New VMware Security Advisory VMSA-2017-0021

VMware ESXi, vCenter Server Appliance, Workstation and Fusion ปรับปรุงช่องโหว่ความปลอดภัยหลายรายการ(VMSA-2017-0021)

ช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไขรอบนี้ครอบคลุมทั้งหมด 4 ช่องโหว่ (CVE-2017-4933, CVE-2017-4940, CVE-2017-4941 และ CVE-2017-4943) มีผลต่อ VMware ESXi, VMware Workstation, VMware Fusion และ VMware vCenter Server Appliance, Workstation and Fusion

CVE-2017-4941 และ CVE-2017-4933 เป็นช่องโหว่เกี่ยวกับ stack overflow และ heap overflow หากโจมตีได้สำเร็จ สามารถทำการ remote code execution ผ่าน VNC ที่ได้รับการ Authenticate แล้ว

CVE-2017-4940 เป็นช่องโหว่ cross-site script มีผลต่อ ESXi Host Client ผู้บุกรุกสามารถใช้ช่องโหว่นี้ได้โดยการฝัง JavaScript ซึ่งสามารถทำงานได้เมื่อผู้ใช้รายอื่นเข้าถึง Host Client

CVE-2017-4943 เป็นช่องโหว่การเพิ่มสิทธิ์ผ่านปลั๊กอิน 'showlog' ใน vCenter Server Appliance (vCSA) หากโจมตีสำเร็จจะทำให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ต่ำ สามารถเพิ่มสิทธิ์ของตนเองให้สูงขึ้นได้ ปัญหานี้มีผลกับ vCSA 6.5 เท่านั้น

ช่องโหว่เหล่านี่ถูกค้นพบ และรายงานโดย Alain Homewood จาก Insomnia Security, Lukasz Plonka, Lilith Wyatt และสมาชิกคนอื่นๆจาก Cisco Talos

ที่มา: blogs.

vBulletin to Patch Disclosed Code Execution, File Deletion Flaws

พบช่องโหว่ร้ายแรง 2 ช่องโหว่ใน vBulletin เวอร์ชัน 5 ถูกเปิดเผยโดยนักวิจัยด้าน Security จาก TRUEL IT ประเทศอิตาลี และผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เอ่ยนาม จาก SecuriTeam

ช่องโหว่แรก(vBulletin routestring Unauthenticated Remote Code Execution) เป็นช่องโหว่ของ Local File Inclusion สามารถอ่านไฟล์ใดๆ ในระบบได้ และนำไปสู่การโจมตีแบบ Remote Code Execution สามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายได้ ผ่านการส่งคำสั่ง GET โดยมีผลกระทบกับเว็บเซิฟเวอร์ที่ติดตั้ง vBulletin บน Windows เท่านั้น

ช่องโหว่ที่สอง(vBulletin cacheTemplates Unauthenticated Remote Arbitrary File Deletion) ได้รับรหัส CVE-2017-17672 เป็นปัญหา Deserialization ทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้ทำการยืนยันตัวตน สามารถลบไฟล์และสั่งรันโค้ดได้

มีการรายงานช่องโหว่ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ vBulletin ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ และยังไม่มี Patch ใดๆออกมา โดยทางบริษัท I-SECURE ได้ทำการ Custom Signature ขึ้นมาเองสำหรับป้องกันการโจมตีนี้ และได้ Apply ให้กับเว็บไซต์ที่อยู่ภายใต้ Cloud WAF ของ I-SECURE เรียบร้อยแล้ว

ที่มา: securityweek
ที่มา: thehackernews

Starbucks Wi-Fi Hijacked People’s Laptops to Mine Cryptocurrency

Noah Dinkin, CEO ของ Stensul พบว่ามีการฝังสคริปต์ coinhive สำหรับใช้ในการขุดสกุลเงินดิจิตอล หรือ "Cryptocurrency" ใน Browser ที่ใช้งานบนเครื่องของลูกค้า เมื่อมีการใช้งาน Wi-fi ของ Starbucks ในสาขา Buenos Aires

Reggie Borges, โฆษกของ Starbucks ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า "ปัญหาด้านความปลอดภัยนี้เกิดจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Starbucks และหลังจากทราบปัญหา ทาง Starbucks ก็ได้ติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตดังกล่าว เพื่อดำเนินการแก้ไขจนสามารถกลับมาใช้งานโดยปลอดภัยแล้ว"

ทั้งนี้การฝังสคริปต์สำหรับการขุดสกุลเงินดิจิตอลบนเครื่องของผู้ใช้งานที่มีการต่อกับ Wi-fi สาธารณะ อย่างเช่นในร้านกาแฟที่มีผู้ใช้งานมากมายอย่าง Starbucks นี้ ถือว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างฉลาดมาก เนื่องจากจะสามารถขุดได้ปริมาณค่อนข้างมาก แต่ก็จะถูกสังเกตเจอได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย และถือว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างน่ารังเกียจ เนื่องจากจะไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของร้าน หรือกิจการนั้นๆด้วย ซึ่งค่อนข้างที่จะไม่เหมาะสม

ที่มา: motherboard

Cryptocurrency Mining Scripts Now Run Even After You Close Your Browser

MalwareBytes เผยเทคนิคสคริปต์ขุดบิทคอยน์ที่ทำงานได้แม้จะปิดโปรแกรมเบราว์เซอร์ไปแล้ว

Jérôme Segura นักวิเคราะห์มัลแวร์จาก MalwareBytes ได้มีการเผยแพร่ผลการวิเคราะห์มัลแวร์รวมไปถึงเทคนิคใหม่ที่มัลแวร์ขุดบิทคอยน์ใช้งานเพื่อให้มัลแวร์สามารถทำงานได้แม้ผู้ใช้งานจะมีการปิดโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ไปแล้ว

โดยปกตินั้นมัลแวร์ขุดบิทคอยน์หรือขุดสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ นั้นอาศัยจังหวะที่ผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บไซต์ที่มีสคริปต์อันตรายฝังอยู่ซึ่งจะเริ่มทำการขุดทันที ส่งผลให้ระบบของผู้ใช้นั้นช้าลงเนื่องจากทรัพยากรของระบบส่วนใหญ่ถูกใช้โดยไปโดยมัลแวร์ อย่างไรก็ตามหากผู้ใช้งานทำการปิดหน้าเพจของเว็บไซต์ที่มีการฝังสคริปต์อันตรายนั้นไปหรือทำการปิดโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ สคริปต์อันตรายดังกล่าวก็จะถูกหยุดการทำงาน

อย่างไรก็ตาม Segura ค้นพบว่า มัลแวร์ขุดบิทคอยน์มีการใช้งานฟีเจอร์ของเว็บเบราว์เซอร์ฟีเจอร์หนึ่งชื่อ Pop-under โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนั้นมักถูกใช้งานในการแสดงโฆษณาโดยบังคับให้มีการเรียกโฆษณาขึ้นมาและซ่อนการแสดงผลโฆษณาดังกล่าวไว้เบื้องหลังไม่ให้ผู้ใช้งานเห็นในทันที

สิ่งที่มัลแวร์ทำนั้นคือเมื่อผู้ใช้งานทำการคลิกที่จุดใดๆ ของเว็บเพจ (จำเป็นต้องมีการคลิกก่อนเนื่องจากเบราว์เซอร์รุ่นใหม่บังคับให้การใช้งาน Pop-under จำเป็นต้องมี user interaction) สคริปต์จะทำการสร้างหน้าต่างใหม่เบื้องหลังหน้าเว็บเพจนั้น และทำการแก้ไขขนาดของหน้าต่างใหม่ให้สามารถซ่อนอยู่เบื้องหลังของ taskbar บริเวณขอบขวาล่างของหน้าจอทันทีโดยที่ผู้ใช้งานไม่ทันสังเกต

แนะนำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบการทำงานของแต่ละโปรเซสหากพบอาการของระบบที่ผิดปกติ และถ้าเจอโปรเซสใดโปรเซสหนึ่งของระบบที่มีการใช้งานทรัพยากรที่ผิดปกติ ให้ดำเนินการปิดทันที เพราะโปรเซสดังกล่าวอาจเป็นโปรเซสที่เกี่ยวข้องกับหน้าต่างที่ซ่อนอยู่ก็เป็นไปได้

ที่มา : thehackernews

FLAW FOUND IN DIRTY COW PATCH

จำได้ DirtyCow ได้ไหม? แพตช์ DirtyCow มีช่องโหว่ สามารถใช้โจมตีเพื่อยกระดับสิทธิ์ได้อีก

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Bindecy ค้นพบช่องโหว่รหัส CVE-2017-1000405 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ปรากฎบนแพตช์ช่องโหว่ DirtyCow โดยส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีช่องโหว่ (บนแพตช์) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับการโจมตีช่องโหว่ DirtyCow ได้

ช่องโหว่ DirtyCow เป็นช่องโหว่ privillege escalation ที่มีชื่อเสียงช่องโหว่หนึ่งเนื่องจากผลกระทบในวงกว้างต่อหลายระบบที่มีพื้นฐานบนเคอร์เนลของลินุกซ์รวมไปถึงระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ช่องโหว่ที่เกิดบนแพตช์ของ Dirty Cow นั้นส่งผลกระทบในวงที่แคบกว่าช่องโหว่ DirtyCow เดิม โดยเป็นปัญหาที่เกิดมาจากวิธีการและขั้นตอนการทำงานของโค้ดที่ฟังก์ชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน Dirty Cow สามารถถูกข้ามผ่านได้ในบางกรณี

สำหรับในช่องโหว่บนแพตช์นั้น ระบบปฏิบัติการที่ได้รับผลกระทบได้แก่ Ubuntu 17.04 บนเคอร์เนล 4.10 และ Fedora 27 บนเคอร์เนล 4.13 รวมไปถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้เคอร์เนลตั้งแต่ 2.6.38 ถึง 4.14 ที่มีการลงแพตช์ DirtyCow และรองรับ THP (transparent huge pages) ก็ได้รับผลกระทบด้วย แนะนำให้รีบทำการอัพเดตแพตช์โดยด่วน

ที่มา : threatpost

Mailsploit Allows Spoofed Mails to Fool DMARC

ชุดช่องโหว่ Mailsploit ถูกตรวจพบบนโปรแกรมรับ-ส่งอีเมลกว่า 30 รายการ (ดูรายการของโปรแกรมที่ได้รับผลกระทบได้ด้านล่าง)

รายการของโปรแกรมที่ได้รับผลกระทบ: https://docs.

Mozilla patches critical flaws in Firefox 57.0.1 update

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมาทาง Mozilla ได้อัพเดทการรักษาความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่สำคัญสำหรับ Firefox 57 จำนวน 2 ช่องโหว่ มีรายละเอียดดังนี้

1. ช่องโหว่ CVE-2017-7843 : เมื่อมีการเปิดใช้งานโหมด Private Browsing ส่งผลให้ web worker ซึ่งเป็น API ของ Firefox สามารถเขียนข้อมูลใน IndexedDB ได้

2. ช่องโหว่ CVE-2017-7844 : ทำให้ Website ที่เป็นอันตราย สามารถดึงข้อมูลประวัติการเยี่ยมชมเว็บเพจต่างๆ ของผู้ใช้งาน จากสีของ anchor links ซึ่งถูกเก็บเป็นข้อมูลอยู่ใน SVG image ที่ถูกอ้างอิงมาจากแหล่งอื่นๆนอก Page ทั้งนี้ช่องโหว่นี้มีผลกับ Firefox 57 เท่านั้น และไม่ส่งผลกับ version ที่เก่ากว่า

ที่มา : scmagazine

New Ruski hacker clan exposed: They’re called MoneyTaker, and they’re gonna take your money

บริษัท Group-IB ได้เผยแพร่รายงานถึงกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีชื่อว่า MoneyTaker ซึ่งพบว่าเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2016 โดยในช่วงสองเดือนที่ผ่านมากลุ่มแฮกเกอร์ได้ดำเนินการโจมตีสถาบันทางการเงิน และบริษัททางด้านกฎหมายประสบความสำเร็จมากกว่า 20 แห่งใน USA, UK และ Russia โดยสามารถขโมยเงินได้ถึง 11 ล้านเหรียญ รวมถึงข้อมูลสำคัญที่สามารถถูกนำไปใช้ในการโจมตีครั้งต่อไป

กลุ่ม MoneyTaker มีเป้าหมายหลักในการโจมตีไปที่ระบบการประมวลผลบัตร ได้แก่ AWS CBR (Russian Interbank System) และ SWIFT ระบบสื่อสารด้านการเงินระหว่างธนาคาร (ในสหรัฐฯ) โดย Group-IB ได้แจ้งเตือนว่าการโจมตีองค์กรทางการเงินของกลุ่ม MoneyTaker ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลง และธนาคารในละตินอเมริกาอาจจะตกเป็นเป้าหมายต่อไป โดยหลังจาก MoneyTaker ประสบความสำเร็จในการโจมตีครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2016 พวกเขาได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมไปยังธนาคารต่างๆ ได้แก่ California, Illinois, Utah, Oklahoma, Colorado, South Carolina, Missouri, North Carolina, Virginia และ Florida โดยเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก

กลุ่ม MoneyTaker สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับของโปรแกรมป้องกันไวรัส และโซลูชันด้านความปลอดภัยแบบดั้งเดิม ที่สำคัญที่สุดคือการขจัดร่องรอยของตนหลังจากดำเนินการเสร็จแล้ว โดยใช้เครื่องมือสำหรับเจาะระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ได้แก่ Metasploit, NirCmd, psexec, Mimikatz, Powershell Empire และ proof-of-concepts(PoC) code ที่เผยแพร่ทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ประโยชน์จาก Citadel และ Kronos banking trojans เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ Point-of-Sale (POS) ที่เรียกว่า ScanPOS สำหรับรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Process และชื่อผู้ใช้งาน และสิทธิ์บนเครื่อง ก่อนจะส่งไปยัง C&C รายงานยังระบุว่าเงินที่ถูกขโมยโดย MoneyTaker จากธนาคารในสหรัฐฯเพียงอย่างเดียวเฉลี่ยประมาณ 500,000 เหรียญและมากกว่า 3 ล้านเหรียญถูกขโมยจากธนาคารของรัสเซียอย่างน้อย 3 แห่ง

ที่มา : theregister

Palo Alto Networks PAN-OS Multiple Vulnerabilities

แพตช์ชุดใหญ่และร้ายแรง Palo Alto Networks ปล่อยแพตช์ PAN-OS 4 แพตช์ ทำ RCE ได้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Palo Alto Networks ได้มีการประกาศแพตช์ให้แก่ PAN-OS ทั้งหมด 4 แพตช์โดยจากใน 4 แพตช์นั้นมีช่องโหว่อันตรายร้ายแรง remote code execution และ remote command injection รวมอยู่ด้วย และอีกหนึ่งแพตช์จาก GlobalProtect Agent ทำให้ผู้โจมตียกระดับสิทธิ์ได้

แพตช์ทั้งหมด 5 แพตช์นั้นมีรายละเอียดดังนี้
CVE‌-2017-15944: Philip Pettersson ค้นพบวิธีรันโค้ดจากระยะไกลบน PAN-OS โดยการใช้สามช่องโหว่รวมกันโดยมีเงื่อนไขคือ อุปกรณ์จะต้องเปิดให้เข้าถึง web management interface ได้จาก WAN โดยในตอนนี้ผู้ค้นพบช่องโหว่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดของช่องโหว่และวิธีการโจมตีออกมาแล้ว แนะนำให้แพตช์โดยเร็วที่สุด กระทบ PAN-OS 6.1.18 และก่อนหน้า, PAN-OS 7.0.18 และก่อนหน้า, PAN-OS 7.1.13 และก่อนหน้าและ PAN-OS 8.0.5 และก่อนหน้า
CVE‌-2017-15940: Won Lae Lee จาก Samsung พบวิธีอัดฉีดคำสั่งที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล โดยมีเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบตรงกับช่องโหว่ด้านบน
CVE‌-2017-15942: Craig Stephen จาก Net Consulting ค้นพบช่องโหว่ DoS โดยมีเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบตรงกับช่องโหว่ด้านบน
CVE‌-2017-15943: Ekzhin Ear จาก NATO ค้นพบช่องโหว่ SSRF เพื่อทำ security bypass กระทบ PAN-OS 6.1.18 และก่อนหน้า และ PAN-OS 7.1.13 และก่อนหน้า
CVE‌-2017-15870: Brandon McCann ค้นพบช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ใน GlobalProtect Agent 3.1.0 และก่อนหน้า และ 4.02 และก่อนหน้า

แนะนำให้ตรวจสอบที่ https://support.

Anyone can steal all of chrome saved passwords, form fields, bookmarks, history

Lior Margalit ได้ให้ข้อมูลผ่าน Post ของเค้าบน Medium ว่าใครๆ ก็สามารถขโมย password, form fields, bookmarks และประวัติการเข้าเว็ปไซต์ จาก Google chrome ได้

มีการรายงานปัญหานี้ไปยัง Google และคำตอบของพวกเขาคือ "ใช่ มีการให้สิทธิ์การเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ที่ไม่จำกัด คุณสามารถขโมยข้อมูลได้ ... สถานะ: WontFix"
พร้อมทั้งแสดงวิธีการให้เห็นด้วยว่าสามารถทำได้จริง

- คลิกที่ไอคอนมุมขวา หรือ chrome://settings/manageProfile
- คลิก Edit person หรือ chrome://settings/people
- SIGN OUT
- คลิก SING IN TO CHROME ใช้บัญชี Gmail อื่นที่รู้รหัสผ่าน (บัญชี Gmail ของคุณ)
- คลิกเลือก "this was me" และคลิก continue

เพียงเท่านี้คุณจะมีรหัสผ่าน รวมทั้งข้อมูลอื่นๆที่อยู่ภายใต้บัญชี Google ของคนที่ log in ก่อนหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้รหัสผ่านของเค้าเลย
อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลนี้ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทุกท่านมีความตระหนักที่จะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของท่าน หากต้องการทดสอบควรจะทดสอบภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมา หรือได้รับการยินยอมจากเจ้าของบัญชีผู้ใช้งานที่ท่านต้องการใช้ในการทดสอบเท่านั้น ทั้งนี้หากต้องการทดสอบสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมภาพประกอบได้จาก link ที่มาด้านล่าง

ข้อแนะนำ
- ควรหลีกเลี่ยงการ Log in บัญชี Gmail ของท่านบนเครื่องสาธารณะโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้อง Log in จริงๆ ควรจะต้องทำการ remove a saved password บน Browser ที่ใช้งานทุกครั้ง
(https://www.