) Interface ที่ถูกใช้งานใน Task Scheduler ส่งผลให้สามารถเพิ่มสิทธิ์ของโปรเซสจาก local เป็น system ได้ (local privilege escalation)

รายละเอียดของช่องโหว่
ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องในการตรวจสอบ Permission ของ function ใน API ที่มีชื่อว่า “SchRpcSetSecurity” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกใช้บน ALPC interface (ใช้ในการคุยกันระหว่างโปรเซสภายในระบบปฏิบัติการ) ของ Task Scheduler ส่งผลให้ผู้โจมตีที่เป็น local user (รวมถึง Guest user) สามารถเรียกใช้ และนำไปกำหนด DACL (Discretionary Access Control List : เป็นตัวบ่งบอกว่าใครมีสิทธิ์ทำอะไรกับ Object ใดๆ บน Windows) ให้กับไฟล์ใดๆ บนเครื่อง ดังนั้นช่องโหว่จึงถูกใช้ในการแก้ไขสิทธิ์ให้กับ Hardlink ที่ตนเองได้สร้างไว้ใน c:\windows\tasks เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่สูงขึ้น

วิธีการตรวจจับเบื้องต้น
จาก PoC ที่ได้รับการเผยแพร่ออกมานั้น เบื้องต้นสามารถเฝ้าระวัง และตรวจจับความผิดปกติได้จาก 2 วิธีการ ดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบว่ามีโปรเซสใดๆ ที่ผิดปกติทำงานอยู่ภายใต้โปรเซสที่มีชื่อ “spoolsv.

ทำความรู้จักช่องโหว่ใหม่ระดับวิกฤติของ Apache Struts 2 (CVE-2018-11776)

สรุปย่อ
ในวันที่ 22 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา Apache ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงระดับวิกฤติ (critical) ใน Apache Struts เพื่อแก้ไขช่องโหว่ CVE-2018-11776 ซึ่งเป็นช่องโหว่ remote code execution กระทบ Apache Struts รุ่น 2.3 ถึง 2.3.34 และ 2.5 ถึง 2.5.16 และอาจส่งกระทบกับ Apache Struts รุ่นอื่นๆ ที่เลิกซัพพอร์ตแล้ว

ทั้งนี้ช่องโหว่ remote code execution ถือเป็นช่องโหว่ที่มีความร้ายแรงสูงสุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ผู้โจมตีจะรันคำสั่งอันตรายจนกระทั่งยึดครองทั้งระบบได้ ผู้ดูแลระบบควรรีบอัปเดตโดยด่วน
เกี่ยวกับ Apache Struts
Apache Struts เป็น open source framework สำหรับทำเว็บแอปพลิเคชันด้วยภาษา Java ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในองค์กรทั่วโลก ในปี 2017เกิดการโจมตี Equifax โดยใช้ช่องโหว่ remote code execution บน Apache Struts (CVE-2017-5638) และเนื่องจาก Equifax ไม่ได้อัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลลูกค้าหลุดกว่า 147ล้านคน สร้างความสูญเสียมูลค่ากว่า 600 ล้านดอลลาห์สหรัฐ
รายละเอียดของ CVE-2018-11776
นักวิจัยชื่อ Man Yue Mo จาก Semmle เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ CVE-2018-11776 และทำการแจ้งเตือน Apache Struts ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2018 ที่ผ่านมา เขาระบุว่าช่องโหว่ CVE-2018-11776 มีโอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าการโจมตี Equifax เพราะสามารถโจมตีได้ง่ายกว่า เนื่องจากช่องโหว่ CVE-2018-11776 นี้อยู่บน core code ของ Apache Struts และไม่ต้องใช้ปลั๊กอินเสริมใดๆ ในการโจมตี ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวได้รับ CVSS v3 Base Score 9.8

ช่องโหว่ CVE-2018-11776 เกิดจากการไม่ตรวจสอบ input จากผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถแทนที่ namespace ด้วยคำสั่งอันตรายได้ ซึ่ง Semmle ได้บอกจุดสังเกตที่ทำให้ถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2018-11776 คือ

Apache Struts ถูกตั้งค่าให้ alwaysSelectFullNamespace มีค่าเป็น True
Configuration file ของ Apache Struts มี <action ...> tag ที่ไม่ได้ระบุ optional namespace หรือมี <action ...> tag ที่ระบุเป็น wildcard namespace

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ Apache Struts ที่ไม่ได้ตั้งค่าดังกล่าวจะปลอดภัย แต่เป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีแบบอื่นขึ้นได้ในอนาคต จึงควรแก้ด้วยการอัปเดตแพตช์เป็นรุ่นล่าสุดมากกว่าการแก้ไขการตั้งค่า

ทั้งนี้ Recorded Future ได้ตรวจพบการพูดถึงวิธีโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวอย่างมากในเว็บบอร์ดใต้ดินของจีนและรัสเซีย รวมถึงมีการเผยแพร่ Proof of Concept (POC) ของช่องโหว่นี้อย่างเปิดเผยทั่วไปแล้ว เช่น Apache Struts2 CVE-2018-11776 POC และ St2-057 Poc Example ผู้ดูแลระบบจึงควรทำการอัปเดต Apache Struts โดยด่วน
ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากผู้ใช้ Apache Struts ทั่วไปที่ใช้ Apache Struts รุ่น 2.3 ถึง 2.3.34 และ 2.5 ถึง 2.5.16 จะได้รับผลกระทบแล้ว บริษัทต่างๆ ที่มีการใช้ Apache Struts ในผลิตภัณฑ์อย่าง Cisco ยังได้รับผลกระทบอีกด้วย โดย Cisco อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบบ้าง
แนวทางแก้ไข

อัปเดต Apache Struts เป็นเวอร์ชั่น 2.3.35 หรือ 2.5.17
ตั้งค่า namespace อยู่เสมอ

ตรวจจับการโจมตี

เนื่องจากการโจมตีช่องโหว่ CVE-2018-11776 สามารถโจมตีได้ผ่านเน็ตเวิร์ค ทำให้ Web Application Firewall (WAF) ต่างๆ เช่น Imperva ได้ทำการเพิ่มการดักจับการโจมตีดังกล่าวเข้าไปในบริการแล้ว
สามารถตรวจจับได้ด้วย Snort rule

โดย Talos ออกคำแนะนำว่าสามารถตรวจจับได้ด้วย Snort rule SID 29639, 39190, 39191 และ 47634
และมีผู้เผยแพร่ Snort rule เพื่อใช้ในการตรวจจับ ดังนี้

แหล่งอ้างอิง

https://researchcenter.

ใช้ของฟรีระวังของแถม! แฉเทคนิคฝัง Backdoor กับไฟล์คอนฟิก OpenVPN

สวัสดีครับหลังจากห่างหายกันไปนานวันนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคใหม่ในการฝังแบ็คดอร์ไว้ในไฟล์ตั้งค่าของโปรแกรม OpenVPN ซึ่งถูกค้นพบโดย Jacob Baines จาก Tenable Security กันครับ
อะไรคือแบ็คดอร์ประเภท Reverse Shell?
แบ็คดอร์ประเภท Reverse Shell เป็นแบ็คดอร์ที่เมื่อมีการติดตั้งลงบนเครื่องเป้าหมายแล้ว โปรแกรมของแบ็คดอร์จะมีการติดต่อกลับมายังเซิร์ฟเวอร์ตามหมายเลขไอพีแอดเดรสและพอร์ตที่เรากำหนดไว้กับโปรแกรมของแบ็คดอร์ ซึ่งจะแตกต่างกับแบ็คดอร์อีกประเภทหนึ่งคือ Bind Shell ที่จะฝังตัวและรอรับการเชื่อมต่อเข้ามาที่โปรแกรมของแบ็คดอร์อย่างเดียว

แบ็คดอร์ประเภท Reverse Shell ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากโดยทั่วไปการตั้งค่าด้านความปลอดภัยนั้นมักจะไม่อนุญาตให้มีการเชื่อมต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาในเครือข่ายแต่มักจะหละหลวมในการตั้งค่าการเชื่อมต่อในขาออกจากเครือข่าย ทำให้แบ็คดอร์ประเภท Reverse Shell นั้นถูกเลือกใช้บ่อยครั้งกว่าแบ็คดอร์แบบ Bind Shell
แก้ไขไฟล์ OVPN เพื่อฝังแบ็คดอร์
โปรแกรม OpenVPN นั้นจะถูกกำหนดการใช้งานในแต่ละครั้งด้วยไฟล์ตั้งค่าซึ่งใช้นามสกุลของไฟล์คือ OVPN โดยภายในไฟล์ OVPN นั้นจะมีการเก็บการตั้งค่าของการเชื่อมต่อเพื่อสร้างการเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN เอาไว้

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Tenable Security “Jacob Baines” ค้นพบว่าโปรแกรม OpenVPN จะทำการรันหรือเอ็กซีคิวต์คำสั่งใดๆ ที่ต่อท้ายฟิลด์ “up” ซึ่งเป็นฟิลด์การตั้งค่าหนึ่งตามรูปแบบของ OVPN ดังนั้นหากมีการแก้ไขไฟล์ OVPN โดยการเพิ่มคำสั่งอันตรายต่อท้ายฟิลด์ “up” ผู้ใช้งานก็จะมีการรันคำสั่งที่เป็นอันตรายดังกล่าวทันทีเมื่อพยายามเชื่อมต่อ VPN

โดยทั่วไปไฟล์ตั้งค่า OVPN นั้นจะประกอบด้วยข้อมูลภายในดังต่อไปนี้ (ข้อมูลในไฟล์ OVPN อาจแตกต่างกันตามลักษณะการเชื่อมต่อ)

การตั้งค่าในแต่ละบรรทัดมีความหมายดังต่อไปนี้

remote test.

ทำความรู้จักช่องโหว่ Foreshadow (L1 Terminal Fault – L1TF) อ่านข้อมูลจากแคชซีพียูแม้มีโหมดป้องกันได้โดยตรง

สรุปย่อ
Intel ร่วมกับนักวิจัยเปิดเผยสามช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ L1 Terminal Fault (L1TF) หรือ Foreshadow โดยเป็นการต่อยอดจากช่องโหว่ Meltdown ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงคำสั่งและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่ในซีพียู รวมไปถึงส่วนของซีพียูที่ถูกป้องกันด้วยฟีเจอร์ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลได้

ช่องโหว่ Foreshadow นี้ส่งผลโดยตรงกับคุณสมบัติของฟีเจอร์ Intel Software Guard Extensions (Intel SGX) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากโปรแกรม โค้ด ระบบปฏิบัติการหรือแม้แต่ hypervisor เองหากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึง

ในมุมของผู้ใช้งานนั้น ผลลัพธ์ของช่องโหว่ Foreshadow อาจคล้ายหรือใกล้เคียงกับผลลัพธ์ของช่องโหว่ Spectre หรือ Meltdown อย่างไรก็ตาม Foreshadow ระบุเฉพาะเจาะจงไปที่ซีพียูที่มีการใช้งานฟีเจอร์ป้องกัน Intel SGX ที่มักจะถูกเปิดใช้งานบนระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูง และบ่งบอกว่าจะมีการป้องกันในระดับฮาร์ดแวร์ก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่เช่นกัน

รายละเอียดช่องโหว่
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา บริษัท Intel ร่วมกับนักวิจัยเปิดเผยสามช่องโหว่ใหม่ที่ส่งผลกระทบกับซีพียู (CPU) ยี่ห้อ Intel ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ใช้ประโยชน์จากกระบวนการทำงานหนึ่งของซีพียูที่เรียกว่า speculative execution เช่นเดียวกับช่องโหว่ Meltdown และ Spectre ที่เปิดเผยเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา

กระบวนการ speculative execution เป็นกระบวนการที่พบได้ในซีพียูรุ่นใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการทำงานล่วงหน้าในชุดคำสั่งใด ๆ ไปก่อนไม่ว่าเงื่อนไขที่ควบคุมชุดคำสั่งนั้นๆ จะเป็นจริงหรือไม่ และจะนำข้อมูลเข้าและออกจากหน่วยความจำล่วงหน้า หากเงื่อนไขเป็นเท็จจึงลบข้อมูลและยกเลิกชุดคำสั่งที่ทำงานล่วงหน้า

ช่องโหว่ทั้งสามตัวนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากกระบวนการ speculative execution เพื่ออ่านค่าของแคชระดับที่ 1 (L1 Cache) ซึ่งเป็นแคชอยู่ใกล้กับซีพียูที่สุด ช่องโหว่ทั้งสามถูกอ้างอิงด้วยศัพท์เทคนิคว่า L1 Terminal Fault หรือ L1TF 

ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น

L1 Terminal Fault – SGX หรือ CVE-2018-3615 หรือ Foreshadow
L1 Terminal Fault – OS/SMM หรือ CVE-2018-3620 หรือ Foreshadow-NG
L1 Terminal Fault – VMM หรือ CVE-2018-3646 หรือ Foreshadow-NG

ผลกระทบ
ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – SGX ได้คะแนน CVSSv3 7.9 สามารถใช้โจมตี Intel Software Guard Extensions (SGX) ได้ โดย SGX เป็นเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในซีพียูของ intel ตั้งแต่ปี 2013 เป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อให้อ่านหรือแก้ไขได้เฉพาะกระบวนการที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ทำให้ทนทานต่อการโจมตีหลายรูปแบบ แต่ช่องโหว่ Foreshadow ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลีกเลี่ยง SGX และอ่านข้อมูลภายในแคชระดับที่ 1 เช่น รหัสผ่านหรือคีย์เข้ารหัสได้ กระทบผู้ใช้ทั้งหมดที่ใช้ซีพียู Intel ที่มีการเปิดใช้งาน Intel SGX

ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – OS/SMM ได้คะแนน CVSSv3 7.1 สามารถอ่านข้อมูลในเคอร์เนลของระบบปฎิบัติการ และข้อมูลใน system management mode (SMM) ผ่านแคชระดับที่ 1ได้ กระทบผู้ใช้ทั้งหมด

ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – VMM ได้คะแนน CVSSv3 7.1 ทำให้อ่านข้อมูลบนระบบ hypervisor ได้ จึงอ่านค่าหน่วยความจำของเครื่องเสมือน (VM) อื่นบนซีพียูเดียวกันได้ กระทบผู้ใช้บริการเครื่องเสมือนบนคลาวด์  ระบบดาตาเซ็นเตอร์ และผู้ให้บริการคลาวด์โดยเฉพาะผู้ให้บริการคลาวด์ที่แชร์ซีพียูระหว่างเครื่องเสมือนของผู้ใช้หลายรายการเข้าด้วยกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีการตรวจพบการใช้ช่องโหว่ทั้งสามในการโจมตีจริง
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
ช่องโหว่  L1 Terminal Fault – SGX และ L1 Terminal Fault – OS/SMM สามารถป้องกันได้โดยอัปเดต microcode ภายในซีพียู และอัปเดตระบบปฏิบัติการ ซึ่ง Microsoft ได้มีการอัปเดตเพื่อป้องกันไปในแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนสิงหาคม 2018 แล้ว
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานคลาวด์
ผู้ใช้งานคลาวด์ควรอ่านคำแนะนำความปลอดภัยเกี่ยวกับ L1TF ที่ผู้ให้บริการที่ตนเองใช้งาน และปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว โดยผู้บริการต่างๆ ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

Amazon Web Services
Google Cloud
Microsoft Azure
DigitalOcean
Linode 
Oracle 

 แหล่งอ้างอิง

https://www.

บทวิเคราะห์กรณี US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น

บทนำ
ในวันที่ 25 กรกฏาคม 2018 US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น โดยอ้างอิงจากรายงานร่วมระหว่าง Digital Shadows และ Onapsis ชื่อ ERP Applications Under Fire: How Cyber Attackers Target the Crown Jewels ซึ่งเป็นรายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับการโจมตีระบบ ERP ของสองค่ายใหญ่ SAP และ Oracle

ทั้งนี้รายงานฉบับนี้เป็นการรายงานต่อมาจากรายงาน Wild Exploitation & Cyber-attacks On SAP Business Applications ของ Onapsis ในเดือนพฤษภาคม 2016 ซึ่ง US-CERT ได้ใช้อ้างอิงในการออกเตือนประกาศ US-CERT TA16-132A เกี่ยวกับการโจมตีระบบ SAP ที่กระทบกว่า 36 องค์กรระดับโลก โดยประเด็นที่องค์กรบกพร่องในการอัปเดตแพตช์ที่เหมาะสมและมีการตั้งค่าแอปพลิเคชันที่กระทบต่อความปลอดภัย

รายงาน ERP Applications Under Fire สรุปว่าระบบ ERP กำลังเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนั้นยังพบว่ามีระบบ ERP ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตหรือใช้งานบนระบบคลาวด์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะถูกโจมตีที่มากขึ้น ทั้งนี้ภายในรายงานยังมีการแนะนำวิธีในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอีกด้วย
Key Finding
รายงาน ERP Applications Under Fire ทำการสรุปประเด็นสำคัญของรายงานไว้ 4 ข้อ ดังนี้

อาชญากรไซเบอร์ทำการพัฒนามัลแวร์เพื่อโจมตี ERP เช่น มัลแวร์ชื่อดังอย่าง Dridex ถูกอัปเดตในปี 2017 และเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เพื่อโจมตี SAP โดยขโมยบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของระบบ SAP ทำให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงระบบ ERP ได้
ERP ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่มีองค์กรหรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เช่น กลุ่มเพื่อโจรกรรมข้อมูลและก่อวินาศกรรม
มีการโจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่เผยแพร่แล้วของ ERP มากขึ้นเมื่อเทียบกับการโจมตีผ่านช่องโหว่ zero-day เพื่อโจมตีระบบที่บกพร่องในการแพตช์และมีการตั้งค่าที่กระทบต่อความปลอดภัย
การใช้งานผ่านระบบคลาวด์, อุปกรณ์เคลื่อนที่และแนวโน้มของการย้ายระบบงานให้มีความทันสมัยมากขึ้นทำให้โอกาสและความเสี่ยงที่ระบบ ERP จะถูกโจมตีนั้นมีมากขึ้นตาม ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่ามี SAP และ Oracle ERP มากกว่า 17,000 แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อและสามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยสามประเทศที่มีความเสี่ยงดังกล่าวสูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักรอังกฤษ

วิเคราะห์การโจมตี ERP ผ่าน i-secure Cyber Kill Chain
เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจการโจมตีระบบ ERP มากขึ้น ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามจะทำการอธิบายการโจมตีตามหลักการของ i-secure Cyber Kill Chain ซึ่งจะประกอบด้วยขั้นตอนการโจมตีดังต่อไปนี้

Reconnaissance (ขั้นตอนการสำรวจและเก็บข้อมูล)
Delivery (ขั้นตอนการจัดส่งและพยายามโจมตี)
Exploitation (ขั้นตอนการโจมตีช่องโหว่)
Privilege Escalation (ขั้นตอนการยกระดับสิทธิ์)
Credential Access (ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน)
Lateral Movement (ขั้นตอนการโจมตีไปยังระบบอื่นในเครือข่ายเดียวกัน)
Exfiltration (ขั้นตอนการนำข้อมูลออกจากระบบ)
Command and control (ขั้นตอนการติดต่อเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม)

Reconnaissance
การโจมตีทุกการโจมตีนั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายเสมอ จากการวิเคราะห์การโจมตีระบบ ERP หลายเหตุการณ์ ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามพบพฤติกรรมในการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายในลักษณะต่างๆ กันดังนี้

ผู้โจมตีมักมีการนำข้อมูลที่ได้จากเว็บบอร์ดใต้ดินของกลุ่มแฮกเกอร์มาทำการค้นหาเป้าหมาย โดยตัวอย่างด้านล่างคือคำค้นหาตามรูปแบบของ Google ที่ช่วยค้นหาระบบที่มีช่องโหว่อยู่ได้

ค้นหาระบบ ERP ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้เครื่องมือในรูปแบบของบริการเก็บและค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต อาทิ Shodan และ Censys
ค้นหาการใช้งานแอปพลิเคชัน Trello, Github หรือเว็บที่เปิดให้เข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งมีการบันทึกบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงระบบ ERP เอาไว้

ค้นหาระบบแชร์ไฟล์ที่มีการตั้งค่าอย่างไม่เหมาะสม อาทิ ระบบที่ใช้งาน rsync, SMB FTP, และ Amzaon S3 เพื่อหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ซึ่งอาจมีข้อมูลที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ ERP ภายใน

Delivery
โดยส่วนมากนั้นผู้โจมตีมักจะพยายามโจมตีโดยการค้นหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ก่อนจะพยายามเข้าถึงระบบ หรือในบางกรณีคือใช้ช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วในการโจมตี ซึ่งสามารถถูกตรวจจับได้หากมีการป้องกันอย่างดีพอ
Exploitation
การโจมตีระบบ ERP ที่สำเร็จนั้นมักขึ้นอยู่กับว่าในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีตรวจพบช่องโหว่อะไรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้บ้าง อาทิ

หากเจอบัญชีผู้ใช้งานและรหัสในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีจะดำเนินการใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเข้าถึงระบบโดยทันที
ทดลองเข้าถึงระบบ ERP ด้วยข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนที่เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ เช่น ระบบ SAP HANA จะมีการรหัสผ่านเริ่มต้นคือ sap123 เสมอ
โจมตีระบบ ERP ด้วยช่องโหว่ที่มีอยู่แล้ว เช่น ช่องโหว่ CVE-2010-5326

Privilege Escalation + Credential Access + Lateral Movement
แม้ว่าจะยังไม่มีการรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจน แต่การโจมตีโดยส่วนมากนั้นจะทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบโดยทันที ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้สิทธิ์สูงสุดที่มีอยู่ในการเข้าถึงและโจมตีระบบอื่นๆ ได้
Exfiltration
หนึ่งในการโจมตีด้วยช่องโหว่ CVE-2010-5326 ผู้โจมตีมีการใช้คำสั่งตามรูปภายด้านล่างในการพยายามส่งข้อมูลออกจากระบบที่ยึดครองได้แล้ว

Command and control
ผู้โจมตีมักมีการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการออกคำสั่งและควบคุมซึ่งถูกใช้ทั้งในการโจมตีและการรับไฟล์ที่ขโมยออกมาได้ไปเรื่อยๆ ตามรูปแบบการโจมตีและแตกต่างกันตามกลุ่มของผู้โจมตี ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้แน่นอน
คำแนะนำเบื้องต้นในการป้องกันและลดผลกระทบจากการโจมตีระบบ ERP

ดำเนินการตั้งค่าของระบบ ERP ให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือ Best Practices เสมอ
หมั่นประเมินช่องโหว่ของ ERP อย่างสม่ำเสมอ โดยอ้างอิงจากการอัปเดตแพตช์ของผู้ผลิต อาทิ SAP จะออกอัปเดตทุกเดือน และ Oracle จะออกรายไตรมาส นอกเหนือไปจากการประเมิณช่องโหว่ OS และอื่นๆ
ดำเนินการควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้งานให้เหมาะสม และคอยตรวจสอบพร้อมทั้งควบคุมการตั้งค่ารหัสผ่านของผู้ใช้าน
ค้นหาและกำจัดการเชื่อมต่อและการใช้งานที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากระบบอินเตอร์เน็ต
หมั่นตรวจสอบและเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน รวมไปถึงข้อมูลของระบบ ERP เมื่อมีการรั่วไหลออกสู่ภายนอก

สรุปรายงานเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล (Data Breach) ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

Welcome GDPR !!!  หากใครได้มีการติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยจะพบว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานกรณีข้อมูลของผู้ใช้งานรั่วไหลออกมาจากบริษัทต่างๆหลายแห่ง ซึ่งมีทั้งบริษัทที่อยู่ในยุโรป และในเอเชีย ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามจึงได้ทำการสรุปเหตุการณ์ต่างๆจากรายงานที่พบมา ดังนี้

(https://www.

VPNFilter ซีซั่น 2: อุปกรณ์ ASUS, D-Link, Huawei โดนด้วย พร้อมโมดูลใหม่ดักเปลี่ยนข้อมูลเว็บ

สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับปฏิบัติการและมัลแวร์ VPNFilter เราแนะนำให้อ่านบทความ "เผยปฏิบัติการมัลแวร์ VPNFilter โจมตีอุปกรณ์เน็ตเวิร์กกว่า 500,000 เครื่องทั่วโลก" เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นครับ 🙂
หัวข้อ
เนื่องจากเนื้อหาของบทความซึ่งอาจมีหลายส่วน ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามได้ทำการแยกประเด็นสำคัญออกเป็นหัวข้อ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระตามรายการด้านล่าง

สรุปย่อ
โมดูลการโจมตีใหม่
อุปกรณ์เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบ
การตรวจจับและจัดการมัลแวร์ในอุปกรณ์
ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม

สรุปย่อ

หลังจากการค้นพบปฏิบัติการและมัลแวร์ VPNFilter เมื่อช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งพุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์กว่า 500,000 รายการทั่วโลก ทีม Cisco Talos ได้ประกาศข้อเท็จจริงและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อวานที่ผ่านมาซึ่งรวมไปถึงรายการอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมและโมดูลการโจมตีใหม่ที่ถูกค้นพบในมัลแวร์ด้วย
โมดูลการโจมตีใหม่
มัลแวร์ VPNFilter เป็นหนึ่งในมัลแวร์ที่ถูกระบุว่ามีความซับซ้อนและมีการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบที่แตกต่างกับมัลแวร์ชนิดอื่นอย่างชัดเจน หนึ่งในศิลปะที่มัลแวร์ VPNFilter ได้นำมาปรับใช้นั้นคือการทำงานแบบเป็นโมดูล (modular) ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถปรับแต่งการทำงานของมัลแวร์เมื่ออยู่ในระบบของเหยื่อได้อย่างอิสระและเป็นไปตามความต้องการ

ในรายงานฉบับแรกของ Cisco Talos ได้มีการระบุถึงโมดูลการทำงานของมัลแวร์ในขั้นตอนที่ 3 คือเมื่อมัลแวร์ประสบความสำเร็จในการฝังตัวในระบบและมีการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม (Command & Control Server) แล้วทั้งหมด 2 โมดูล ได้แก่

โมดูลสำหรับการดักจับข้อมูล (Packet Sniffer) เป็นโมดูลที่ถูกออกแบบให้ดักจับและตรวจสอบหาข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งผ่านอุปกรณ์เครือข่ายที่มัลแวร์ฝังตัวอยู่
โมดูลสำหรับการเข้าถึงเครือข่าย Tor เป็นโมดูลที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มัลแวร์สามารถใช้งานเครือข่าย Tor เพื่อรับ-ส่งข้อมูลได้

สำหรับโมดูลล่าสุดที่ Cisco Talos นั้นคือโมดูลสำหรับการสอดแทรกเนื้อหาอันตรายลงไปในข้อมูลที่ถูกรับ-ส่งในเครือข่าย โดยมีชื่อเรียกโมดูลว่า 'ssler'

การทำงานในเบื้องต้นของโมดูล ssler นั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

มัลแวร์จะทำการติดตั้งโมดูล ตั้งค่าและเริ่มการทำงานโมดูล โดยการตั้งค่าดังกล่าวจะเป็นการระบุให้โมดูลคอยดักจับและแก้ไขเนื้อหาของที่ถูกรับ-ส่งมาจากแหล่งใดบ้าง ซึ่งสามารถระบุได้ทั้งช่วงหมายเลขไอพีแอดเดรสและโดเมนเนม
มัลแวร์จะทำการแก้ไข iptables ของอุปกรณ์เพื่อเปลี่ยนเส้นทางข้อมูล HTTP ให้ไปยังเซอร์วิสที่มัลแวร์เปิดรอไว้ที่พอร์ต 8888
เมื่อทราฟิกของเครือข่ายถูกบังคับให้วิ่งผ่านเซอร์วิสของโมดูล ssler มัลแวร์สามารถดำเนินการแก้ไขเนื้อหาได้อย่างอิสระ ทั้งการเปลี่ยน https:// เป็น http://, ทำ sslstripping, หรือแก้ไขการตั้งค่า HTTP header ในลักษณะต่างๆ เพื่อให้คุณสมบัติด้านความปลอดภัยลดลง
โมดูล ssler จะทำการดึงข้อมูลสำคัญ อาทิ ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่ถูกส่งในรูปแบบ Basic Authentication หรือ HTTP POST request ใดๆ ที่ถูกส่งไปยัง accounts.

วิเคราะห์ช่องโหว่ Zip Slip: แตกไฟล์บีบอัดแล้วถูกแฮ็กได้โดยไม่รู้ตัว

สรุปย่อ
ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Snyk ได้ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ Zip Slip โดยการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวนั้นอาจทำให้เหยื่อทำการรันโค้ดอันตรายโดยไม่รู้ตัวเมื่อทำการคลายการบีบอัดหรือแตกไฟล์บีบอัดซึ่งถูกสร้างมาอย่างเฉพาะเจาะจง และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในระบบได้

รายละเอียดช่องโหว่
ช่องโหว่ Zip Slip มีที่มาจากปัญหาของการไม่ตรวจสอบค่านำเข้าของไลบรารีที่ทำหน้าที่ในการคลายการบีบอัดของไฟล์อย่างถี่ถ้วน อีกทั้งไม่มีการทำไลบรารีกลางซึ่งมีความปลอดภัยมากพอในการจัดการกับไฟล์บีบอัด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือการเผยแพร่โค้ดต่างๆ ที่ทำงานได้แต่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในการทำให้เกิดการลักษณะการโจมตีที่เรียกว่า Directory Traversal ซึ่งอาจนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ (Remote Code Execution)

ช่องโหว่ Zip Slip นั้นถูกตรวจพบในไลบารีในภาษาโปรแกรมมิ่งหลายภาษา อาทิ JavaScript, Ruby, .NET และ Go รวมไปถึง Java ซึ่งมีการใช้โค้ดที่มีช่องโหว่เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างหนึ่งของโค้ดที่มีช่องโหว่ในภาษา Java มีตามตัวอย่างด้านล่าง
Enumeration<ZipEntry> entries = zip.