Cisco Patches Critical WebEx Vulnerabilities

Cisco ออก Patch อุดช่องโหว่ WebEx ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของการติดต่อสื่อสารหรือประชุมออนไลน์ ที่มีช่องโหว่ความรุนแรงระดับ Critical ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution ได้
ช่องโหว่ 6 รายการ ส่งผลกระทบต่อ WebEx Network Recording Player สำหรับ Advanced Recording Format (ARF) และไฟล์ WebEx Recording Format (WRF) ทำให้ผู้บุกรุกสามารถโจมตีได้จากระยะไกลเพื่อทำให้เกิด Denial-of-Service (DoS) ในซอฟต์แวร์และอาจจะรันโค้ดที่เป็นอันตรายโดยการหลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ ARF หรือ WRF ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ และผู้บุกรุกยังสามารถส่งไฟล์ที่เป็นอันตรายไปยังเหยื่อได้ทางอีเมลล์หรือสั่งให้เปิดเว็บโฮสติ้งได้อีกด้วย

ช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไข ได้แก่ WebEx Business Suite meeting sites, WebEx Meetings sites, WebEx Meetings Server, และ WebEx ARF และ WRF Players Cisco ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบและการแก้ไข โดยช่องโหว่ได้รับรหัส CVE ดังต่อไปนี้ : CVE-2017-12367, CVE-2017-12368, CVE-2017-12369, CVE-2017-12370, CVE-2017-12371 และ CVE-2017-12372
ช่องโหว่เหล่านี้ถูกรายงานโดย Andrea Micalizzi (rgod) และ Steven Seeley จาก Offensive Security โดยใช้ Zero Day Initiative ของ Trend Micro (ZDI)

ที่มา: securityweek

Google Discovers New Tizi Android Spyware

ทีมความปลอดภัยจาก Google พบ Adroid Malware ตัวใหม่ชื่อว่า Tizi ซึ่งถูกใช้กับเป้าหมายในประเทศแถบแอฟริกา ถูกจัดให้อยู่ในหมวด Spyware ซึ่งทาง Google บอกว่า malware ตัวนี้มีความสามารถหลากหลาย แต่จะมุ่งเน้นไปในส่วนของแอพพลิเคชั่น และกิจกรรมบนเครื่องที่เกี่ยวข้องกับ Social Media เป็นหลัก

กลุ่มวิเคราะห์ภัยคุกคาม และวิศวกรด้านความปลอดภัยของ Google Play Protection ได้ระบุว่า Tizi สามารถถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้

ขโมยข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น social media ที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่น Facebook,Twitter,Whatsapp, Skype และ LinkedIn เป็นต้น
สามารถบันทึกการสนทนาจาก WhatsApp, Viber และ Skype
สามารถบันทึกภาพหน้าจอโดยไม่แจ้งเตือนผู้ใช้งาน
สามารถส่ง หรือดักข้อความ SMS บนเครื่องเหยื่อ
ส่งข้อมูล GPS ของเครื่องผ่าน SMS ไปยัง C&C
อื่นๆ

วิศวกรจาก Google ยังกล่าวว่า Tizi ถูกพบตั้งแต่กันยายน 2017 จากการสแกนโดยใช้ Google Play Protect ทำให้พบแอพพลิเคชั่นที่มีการติด malware ตัวนี้ถูกลงไว้บนเครื่องของผู้ใช้งาน เมื่อทำการตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามีแอพพลิเคชั่นที่ติด malware ตัวนี้ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งทาง Google ได้บล็อกบัญชีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าว และทำการลบแอพพลิเคชั่นดังกล่าวออกจากเครื่องที่มีการติดตั้งแล้ว จากข้อมูลที่นักวิจัยรวบรวมมาพบว่าผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา และใช้ช่องโหว่เก่าในการโจมตีเครื่อง ทำให้เครื่องที่มีการ patch ตั้งแต่ เมษายน 2016 เป็นต้นมาจะไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ข้างต้น
Google ได้แนะนำขั้นตอนสำหรับการเพิ่มความปลอดภัยบนเครื่อง Android ของตนเอง ดังนี้

1. ตรวจสอบความผิดปกติของสิทธิ์บนแอพพลิเคชั่นที่ได้อนุญาตให้เข้าถึงความสามารถต่างๆบนเครื่อง เช่น เป็นแอพพลิเคชั่น flashlight แต่มีการร้องขอการเข้าถึง SMS บนเครื่อง เป็นต้น
2. เปิดใช้งาน Lock Screen บนเครื่องเพื่อความปลอดภัย
3. Patch เครื่องของตนเองให้เป็นระบบปฏิบัติการล่าสุดอยู่เสมอ
4. ตั้งค่าให้เครื่องแสดงตำแหน่งของตนเอง สำหรับการระบุตำแหน่งของเครื่องได้เมื่อสูญหาย
5. เปิดใช้งาน Google Play Protection เพื่อป้องกันการลงแอพพลิเคชั่นที่มีความเสี่ยง และช่วย Scan เครื่องเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

ที่มา: bleepingcomputer

TeamViewer Vulnerability Lets Attackers Take Full Control of PCs

พบช่องโหว่ใน Team Viewer !!! ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าควบคุมเครื่องได้

Team Viewer โปรแกรมยอดนิยม ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการ Meeting ผ่านระบบออนไลน์, แขร์หน้าจอและรีโมทระหว่างเครื่อง, ย้ายไฟล์ข้ามเครื่อง และอื่นๆ ล่าสุดได้มีการพบช่องโหว่บนโปรแกรม ส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถรีโมทเข้าควบคุมเครื่องได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้งานของเครื่อง

ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยผู้ใช้งานบน GitHub ที่ใช้ชื่อว่า “Gellin” จากวิธีการที่ได้เปิดเผยออกมาพบว่าเป็นการใช้ dll injection ซึ่งเขียนโดยใช้ C++ เข้าไปแก้ไขสิทธิ์ของ TeamViewer ใน memory โดยตรง จึงส่งผลให้ผู้ใช้งานจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆเลยเมื่อสิทธิ์ถูกปลี่ยน จากการทดสอบบน TeamViewer x86 V.13.0.5058 ได้แสดงให้เห็นว่าหากผู้โจมตีเป็นฝั่ง “Presenter” จะสามารถเรียกใช้ความสามารถ “switch sides” เพื่อเข้าควบคุมเครื่องที่เป็นฝั่ง “Viewer” ได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากเจ้าของเครื่อง แต่หากผู้โจมตีเป็นฝั่ง “Viewer” จะทำให้สามารถควบคุม mouse ในฝั่งของ “Presenter” ได้

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบกับ TeamViewer ทั้งบน macOS, Linux และ Windows ในส่วนของ Patch ทางฝั่ง Windows นั้น จากรายงานได้ระบุว่า มีการปล่อยออกมาให้อัพเดทตั้งแต่เมื่อวันอังคารแล้ว แต่ในส่วนของ Linux และ macOS นั้น คาดว่าจะมีการปล่อยออกมาให้อัพเดทในวันอังคาร หรือพุธที่จะถึงนี้ โดยโปรแกรมจะได้รับการอัพเดทให้โดยอัตโนมัติหากมีการเปิดความสามารถนี้เอาไว้ แต่หากไม่ได้เปิดให้อัพเดทอัตโนมัติ ผู้ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการประกาศ Patch ใหม่ออกมา

ที่มา : hackread

Remotely Exploitable Flaw Found In HP Enterprise Printers—Patch Now

นักวิจัยพบช่องโหว่ภายในโปรแกรมของเครื่องปริ้นเตอร์ HP ที่อาจถูกรีโมทเข้ามาสั่งรัน code อันตรายใดๆได้ ช่องโหว่ (CVE-2017-2750) ถูกจัดระดับความอันตรายอยู่ในระดับสูง(High) สาเหตุมาจากการตรวจสอบไฟล์บางส่วนของ Dynamic Link Libraries (DLL) ที่ไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยมีปริ้นเตอร์ที่ได้รับผลกระทบ 54 รุ่น ตั้งแต่รุ่น HP LaserJet Enterprise, LaserJet Managed, PageWide Enterprise และ OfficeJet Enterprise printers
ช่องโหว่ RCE(RemoteCode Execution) นี้ ถูกพบขณะที่นักวิจัยจากบริษัทด้านความปลอดภัย FoxGlove กำลังพยายามวิเคราะห์ความปลอดภัยของปริ้นเตอร์รุ่น MFP-586 printer และ HP LaserJet Enterprise M553 printers จากข้อมูลระบุว่านักวิจัยสามารถสั่งรันโค้ดบนเครื่องปริ้นเตอร์ที่ได้รับผลกระทบได้โดยการทำ Reverse Engineering กับไฟล์ ".BDL" ซึ่งถูกใช้ทั้งใน HP Solutions และใน Firmware อัพเดท
ทั้งนี้ได้มีการแจ้งช่องโหว่ดังกล่าวให้ทาง HP ทราบตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้มีการแก้ไขพร้อมทั้งปล่อยตัวอัพเดท firmware ให้กับปริ้นเตอร์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว โดยสามารถเข้าไป download ได้ที่เว็ปไซต์ทางการของ HP เลือก Support > Software & drivers จากนั้นระบุรุ่นปริ้นเตอร์ของตนเองใน search

ดาวน์โหลด >>> https://support.

Apple fixes macOS password flaw

ก่อนหน้านี้ Apple ได้พบช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ macOS High Sierra ที่ส่งผลให้สามารถได้สิทธิ์ root ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ทำให้ Apple ต้องรีบออกอัพเดต macOS เพื่อแก้ปัญหานี้ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่าน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงหลังจากมีการพบช่องโหว่

ช่องโหว่นี้ได้รับรหัส CVE-2017-13872 และมีผลกระทบกับ macOS high Sierra 10.13 และ macOS high Sierra 10.13.1 เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ macOS Sierra 10.12.6 และเวอร์ชันก่อนหน้า

Apple ได้แนะนำให้ผู้ใช้อัพเดตทันที และตรวจสอบว่ามีการอัพเดต Security Update 2017-001
เรียบร้อยแล้วหรือไม่ โดยการ :
1. เปิด Terminal ซึ่งอยู่ใน Utilities folder ของ Applications
2. พิมพ์ what /usr/libexec/opendirectoryd กด Return
3. หากมีการติดตั้ง Security Update 2017-001 เรียบร้อยแล้วหมายเลขเวอร์ชันจะเปลี่ยนดังนี้
opendirectoryd-483.1.5 ใน macOS High Sierra 10.13
opendirectoryd-483.20.7 ใน macOS High Sierra 10.13.1

หากผู้ใช้งานต้องการใช้งาน Root User Account บน Mac จะต้องทำการ Enable Root User ใหม่อีกครั้ง และทำการเปลี่ยนรหัสผ่านของ Root หลังจากการอัพเดต

ที่มา: zdnet

Cisco Releases Security Updates

Cisco ได้ปรับปรุงแก้ไขช่องโหว่ใน WebEx Network Recording Player สำหรับรูปแบบการบันทึกไฟล์แบบ Advanced Recording Format(ARF) และ WebEx Recording Format(WRF) ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ผู้โจมตีสามารถ Remote เข้ามาควบคุมเครื่องได้

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
• Cisco WebEx Business Suite (WBS30) client builds รุ่นก่อน T30.20
• Cisco WebEx Business Suite (WBS31) client builds รุ่นก่อน T31.14.1
• Cisco WebEx Business Suite (WBS32) client builds รุ่นก่อน T32.2
• Cisco WebEx Meetings with client builds รุ่นก่อน T31.14
• Cisco WebEx Meeting Server builds รุ่นก่อน 2.7MR

ทั้งนี้แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัพเดทผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ที่มา: us-cert

Uber: 2016 Data Security Incident

เมื่อช่วงปลายปี 2016 ทาง Uber พบว่ามีแฮ็กเกอร์ 2 ราย เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน Uber ที่ถูกเก็บไว้บน Cloud ของบริษัทผู้ให้บริการอย่างไม่ถูกต้อง โดยพบว่ามีข้อมูลของผู้ใช้งานรั่วไหลออกไปประมาณ 57 ล้านรายการ และแบ่งเป็นข้อมูลของคนขับประมาณ 600,000 รายการ ข้อมูลที่ได้ไปมีเพียงชื่อ, เลขที่ใบขับขี่ของคนขับ, E-mail และเบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งาน ไม่พบว่ามีข้อมูลในส่วนของเลขที่บัตรเครดิต, เลขที่บัญชีธนาคาร , Social Security Number, วันเกิด และข้อมูลตำแหน่งที่เคยเดินทางรั่วไหลออกไปแต่อย่างๆไร จากรายงานยังมีการระบุว่าแฮ็กเกอร์ได้มีการเรียกร้องเงินเป็นจำนวน $100,000 เพื่อแลกกับการปกปิด และทำลายข้อมูลที่ได้ไปดังกล่าว และทาง Uber ก็ได้ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปให้เรียบร้อยแล้ว

ที่มา : uber

Intel Q3’17 ME 11.x, SPS 4.0, and TXE 3.0 Security Review Cumulative Update

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Intel ได้มีการออกประกาศการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยสำหรับซอฟต์แวร์ Intel ME, Intel SPS และ Intel TXE ที่อาจส่งผลให้ผู้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตรายหรือยกระดับสิทธิ์ได้
ประเด็นสำคัญของช่องโหว่นี้นั้นคือซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่เป็นซอฟต์แวร์ (หรือระบบปฏิบัติการ) ขนาดเล็กที่อยู่ในหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) เพื่อจุดประสงค์ในการจัดการและควบคุมการทำงานของ CPU และมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่มีการประมวลผลอยู่ในระดับระบบปฏิบัติการหลักที่อยู่สูงขึ้นไป ซึ่งถือว่ามีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลสูงที่สุด
การค้นพบการมีอยู่ของช่องโหว่ดังกล่าวอาจทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ CPU ของ Intel ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 เป็นต้นมาอาจได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ทั้งหมด และช่องโหว่ดังกล่าวก็ถือเป็นช่องโหว่ที่มีความร้ายแรงสูงซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของระบบอย่างร้ายแรงอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่มา : intel

Google collects Android users’ locations even when location services are disabled

กูเกิลเก็บข้อมูลที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้งานแอนดรอยด์แม้ฟีเจอร์เก็บข้อมูลจะถูกปิด

Quartz ได้มีการเปิดเผยรายงานสำคัญซึ่งระบุว่ากูเกิลมีการเก็บข้อมูลที่เป็นที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้งานแอนดรอยด์ (location) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังกูเกิลทันทีเมื่ออุปกรณ์มีการต่ออินเตอร์เน็ตแม้ว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานดังกล่าวจะถูกปิดฟีเจอร์ Location Service ไม่มีการใช้งานแอปใดๆ หรือแม้กระทั่งไม่มีการใส่ซิมการ์ด

Quartz ระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้งานมีการเริ่มต้นเก็บและส่งกลับไปให้ทางกูเกิลตั้งแต่ต้นปี 2017 โดยวิธีการหนึ่งที่กูเกิลใช้ในการหาที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้งานแม้ว่าผู้ใช้งานจะปิดฟีเจอร์ Location Service ไปแล้วนั้นคือการอาศัยการเก็บข้อมูลจากเสาส่งสัญญาณที่อยู่บริเวณนั้นจนระบุพิกัดของผู้ใช้งานได้

ทางกูเกิลได้ออกมายืนยันกับ Quartz ว่าการเก็บข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยยืนยันว่าการเก็บข้อมูลดังกล่าวนั้นถูกนำไปใช้เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัรฑ์ ไม่มีการนำข้อมูลออกจากเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับบริการอื่นโดยที่ไม่แจ้งผู้ใช้ล่วงหน้า กูเกิลยังระบุว่าการเก็บข้อมูลดังกล่าวจะถูกหยุดและจะไม่มีการส่งข้อมูลใดๆ มาอีกหลังจากปลายเดือนนี้

ที่มา : QUARTZY

MS Office Built-In Feature Could be Exploited to Create Self-Replicating Malware

เผยเทคนิคใหม่ข้ามผ่านการบล็อคมาโครสคริปต์เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ ทำได้กับ Micosoft Office ทุกเวอร์ชัน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยชาวอิตาลี Lino Antonio Buono จากบริษัท InTheCyber ได้เปิดเผยเทคนิคใหม่ที่อาจช่วยให้มัลแวร์สามารถแพร่กระจายตัวเองภายใต้การทำงานของมาโครสคริปต์ได้แม้ว่า Microsoft Office จะบล็อคการรันสคริปต์เป็นค่าเริ่มต้น โดยเทคนิคใหม่นี้อาศัยการแก้ไขการตั้งค่าเพียงเล็กน้อยและสามารถใช้งานได้กับ Microsoft Office ในทุกๆ เวอร์ชัน

โดยปกตินั้น Microsoft Office จะมีการตั้งค่า "Trust access to the VBA project object model" ซึ่งช่วยนักพัฒนาในการพัฒนามาโครสคริปต์ หากมีการกำหนดการตั้งค่านี้ให้ทำงาน การรันโค้ดหรือมาโครสคริปต์ (ที่เป็นอันตราย) จากเอกสารจะไม่ถูกบล็อคหรือมีการแจ้งเตือนใดๆ แสดงให้ผู้ใช้งานเห็น

Buono กล่าวว่าปัญหาของการตั้งค่านี้คือมันสามารถแก้ไขการตั้งค่าได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องอาศัยสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบหรือสิทธิ์ที่สูงมากนักผ่านทางการแก้ไขค่าในรีจิสทรี ซึ่งหมายความว่าแม้ว่า Microsoft Office จะไม่มีการเปิดการตั้งค่านี้มาตั้งแต่ต้น แต่เพียงแค่รันสคริปต์เพื่อแก้ไขการตั้งค่ารีจิสทรีในจุดดังกล่าวแล้ว การรันโค้ดหรือมาโครสคริปต์ที่เป็นอันตรายต่อจากนั้นจะไม่ถูกบล็อคหรือมีการแจ้งเตือนใดๆ ทันที

ในขณะนี้มีการตรวจพบมัลแวร์ที่มีการใช้เทคนิคนี้แล้วคือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ qkG ทีแพร่กระจายผ่านทางมาโครสคริปต์ข้างในไฟล์เอกสารที่มากับอีเมลสแปม

ทาง Buono ได้แจ้งการค้นพบที่เกิดขึ้นแก่ไมโครซอฟต์ อย่างไรก็ตามทางไมโครซอฟต์ปฏิเสธที่จะมองการใช้ฟังก์ชันนี้เป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัย จึงทำให้ไม่มีการแก้ไขใดๆ เกิดขึ้น

สำหรับคำแนะนำที่เหมาะสมในตอนนี้คือการควบคุมตั้งแต่ระดับผู้ใช้งานให้ไม่ดาวโหลดหรือเปิดไฟล์ที่ต้องสงสัยหรือน่าจะเป็นอันตราย ซึ่งน่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามได้ดีที่สุด

ที่มา : Thehackernews