New Settings Let Hackers Easily Pentest Facebook, Instagram Mobile Apps

Fecebook เปิดตัวการตั้งค่าใหม่ "Whitehat Settings" ช่วยชีวิต Penetester ง่ายขึ้นเยอะ!

Facebook เปิดตัวการตั้งค่าใหม่ภายใต้ชื่อ Whitehat Settings ซึ่งการตั้งค่านี้มีส่วนช่วยให้การทดสอบความปลอดภัยเป็นไปได้ง่ายโดยอนุญาตให้ผู้ทดสอบสามารถข้ามผ่านกระบวนการรักษาความปลอดภัยในบางกรณีได้เมื่อทดสอบกับแอปภายใต้บริการของ Facebook (รวมไปถึง Instagram และ Messenger)

การตั้งค่า Whitehat Settings นี้อนุญาตให้ผู้ทดสอบปิดการใช้งานโปรโตคอล TLS 1.3, ตั้งค่า Proxy สำหรับรีเควสต์ที่เกี่ยวข้องกับ Platform API รวมไปถึงติดตั้งใบรับรอง (certificate) เองได้

ความจำเป็นหนึ่งของการที่ต้องปิดการใช้งานโปรโตคอล TLS 1.3 และกลับมาไปใช้งาน TLS 1.2 ส่วนหนึ่งเนื่องจากโปรแกรมยอดนิยม อาทิ Burp Suite และ Carles นั้นยังไม่รองรับการใช้งานโปรโตคอล TLS 1.3

การตั้งค่า Whitehat Settings จะไม่ถูกเปิดเป็นค่าเริ่มต้น หากต้องการใช้งานการตั้งค่านี้ ผู้ใช้งานจะต้องเข้าไปเปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้ในเว็บของ Facebook เองหลังจากนั้นจึงตัวเลือก Whitehat Settings จึงจะปรากฎในหน้าส่วน Setting ของแอป ทั้งนี้แอปจะมีการแสดงแบนเนอร์เพื่อแจ้งให้กับผู้ใช้งานเมื่อมีการใช้งานฟีเจอร์นี้อยู่ด้วย

ที่มา : thehackernews

iOS 12.2 Patches Over 50 Security Vulnerabilities

iOS 12.2 มาแล้วพร้อมแพตซ์ด้านความปลอดภัยให้กับช่องโหว่กว่า 50 รายการ

Apple ประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยให้กับหลายอุปกรณ์เมื่อคืนนี้ตามเวลาประเทศไทย สำหรับแพตช์ที่มาพร้อมกับ iOS 12.2 นั้นมีส่วนช่วยในการอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยกว่า 50 รายการ โดยกว่า 15 รายการมาจากช่องโหว่ใน Safari ซึ่งเกี่ยวข้องกับคอมโพเนนต์ WebKit

นอกจาก iOS 12.2 แล้ว Apple ยังมีการปล่อยเวอร์ชันใหม่ ได้แก่ macOS 10.14.4, tvOS 12.2, Xcode 10.2, watchOS 5.1.3 รวมไปถึงไคลเอนต์ของ iTunes และ iCloud บน Windows ด้วย
ผู้ใช้งานสามารถทำการดาวโหลดเวอร์ชันใหม่พร้อมแพตช์ด้านความปลอดภัยได้จากช่องทางแบบ OTA ของอุปกรณ์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่มา : bleepingcomputer

ASUS Live Update Infected with Backdoor in Supply Chain Attack

เซิร์ฟเวอร์ ASUS Software Updates ถูกแฮก ใช้แพร่กระจายมัลแวร์กระทบผู้ใช้งานกว่าครึ่งล้านราย
กลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kaspersky Lab ได้มีการเปิดเผยแคมเปญการโจมตีใหม่ภายใต้ชื่อ Operation ShadowHammer หลังจากตรวจพบการแพร่กระจายของมัลแวร์ผ่านทางบริการ ASUS Software Updates ซึ่งถูกใช้โดยอุปกรณ์จาก ASUS เพื่อรับอัปเดตของโปรแกรมใหม่ โดยจากการประเมินเบื้องต้นนั้นคาดว่ามีผู้ดาวโหลดมัลแวร์ไปแล้วกว่า 500,000 ราย
การโจมตีแบบ Supply-chain attack นี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่งานสัมมนา SAS 2019 อย่างไรก็ตามการโจมตีถูกประเมินว่าเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2018
Kaspersky Lab ระบุว่าแคมเปญการโจมตีใน Operation ShadowHammer นั้นมีความซับซ้อนสูงและเชื่อกันว่าผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีอาจเป็นกลุ่มผู้โจมตีที่มีศักยภาพสูงระดับ APT เนื่องจากมัลแวร์ที่ถูกแพร่กระจายผ่านทางช่องทางของ ASUS Software Updates ถูกรับรองด้วยใบอนุญาตที่ถูกต้องของ ASUS ซึ่งหมายความว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงกระบวนการรับรองโปรแกรมของ ASUS ด้วย
มัลแวร์ที่ถูกแพร่กระจายนั้นมีลักษณะการทำงานแบบโทรจันโดยจะมีการตรวจสอบ MAC address ของระบบที่มีการติดเชื้อเปรียบเทียบกับรายการ MAC address ที่ฝังมากับโปรแกรมของมัลแวร์ซึ่งคาดว่าเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของแคมเปญการโจมตี หาก MAC address ของระบบที่ติดเชื้อนั้นอยู่ในรายการดังกล่าว มัลแวร์จะทำการติดต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม (C&C) เพื่อดาวโหลดมัลแวร์อื่นมาติดตั้ง
Kaspersky Lab ยังเผยแพร่เครื่องมือสำหรับตรวจสอบว่าระบบที่ใช้งานอยู่นั้นมีโอกาสที่จะต้องเป็นเป้าหมายหรือไม่ด้วยการตรวจสอบจาก MAC address โดยในขณะนี้ทาง ASUS ได้ทำการตรวจสอบและเข้าขัดขวางแคมเปญการโจมตีดังกล่าวแล้ว

ที่มา : motherboard

Cardinal RAT Resurrected to Target FinTech Firms

พบการโจมตีด้วยมัลแวร์ Cardinal RAT อีกครั้ง โดยรอบนี้พุ่งเป้าไปที่บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินในอิสราเอล

นักวิจัยจาก Palo Alto Networks เป็นผู้พบการกลับมาของมัลแวร์ในครั้งนี้ หลังจากที่พบครั้งแรกเมื่อปี 2017 มัลแวร์จะถูกดาวน์โหลดผ่านมัลแวร์ตั้งต้นที่ถูกเรียกว่า“ Carp” ที่จะมีการใช้ Macro ในเอกสาร Microsoft Excel เพื่อติดตั้ง Cardinal RAT บนเครื่องเหยื่อ มัลแวร์สามารถขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน, ล้างคุกกี้จากเบราว์เซอร์, keylogger และถ่ายภาพหน้าจอของเครื่องเหยื่อ

Cardinal RAT รุ่นล่าสุด (รุ่น 1.7.2) มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มวิธีหลบหลีกการตรวจจับจาก Anti-virus ด้วยการใช้ steganography (การซ่อนชุดคำสั่งในไฟล์รูปภาพ) นักวิจัยยังค้นพบความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่าง Cardinal RAT กับมัลแวร์ที่ชื่อว่า "EVILNUM" โดยพบว่าบริษัทที่พบ Cardinal RAT จะมีการพบ EVILNUM ด้วย มัลแวร์ทั้งสองมีเป้าหมายเป็นบริษัทการเงินเหมือนกัน และลักษณะการโจมตีเหยื่อจะมีการส่งไฟล์แนบเป็นเอกสารที่มีการฝังโค๊ดอันตรายมาหลอกลวงเหยื่อเหมือนกัน ในเอกสารจะมีการระบุข้อมูลเป็นชื่อหรือเลขส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย forex หรือสกุลเงินดิจิตอลเหมือนกัน

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง องค์กรควรมีระบบตรวจสอบ spam ที่มีประสิทธิภาพ, ไม่อนุญาตให้อีเมลที่มีการแนบไฟล์เป็น .LNK หรือ zip ไฟล์ที่มี .LNK ไฟล์อยู่ข้างในไฟล์เดียว และอีเมลที่มีไฟล์แนบเป็นเอกสารที่มี Macro จากภายนอก สามารถส่งมาถึงผู้ใช้งานในองค์กรได้

ที่มา: threatpost.

Severe security bug found in popular PHP library for creating PDF files

พบช่องโหว่ใน PHP Libraries ที่ใช้สำหรับสร้างไฟล์ PDF (CVE-2018-17057)

Sam Thomas นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Secarma พบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงใน PHP Libraries ที่มีชื่อว่า "TCPDF" ซึ่งถูกใช้สำหรับแปลงค่า HTML เป็น PDF ส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งรันคำสั่งอันตราย (remote code execution) ผ่านหน้าเว็บไซต์ที่ใช้รับข้อมูลจากผู้ใช้งานในการสร้างไฟล์ PDF หรือผ่านการใช้ cross-site scripting (XSS) บนเว็บไซต์ที่มีช่องโหว่เพื่อแทรกโค๊ดที่เป็นอันตราย

ช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกแจ้งไปยังทีมผู้พัฒนา Library ดังกล่าวตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และล่าสุดได้ปล่อยเวอร์ชั่น TCPDF 6.2.20 และ TCPDF 6.2.22 ออกมาตามลำดับ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากความรุนแรงของช่องโหว่ที่พบ ทำให้นักวิจัยเพิ่งออกมาเปิดเผยรายละเอียดของช่องโหว่หลังจากได้รับการแก้ไขมาแล้ว 6 เดือน เพื่อให้ผู้ใช้งานมีเวลาในการติดตั้งแพทช์ใหม่ ผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบควรดำเนินการอัพเดตทันที

ที่มา: www.

CVE-2019-0797 Windows Zero-Day exploited by FruityArmor and SandCat APT Groups

ไมโครซอฟต์ออกแพตช์ประจำเดือนมีนาคม 2019 แก้ไขช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้โจมตี

ไมโครซอฟต์ออกแพตช์ประจำเดือนมีนาคม 2019 โดยมีการแก้ไขช่องโหว่กว่า 64 ช่องโหว่บนระบบปฏิบัติการ Windows โดยมีการแก้ไขช่องโหว่ที่สำคัญคือช่องโหว่ CVE-2019-0797 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Zero day ที่เพิ่งถูกค้นพบโดยนักวิจัยจาก Kaspersky โดยช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีที่เข้าสู่ระบบสามารถยกระดับสิทธิ์เมื่อรันแอปพลิเคชันที่สร้างมาเป็นพิเศษได้ กระทบ Windows 10, Windows 8.1, Windows Server 2012, Windows Server 2016 และ Windows Server 2019

นักวิจัยจาก Kaspersky ระบุว่าช่องโหว่ CVE-2019-0797 นี้กำลังถูกใช้โจมตีอยู่โดยกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์สองกลุ่มคือ FruityArmor และ SandCat

ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตระบบปฏิบัติการ Windows เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี

ที่มา: securityaffairs

Adobe Releases Patches for Critical Flaws in Photoshop CC and Digital Edition

Adobe ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย 2 ช่องโหว่ประจำเดือนมีนาคม บน Adobe Photoshop CC และ Adobe Digital Editions

ช่องโหว่ทั้ง 2 เป็นปัญหาที่ส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งรันคำสั่งอันตรายบนเครื่องเหยื่อได้ และยังไม่พบว่าช่องโหว่ดังกล่าวถูกใช้ในการโจมตี โดยช่องโหว่แรก (CVE-2019-7094) ถูกค้นพบด้วย Trend Micro ส่งผลกระทบต่อ Photoshop CC 19.1.7 และเวอร์ชันก่อน 19.x รวมถึง Photoshop CC 20.0.2 และรุ่นก่อนเวอร์ชัน 20.x ทั้งบน Windows และ macOS ผู้ใช้งานควรทำการอัปเดตให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ช่องโหว่ที่สอง (CVE-2019-7095) นั้นอยู่ในโปรแกรมซอฟต์แวร์อ่าน eBook (Adobe Digital Edition) ส่งผลกระทบต่อรุ่น 4.5.10.185749 และต่ำกว่า บน Windows ผู้ใช้งานควรอัปเดตซอฟต์แวร์เป็น Adobe Digital Edition เวอร์ชัน 4.5.10.186048

ที่มา : thehackernews

Avast and Emsisoft release free decrypters for BigBobRoss ransomware

Avast และ Emsisoft ปล่อยตัวถอดรหัสฟรีสำหรับ BigBobRoss ransomware

Avast และ Emsisoft บริษัทรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ที่รู้จักกันดีในเรื่องผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัส ได้ปล่อยตัวถอดรหัสที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ BigBobRoss ransomware ให้กู้คืนไฟล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่ ซึ่งสามาถดาวน์โหลด decrypters ได้จากเว็บไซต์ Avast และ Emsisoft

Michael Gillespie นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Emsisoft บอกว่าการพบ BigBobRoss ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม เมื่อเหยื่อบางรายพยายามระบุชนิด ransomware ผ่าน ID-Ransomware ซึ่งเป็นบริการที่ Gillespie สร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เพื่อช่วยให้เหยื่อสามารถระบุชนิดของ ransomware

Gillespie กล่าวว่าเขาได้รับ 35 ตัวอย่างจากผู้ใช้ใน 6 ประเทศ ซึ่งต่อมาถูกระบุว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่อ BigBobRoss ซึ่งไม่ใช่เหยื่อทุกรายจะรู้จักบริการ ID-Ransomware ดังนั้นจำนวนของผู้ตกเป็นเหยื่อ BigBobRoss น่าจะมีจำนวนมากกว่านั้น

แต่ยังไม่ชัดเจนว่า BigBobRoss ดำเนินการแพร่กระจาย ransomware หรือทำให้เหยื่อติดเชื้อด้วยช่องทางใด

นอกจากการใช้บริการ ID-Ransomware แล้ว ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อยังสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่าติด BigBobRoss หรือไม่ โดยเมื่อเหยื่อติด BigBobRoss ไฟล์ส่วนใหญ่จะถูกเข้ารหัสและเปลี่ยนนามสกุลไฟล์เป็น ".obfuscated"

ผู้ใช้งานสามารถลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินค่าไถ่ ได้ด้วยการสำรองข้อมูลแบบออฟไลน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถเรียกคืนข้อมูลได้เมื่อติด ransomware โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าไถ่

ที่มา: www.

Hackers steal 6TB of data from enterprise software developer Citrix

Citrix ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของโลกถูกแฮ็ก ส่งผลให้ข้อมูลภายในรั่วไหลกว่า 6 TB

จากรายงานระบุว่ากลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์จากอิหร่านที่มีชื่อว่า "IRDIUM" เป็นผู้ทำการโจมตี และเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาล FBI ซึ่งเป็นผู้ที่ค้นพบการโจมตีครั้งนี้และแจ้งไปยังบริษัท ได้ระบุว่าวิธีการที่อาชญากรกลุ่มนี้ใช้ในการโจมตีครั้งนี้คือ "Password Spraying"

Password Spraying เป็นวิธีการโจมตีลักษณะเดียวกับ Brute force attack ที่รู้จักกันดี แต่ข้อแตกต่างคือ Password Spraying จะใช้รหัสผ่านทีละตัวในการไล่โจมตีแต่ละบัญชีผู้ใช้งาน (account) เมื่อไล่ครบทุกบัญชีแล้ว จึงค่อยใช้รหัสผ่านตัวต่อไปในการไล่โจมตี ต่างกับ Brute force ที่จะใช้วิธีการไล่ใส่รหัสผ่านในบัญชีผู้ใช้งานเพียงบัญชีเดียวจนกว่าจะสำเร็จ วิธีการนี้จึงไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการ Lock บัญชีเมื่อมีการกรอกรหัสผ่านผิดเกินจำนวนที่กำหนดไว้ (account-lockout)

Resecurity บริษัทผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ รายงานว่ามีข้อมูลภายในกว่า 6 TB ที่ถูกโจรกรรมออกมาในครั้งนี้ ประกอบด้วย อีเมล, เอกสารสำคัญ, และ Blueprints ของบริษัท ผ่านทางการเจาะเข้า VPN ของบริษัท ทั้งนี้เชื่อว่าน่าจะมีการใช้เครื่องมือ และเทคนิคหลายอย่างร่วมกันจึงทำให้สามารถเจาะระบบได้สำเร็จในครั้งนี้ พบว่าอาชญากรกลุ่มนี้มีการโจมตีบริษัทและองค์กรอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐบาล, บริษัทก๊าซและน้ำมัน, บริษัทเทคโนโลยี แต่การโจมตี Citrix สำเร็จในครั้งนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่ของกลุ่ม

ที่มา: hackread.

New Google Chrome Zero-Day Vulnerability Found Actively Exploited in the Wild

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Clement Lecigne รายงานช่องโหว่ร้ายแรงที่พบบน Google Chrome เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถ remote ควบคุมเครื่องได้เกิดจากช่องโหว่ใน FileReader ซึ่งเป็น API มาตรฐานที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เว็บแอปพลิเคชันอ่านเนื้อหาของไฟล์ ช่องโหว่ในองค์ประกอบ FileReader สามารถเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ได้รับสิทธิพิเศษบนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ทำให้พวกเขาสามารถหลบหนีการป้องกันและเรียกใช้ควบคุมเครื่องเป้าหมาย
CVE-2019-5786 นั้นมีผลกระทบต่อ Google Chrome ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows, Apple macOS และ Linux โดย Google เตือนว่าช่องโหว่ zero-day RCE นี้กำลังถูกโจมตี โดย Google แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยนี้แล้วใน Chrome เวอร์ชัน 72.0.3626.121 สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows, Mac และ Linux ดังนั้นผู้ใช้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบของคุณใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ Chrome รุ่น 72.0.3626.121 ดังกล่าว

ที่มา: thehackernews.