พบกลุ่ม Hackers กำลังใช้ Google Ads เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์จำนวนมาก

Guardio Labs และ Trend Micro บริษัทด้านความปลอดภัยได้เผยแพร่ข้อมูลเทคนิคการโจมตีของกลุ่ม Hackers ที่เริ่มหันมาใช้ Google Ads ในการหลอกล่อเป้าหมายที่กำลังค้นหาซอฟต์แวร์ เพื่อให้เหยื่อทำการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์อันตรายที่ถูกฝังมัลแวร์ไว้โดยที่ไม่รู้ตัว

Google Ads เป็นแพลตฟอร์มช่วยโปรโมตโฆษณาบนหน้าเว็ปในการค้นหาของ Google เพื่อให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายการค้นหา ซึ่งมักจะถูกนำเสนอก่อนเว็ปไซต์ของคำค้นหา

วิธีการโจมตี

Guardio Labs และ Trend Micro ได้ค้นพบแคมเปญ typosquatting ซึ่งเป็นแคมเปญการโจมตีโดยใช้การจดโดนเมนปลอมใกล้เคียง เพื่อเลียนแบบหน้าเว็ปไซต์ของซอฟต์แวร์ยอดนิยมกว่า 200 โดเมน เช่น Grammarly, MSI Afterburner, Slack, Dashlane, Malwarebytes, Audacity, μTorrent, OBS, Ring, AnyDesk, Libre Office, Teamviewer, Thunderbird และ Brave

รวมทั้งยังได้ใช้ Google Ads ในการโปรโมตโฆษณาหน้าเว็ปปลอมบนหน้าการค้นหาของ Google และให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของคำค้นหานั้น เมื่อเป้าหมายกดคลิกหน้าเว็ปไซต์ปลอมเพื่อทำการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ ก็จะเป็นการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ถูกฝังเพย์โหลดที่เป็นอันตราย

โดยเพย์โหลดที่ฝังมากับซอฟต์แวร์จะทำการดาวน์โหลดมัลแวร์ซึ่งประกอบไปด้วย Raccoon Stealer, Vidar Stealer และ IcedID malware loader ซึ่งเพย์โหลดที่มาในรูปแบบ .ZIP หรือ .MSI จะถูกดาวน์โหลดจากบริการแชร์ไฟล์ต่าง ๆ เช่น GitHub, Dropbox หรือ Discord เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของโปรแกรมป้องกันไวรัสบนเครื่องเป้าหมาย

รวมถึงเมื่อ Google ตรวจพบว่าเว็ปไซต์ที่ Google Ads เชื่อมโยงไว้นั้นเป็นอันตราย โฆษณานั้นจะถูกบล็อกและลบออก ดังนั้น Hackers จึงใช้เทคนิคเลี่ยงการตรวจสอบของ Google Ads ด้วยการหลอกล่อให้เป้าหมายคลิกโฆษณาไปยังเว็ปไซต์ที่ไม่มีอันตรายที่สร้างโดย Hackers ก่อน จากนั้นก็จะทำการปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็ปไซต์ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์อันตรายอีกครั้งหนึ่ง

วิธีการป้องกัน

ระมัดระวังการคลิกชมโฆษณาบน Google Ads / ตรวจสอบ URL ของลิงค์เว็ปไซต์ที่ต้องการค้นหา
เปิดใช้งานตัวบล็อกโฆษณาบนเว็บเบราว์เซอร์

ที่มา : bleepingcomputer

กลุ่ม BlueNoroff ใช้วิธีใหม่ในการ Bypass การป้องกันจาก Windows MotW

Kaspersky บริษัทด้านความปลอดภัยจากรัสเซียได้เปิดเผยการค้นพบเทคนิคใหม่ในการโจมตีของกลุ่ม BlueNoroff ที่ใช้ในการ bypass การตรวจจับจาก Windows MotW (Mark of the Web) ซึ่งรวมถึงการใช้ไฟล์ .ISO และ .VHD ในการโจมตีเหยื่อ

การโจมตี

โดยกลุ่ม BlueNoroff จะโจมตีเป้าหมายด้วยการส่งไฟล์ .ISO ที่แนบมากับ Phishing Email ซึ่งภายในมีไฟล์ Microsoft PowerPoint (.PPSX) ที่ถูกฝัง Visual Basic Script (VBScript) เอาไว้ที่จะทำงานเมื่อเป้าหมายเปิดไฟล์ PowerPoint

อีกวิธีการหนึ่งคือการใช้ Windows batch file โดยการใช้ประโยชน์จากเทคนิค living-off-the-land binary (LOLBin) เพื่อทำการดาวน์โหลดเพย์โหลดสำหรับการโจมตีขั้นต่อไป

นอกจากนี้ Kaspersky ยังพบไฟล์ .VHD ซึ่งภายในมีไฟล์ PDF ใบสมัครงานปลอม เมื่อเป้าหมายเปิดไฟล์ PDF จะทำการดาวน์โหลดมัลแวร์ที่ปลอมเป็นโปรแกรม Anti-Virus เพื่อทำการปิดระบบ User-Mode Hooks/ NTDLL.dll hooking ของ Anti-Virus หรือ EDR (Endpoint Detection and Response ) ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่อง ทำให้ไม่สามารถตรวจจับการโจมตีได้

กลุ่ม BlueNoroff

BlueNoroff ** ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า APT38 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Lazarus threat group ซึ่งเป็นกลุ่ม Hackers ขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ (Nation-State Threat Actor) มีเป้าหมายในการโจมตีคือ การเรียกค่าไถ่จากเหยื่อ โดยได้แทรกซึม และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตีในหลายภูมิภาคทั้งอเมริกาเหนือและใต้ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

กลุ่ม BlueNoroff ได้เริ่มต้นโจมตีเป้าหมายในอุตสาหกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์โจมตีเครือข่ายธนาคาร SWIFT ในปี 2015 และการโจมตีธนาคารในบังคลาเทศ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายถึง 81 ล้านดอลลาร์ ต่อมากลุ่ม BlueNoroff ได้เปลี่ยนเป้ามายการโจมตีมายังอุตสาหกรรม Cryptocurrency ในปี 2018

โดยทาง Kaspersky ได้ค้นพบแคมเปญการโจมตีที่ชื่อ SnatchCrypto เพื่อขโมยเงินจาก cryptocurrency wallets ของเหยื่อ รวมถึงการการสร้างแอป Cryptocurrency ปลอม เพื่อให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นซึ่งได้ฝังแบ็คดอร์ในชื่อ “AppleJeus” ที่สามารถขโมย Cryptocurrency ของเหยื่อได้

ในปี 2022 นี้ พบว่ากลุ่ม BlueNoroff ได้สร้างโดเมนปลอมจำนวนมากโดยแอบอ้างเป็นบริษัทร่วมทุน และธนาคารของญี่ปุ่นที่ถูกต้องตามกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าบริษัทการเงินในประเทศญี่ปุ่น กำลังตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของกลุ่ม BlueNoroff

จากรายงานของ National Intelligence Service (NIS) ของเกาหลีใต้ กลุ่ม BlueNoroff หรือ APT38 ซึ่งเป็นกลุ่ม Hacker ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้สร้างความเสียหาย และขโมยเงินดิจิทัล และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์จากเป้าหมายทั่วโลกในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

ที่มา : thehackernews

มัลแวร์ GuLoader ใช้เทคนิคใหม่ในการหลบเลี่ยงการตรวจจับจาก Security Software

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จาก CrowdStrike ออกมาเปิดเผยการค้นพบเทคนิคใหม่ในชื่อ “Blindside” ซึ่งถูกใช้โดยมัลแวร์ที่มีชื่อว่า GuLoader ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับ (Defense Evasion) จาก Security Software ได้

GuLoader หรือ CloudEyE เป็น Visual Basic Script (VBS) downloader ที่ถูกใช้เพื่อแพร่กระจายโทรจันที่ถูกควบคุมจากระยะไกล (Remote Access Trojans RAT) ในชื่อ Remcos รวมไปถึง JavaScript malware ที่มีชื่อว่า RATDispenser

วิธีการโจมตี

โดย Visual Basic Script (VBS) ที่ถูกออกแบบมาของ GuLoader จะเรียกใช้ shellcode ที่ฝังมาลงในหน่วยความจำบนเครื่องเหยื่อหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบ และหลีกเลี่ยงการตรวจจับดังนี้

ทำการสแกนหน่วยความจำของค่าสตริงที่เกี่ยวข้องกับ virtual machine (VM) / virtualization software หากพบจะหยุดการทำงานของ shellcode
หลบหลีกการวิเคราะห์ และป้องกันการ debug ในระหว่างการดำเนินการ โดยจะแสดงข้อความ error message หากพบว่ากำลังถูกตรวจสอบ

จากนั้นจึงจะทำการดาวน์โหลด payload การติดตั้งโทรจันที่สามารถใช้ควบคุม สั่งการเครื่องเหยื่อจากระยะไกล (Remote Access Trojans RAT) เพื่อให้ Hacker สามารถโจมตี และสั่งการได้จากระยะไกลได้

รวมถึง CrowdStrike ยังพบว่า GuLoader ได้ใช้เทคนิคใหม่ที่เรียกว่า "Redundant Code Injection Mechanism" หรือที่ถูกเรียกในชื่อ “Blindside” เพื่อหลีกเลี่ยง NTDLL.dll hooking ซึ่งเป็นเทคนิคที่ endpoint detection and response (EDR) ใช้ในการตรวจับ process ที่น่าสงสัยบน Windows โดยการตรวจสอบจาก windows API

ซึ่ง Cymulate บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้เผยแพร่ตัวอย่างการโจมตี (PoC) ออกมาแล้วในปัจจุบัน

ที่มา : thehackernews

กลุ่มแฮ็กเกอร์ FIN7 สร้างเครื่องมือสำหรับสแกนและโจมตีช่องโหว่ Exchange servers โดยอัตโนมัติ

Prodaft ทีมข่าวกรองด้านภัยคุกคามได้ค้นพบ “Checkmarks” แพลตฟอร์มที่ถูกสร้างมาสำหรับใช้โจมตีช่องโหว่ของ Microsoft Exchange และ SQL Injection โดยอัตโนมัติ เพื่อใช้เจาะเครือข่ายองค์กร ขโมยข้อมูล และสามารถเลือกเป้าหมายสำหรับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ตามขนาดฐานะทางการเงินของบริษัท โดยเป็นการค้นพบในระหว่างที่ติดตามเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ FIN7

FIN7 คือกลุ่ม Hacker ชาวรัสเซีย ที่มีเป้าหมายในการเรียกค่าไถ่จากเหยื่อที่ถูกโจมตี โดยเริ่มพบการโจมตีตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตีต่างๆ เช่น การโจมตีตู้ ATM, การส่ง USB ที่มีมัลแวร์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย และการตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ปลอมขึ้น เพื่อจ้างผู้ทดสอบสำหรับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ (ความจริงคือกำลังโจมตีเหยื่ออยู่จริง ๆ) และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่พบความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม รวมไปถึงกลุ่ม FIN7 ยังมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแรนซัมแวร์อื่น ๆ เช่น Black Basta, Darkside, REvil และ LockBit Ransomware

ขั้นตอนโจมตีของ Checkmarks

Prodaft ได้อธิบายว่า Checkmarks เป็นแพลตฟอร์มสแกน และเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE ) โดยอัตโนมัติ สำหรับช่องโหว่ Microsoft Exchange servers บนเครื่องเป้าหมาย รวมถึงมีการใช้ช่องโหว่ในการยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) เช่น CVE-2021-34473, CVE-2021-34523 และ CVE-2021-31207

Checkmarks จะทำการดึงข้อมูลอีเมลจาก Active Directory และรวบรวมข้อมูล Microsoft Exchange servers หลังจากทำการโจมตีเครื่องที่มีช่องโหว่ได้สำเร็จ

จากนั้นจะนำข้อมูลของเหยื่อที่ทำการรวบรวมจาก Active Directory และ Microsoft Exchange servers เพิ่มไปยัง Panel ของระบบที่ใช้สำหรับควบคุมเครื่องเหยื่อโดยอัตโนมัติ เพื่อให้กลุ่ม FIN7 สามารถดูรายละเอียดของข้อมูลได้

นักวิเคราะห์ของ FIN7 จะตรวจสอบรายการข้อมูลของเหยื่อใหม่ รวมถึงแสดงคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม Checkmarks เพื่อแสดงข้อมูลรายได้ปัจจุบันของเหยื่อ จำนวนพนักงาน โดเมน รายละเอียดสำนักงานใหญ่และข้อมูลอื่น ๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เช่น Owler, Crunchbase, DNB, Zoominfo และ Mustat ที่ช่วยให้ Hackers ประเมินได้ว่าบริษัทนั้นคุ้มค่า และมีโอกาสสำเร็จมากเพียงใดในการโจมตีด้วย Ransomware เพื่อเรียกค่าไถ่

หากเหยื่อรายนั้นได้รับการพิจารณาว่าคุ้มค่าและมีโอกาสสำเร็จ ฝ่ายโจมตีระบบของ FIN7 จะทำการออกแบบแผนการโจมตี ว่าสามารถใช้การเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างไร การโจมตีจะอยู่ได้นานแค่ไหนและไปได้ไกลแค่ไหน

อีกทั้ง Checkmarks ยังมี SQL injection module เพื่อใช้ SQLMap สแกนหาช่องโหว่บนเว็บไซต์ของเป้าหมาย รวมไปถึงการฝัง SSH backdoors เอาไว้ในเครื่องของเหยื่อ ทำให้สามารถขโมยไฟล์จากอุปกรณ์ที่ถูกโจมตี ใช้การเชื่อมต่อ reverse SSH (SFTP) ผ่านโดเมนบน Tor Network ถึงแม้เหยื่อจะจ่ายค่าไถ่แล้วก็ตาม เพื่อการกลับมาโจมตีซ้ำ รวมไปถึงการขายช่องโหว่นี้แก่ Hackers กลุ่มอื่น ๆ

Prodaft พบว่า แพลตฟอร์ม Checkmarks ของ FIN7 ได้ถูกนำไปใช้ในการแทรกซึมเข้าไปในบริษัทต่าง ๆ กว่า 8,147 แห่ง โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา (16.7%) หลังจากสแกนเป้าหมายไปแล้วกว่า 1.8 ล้านเป้าหมาย

โดย แพลตฟอร์ม Checkmarks ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบ และความรุนแรงของการเกิดขึ้นของกลุ่มผู้โจมตีทางไซเบอร์ ที่มีจุดประสงค์ในการเรียกค่าไถ่จากเหยื่อว่าได้ส่งผลกระทบทั่วโลกแล้วในขณะนี้

การป้องกัน

อัปเดต Microsoft Exchange Server ที่ได้รับผลกระทบเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี
เพิ่ม FIN7 IOCไปยังอุปกรณ์ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ท่านใช้งานอยู่ prodaft.

LastPass แจ้ง พบ Hacker โจมตีรอบ 2 ขโมยข้อมูลลูกค้าในแหล่งเก็บข้อมูลบน Cloud

LastPass ได้ออกมาเปิดเผย การถูกโจมตีและขโมยข้อมูลของลูกค้าอีกครั้ง นับเป็นการโจมตีครั้งที่ 2 แล้วในปีนี้ ซึ่งครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม โดย Hackers สามารถซ่อนตัวในระบบถึง 4 วันก่อนที่จะถูกค้นพบ และได้ขโมยข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงซอร์สโค้ดจากระบบของ LastPass ไปได้

LastPass คือ ซอฟต์แวร์การจัดการรหัสผ่าน ที่มีผู้ใช้มากกว่า 33 ล้านคนและธุรกิจ 100,000 แห่งทั่วโลก

ซึ่งในครั้งนี้ การโจมตีเกิดขึ้นที่แหล่งเก็บข้อมูลบน Cloud ที่ LastPass ใช้บริการอยู่ โดย Hackers ได้ใช้ “Key ที่สามารถเข้าถึงที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ และ Key ถอดรหัสคอนเทนเนอร์” ที่ขโมยมาจากการโจมตีในรอบที่แล้ว

Karim Toubba ซีอีโอของบริษัท LastPass เปิดเผยว่า ข้อมูลของลูกค้าที่ถูก Hackers ขโมยไปนั้นประกอบไปด้วย ข้อมูลบัญชีลูกค้าพื้นฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชื่อบริษัท ชื่อผู้ใช้ปลายทาง ที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงิน ที่อยู่อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ และ IP addresses ที่เข้าถึงบริการ LastPass

อีกทั้ง Hackers ยังได้ทำการคัดลอกข้อมูลสำรองของลูกค้าที่อยู่ใน contains ที่มีการเข้ารหัสไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน บันทึกที่ปลอดภัย ไฟล์แนบ และข้อมูลแบบฟอร์ม รวมไปถึงข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส เช่น URL ของเว็บไซต์

Karim Toubba ย้ำว่าในส่วนของข้อมูลสำรองของลูกค้าที่อยู่ใน contains ที่มีการเข้ารหัสไว้ ยังคงปลอดภัยเนื่องจากข้อมูลที่เข้ารหัสนั้น เข้ารหัสด้วยมาตรฐาน AES 256 bit สามารถถอดรหัสได้ด้วยคีย์เข้ารหัสเฉพาะที่ได้รับจากรหัสผ่านหลักของผู้ใช้แต่ละคนเท่านั้น รวมถึงทาง LastPass จะส่งคำเตือนไปยังลูกค้าที่ถูกขโมยข้อมูล เพื่อป้องกันการถูกหลอกให้เปิดเผยรหัสผ่าน

วิธีการป้องกัน

ปฎิบัติตามคู่มือ password best practices recommended by LastPass
หากใช้ LastPass แนะนำเปลี่ยน Password รวมไปถึงเฝ้าระวังการติดต่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : bleepingcomputer

Agenda Ransomware เปลี่ยนมาใช้ภาษา Rust ในการโจมตี โดยมีเป้าหมายซึ่งเป็นหน่วยงานพื้นฐานที่สำคัญ พบประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าหมาย

นักวิจัยจาก Trend Micro ได้เปิดเผยข้อมูลการพบกลุ่ม Agenda Ransomware เปลี่ยนมาใช้ภาษา Rust ในการโจมตีเป้าหมายในลักษณะ Cross-Platform Malware โดยก่อนหน้านี้ ได้พบการโจมตีด้วยวิธีเดียวกันนี้จากกลุ่ม BlackCat, Hive, Luna, และ RansomExx.

พบช่องโหว่บน AWS ECR ทำให้สามารถแก้ไข้ Public images ของ Account ใดก็ได้

สรุปรายละเอียดของช่องโหว่

ช่องโหว่เกิดขึ้นบน undocumented API ที่เกี่ยวข้องกับการเขียน Image
ช่องโหว่ทำให้สามารถแก้ไข้ Public ECR images ของ AWS account ใดก็ได้
ช่องโหว่ทำให้สามารถใช้โจมตี Image ที่เป็นนิยมเช่น Nginx, Amazon Linux, Ubuntu เพื่อใช้โจมตีแบบ Supply chain attack ได้

Amazon ECR Public Gallery เป็น public container repositories ให้บริษัทต่าง ๆ สามารถนำ Container Image มา Host เพื่อให้บริการกับลูกค้าเช่น NGINX, Ubuntu, Amazon Linux และ HashiCorp

นักวิจัยจาก Lightspin ค้นหา Internal API action ใน Amazon ECR Public Gallery JavaScript File พบว่ามี Action Name บางตัวที่ไม่ได้ถูก Document ไว้ และเป็น Action ที่เกียวข้องกับการเขียน Image 4 ตัวดังนี้

- DeleteImageForConvergentReplicationInternal
- DeleteTagForConvergentReplicationInternal
- PutImageForConvergentReplicationInternal
- PutLayerForConvergentReplicationInternal

แต่ว่า Internal API จำเป็นต้องมี identity credentials นักวิจัยจึงทำการ Intercept ECR Public Gallery request พบว่า ECR Public Gallery ใช้ credentials ที่ได้มาจาก API ของ Amazon Cognito

Amazon Cognito เป็น service ทีช่วยเรื่องการ authentication เพื่อให้ user สามารถเข้าใช้ resources บน AWS ได้ โดยที่ API ในการ Get Credentials เป็น Public API ทำให้นักวิจัยสามารถนำ Credentials นี้ไปใช้กับ ECR Internal API ได้

นักวิจัยจึงทำการทดลองส่ง Internal API 4 ตัวดังกล่าว ทำให้พบว่า Credentials ที่ได้มาจาก Cognito มีสิทธ์เขียน Public Image ใด ๆ ก็ได้ ชึ่งทำให้ช่องโหว่นี้อาจนำมาใช้โจมตีแบบ Supply chain attack กับ Public Image ที่มีผู้ใช้งานหลายล้านคนได้ ทาง Lightspin จึงได้รายงานช่องโหว่นี้กับทีม AWS Security

วิธีแก้ไข:

AWS ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องดำเนินการใด ๆ

ที่มา: blog.

Play Ransomware ใช้ช่องโหว่ใหม่บน Microsoft Exchange เพื่อเจาะเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์

CrowdStrike พบกลุ่ม Play Ransomware กำลังใช้เครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีช่องโหว่บน Microsoft Exchange ที่ชื่อว่า ProxyNotShell ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ถูกพบในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกใช้งานคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) บนเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่ผ่านทาง Outlook Web Access (OWA)

กลุ่ม Play Ransomware ถูกพบครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2022 โดยเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงแรมในเครือ German H-Hotels ในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม และศาลยุติธรรมแห่งกอร์โดบาของอาร์เจนตินา

CrowdStrike พบเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวที่ชื่อว่า “OWASSRF” ขณะทำการวิเคราะห์วิธีการโจมตีของกลุ่ม Play Ransomware ซึ่งพบว่ามีการใช้เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ที่ถูกควบคุมในการโจมตีไปยังระบบอื่น ๆ ของเหยื่อ

วิธีการโจมตี

เทคนิค OWASSRF คือการใช้ช่องโหว่ ProxyNotShell เพื่อเข้าถึง Remote PowerShell ของ Microsoft Exchange โดยใช้ช่องโหว่ CVE-2022-41082 รวมไปถึงใช้ช่องโหว่ CVE-2022-41040 ทำการปลอมแปลงค่า server-side request forgery (SSRF) ในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ (Bypass) และใช้ช่องโหว่ CVE-2022-41080 Outlook Web Access (OWA) เพื่อยกระดับสิทธิ์ของผู้ใช้งาน (Privilege Escalation) บนเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ของเหยื่อ โดยสามารถโจมตีได้ทั้ง Exchange on-premises, Exchange Online และ Skype for Business Server เมื่อโจมตีได้สำเร็จ Hackers จะติดตั้งโปรแกรม Plink และ Any Desk เพื่อใช้ในการควบคุมจากระยะไกล รวมไปถึงการลบ Windows Event Logs ในเครื่องที่ถูกโจมตีเพื่อปกปิดร่องรอยการถูกโจมตี

CVE-2022-41080 (คะแนน CVSS v3: 9.8 ระดับความรุนแรงสูงมาก) เป็นช่องโหว่ที่โจมตีผ่าน Outlook Web Access (OWA) ทำให้สามารถยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้งานได้ (Privilege Escalation)

CVE-2022-41040 (คะแนน CVSS v3: 8.8 ระดับความรุนแรงสูง) เป็นช่องโหว่ที่ใช้การปลอมแปลงค่า server-side request forgery (SSRF) ส่งผลให้สามารถหลีกเลี่ยงการยืนยันตัวตน และเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ (RCE)

CVE-2022-41082 (คะแนน CVSS v3: 8.8 ระดับความรุนแรงสูง) เป็นช่องโหว่ที่ทำให้สามารถเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ผ่าน Microsoft Exchange PowerShell

รวมไปถึงทาง CrowdStrike ยังพบอีกว่า OWASSRF PoC ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้าง payload การโจมตี ถูกปล่อยออกสู่สาธาณะแล้ว โดย Dray Agha นักวิจัยด้านภัยคุกคามจาก Huntress Labs เป็นผู้พบ PoC ดังกล่าวในวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เหล่า Hackers จะสามารถนำ OWASSRF PoC ไปใช้ในการโจมตีต่อได้

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ

- Microsoft Exchange Server 2013

- Microsoft Exchange Server 2016

- Microsoft Exchange Server 2019

โดยขณะนี้ทาง Microsoft ได้ออกอัปเดตเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้แล้ว แนะนำผู้ดูระบบให้รีบอัปเดตทันที

วิธีการป้องกัน

อัปเดต Microsoft Exchange Server ที่ได้รับผลกระทบเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี

ที่มา : bleepingcomputer

พบ SentinelOne SDK ที่ถูกดัดแปลงเพื่อขโมยข้อมูลจากนักพัฒนา

ReversingLabs พบการเผยแพร่แพ็คเกจ Python ที่เป็นอันตรายบน PyPI ในชื่อ SentinelOne SDK ที่น่าเชื่อถือจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอเมริกา โดยมีเป้าหมายคือการขโมยข้อมูลจากนักพัฒนาที่ดาวน์โหลดแพ็คเกจ

โดยที่ SentinelOne เป็นบริษัทซอฟต์แวร์การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีชื่อเสียงทางด้าน Endpoint detection and response (EDR)

โดย Hacker เขียนอธิบายใน SentinelOne SDK package ที่เผยแพร่เอาไว้ว่าเป็นแพ็คเกจ Python ที่รวบรวมฟังก์ชัน SentinelOne API ไว้อย่างครบถ้วน

แต่จากการตรวจสอบแพ็คเกจ Python นี้ พบว่าเป็นสำเนาของ SentinelOne SDK จริง เนื่องจากมี auth tokens, secrets และ API keys ที่ถูกต้อง แต่ไฟล์ถูกดัดแปลงด้วยการฝังโทรจันเอาไว้ รวมไปถึงโค้ดที่เป็นอันตรายเพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูล และส่งข้อมูลกลับไปยัง Hacker เช่น ข้อมูลประวัติ Bash/ Zsh, SSH keys, ไฟล์ .gitconfig, ไฟล์ hosts, ข้อมูลค่า AWS configuration, ข้อมูลค่า Kube configuration และอื่น ๆ โดยคาดว่าเป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าหมายไปยังบริการคลาวด์ และเซิร์ฟเวอร์ของนักพัฒนา รวมไปถึงมัลแวร์ดังกล่าวยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลในระบบปฏิบัติการ Linux ได้อีกด้วย

ReversingLabs ยังพบว่า มีอีก 5 แพ็คเกจที่ชื่อคล้ายกัน และถูกอัปโหลดโดยผู้เผยแพร่คนเดียวกัน ระหว่างวันที่ 8 ถึง 11 ธันวาคม 2022 ซึ่งแพ็คเกจเหล่านี้ไม่มีไฟล์ api.

Source code ของ Okta ถูกขโมย ภายหลังจาก GitHub repositories ถูกแฮ็ก

Okta ผู้ให้บริการด้าน Identity and Access Management (IAM) ได้ออกอีเมลที่ระบุว่า "เป็นความลับ" แจ้งเตือนเหตุการณ์ Security Incident ถึงกรณีที่ Private GitHub ของตนถูกแฮ็กในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยทาง BleepingComputer ได้รับการยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง

รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อต้นเดือนธันวาถาม GitHub ได้แจ้งเตือน Okta เกี่ยวกับการตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับการเข้าถึงที่เก็บ Source Code ของ Okta
จากการตรวจสอบ พบว่าเป้าหมายในการโจมตีครั้งนี้คือการคัดลอกโฟลเดอร์ Repository ที่เป็นที่เก็บข้อมูลของ Okta
อย่างไรก็ตาม Okta ยืนยันว่า แม้ผู้โจมตีจะขโมย Source Code ของ Okta ได้สำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการ หรือข้อมูลลูกค้าของ Okta ได้ ดังนั้นลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐาน HIPAA, FedRAMP หรือ DoD ของ Okta จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากบริษัทไม่มีการใส่ข้อมูลของลูกค้าที่เป็นความลับบน Source Code ด้วยเหตุนี้ลูกค้าจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ
ทันทีที่ Okta ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าสงสัย จึงได้ทำการจำกัดการเข้าถึงไฟล์ Repository ชั่วคราว นอกจากนี้ยังยกเลิกการ Integration จาก third-party applications ทั้งหมดบน GitHub
จากนั้นได้ตรวจสอบการเข้าถึงทั้งหมดที่ไปยัง Repository บน GitHub รวมถึงทดสอบการเข้าถึงไฟล์ด้วย Environment อื่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสามารถเข้าถึงไฟล์ได้ พร้อมกับชี้แจงว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบกับ Okta Workforce Identity Cloud (WIC) code repositories เท่านั้น แต่ไม่กระทบกับ Auth0 Customer Identity Cloud product

สรุปเหตุการณ์ Cybersecurity Incident ของ Okta ในปี 2565

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 Okta ก็ได้มายอมรับว่ามีข้อมูลรั่วไหล และอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้า 2.5% หรือประมาณ 375 องค์กรในเวลานั้น โดยพิจารณาจากฐานลูกค้าของ Okta มากกว่า 15,000 รายในเดือนนี้
เดือนมีนาคม พบว่ากลุ่ม Lapsus$ อ้างว่าได้สิทธิ์เข้าถึง Admin Console และข้อมูลลูกค้าของ Okta โดยการโพสต์ภาพหน้าจอที่มีข้อมูลที่ถูกขโมยบน Telegram
ในเดือนเมษายน พบว่า Okta มีข้อมูลรั่วไหลเป็นระยะเวลา 25 นาที ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะหยุดลง
เดือนกันยายน Auth0 ของ Okta ได้เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันคือมีการเข้าถึงแหล่งเก็บ Source Code จาก Third Party ภายนอก

ที่มา : bleepingcomputer