DraftKings ยืนยันข้อมูลลูกค้ารั่วไหลกว่า 67,000 ราย จากการถูกโจมตีด้วยวิธีการ credential stuffing

DraftKings บริษัทรับพนันทางด้านกีฬาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าข้อมูลลูกค้ามากกว่า 67,000 รายรั่วไหลออกมาในเหตุการณ์การโจมตีด้วยวิธีการ credential stuffing ในช่วงเดือนพฤศจิกายน

ในการโจมตีดังกล่าวมีการใช้เครื่องมือที่ช่วยในการพยายามทดลองเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ ด้วยการใช้ credentials (user/password) ที่ขโมยมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ

โดยผู้โจมตีมีเป้าหมายที่จะเข้าถึงบัญชีผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุดเพื่อขโมยข้อมูลส่วตัว และข้อมูลทางการเงิน แล้วนำไปขายต่อบน dark web

โดยบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกเข้าถึงได้ ผู้โจมตีจะสามารถดูชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, ที่อยู่อีเมล, ข้อมูลเลขบัตรเครดิตสี่หลักท้าย, รูปโปรไฟล์ ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมก่อนหน้า, ยอดเงินคงเหลือในบัญชี และวันล่าสุดที่มีการเปลี่ยนรหัสผ่าน

แม้ว่าผู้โจมดีอาจเข้าถึงข้อมูลเลขบัตรเครดิตสี่หลักท้ายได้ แต่หมายเลขบัตรทั้งหมด วันหมดอายุ และหมายเลข CVV ไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้บนระบบ โดยหลังจากตรวจพบการโจมตี DraftKings ได้ทำการรีเซ็ตรหัสผ่านของบัญชีที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทยังได้คืนเงินที่ถูกถอนออกจากการโจมตี โดยคืนเงินสูงสุดถึง 300,000 ดอลลาร์สำหรับบัญชีที่ถูกถอนเงินออกไปในเหตุการณ์ดังกล่าว

DraftKings ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ผู้โจมตีขโมยเงินออกไปจากบัญชีของผู้ใช้งาน แต่ BleepingComputer พบว่าการถูกถอนเงินออกไปนั้นถูกดำเนินการจากการที่ผู้โจมตีได้นำบัญชีที่ขโมยมาไปขายต่อในราคา $10 ถึง $35

โดยการขายบัญชีต่อยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ที่ซื้อบัญชีต่อไปสามารถถอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชีผู้ใช้งานของ DraftKings ออกไปได้

หลังจากที่ DraftKings ประกาศการถูกโจมตีจาก credential stuffing หลังจากนั้นจึงได้ดำเนินการปิดบัญชีที่ถูกเข้าถึงไปเรียบร้อยแล้ว

คำแนะนำ

1. ไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม
2. เปิดใช้งาน 2FA ในบัญชีต่าง ๆ และยกเลิกการเชื่อมกับบัญชีธนาคาร

ที่มา : bleepingcomputer

CISA ประกาศเตือนช่องโหว่ใหม่ใน Veeam Backup and Replication ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี

Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) หรือ หน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ ได้ออกประกาศเตือน 2 ช่องโหว่ใหม่ใน Veeam Backup and Replication โดยมีหมายเลข CVE-2022-26500 และ CVE-2022-26501 ซึ่งกำลังถูกกลุ่ม Hackers นำมาใช้ในการโจมตีอยู่ในปัจจุบัน

Veeam Backup and Replication คือซอฟต์แวร์สำรอง และกู้คืนข้อมูลในระบบเสมือน (Virtualization) ที่ทำงานบน Virtual Machine (VM) เช่น VMWare หรือ Microsoft Hyper-V

ผลกระทบ

โดยช่องโหว่ CVE-2022-26500 และ CVE-2022-26501 กระทบโดยตรงต่อการตั้งค่า “Veeam Distribution Service (TCP 9380 by default)” ส่งผลให้ Hackers สามารถเข้าถึงเครื่องเป้าหมายจากระยะไกล และสั่งการอัปโหลด หรือเรียกใช้งานคำสั่งที่เป็นอันตรายได้ (Remote Code Execution RCE)

CVE-2022-26500 ได้คะแนน CVSS v3 ที่ 8.8 (ระดับความรุนแรงสูง)
CVE-2022-26501 ได้คะแนน CVSS v3 ที่ 9.8 (ระดับความรุนแรงสูงมาก)

Nikita Petrov นักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัท Positive Technologies บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของรัสเซีย เป็นผู้ค้นพบ และรายงานช่องโหว่นี้ รวมไปถึง CloudSEK บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังได้พบว่าช่องโหว่นี้ได้ถูกรวมอยู่ในกลุ่มเครื่องมือของผู้โจมตีที่ใช้ในการเข้าถึง และสั่งการเป้าหมายจากระยะไกล (RCE)

เมื่อ Hackers สามารถเข้าถึงระบบของเหยื่อได้แล้ว จะนำไปสู่ขั้นตอนในการโจมตีเหยื่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การติดตั้ง Ransomware, การโจรกรรมข้อมูล, การทำ denial-of-service(DoS) แนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการอัปเดตทันที

Version ที่ได้รับผลกระทบ

Veeam Backup & Replication Version 9.5 10 และ 11

การแก้ไข

ทำการอัปเดท Veeam Backup & Replication เป็น Version 11a (รุ่น 11.0.1.1261 P20220302) และ 10a (รุ่น 0.1.4854 P20220304)
หากยังไม่สามารถทำการอัปเดตได้ในขณะนี้ แนะนำให้ปิดการใช้งาน Veeam Distribution Veeam Distribution Service ไปก่อนจนกว่าจะได้รับการอัปเดต

ที่มา : thehackernews.

GitHub กำหนดให้ผู้ใช้งานทั้งหมดเปิดใช้งาน 2FA ภายในสิ้นปี 2023

GitHub จะกำหนดให้ผู้ใช้งานทุกคนที่เผยแพร่ code บนแพลตฟอร์ม เปิดการใช้งาน Two-factor authentication (2FA) เป็นมาตรการป้องกันเพิ่มเติมบนบัญชีภายในสิ้นปี 2566

ซึ่ง Two-factor authentication จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีผู้ใช้ด้วยการเพิ่มขั้นตอนในกระบวนการเข้าสู่ระบบ

สำหรับผู้ใช้งาน GitHub การถูกเข้าถึงบัญชีผู้ใช้งาน สามารถนำไปสู่การเผยแพร่โค้ดที่เป็นอันตรายสำหรับใช้ในการโจมตีในรูปแบบ supply chain attacks ซึ่งขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละ project โดยบางกรณีอาจมีผลกระทบในวงกว้างได้

การกำหนดให้มีการเปิดใช้งาน 2FA เป็นมาตรการที่จำเป็นสำหรับบัญชี GitHub ทุกบัญชี โดยจะทำให้แพลตฟอร์ม GitHub เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของโค้ดที่ดาวน์โหลดจากแพลตฟอร์ม

เมื่อต้นปีทีผ่านมา GitHub เคยประกาศถึงการตัดสินใจให้ผู้พัฒนา Project ที่มีผลกระทบสูง และมีการดาวน์โหลดมากกว่าหนึ่งล้านครั้งต่อสัปดาห์ต้องมีการเปิดใช้งาน 2FA

ซึ่งการกำหนดให้มีการเปิด 2FA สำหรับผู้ใช้งานทั้งหมดจะครอบคลุมผู้ใช้ประมาณ 83 ล้านคน

การออกข้อกำหนด 2FA

GitHub จะกำหนดให้มีการเปิด 2FA บนบัญชี GitHub ทุกบัญชีตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยในตอนแรกจะผลักดันให้บัญชีผู้ใช้งานที่อยู่ในกลุ่มผู้เผยแพร่ข้อมูลเริ่มดำเนินการก่อน

หลังจากนั้นจะทำการประเมินผลก่อนที่จะขยายไปสู่กลุ่มผู้ใช้งานที่ใหญ่ขึ้น

GitHub กล่าวว่ากลุ่มของผู้ใช้งานที่จะเริ่มดำเนินการจะถูกแบ่งโดยใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ :

ผู้ใช้ที่เผยแพร่แอป หรือแพ็กเกจ GitHub หรือ OAuth
ผู้ใช้ที่มีการสร้าง code เวอร์ชันใหม่ ๆ
ผู้ใช้ที่เป็นผู้ดูแลองค์กร และองค์กร
ผู้ใช้ที่ contributed code ไปยัง repositories สำคัญ ๆ เช่น npm, OpenSSF, PyPI, หรือ RubyGems
ผู้ใช้ที่ contributed code ไปยัง repositories สาธารณะ และส่วนตัวประมาณสี่ล้านอันดับแรก

โดยผู้ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพื่อเปิดการใช้งาน 2FA ผ่านทางอีเมล จะมีระยะเวลา 45 วันในการดำเนินการ เมื่อครบกำหนดเวลา ผู้ใช้งานจะเริ่มเห็นคำแนะนำในการเปิดใช้งาน 2FA บน GitHub อีก 1 สัปดาห์ และหากยังไม่ดำเนินการ ก็จะถูกบล็อกไม่ให้เข้าถึงฟีเจอร์ของ GitHub ได้

โดย 28 วันหลังจากเปิดใช้งาน 2FA ผู้ใช้งานจะต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อยืนยันการตั้งค่าความปลอดภัยใหม่ รวมถึงจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถกำหนดการตั้งค่า 2FA ใหม่ และสามารถกู้คืนรหัสที่หายไปได้

ที่มา : bleepingcomputer

Windows drivers ที่ถูก Signed โดย Microsoft ถูกนำมาใช้ในการโจมตีด้วย Ransomware

Microsoft ได้เพิกถอนบัญชี Windows Hardware Developer หลายบัญชีหลังจากที่ไดรเวอร์ ที่ signed ผ่านโปรไฟล์ของพวกเขาถูกนำมาใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงการโจมตีจาก ransomware

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจากรายงานร่วมกันของ Mandiant, Sophos และ SentinelOne โดยนักวิจัยระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไดรเวอร์ hardware kernel-mode ที่เป็นอันตราย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วย Authenticode จากโปรแกรม Windows Hardware Developer ของ Microsoft

Microsoft ระบุว่าได้รับแจ้งจากบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Mandiant, SentinelOne และ Sophos เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ว่าไดรเวอร์ที่ certified โดย Windows Hardware Developer ของ Microsoft ถูกนำไปใช้ในการโจมตี ซึ่งจากพฤติกรรมในการโจมตีครั้งนี้ ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบบนระบบที่ถูกโจมตีไปก่อนแล้วที่จะมีการใช้งานไดรเวอร์ดังกล่าว

โดยจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าบัญชีนักพัฒนาหลายบัญชีสำหรับ Microsoft Partner Center มีส่วนร่วมในการส่งไดรเวอร์ที่เป็นอันตรายเพื่อขอรับการรับรอง (signed) จาก Microsoft และความพยายามในการส่งไดรเวอร์ที่เป็นอันตรายเพื่อขอรับการรับรอง (signed) ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 จึงนำไปสู่การระงับบัญชีของนักพัฒนาหลายรายในช่วงต้นเดือนตุลาคม

เมื่อมีการโหลดไดรเวอร์ hardware ใน kernel-mode บน Windows ไดรเวอร์จะได้รับสิทธิ์ระดับสูงสุดบนระบบปฏิบัติการ รวมถึงสิทธิ์ในการอนุญาตให้ไดรเวอร์สามารถดำเนินการที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่อนุญาตในแอปพลิเคชันของ user-mode ซึ่งสิทธิ์ดังกล่าวรวมไปถึงการสามารถหยุดการทำงานของซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย การลบไฟล์ที่ได้รับการป้องกัน และการทำตัวเป็น rootkits เพื่อซ่อนพฤติกรรมของ process อื่น ๆ

โดยตั้งแต่ Windows 10 เป็นต้นมา Microsoft ได้กำหนดให้ไดรเวอร์ฮาร์ดแวร์ใน kernel-mode ต้อง signed ผ่านโปรแกรม Windows Hardware Developer ของ Microsoft เท่านั้น

เนื่องจากนักพัฒนาจำเป็นต้องซื้อใบรับรองสำหรับ Extended Validation (EV) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการระบุตัวตน และส่งไดรเวอร์มาผ่านการตรวจสอบจาก Microsoft ด้วย จึงทำให้ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยจำนวนมากจึงเชื่อถือไดรเวอร์ที่ signed โดย Microsoft ผ่านโปรแกรมนี้โดยอัตโนมัติ

เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการหยุดการทำงานของซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย

นักวิจัยระบุว่าพบเครื่องมือที่ชื่อว่า STONESTOP (loader) และ POORTRY (kernel-mode driver) ที่ถูกนำมาใช้ในการโจมตีแบบที่เรียกว่า "Bring your vulnerable ไดรเวอร์" (BYOVD) ในครั้งนี้

STONESTOP เป็นแอพพลิเคชั่นแบบ user-mode ที่พยายามหยุดการทำงานซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ รวมถึงความสามารถในการเขียนทับ และลบไฟล์ และทำหน้าที่เป็นทั้งตัวโหลด/ตัวติดตั้งสำหรับ POORTRY

ransomware และ SIM swapper

โดย Sophos พบพฤติกรรมที่ผู้โจมตีซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Cuba ransomware ใช้ BURNTCIGAR loader utility เพื่อติดตั้งไดรเวอร์ที่เป็นอันตราย ซึ่งถูก signed โดย Microsoft

ส่วน SentinelOne พบชุดเครื่องมือที่ signed โดย Microsoft ซึ่งถูกนำมาใช้ในการโจมตีธุรกิจโทรคมนาคม, BPO, MSSP และธุรกิจบริการทางการเงิน และถูกใช้โดยการดำเนินการของ Hive Ransomware กับบริษัทในอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งแฮ็กเกอร์หลายรายที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือในลักษณะที่คล้ายกันได้

ทางด้าน Mandiant พบกลุ่ม UNC3944 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้โจมตีที่มีแรงจูงใจทางด้านการเงิน มีการใช้มัลแวร์ที่ได้รับการ signed โดย Microsoft เช่นเดียวกัน

โดย Mandiant ยังสามารถระบุรายชื่อองค์กรที่ถูกใช้ในการส่งไดรเวอร์ไปเพื่อขอรับการรับรอง (signed) จาก Microsoft ได้ดังนี้

 

 

 

 

 

Microsoft response

Microsoft ได้เผยแพร่การอัปเดตความปลอดภัยเพื่อเพิกถอน certificates ที่ใช้ไฟล์ที่เป็นอันตราย และได้ระงับบัญชีที่ใช้ในการส่งไดรเวอร์
Microsoft Defender เวอร์ชันใหม่ signatures (1.377.987.0) จะสามารถตรวจหาไดรเวอร์ที่ถึงแม้จะถูก signed อย่างถูกต้อง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี
Microsoft Partner Center กำลังทำโซลูชันระยะยาวเพื่อจัดการกับพฤติกรรมเหล่านี้ และป้องกันผลกระทบของผู้ใช้งานในอนาคต

ที่มา : bleepingcomputer

พบการโจมตี Phishing รูปแบบใหม่ ใช้โพสต์บน Facebook เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจาก Email

พบแคมเปญ Phishing รูปแบบใหม่ที่ใช้โพสต์บน Facebook ในการโจมตี เพื่อขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้งาน Facebook และข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ Personally Identifiable Information (PII)

ขั้นตอนการโจมตี

ภายในเนื้อหาของ Phishing Email ที่ใช้ในการโจมตีจะระบุว่า “พบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในโพสต์บน Facebook หากไม่ยื่นอุทธรณ์ภายใน 48 ชั่วโมง บัญชีนี้จะถูกลบ” พร้อมทั้งแนบลิงก์เพื่ออุทธรณ์การลบบัญชี

โดยลิงก์ดังกล่าวคือโพสต์ที่มีอยู่จริงบน Facebook.

ข้อมูลของ Uber รั่วไหล หลังจากบริษัท Teqtivity ถูกโจมตี

Uber ออกมายืนยันถึงเหตุการณ์ข้อมูลของพนักงาน รายงานของบริษัท รวมถึงข้อมูลสินทรัพย์ไอที ได้รั่วไหลออกสู่สาธารณะ และถูกนำไปประกาศขายบนฟอรัมต่าง ๆ หลังจากการที่บริษัท third-party อย่าง Teqtivity ถูกโจมตี

โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้โจมตีที่ใช้ชื่อว่า 'UberLeaks' ได้เริ่มเผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าขโมยมาจาก Uber และ Uber Eats บนฟอรัมสำหรับการขายข้อมูล

ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกอ้างว่าเป็นซอร์สโค้ดที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มการจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ (MDM) ที่ใช้โดย Uber และ Uber Eats และบริการจากบริษัท third-party โดยผู้โจมตีแยกข้อมูลออกเป็น 4 ส่วนประกอบไปด้วย Uber MDM จาก uberhub.

ข้อมูลผู้ใช้งาน WhatsApp เกือบ 500 ล้านราย ถูกประกาศขายใน Dark Web

พบการประกาศขายข้อมูลของผู้ใช้งาน WhatsApp เกือบ 500 ล้านราย ในฟอรั่มของ Dark Web ชื่อดัง โดยในฟอรั่มได้อ้างว่าเป็นฐานข้อมูลของผู้ใช้งาน WhatsApp ในปี 2022 จำนวนกว่า 487 ล้านหมายเลข

โดย WhatsApp ถือว่าเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชัน Instant messaging และ VoIP ยอดนิยม ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 2,000 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก

โดยในรายละเอียดของข้อมูลที่ถูกประกาศขาย ประกอบไปด้วยชุดข้อมูลของผู้ใช้ WhatsApp จากกว่า 84 ประเทศ เช่น

ผู้ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 32 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศอียิปต์ จำนวน 45 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศอิตาลี จำนวน 35 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศซาอุดีอาระเบีย จำนวน 29 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศฝรั่งเศส จำนวน 20 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศตุรกี จำนวน 20 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศรัสเซีย จำนวน 10 ล้านรายชื่อ
ผู้ใช้ในประเทศอังกฤษ จำนวน 11 ล้านรายชื่อ

โดย Hacker ได้เสนอขายชุดข้อมูลเหล่านี้ แยกเป็นรายประเทศ เช่น ข้อมูลผู้ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ขายในราคา 7,000 ดอลลาร์, ข้อมูลผู้ใช้ในประเทศอังกฤษ ขายในราคา 2,500 ดอลลาร์ และข้อมูลผู้ใช้ในประเทศเยอรมนี ขายในราคา 2,000 ดอลลาร์ รวมไปถึง Hacker ยังได้ปล่อยตัวอย่างชุดข้อมูลที่มีข้อมูลผู้ใช้งานของประเทศอังกฤษ 1,097 ราย และประเทศสหรัฐอเมริกา 817 ราย เพื่อพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นของจริง และนำไปใช้งานได้

จากการตรวจสอบของ Cybernews พบว่าชุดข้อมูลตัวอย่างที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลของผู้ใช้งานจริง และสามารถติดต่อไปยังผู้ใช้งานได้ โดย Hacker ที่ขายข้อมูลไม่ได้บอกว่าได้ชุดข้อมูลเหล่านี้มาด้วยวิธีการใด โดยระบุเพียงว่าพวกเขามีวิธีการที่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมา รวมทั้งยังยืนยันกับ Cybernews ว่าข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดสามารถนำไปใช้ได้จริง

ปัจจุบัน Cybernews ได้ติดต่อไปยังบริษัท Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ WhatsApp เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ โดยเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็จะพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลภายในของ LinkedIn และ Facebook Business accounts ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท Meta ที่ถูกนำมาขายในฟอรั่มของ Dark Web ชื่อดังเช่นเดียวกัน

ผลกระทบ

โดยชุดข้อมูลที่รั่วไหลเหล่านี้ อาจถูกเหล่า Hackers นำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีในรูปแบบ Social Engineering ได้ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงผ่านข้อความ หรือการโทร (Smishing and Vishing Attacks), การโจมตีผ่าน Email (Phishing Attack) รวมไปถึงการโจมตีในรูปแบบ Business Email Compromise

การป้องกัน

ระมัดระวังการเปิดข้อความ SMS อีเมลล์ หรือไฟล์แนบที่ถูกส่งมา ถึงแม้ผู้ส่งจะเป็นบุคคลใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ตาม

ที่มา : cybernews

พบช่องโหว่ Zero Day ระดับความรุนแรงสูงบน Citrix ADC และ Citrix Gateway ผู้ใช้งานควรอัปเดตโดยเร็วที่สุด

Citrix แจ้งเตือนให้ผู้ใช้งาน Citrix ADC และ Citrix Gateway รีบอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ระดับความรุนแรงสูง ซึ่งมีคะแนน CVSS v3 สูงถึง 9.8 (CVE-2022-27518) โดยเร่งด่วน เนื่องจากพบว่าช่องโหว่ดังกล่าวกำลังถูกนำมาใช้โจมตีโดยกลุ่ม Hacker APT5 ที่คาดว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล (State-Sponsored Hackers)

APT5 หรือที่รู้จักกันในชื่อ UNC2630 และ MANGANESE เป็นกลุ่ม Hacker ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน (State-Sponsored Hackers) โดยผู้โจมตีมักจะใช้ช่องโหว่ Zero-Days จากอุปกรณ์ VPN ในการโจมตีเพื่อเข้าถึงระบบของเหยื่อ และขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญออกไป เช่น ในปี 2021 พบการโจมตีของกลุ่ม APT5 ที่ใช้ช่องโหว่ Zero-day ในอุปกรณ์ Pulse Secure VPN เพื่อเจาะระบบเครือข่ายของ US Defense Industrial Base (DIB)

การโจมตี

ช่องโหว่ CVE-2022-27518 ทำให้ Hacker สามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายการจากระยะไกลได้ (Remote code execution) บนอุปกรณ์ Citrix ADC และ Citrix Gateway ที่มีช่องโหว่ และเข้าควบคุมเครื่องได้ ซึ่งขณะนี้ทาง Citrix ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการโจมตี

โดยในปี 2019 อุปกรณ์ Citrix ADC และ Citrix Gateway ก็มีช่องโหว่ Remote code execution หมายเลข CVE-2019-19781 ลักษณะคล้ายกันนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการโจมตีอุปกรณ์ Citrix ADC และ Citrix Gateway ที่มีช่องโหว่เป็นวงกว้าง

ขณะนี้ทางสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ NSA (National Security Agency) ได้ออกเอกสาร "APT5: Citrix ADC Threat Hunting Guidance" ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบการโจมตีอุปกรณ์ Citrix ADC และ Citrix Gateway ที่มีช่องโหว่ และวิธีการป้องกัน

Version ที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่ CVE-2022-27518 ส่งผลกระทบต่อ Citrix ADC และ Citrix Gateway Version ดังต่อไปนี้ :

Citrix ADC และ Citrix Gateway ตั้งแต่ Version13.0 ก่อนถึง Version 13.0-58.32
Citrix ADC และ Citrix Gateway ตั้งแต่ Version 12.1 ก่อนถึง Version 12.1-65.25
Citrix ADC FIPS ตั้งแต่ Version 12.1 ก่อนถึง Version 12.1-55.291
Citrix ADC NDcPP ตั้งแต่ Version 12.1 ก่อนถึง Version 12.1-55.291

โดยจะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่ออุปกรณ์กำหนดค่าเป็น SAML SP ( SAML service provider) หรือ SAML IdP ( SAML identity provider)

ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบการกำหนดค่าไฟล์ "ns.

Fortinet ประกาศอัปเดต Patch ช่องโหว่ Zero day บน FortiOS SSL VPNs ที่กำลังถูกใช้โจมตีอยู่ในปัจจุบัน

Fortinet ได้ประกาศอัปเดต Patch ช่องโหว่ Buffer Overflow ใน FortiOS ที่อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

ช่องโหว่ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2022-42475 เป็นช่องโหว่ heap-based buffer overflow ใน FortiOS หลาย ๆ version มี CVSSv3 : 9.3 ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ ซึ่งหากโจมตีสำเร็จก็จะสามารถเข้าควบคุมได้แบบเต็มรูปแบบ

วิธีตรวจสอบหากถูกโจมตีโดยช่องโหว่

ตรวจพบว่ามี Log ตามรายการด้านล่างนี้บนระบบหรือไม่

Logdesc="Application crashed" and msg="[...] application:sslvpnd,[...], Signal 11 received, Backtrace: [...]"

ตรวจสอบไฟล์ตามรายการด้านล่างนี้ว่าพบการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่

/data/lib/libips.

Python Malware แอบติดตั้งแบ็คดอร์จากช่องโหว่บน VMware ESXi servers

นักวิจัยจาก Juniper Networks ค้นพบ Python Malware ที่มุ่งเป้าไปยังช่องโหว่บน VMware ESXi servers เพื่อใช้ในการติดตั้งแบ็คดอร์ ซึ่งจะทำให้ Hacker สามารถเข้าถึง หรือรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลบนระบบที่ถูกโจมตีได้

แต่จนถึงปัจจุบันนักวิจัยยังไม่สามารถระบุวิธีการที่แน่ชัดที่ถูกใช้ในการโจมตีได้ เนื่องจากข้อมูล log ที่หลงเหลือหลังจากการโจมตีมีจำกัด แต่คาดการว่าเซิร์ฟเวอร์อาจถูกโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ CVE-2019-5544 และ CVE-2020-3992 ใน OpenSLP service ของ ESXi โดย Python Malware ยังสามารถทำงานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Linux และ Unix

VMware ESXi คือ แพลตฟอร์ม Virtual Machine (VM) ที่ใช้ทั่วไปในองค์กรเพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์จำลอง (VM) จำนวนมากบนอุปกรณ์เครื่องเดียว โดยใช้ทรัพยากร CPU และหน่วยความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การโจมตี

จากข้อมูล log ที่หลงเหลือหลังจากการโจมตี พบว่า Python Malware ได้เพิ่มคำสั่ง 7 บรรทัดใน "/etc/rc.