แฮกเกอร์วางขายข้อมูลลูกค้าของโรงแรม MGM เป็นจำนวนกว่า 142 ล้านคนบน Dark web

ZDNet ได้ทำการเปิดเผยถึงการค้นพบข้อมูลที่มีรายละเอียดของลูกค้าของโรงแรม MGM จำนวนกว่า 142,479,937 ล้านคนบน Dark web ซึ่งถูกขายในราคาเพียง $2,900 หรือประมาณ 91,886 บาท

แฮกเกอร์อ้างว่าข้อมูลของโรงแรม MGM ที่ถูกวางขายนั้นได้รับข้อมูลมาหลังจากที่พวกเขาทำการโจมตีบริการ Data Viper ซึ่งเป็นบริการตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูลที่ให้บริการโดย Night Lion Security ซึ่ง Vinny Troia ผู้ก่อตั้ง Night Lion Security บอกกับทาง ZDNet ว่าบริษัทของเขาไม่เคยเป็นเจ้าของฐานข้อมูลโรงแรม MGM และแฮกเกอร์พยายามทำลายชื่อเสียงของบริษัทของเขา

อย่างไรก็ดีในปี 2019 ข้อมูลของโรงแรม MGM ได้มีการรั่วไหลจากการโจมตีจริง โดยแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ของโรงแรมและขโมยข้อมูลเกี่ยวกับแขกของโรงแรมในที่เคยมาใช้บริการ โดยข้อมูลที่ถูกขโมยไปนั้นคือข้อมูลการติดต่อซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ, ที่อยู่ทางไปรษณีย์และอีเมล เเค่นั้นยังไม่พอแฮกเกอร์ยังสามารถทำการขโมยข้อมูลทางการเงินซึ่งประกอบไปด้วย หมายเลขประจำตัวประชาชนหรือหมายเลขประกันสังคมและรายละเอียดการจองห้องพัก ทั้งนี้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปนี้มีจำนวน 10.6 ล้านคน

Irina Nesterovsky หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ KELA ได้กล่าวว่าข้อมูลของโรงแรม MGM นั้นถูกเผยแพร่และถูกขายใน Dark web อย่างน้อยตั้งแต่กรกฎาคม 2562 โดยถูกขายบนฟอรัมแฮกของแฮกเกอร์รัสเซียและคาดว่าข้อมูลของ MGM เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแขกที่มาใช้บริการของโรงเเรมมากว่า 200 ล้านคน

ที่มา: zdnet

เเฮ็กเกอร์ทำการบุกรุก Backend Server ของ DataViper

เเฮ็กเกอร์ทำการบุกรุก Backend Server ของ DataViper

แฮกเกอร์ชื่อ NightLion อ้างว่าได้ทำการละเมิด Backend Server ของบริษัท Cyber-Security ในสหรัฐอเมริกาและทำการขโมยข้อมูลจากบริการ "การตรวจจับการรั่วไหลของข้อมูล" ของบริษัท โดยแฮ็กเกอร์กล่าวว่าข้อมูลที่ถูกขโมยนั้นเป็นฐานข้อมูลมากกว่า 8,200 ฐานข้อมูล ซึ่งมีข้อมูลของผู้ใช้หลายพันล้านคนที่รั่วไหลจากบริษัทอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมาที่ถูกละเมิดความปลอดภัย

แฮ็กเกอร์ได้ส่งอีเมลไปยังผู้สื่อข่าวด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายสิบคนรวมถึงลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดการบุกรุกเข้าไปใน Backend Server ของ DataViper ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูลที่จัดการโดย Vinny Troia นักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัท Night Lion Security โดยแฮ็กเกอร์ได้โพสต์รายชื่อของฐานข้อมูล 8,225 ฐานข้อมูล ที่ถูกจัดทำและรวบรวมโดย DataViper เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาทำการบุกรุก Backend Server ของ DataViper จริง

นอกจากนี้แฮ็กเกอร์ยังโพสต์ขายฐานข้อมูลจำนวน 50 ฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดที่ถูกพบใน DataViper ใน Dark web ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าฐานข้อมูลจำนวนกว่า 8,200 ฐานข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลการรั่วไหลที่เคยเปิดเผยแล้ว โดยข้อมูลที่รั่วไหลนั้นเกิดจากการบุกรุกที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนและรั่วไหลออกมาทางเว็บไซต์ออนไลน์ในหลายๆ ที่

ZDNet ได้ทำการสอบถามจาก Troia ถึงการบุกรุก Backend Server ของ DataViper ซึ่ง Troia ได้ยอมรับว่าแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ DataViper จริงโดย Troia กล่าวอีกว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เเฮกเกอร์เข้าถึงนั้นเป็นเเค่เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ทดสอบเท่านั้น

ที่มา: zdnet.

CISA เตือนภัยผู้ใช้งาน SAP ทำการอัปเดตเเพตซ์โดยด่วน หลัง SAP ประกาศการแพตช์ช่องโหว่หลายรายการ

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ หรือ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกเตือนภัยผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP หลังจากมีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยออกมาจำนวนมาก โดยมีการพยายามกวดขันให้ผู้ใช้งานทำการแพตช์เพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากช่องโหว่ใน SAP NetWeaver ซึ่งทางไอ-ซีเคียวได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ทาง SAP ยังได้มีการออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกรกฎาคม 2020 โดยมีการออกเเพต์เเก้ไขอีกกว่าเกือบ 10 รายการ ซึ่งช่องโหว่ที่สำคัญดังนี้

ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่การใช้งาน SAP Business ด้วย Google Chromium ช่องโหว่นี้ยังไม่มี CVE เเต่ช่องโหว่ มีคะเเนน CVSSv3 อยู่ที่ 9.8/10 ช่องโหว่มีผลกระทบกับ SAP Business Client เวอร์ชั่น 6.5
ช่องโหว่ CVE-2020-6281 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (BI Launch pad) เวอร์ชั่น 4.2
ช่องโหว่ CVE-2020-6276 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (Bipodata) เวอร์ชั่น 4.2
ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP ควรทำการอัพเดตเเพตซ์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

us-cert.

นักวิจัยทดสอบการสร้างการ์ด Magstripe จากเทคโนโลยี EMV และ NFC

นักวิจัยด้านความปลอดภัยของอังกฤษได้พิสูจน์การสร้างการ์ดแถบแม่เหล็ก (Magstripe) โดยใช้รายละเอียดที่พบในการ์ดโมเดล Chip-and-PIN (EMV) และการ์ด Contactless Cards เพื่อทำการโคลนข้อมูลการ์ดสำหรับทำการละเมิดทางการเงิน

Galloway หัวหน้าฝ่ายวิจัยความปลอดภัยเชิงพาณิชย์จากห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาของ Cyber R&D Lab ได้เปิดเผยถึงการทดสอบเทคโนโลยีการ์ดที่ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินจาก 11 ธนาคาร โดยมาจากธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ซึ่ง Galloway ค้นพบว่าการ์ดของ 4 ธนาคารจาก 11 ธนาคารที่ทำการทดสอบนั้นใช้การ์ดโมเดล Chip-and-PIN (EMV) ซึ่งสามารถทำการโคลนข้อมูลไปสู่การ์ด Magstripe ได้และอาจนำไปใช้ในการละเมิดธุรกรรมทางการเงิน

Galloway ได้อธิบายต่อว่าการทำธุรกรรมด้วยการ์ดโมเดล Chip-and-PIN (EMV) และการ์ด Contactless Cards นั้นยังไม่ถือว่ามีความปลอดภัยในปัจจุบันเนื่องจากว่า ในทางปฏิบัตินั้นผู้ประสงค์ร้ายยังสามารถทำการโคลนการ์ดโมเดล EMV ได้ ถึงเเม้ว่าเทคโนโลยีการชำระเงินด้วยการ์ดจะพัฒนาไปมากแต่หลายๆ ประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของทั่วโลกยังสนับสนุนการชำระเงินด้วยการ์ดเทคโนโลยี Magstrip ในการใช้ทำธุรกรรมการเงิน

ทั้งนี้ผู้ใช้งานบัตรเคดิตหรือบัตรต่างๆ ที่ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินควรทำการระมัดระวังในการใช้งานและหมั่นตรวจสอบ เมื่อพบยอดชำระที่ผิดปกติควรรีบทำการติดต่อธนาคารที่ท่านใช้งานอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายทำการละเมิดบัญชีธุรกรรมการเงินของท่าน

ที่มา: zdnet.

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ Apple, Kanye, Gates, Bezos และหลายๆ คนดังถูกเเฮกและถูกทวีตข้อความหลอกให้โอนเงินบิทคอยน์

เเฮกเกอร์ทำการเข้ายึดบัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ Apple, Kanye, Gates, Bezos และหลายๆ คนดัง หลังจากนั้นเเฮกเกอร์ได้ทำการทวีตข้อความโดยสัญญาว่าจะมอบเงินบิทคอยน์เป็นจำนวนมากถึง 5,000 BTC (ประมาณ 1,436,024,782 บาท) สำหรับผู้ที่โอนเงินระหว่าง 0.1 BTC (ประมาณ 28,720 บาท) ถึง 20 BTC (ประมาณ 5,739,539 บาท) ไปยังที่อยู่บัญชีที่อยู่ในข้อความที่ทวีต

หลังจากพบความผิดปกติ Twitter ได้ทำการล็อคบัญชีที่ถูกแฮกไว้อย่างรวดเร็วและทำการลบทวีตปลอมทั้งหมด ล่าสุด Twitter ได้ทำการเเถลงว่าการที่ Twitter อย่างเป็นทางการของคนดังทั้งหลายที่ทำการทวีตข้อความเพื่อหลอกให้โอนเงินนั้น เกิดจากบัญชีของพนักงานของ Twitter โดนโจมตีโดยการใช้ Social Engineering และทำการเจาะจงบัญชีของพนักงานที่ตกเป็นเหยื่อ จึงทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงระบบและเครื่องมือของ Twitter ได้

ขณะนี้ Twitter ได้ทำการล็อคบัญชีที่ถูกบุกรุกและทำการดำเนินการสอบสวนถึงสาเหตุที่เเท้จริง ซึ่งก็จะมีการอัพเดตเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อไป

ที่มา: bleepingcomputer  twitter

ช่องโหว่ “RECON” ใน SAP NetWeaver ทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้างบัญชีผู้ดูแลระบบบนเซิร์ฟเวอร์ SAP

SAP เปิดตัวแพตช์แก้ไขช่องโหว่รหัส CVE-2020-6287 เป็นช่องโหว่ RECON (ย่อมาจาก Remotely Exploitable Code On NetWeaver) ที่เกิดขึ้นใน SAP NetWeaver JAVA ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโซลูชั่น SAP หลายรายการ

Onapsis ผู้เชี่ยวชาญด้าน Security และผู้ค้นพบช่องโหว่กล่าวว่า ช่องโหว่นี้หากผู้โจมตีสามารถโจมตีได้สำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบโดยไม่ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถสร้าง User ใหม่และสามารถควบคุมแอพพลิเคชัน SAP ได้ด้วยสิทธิ์สูงสุด ผู้เชี่ยวชาญ Onapsis ประเมินว่าจำนวนลูกค้าที่ใช้ SAP NetWeaver ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 40,000 ราย โดยเป็นจำนวนโดยประมาณที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทาง SAP อย่างเป็นทางการ โดยช่องโหว่ RECON เป็นหนึ่งในช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับวิกฤติที่ได้รับการจัดอันดับคะแนนสูงสุด 10/10 ของช่องโหว่ CVSSv3

SAP ให้คำแนะนำว่าผู้ใช้ควรอัปเดตแพทซ์แก้ไขช่องโหว่นี้โดยเร็วที่สุด สามารถดูข้อมูลการอัปเดตแพทซ์เพิ่มเติมได้ที่ wiki.

Mirai สายพันธุ์ใหม่ตั้งเป้าหมายโดยใช้ช่องโหว่ใน Comtrend Routers

นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Trend Micro ได้เปิดเผยถึงมัลแวร์ Mirai สายพันธุ์ใหม่ที่ทำการกำหนดเป้าหมายโดยใช้ช่องโหว่ CVE-2020-10173 ซึ่งเป็นช่องโหว่ในเร้าเตอร์ Comtrend VR-3033

หลังจาก Proof-of-concept (PoC) ของช่องโหว่ CVE-2020-10173 ได้รับถูกเผยแพร่สู่สาธารณะบอทเน็ตต่างๆ ได้ทำการหาประโยชน์จากช่องโหว่นี้ รวมไปถึง Mirai ตามที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Trend Micro ได้กล่าว มัลแวร์ Mirai จะใช้ปัญหาที่เกิดจากช่องโหว่ Authenticated Command Injection ของเร้าเตอร์เพื่อทำการโจมตีเครือข่ายจากระยะไกล โดยช่องโหว่นี้จะอยู่ในเร้าเตอร์ Comtrend VR-3033

Mirai ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2559 และมีการเปิดเผยซอร์สโค้ดในเดือนตุลาคมของปีเดียวกันโดย Mirai เป็นนั้นจัดเป็นบอทเน็ตแบบปฏิเสธบริการ (DDoS)

เพื่อเป็นการป้องกันผู้ใช้ควรทำการอัพเดตเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์เราเตอร์ทุกครั้งที่มีการอัพเดต ทั้งนี้ผู้ใช้งานควรทำการใช้ความระมัดระวังในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่เข้าเว็บไซต์และดาวน์โหลดไฟล์จากเเหล่งที่ไม่รู้จักเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมัลแวร์

ที่มา:

securityweek
blog.

Oracle ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ประจำเดือน กรกฎาคม 2020

Oracle ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนหรือ Critical Patch Update โดยในเดือน กรกฎาคม 2020 นี้ Oracle ได้ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ทั้งสิ้น 443 รายการ โดยช่องโหว่ที่สำคัญมีดังนี้

Oracle Java SE มีการเเก้ไขช่องโหว่ 11 รายการ โดยช่องโหว่ทั้งหมดเป็นช่องโหว่การโจมตีจากระยะไกลโดยไม่ต้องทำการตรวจสอบสิทธ์ ช่องโหว่ที่สำคัญคือ CVE-2020-14664 และ CVE-2020-14583 มีคะเเนนความรุนเเรงจาก CVSS v3.1 สูงสุดคือ 8.3
Oracle Fusion Middleware มีการเเก้ไขช่องโหว่ 52 รายการ โดยช่องโหว่จำนวน 48 รายการเป็นช่องโหว่การโจมตีจากระยะไกลโดยไม่ต้องทำการตรวจสอบสิทธ์ ช่องโหว่ที่สำคัญคือ CVE-2017-5645, CVE-2019-17531, CVE-2020-9546, CVE-2018-11058, CVE-2020-14625, CVE-2020-14644, CVE-2020-14645, CVE-2020-14687, CVE-2017-5645 และ CVE-2017-5645 ซึ่ง CVE ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมีคะเเนนความรุนเเรงจาก CVSS v3.1 อยู่ที่ 9.8
Oracle MySQL มีการเเก้ไขช่องโหว่ 40 รายการ โดยช่องโหว่จำนวน 6 รายการเป็นช่องโหว่การโจมตีจากระยะไกลโดยไม่ต้องทำการตรวจสอบสิทธ์ ช่องโหว่ที่สำคัญคือ CVE-2020-1938 โดยช่องโหว่นี้มีคะเเนนความรุนเเรงจาก CVSS v3.1 อยู่ที่ 9.8

ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Oracle ควรทำการอัพเดตเเพตซ์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี

ที่มา: oracle.

Adobe ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่หลายรายการในผลิตภัณฑ์ของ Adobe

Adobe ออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ Creative Cloud, Media Encoder, Genuine Service, ColdFusion และ Download Manager products โดยช่องโหว่ที่สำคัญมีดังนี้

ช่องโหว่บน Adobe Download Manager ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9688 ช่องโหว่เป็นประเภท Command injection ทำให้ผู้โจมตีสามรถเรียกใช้โค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีผลกับ Adobe Download Manager เวอร์ชั่น 2.0.0.518 สำหรับ Windows
ช่องโหว่บน Adobe ColdFusion ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9672, CVE-2020-9673 ช่องโหว่เป็นประเภท DLL search-order hijacking ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธ์ได้ ช่องโหว่นี้มีผลกับ ColdFusion เวอร์ชั่นต่ำกว่า 2016 และ ColdFusion เวอร์ชั่นต่ำกว่า 2018
ช่องโหว่บน Adobe Genuine Service ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9667, CVE-2020-9681 และ CVE-2020-9668 ช่องโหว่เป็นประเภท Insecure library loading และ Mishandling symbolic links ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธ์ได้ ช่องโหว่นี้มีผลกับ Adobe Genuine Service เวอร์ชั่นก่อนหน้า 6.6 หรือเวอร์ชั่นก่อนหน้า สำหรับ Windows และ   macOS
ช่องโหว่บน Adobe Media Encoder ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9649, CVE-2020-9650 และ CVE-2020-9646 ช่องโหว่เป็นประเภท Out-of-bound read และ Out-of-bound write ทำให้ผู้โจมตีสามารถอ่านข้อมูลและเขียนรันคำสั่งได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีผลกับ Adobe Media Encoder เวอร์ชั่น 14.2 สำหรับ Windows
ช่องโหว่บน Adobe Creative Cloud Desktop Application ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9669, CVE-2020-9671, CVE-2020-9670 และ CVE-2020-9682 ช่องโหว่เป็นประเภท Lack of exploit mitigation, Insecure file permission และ Symlink vulnerability ทำให้ผู้โจมตีสามารถสามารถยกระดับสิทธ์ผู้ใช้และสามารถเขียน file system ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีผลกับ Creative Cloud Desktop Application วอร์ชั่นก่อนหน้า 5.1 สำหรับ Windows

ทั้งนี้ผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตเเพตซ์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี

ที่มา:

https://us-cert.

CISA ได้ออกคำเเนะนำในการอัพเดตเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ใน Apache

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ หรือ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกคำเเนะนำผู้ดูแลระบบให้ทำการอัพเดตเเพตซ์ความปลอดภัยใน Apache โดยช่องโหว่ดังกล่าวสามารถทำให้ผู้โจมตีสามารถทำให้เกิด Denial of Service (DoS) บนระบบได้ ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-13934 และ CVE-2020-13935

ช่องโหว่มีผลกระทบกับ Apache Tomcat 10.0.0-M1 ถึง 10.0.0-M6, Apache Tomcat 9.0.0.M5 ถึง 9.0.36, Apache Tomcat 8.5.1 to 8.5.56 และ Apache Tomcat 7.0.27 ถึง 7.0.104

ในการบรรเทาความเสี่ยงนั้นผู้ดูแลระบบควรทำการอัพเดต Apache Tomcat ให้เป็นเวอร์ชั่น 10.0.0-M7 หรือมากกว่า, 9.0.37 หรือมากกว่า, 8.5.57 หรือมากกว่า

ที่มา:

us-cert.