มัลแวร์ FontOnLake แพร่ระบาดบน Linux ผ่านยูทิลิตี้โทรจัน

มัลแวร์ชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า FontOnLake พึ่งถูกค้นพบ ได้เริ่มแพร่ระบาดบน Linux โดยซ่อนอยู่ใน Legitimate binaries มัลแวร์ FontOnLake ยังพบว่ามีการแพร่กระจายอยู่ในวงแคบ และด้วยการออกแบบมาอย่างดีทำให้ตัวมันสามารถฝังตัวอยู่บนเครื่องที่ติดมัลแวร์ได้นานขึ้น

ซ่อนอยู่ภายใน Legit utilities

FontOnLake มีหลายโมดูลที่ใช้งานร่วมกัน และเปิดการเชื่อมต่อกลับไปยังผู้ควบคุมตัวมัน เพื่อดำเนินการขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญ และพยายามซ่อนตัวอยู่บนเครื่องที่ติดมัลแวร์ให้ได้นานที่สุด

นักวิจัยที่ ESET พบตัวอย่างมัลแวร์จำนวนหนึ่งที่ถูกอัปโหลดไปยัง VirusTotal ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยตัวอย่างแรกพบในเดือนพฤษภาคม 2020

FontOnLake ถูกให้ความสนใจเนื่องจากวิธีที่ใช้ในการซ่อนตัว และการออกแบบการทำงานที่ซับซ้อน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกใช้ในการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย (Target Attack) โดยผู้โจมตีที่มีการใช้ Command and control (C2) เซิร์ฟเวอร์ที่ไม่เหมือนกันเลยจากการตรวจสอบจากตัวอย่างเกือบทั้งหมด รวมไปถึงพอร์ตที่ใช้ด้วย

นักวิจัยของ ESET พบว่าวิธีแพร่กระจายของ FontOnLake นั้นผ่านทางแอพพลิเคชั่นโทรจัน แต่ยังไม่ทราบวิธีการที่ใช้หลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดตัวมัน

ในบรรดา Linux utilities ที่ FontOnLake ใช้ได้แก่:

cat - ใช้สำหรับโชว์เนื้อหาของไฟล์
kill - แสดงรายการโปรเซสที่ทำงานอยู่ทั้งหมด
sftp - Secure FTP utility
sshd - OpenSSH เซิร์ฟเวอร์โปรเซส

จากข้อมูลของนักวิจัย ยูทิลิตี้โทรจันมีแนวโน้มที่จะถูกแก้ไขตั้งแต่ระดับซอร์สโค้ด ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้โจมตีได้ทำการดัดแปลง และเอาไปแทนที่ยูทิลิตี้เดิมที่ถูกต้องตั้งแต่แรก

นอกเหนือจากการใช้ส่งมัลแวร์เข้าไปที่เครื่องแล้ว ไบนารีที่ถูกดัดแปลงพวกนี้ยังใช้สำหรับการโหลดเพย์โหลดเพิ่มเติม รวบรวมข้อมูล หรือดำเนินการโจมตีอื่นๆ

นักวิจัยค้นพบแบ็คดอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเองสามตัวที่เขียนด้วยภาษา C++ ซึ่งเชื่อมโยงกับตระกูลมัลแวร์ FontOnLake ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครื่องที่ถูกยึดไว้จากระยะไกลได้ ฟังก์ชันทั่วไปสำหรับทั้งสามตัวคือการขโมยข้อมูล sshd แอคเคาท์ และ bash command ที่เคยใช้ และส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 โดยมีการใช้คำสั่ง heartbeat ที่สร้างขึ้นเองเพื่อรักษาการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ C2 อีกด้วย

Based on open-source rootkit
ในรายงานทางเทคนิคที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ ESET ตั้งข้อสังเกตว่าการมีอยู่ของ FontOnLake ในระบบที่ถูกบุกรุกนั้นถูกซ่อนด้วย rootkit ซึ่งมีหน้าที่ในการอัปเดตการเชื่อมต่อของ backdoors

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่าง rootkit ทั้งหมดที่ ESET พบใน kernel เป้าหมายเวอร์ชัน 2.6.32-696.el6.x86_64 และ 3.10.0-229.el7.X86_64 ทั้งสองเวอร์ชันที่ค้นพบนั้นใช้ open-source rootkit project อายุแปดปีที่เรียกว่า Suterusu ที่สามารถซ่อนโปรเซส ไฟล์ และการเชื่อมต่อออกไปภายนอกได้

นักวิจัยเชื่อว่าผู้สร้าง FontOnLake มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างมาก และมีการปิดการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ C2 ที่ใช้ทันทีที่พบว่ามีตัวอย่างถูกอัพโหลดเข้าไปตรวจสอบที่ VirusTotal

ที่มา: bleepingcomputer

Update ข้อมูลจากข่าว Hive Ransomware

FBI ได้เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับเทคนิค และ IOC ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของ Hive Ransomware

Hive Ransomware ได้ใช้วิธี เทคนิค และขั้นตอนที่หลากหลาย ที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ทำการป้องกันได้ยาก โดยวิธีทีใช้เข้าถึงเครือข่ายของเป้าหมาย จะใช้การส่ง Phishing email พร้อมไฟล์แนบที่เป็นอันตราย และโจมตีผ่านช่องทาง Remote Desktop Protocol (RDP) ซึ่งเทคนิคการโจมตีก็จะคล้าย ๆ กับ Ransomware ตัวอื่น ๆ ก็คือจะมีการขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญออกไป ก่อนที่จะทำการเข้ารหัสไฟล์ เพื่อใช้กดดันเหยื่อให้จ่ายค่าไถ่ และนอกจากนั้นผู้โจมตียังจะทำการค้นหากระบวนการเกี่ยวกับการสำรองข้อมูล การคัดลอกไฟล์ และการป้องกัน เช่น Windows Defender เพื่อทำการ Terminates กระบวนการเหล่านี้

หลังจากโจมตีสำเร็จ จะมีการทิ้ง hive.

New Azure AD Bug Lets Hackers Brute-Force Passwords Without Getting Caught

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่องโหว่ใหม่บน Azure AD ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเดารหัสผ่านจำนวนมากได้โดยที่ไม่ถูกตรวจจับ

นักวิจัย Secureworks Counter Threat Unit (CTU) พบช่องโหว่ที่เกิดขึ้นบน Microsoft Azure Active Directory ที่ยังไม่ได้รับการ Patch ทำให้ผู้ไม่หวังดีทำการโจมตีด้วยการ Brute-force attacks โดยระบุว่าช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเดารหัสผ่านได้เรื่อยๆด้วยวิธีการ Brute-force บน Microsoft Azure Active Directory โดยไม่ถูกตรวจจับได้จากพฤติกรรมการพยายามเข้าสู่ระบบหลายๆครั้ง

Azure Active Directory เป็น solution ในการจัดการการเข้าถึงข้อมูล และการเข้าถึงบนระบบ Cloud ของ Microsoft ซึ่งออกแบบมาให้เป็น การเข้าถึงแบบ single sing-on (SSO) และ แบบ multi-factor authentication นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบหลักของการใช้งาน Microsoft 365(Office 365) อีกด้วย

จุดอ่อนดังกล่าวเกิดขึ้นที่ระบบ Single Sign-On feature ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานเข้าใช้ได้อัตโนมัติ เมื่อใช้อุปกรณ์ขององค์กรที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในโดยไม่ต้องทำการใส่ Password เพื่อให้การโจมตีนี้สำเร็จจะต้องอาศัย Kerberos protocol เพื่อหา User Object บน Azure AD และ ticket-granting ticket (TGT) ที่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆในระบบ ผ่าน UserNameMixed ซึ่งเป็นส่วนสร้าง Token และ error code ของ User โดยที่ไม่มีการสร้างข้อมูลเพื่อเก็บการเข้าถึงแบบ Autologon's authentication

โดยทาง Microsoft ได้ออกมาแจ้งให้กับผู้ใช้งานทราบว่า รายละเอียดดังกล่าวที่นักวิจัยได้แจ้งมา ระบุไม่ได้เป็นช่องโหว่ในด้านความปลอดภัยและยืนยันว่าการเข้าถึงในลักษณะดังกล่าวมีการป้องกัน โดย Token ที่ถูกสร้างด้วย UserNameMixed API ไม่สามารถใช้ในการเข้าถึงข้อมูลได้ ซึ่ง Azure AD มีเงื่อนไขในการตรวจสอบบน Conditional Access, Azure AD Multi-Factor Authentication, Azure AD Identity Protection และจะต้องมีการบันทึกข้อมูลในการเข้าถึงเมื่อมีการเข้าสู่ระบบ

ที่มา : thehackernews

Microsoft พบ Customer malware ใหม่จากกลุ่ม Nobelium

Microsoft ได้พบ malware ตัวใหม่ที่ถูกใช้โดยกลุ่ม Nobelium ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี SolarWinds supply chain attacks เมื่อปีที่แล้ว โดยตัว Malware ดังกล่าวมีชื่อว่า FoggyWeb ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Backdoor แบบ Passive และมีเป้าหมายที่อยู่ในระดับสูง FoggyWeb เป็น Malware ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้โจมตีสามารถ-ขโมยข้อมูลที่สำคัญจาก Active Directory Federation Services (AD FS) ที่ถูกโจมตี หรือ decrypted token-signing certificate และ token-decryption certificate ตลอดจนใช้ดาวน์โหลด และเรียกใช้ malicious component จาก Command-and-Control (C2) Server และดำเนินการบน Server ที่ถูกโจมตี

ล่าสุดทาง Microsoft แจ้งเตือนให้กับลูกค้าที่ตกเป็นเป้าหมายหรือถูกโจมตีโดย Backdoor นี้แล้ว และได้ให้คำแนะนำดังนี้

1.ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรและคลาวด์ว่ามีการกำหนดค่าต่าง ๆ ปลอดภัยหรือไม่ เช่นการตั้ง Group Policy สำหรับการใช้งานต่าง ๆ หรือ กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งานให้อยู่ในหลัก Least Privilege แล้วหรือไม่

2.ลบการเข้าถึงของผู้ใช้และแอป และตรวจสอบการกำหนดค่าสำหรับแต่ละรายการ และสร้าง Credentials ใหม่ตามแนวทาง documented industry best practices

3.ใช้ Hardware Security Module (HSM) ตามที่ได้อธิบายไว้ในการรักษาความปลอดภัยของ AD FS Server เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลที่สำคัญโดย FoggyWeb

ที่มา: BleepingComputer

Apache ประกาศอัพเดท Patch แก้ไขช่องโหว่ Zero-day

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ ทาง Apache HTTP Server Project ได้มีการออก Patch สำหรับแก้ไข 2 ช่องโหว่

CVE-2021-41524 ซึ่งเป็นช่องโหวที่ตรวจพบ Null Pointer ระหว่างการประมลผลคำขอ HTTP-2 ซึ่งจะช่วยให้ผู้โจมตีทำการโจมตีแบบ Denial of service (DOS) บน Server ได้ ซึ่งล่าสุดยังไม่พบว่าถูกนำมาใช้สำหรับการโจมตี

CVE-2021-41773 ซึ่งเป็นช่องโหว่การข้ามเส้นทางและการเข้าถึงไฟล์ใน Apache HTTP Server ซึ่งเป็น Open-source web server สำหรับ Unix และ Windows ซึ่ง Apache HTTP Server นั้นพบมีการใช้โจมตีอย่างแพร่หลายมากที่สุด

CVE-2021-41773 นั้นถูกนำมาใช้โจมตีกับ Apache HTTP Server ด้วยวิธีการ Path Traversal ใน Version.

แฮกเกอร์เริ่มทำการสแกนหา VMware vCenter ที่มีช่องโหว่ CVE-2021-22005 แนะผู้ใช้งานรีบอัปเดตด่วน

มีรายงานพบว่าแฮกเกอร์ได้เริ่มเริ่มทำการสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ VMware vCenter ที่ไม่ได้รับการแพตช์ช่องโหว่การอัปโหลดไฟล์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

CVE-2021-22005 เป็นช่องโหว่บน vCenter Server 6.7 และ 7.0 ที่ถูกติดตั้งด้วยค่า Configuration เริ่มต้น

ช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการรายงานโดย George Noseevich และ Sergey Gerasimov จาก SolidLab LLC โดยทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้งาน และ Interaction ใดๆจากฝั่งผู้ถูกโจมตีอีกด้วย

พบการสแกนหาช่องโหว่ เพียง 1 ชั่วโมงหลังจากที่มีการปล่อยแพตช์อัปเดต

แม้ว่าจะยังไม่มีโค้ดที่ใช้ในการโจมตีถูกปล่อยออกสู่สาธารณะ แต่บริษัท Bad Packets ได้รายงานการพบการสแกนหาช่องโหว่นี้จาก VMware Honeypots ที่บริษัทสร้างขึ้น เพียงแค่ 1 ชั่วโมงหลังจากการออกแพตช์อัปเดตจาก VMware

Bad Packets แจ้งผ่านทาง Twitter เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าพวกเค้า พบการสแกนหาช่องโหว่ CVE-2021-22005 จาก IP ต้นทาง 116[.]48.233.234 โดยการสแกนนั้นหาช่องโหว่นั้นใช้ข้อมูลจาก Workaround ที่ทาง VMware แจ้งกับลูกค้าที่ยังไม่สามารถทำการอัปเดตแพตช์ได้ในปัจจุบัน

ตอนนี้มากกว่า 1 พัน vCenter servers ที่มีช่องโหว่ ถูกรายงานไว้อยู่บนเว็บไซต์ Shodan เรียบร้อยแล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้โจมตีมีการรวบรวมข้อมูลของ VMware vCenter servers ที่มีช่องโหว่

ในเดือนกุมภาพันธ์ พบผู้โจมตีมีการสแกนหา vCenter ที่ยังไม่ได้รับการแพตช์เป็นจำนวนมาก หลังจากที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้เผยแพร่โค้ดที่ใช้สำหรับทดสอบการโจมตีช่องโหว่ (Proof-of-Concept (PoC)) สำหรับช่องโหว่ที่สำคัญอีกรายการหนึ่ง

ในเดือนมิถุนายนก็พบการสแกนเซิร์ฟเวอร์ VMware vCenters servers ที่ยังไม่ได้รับการแพตช์จาก CVE-2021-21985 หลังจากมีการเผยแพร่โค้ดที่ใช้สำหรับโจมตีช่องโหว่เช่นเดียวกัน

VMware ออกมาเตือนผู้ใช้งานถึงความพยายามในการโจมตี

การสแกนอย่างต่อเนื่องเหล่านี้เป็นไปตามคำเตือนที่ออกโดย VMware เมื่อวานนี้ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอัปเดตแพตช์เซิร์ฟเวอร์ CVE-2021-22005 โดยเร็วที่สุด

"ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้โดยใครก็ได้ที่สามารถเข้าถึง vCenter servers โดยที่ไม่ต้องสนใจการตั้งค่าการเข้าใช้งานบน vCenter Server เลย" Bob Plankers จาก VMware กล่าว

อย่างไรก็ดีทีมงาน VMware ได้แสดงความกังวลถึงการใช้งานจากกลุ่มแรนซัมแวร์ที่อาจฝังตัวอยู่แล้ว และบังเอิญมีช่องโหว่นี้เผยขึ้นมา ซึ่งคาดว่าอาจมีโค้ดการทดสอบการโจมตีเกิดขึ้นตามมา และนำไปสู่การประยุกต์ใช้โจมตีอย่างรวดเร็ว เพราะด้วยความสำคัญของตัว vCenter เอง

สำหรับใครที่ไม่สามารถแพตช์ได้จริงๆ VMware ได้ออก Workaround และสคริปต์แก้ไขไว้แล้ว และในช่วงนี้ VMware ยังมีแพตช์อื่นอีก 10 กว่ารายการที่แก้ไขช่องโหว่ให้ vCenter อีกด้วย

คำแนะนำ
ควรอัปเดตแพตช์ VMware เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยง และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีนี้

ที่มา : bleepingcomputer

พบช่องโหว่ zero-day บน macOS ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้เปิดเผยช่องโหว่ใหม่ใน macOS Finder ของ Apple ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้คำสั่งบน Mac ที่ใช้ macOS เวอร์ชันใดก็ได้จนถึง Big Sur รุ่นล่าสุด

Zero-days เป็นช่องโหว่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ ในบางกรณีก็มีรายงานว่าถูกใช้ในการโจมตีจริงเรียบร้อยแล้ว หรือได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถโจมตีได้จริง ช่องโหว่นี้ถูกพบโดย Park Minchan นักวิจัยด้านความปลอดภัยอิสระ เกิดจากวิธีที่ macOS ประมวลผลไฟล์ inetloc ซึ่งทำให้เรียกใช้คำสั่งที่ผู้โจมตีฝังไว้โดยไม่ตั้งใจ และไม่มีคำเตือนหรือข้อความแจ้ง

บน macOS Internet location files ที่มีนามสกุล .inetloc เป็นบุ๊กมาร์กทั้งระบบที่สามารถใช้เปิดแหล่งข้อมูลออนไลน์ได้ (news://, [ftp://|ftp:], afp://) หรือไฟล์ในเครื่อง (file://) ช่องโหว่ใน macOS Finder ช่วยให้ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น inetloc สามารถรันคำสั่งใดก็ได้ และไฟล์เหล่านี้สามารถฝังอยู่ภายในอีเมลได้ ซึ่งหากผู้ใช้คลิกที่ไฟล์ประเภทนี้ที่แนบมาในอีเมล คำสั่งที่ฝังอยู่ภายในอีเมลเหล่านั้นก็จะทำงานทันทีโดยไม่ต้องขึ้น prompt หรือคำเตือนแก่ผู้ใช้งาน

Apple ดำเนินการ patch แต่ไม่ได้กำหนดหมายเลข CVE

แม้ว่าทาง Apple ได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปแล้วโดยไม่มีการระบุหมายเลข CVE แต่ตามที่ Minchan ค้นพบในภายหลัง การแก้ไขช่องโหว่นี้ของ Apple ได้แก้ไขข้อบกพร่องเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากยังคงสามารถโจมตีได้โดยการเปลี่ยนโปรโตคอลที่ใช้ในการรันคำสั่งที่ฝังจาก file:// เป็น FiLe:// เนื่องจาก macOS เวอร์ชันที่อัปเดต (จาก Big Sur) ได้บล็อกเฉพาะคำนำหน้าที่เขียนในรูปแบบ file:// เท่านั้น (คำนำหน้าใน com.

การโจมตี Zloader รูปแบบใหม่มีการปิดการใช้งาน Windows Defender เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

การโจมตี Zloader รูปแบบใหม่มีการปิดการใช้งาน Windows Defender เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

แคมเปญการโจมตี Zloader ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ infection chain รูปแบบใหม่เพื่อปิดใช้งาน Microsoft Defender Antivirus (เดิมคือ Windows Defender) บนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

จากสถิติของ Microsoft Microsoft Defender Antivirus เป็นโซลูชันป้องกันมัลแวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าบนระบบมากกว่า 1 พันล้านเครื่องที่ใช้ Windows 10

ผู้โจมตีได้เปลี่ยนช่องทางการส่งมัลแวร์จากอีเมลสแปม หรือฟิชชิ่งเป็นโฆษณา TeamViewer บน Google ที่เผยแพร่ผ่าน Google Adwords แทน โดยเมื่อมีการเข้าถึงผู้ใช้งานจะถูกนำไปยังไซต์ดาวน์โหลดปลอม (more…)

พบข้อมูลผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลุดกว่า 106 ล้านราย

พบข้อมูลผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลุดกว่า 106 ล้านราย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา นักวิจัยของ Comparitech พบฐานข้อมูล Elasticsearch ที่สามารถเข้าถึงได้ โดยไม่มีการป้องกันกว่า 200 GB ที่มีข้อมูลย้อนหลังไปถึง 10 ปี โดยมีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 106 ล้านคน รวมถึงข้อมูลของตัวเขาเองด้วย โดยข้อมูลที่หลุดออกมานั้นประกอบไปด้วยข้อมูลวันที่เข้ามาในประเทศ ชื่อจริง - นามสกุล เพศ หมายเลขพาสปอร์ต สถานะการอยู่อาศัย ชนิดวีซ่า และ หมายเลขบัตรขาเข้าในประเทศไทย

Ref.

Microsoft ออกอัพเดทแก้ไขช่องโหว่ Windows PrintNightmare ที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้

Microsoft ออกอัพเดทแก้ไขช่องโหว่ Windows PrintNightmare ที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้

Microsoft ได้เผยแพร่การอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ล่าสุดที่เหลืออยู่ของ PrintNightmare ซึ่งอนุญาตให้ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ในระดับผู้ดูแลระบบบน Windows เรียบร้อยแล้ว

ในเดือนมิถุนายน ช่องโหว่ zero-day ของ Windows print spooler ที่ชื่อว่า PrintNightmare (CVE-2021-34527) ถูกเปิดเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่องโหว่เกิดจาก Windows Point and Print ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (remote code execution) และได้รับสิทธิ์ SYSTEM บนระบบอีกด้วย

แม้ว่า Microsoft จะออกอัปเดตความปลอดภัยสองรายการเพื่อแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ ของ PrintNightmare ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่นักวิจัยด้านความปลอดภัย Benjamin Delpy ยังพบว่าการโจมตีในลักษณะที่ได้รับสิทธิ์ SYSTEM บนระบบยังสามารถทำได้ผ่านทาง Remote print server

การทดสอบช่องโหว่ของ Delpy ใช้วิธีการสั่ง CopyFiles directive ทำการคัดลอก และเรียกใช้ DLL ที่เป็นอันตราย บนเครื่องที่ผู้ใช้ติดตั้ง Remote printer เมื่อการโจมตีด้วยการรัน DLL ที่เป็นอันตรายได้สำเร็จ จะสามารถเปิด Command Prompt ขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งคำสั่งทั้งหมดจะถูกดำเนินการด้วยสิทธิ์ SYSTEM privileges ทันที

แย่ไปกว่านั้น กลุ่ม Ransomware ที่ชื่อว่า Vice Society, Magniber และ Conti ได้เริ่มใช้วิธีการนี้ในการยกระดับสิทธิ์ของ User เมื่อเข้าควบคุมเครื่องเหยื่อได้แล้ว

ช่องโหว่ PrintNightmare ที่ยังเหลืออยู่นี้ได้หมายเลข CVE-2021-36958 และถือว่า Victor Mata จาก Fusion X, Accenture Security เป็นผู้ค้นพบ เนื่องจากเป็นผู้รายงานช่องโหว่นี้ให้กับ Microsoft เป็นครั้งแรกในช่วงเดือนธันวาคมปี 2020

Security update ล่าสุดแก้ไขช่องโหว่ของ PrintNightmare ครบหมดแล้ว

ในการอัปเดต Patch Tuesday เดือนกันยายน 2021 Microsoft ได้ออกอัปเดตความปลอดภัยสำหรับช่องโหว่ CVE-2021-36958 ซึ่งแก้ไขช่องโหว่ PrintNightmare ที่เหลืออยู่ Delpy ผู้ทดสอบช่องโหว่ยืนยันกับ BleepingComputer ว่าช่องโหว่นี้ได้รับการแก้ไขแล้ว นอกเหนือจากการแก้ไขช่องโหว่แล้ว Benjamin Delpy ยังบอกกับ BleepingComputer ว่า Microsoft ได้ปิดใช้งานคุณลักษณะ CopyFiles โดยค่าเริ่มต้น และเพิ่ม Group policy ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้ง นโยบายนี้สามารถกำหนดค่าได้ใน Windows Registry ภายใต้คีย์ HKLM\Software\Policies\Microsoft\Windows NT\Printers และโดยการเพิ่มค่าชื่อ CopyFilesPolicy เมื่อตั้งค่าเป็น '1' ระบบจะเปิดใช้งาน CopyFiles อีกครั้ง ซึ่งแม้จะเปิดใช้งานแล้ว Benjamin Delpy บอก BleepingComputer ว่า Microsoft จะอนุญาตให้ใช้เฉพาะไฟล์ C:\Windows\System32\mscms.