Cloudflare สร้างสถิติการป้องกันการโจมตีจาก DDoS ที่สูงถึง 71 ล้าน RPS

Cloudflare ได้ออกมาเปิดเผยรายงานการป้องกันการโจมตีแบบ Distributed Denial-of-Service (DDoS) ที่สูงจนกลายเป็นสถิติที่สูงที่สุดในปัจจุบัน

โดยพบการโจมตีไปยังลูกค้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมี requests มากกว่า 50-70 ล้าน requests per second (rps) ในช่วงที่เกิดการโจมตี และมี requests มากที่สุด อยู่ที่ 71 ล้าน rps

Cloudflare ระบุว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีแบบ HTTP DDoS ที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมากกว่า 35% จากสถิติที่รายงานก่อนหน้านี้ที่พบการโจมตีในลักษณะ DDoS อยู่ที่ 46 ล้าน rps ในเดือนมิถุนายน 2022 ซึ่งถูกป้องกันไว้ได้โดย Google Cloud Armor ของ Google

โดยการโจมตีเกิดที่ขึ้นในครั้งนี้ พบว่ามาจาก IP มากกว่า 30,000 รายการ จากผู้ให้บริการคลาวด์หลายราย รวมถึงผู้ให้บริการเกม ผู้ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์ม บริษัทสกุลเงินดิจิทัล และผู้ให้บริการโฮสติ้ง

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ DDoS threat report ของ Cloudflare ที่ได้คาดการณ์สถานการณ์การโจมตีไว้ว่า

จำนวนการโจมตี HTTP DDoS จะเพิ่มสูงขึ้น 79% เมื่อเทียบเป็นรายปี
จำนวนการโจมตีเชิงปริมาณที่มากกว่า 100 Gbps จะเพิ่มสูงขึ้น 67% ไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ)
จำนวนการโจมตี DDoS ที่ใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมงจะเพิ่มสูงขึ้น 87% (QoQ)

 

ที่มา : bleepingcomputer

CISA แจ้งเตือนการมุ่งเป้าการโจมตีไปยังช่องโหว่ของไดรเวอร์ Fortra MFT, TerraMaster NAS และ Intel ethernet

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่สามรายการไปในแคตตาล็อก Known Exploited Vulnerabilities (KEV) โดยอ้างถึงหลักฐานของการพบการตั้งเป้าหมายการโจมตีไปที่ช่องโหว่ดังกล่าว

ช่องโหว่ TerraMaster (TNAS)

CVE-2022-24990 เป็นช่องโหว่ที่ส่งผลต่ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลกับเครือข่าย TerraMaster network-attached storage (TNAS) ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยสิทธิ์สูงสุด ซึ่งช่องโหว่ CVE-2022-24990 ได้รับการเปิดเผยโดย Octagon Networks บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเอธิโอเปียในเดือนมีนาคม 2565 รวมไปถึงหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้ระบุว่า ช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกใช้โดย Hacker ชาวเกาหลีเหนือ เพื่อโจมตีหน่วยงานด้านสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญด้วยแรนซัมแวร์

ช่องโหว่ Intel ethernet

CVE-2015-2291 เป็นช่องโหว่ที่ส่งผลต่อไดรเวอร์ Intel ethernet สำหรับ Windows (IQVW32.sys และ IQVW64.sys) ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่สถานะ Denial-of-Service state (DOS) โดยช่องโหว่ CVE-2015-2291 ได้รับการเปิดเผยโดย CrowdStrike ในเดือนมกราคม 2023 โดยเกี่ยวข้องกับการโจมตีจาก Scattered Spider (หรือที่รู้จักในชื่อ Roasted 0ktapus หรือ UNC3944) ซึ่งสามารถที่จะใช้วิธีการที่เรียกว่า Bring Your Own Vulnerable Driver (BYOVD) เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งบนเครื่องเป้าหมายได้ รวมถึงยังพบว่าเทคนิคดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้โดยกลุ่ม Hacker จำนวนมาก เช่น BlackByte, Earth Longzhi, Lazarus Group และ OldGremlin

ช่องโหว่ GoAnywhere MFT

CVE-2023-0669 เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ที่ค้นพบใน GoAnywhere MFT managed file transfer application ของ Fortra โดยขณะนี้ ทาง Fortra ได้ปล่อยตัวอัปเดตเพื่อป้องกันช่องโหว่ดังกล่าวออกมาแล้ว จึงได้เตือนให้ผู้ดูแลระบบเร่งทำการอัปเดตโดยเร็ว

รวมไปถึง Huntress บริษัทผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย ได้พบการนำช่องโหว่ CVE-2023-0669 ไปใช้ร่วมกับ TrueBot ซึ่งเป็นมัลแวร์บน Windows ที่มาจากกลุ่ม Silence และแชร์การเชื่อมต่อกับ Evil Corp ซึ่งมาจากกลุ่ม Hacker ชาวรัสเซียในชื่อ TA505

ที่มา : thehackernews

Apple ออกแพตซ์แก้ไขช่องโหว่ Zero-day บน WebKit ที่ใช้ในการโจมตี iPhones และ Macs {ENDUSER}

Apple ออกแพตซ์อัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ที่กำลังถูกนำมาใช้ในการโจมตี iPhones, iPads และ Macs

โดยช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไขมีหมายเลข CVE-2023-23529 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถทำให้ OS หยุดการทำงาน รวมถึงสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ที่ใช้ iOS, iPadOS และ macOS เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ได้ หากมีการเปิดใช้งานเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษจากผู้โจมตี (ช่องโหว่ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ Safari 16.3.1 บน macOS Big Sur และ Monterey) (more…)

พบ ESXiArgs Ransomware ตัวใหม่ ปรากฏขึ้นหลังจาก CISA เปิดตัวเครื่องมือถอดรหัส ESXiArgs

พบ ESXiArgs Ransomware ตัวใหม่ ปรากฏขึ้นหลังจากสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ CISA เปิดตัวเครื่องมือถอดรหัสเพื่อกู้คืนข้อมูล สำหรับเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของ ESXiArgs Ransomware

โดยรายงานจากผู้ดูแลระบบในฟอรัมออนไลน์ พบว่าไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 128MB จะมีการเข้ารหัสข้อมูลแบบ 50% ทำให้กระบวนการกู้คืนมีความลำบากยิ่งขึ้น รวมถึงการลบที่อยู่ Bitcoin ออกจากบันทึกเรียกค่าไถ่ เพื่อให้เหยื่อติดต่อพวกเขาบน Tox แทน เพื่อรับข้อมูลสำหรับการชำระค่าไถ่ เนื่องจากกลุ่ม Hacker รู้ว่าตนเองกำลังถูกติดตามอยู่ รวมถึงวิธีการโจมตีที่ใช้นั้นสามารถป้องกันได้อย่างง่ายดาย จึงได้มีการปรับปรุงรูปแบบการโจมตี (more…)

Hacker โจมตี Reddit เพื่อขโมย source code และข้อมูลภายใน

Reddit ถูกโจมตี ซึ่งทำให้ hacker สามารถเข้าถึงระบบภายใน และขโมยข้อมูล รวมไปถึง source code ออกมาได้

โดยบริษัทระบุว่า hacker ใช้การโจมตีแบบ phishing ในการหลอกให้พนักงานของ Reddit เชื่อว่าเป็นหน้า intranet site ของตนเอง และพยายามขโมยข้อมูลประจำตัวของพนักงาน และ two-factor authentication tokens ซึ่งหลังจากมีพนักงานตกเป็นเหยื่อในการ phishing ทำให้ hacker สามารถเข้าถึงข้อมูลของระบบภายใน เพื่อขโมยข้อมูล และ source code ได้ (more…)

แรนซัมแวร์ ESXiArgs เวอร์ชันใหม่ ป้องกันการกู้คืนจาก VMware ESXi recovery

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ESXiArgs ตัวใหม่กำลังปฏิบัติการเข้ารหัสข้อมูลจำนวนมาก และยังทำให้การกู้คืนเครื่อง VMware ESXi ที่ถูกเข้ารหัสทำได้ยากขึ้นมาก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่เข้ารหัสเซิร์ฟเวอร์ VMware ที่เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตมากกว่า 3,000 เครื่อง โดยการใช้แรนซัมแวร์ ESXiArgs ตัวใหม่

ในรายงานเบื้องต้นระบุว่าอุปกรณ์ถูกโจมตีผ่านทางช่องโหว่เก่าของ VMware SLP อย่างไรก็ตามเหยื่อบางรายระบุว่าถึงแม้มีการปิดการใช้งาน SLP บนอุปกรณ์ไปแล้ว ก็ยังคงถูกโจมตี และเข้ารหัสได้อยู่ดี

เมื่อโจมตีสำเร็จ สคริปต์ encrypt.

Weee! ข้อมูลรั่วไหล กระทบต่อผู้ใช้งานกว่า 1.1 ล้านราย

Weee! เป็นแอปพลิเคชั่นร้านค้าออนไลน์แบบเดลิเวอรี่ที่จัดส่งอาหารทั่ว 48 รัฐในสหรัฐอเมริกาผ่านคลังสินค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศของเอเชีย และสเปนที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ได้ออกมาประกาศเรื่องข้อมูลของลูกค้ากว่า 1.1 ล้านรายรั่วไหลออกสู่สาธารณะ และถูกนำไปประกาศขายบนฟอรัมต่าง ๆ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้โจมตีที่ชื่อว่า IntelBroker ได้เผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าขโมยมาจากฐานข้อมูลเป็นข้อมูลลูกค้ากว่า 11 ล้านราย โดยประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้

ชื่อ
อีเมล
หมายเลขโทรศัพท์ (iOS/PC/Android)
ข้อมูลการสั่งซื้อ การจัดส่ง และข้อมูลอื่น ๆ

สำหรับลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2021 ถึง 12 กรกฎาคม 2022 อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในในครั้งนี้ โดยทาง Weee! ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม Weee! ยืนยันว่าผู้โจมตีไม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงิน เนื่องจากไม่ได้เก็บข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าไว้ในฐานข้อมูล

แม้ว่าผู้โจมตีจะอ้างว่าได้ขโมยฐานข้อมูลลูกค้าออกไปถึง 11 ล้านราย แต่ Troy Hunt ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ Have I been Pwned บอกกับ BleepingComputer ว่าข้อมูลที่รั่วไหลมีข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ไม่ซ้ำกันเพียง 1.1 ล้านรายการเท่านั้น ซึ่งเกิดจากลูกค้ารายเดียวกันได้ทำการสั่งซื้อหลายรายการ หากลูกค้าท่านใดอยากทราบว่าข้อมูลของตนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในครั้งนี้ หรือไม่ สามารถตรวจสอบอีเมลของคุณบนเว็บไซต์ Have I been Pwned ได้ และสมาชิกปัจจุบันที่มีการสมัครรับการแจ้งเตือนก็จะได้รับการแจ้งเตือนอัตโนมัติในกรณีที่ข้อมูลอีเมลมีการรั่วไหล

แนวทางป้องกัน

ไม่ควรใช้รหัสผ่านเดี่ยวกันบนหลาย Platform
เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication

ที่มา : bleepingcomputer

หน้าเว็ปไซต์ Phishing ของ AWS ยิงโฆษณาบน Google เพื่อให้ติดอันดับในการ Search

แคมเปญ phishing รูปแบบใหม่ที่มุ่งเป้าหมายไปหน้า login ของ Amazon Web Services (AWS) โดยการใช้ Google ads เพื่อดันหน้าเว็บไซต์ phishing ขึ้นมาติดอันดับใน Google Search เพื่อขโมยข้อมูลการ login ของเหยื่อที่ไม่ระมัดระวัง

ในช่วงแรกผู้โจมตีจะใช้วิธี link โฆษณาไปยังหน้าเพจ phishing โดยตรง แต่ในภายหลังได้ใช้วิธีการเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้าเพจ phishing แทน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยระบบตรวจจับ fraud ของ Google ads (more…)

มัลแวร์ QBot แพร่กระจายผ่านไฟล์ Microsoft OneNote ในชื่อ “QakNote” [EndUser]

นักวิจัยจาก Sophos บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้เผยแพร่รายงานการพบแคมเปญการแพร่กระจายมัลแวร์ QBot ตัวใหม่ที่ชื่อว่า "QakNote" โดยการใช้ไฟล์แนบ '.one' ของ Microsoft OneNote ที่เป็นอันตรายเพื่อโจมตีเป้าหมายด้วย QBot banking trojan ผ่านทาง Phishing Email ที่แนบไฟล์ OneNote ที่เป็นอันตรายไว้

โดยแคมเปญดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อเดือนมกราคม 2023 โดยสืบเนื่องจากการที่ Microsoft ได้ปิดการใช้งานการเรียกใช้คำสั่ง Macro ใน Microsoft Office เป็นค่าเริ่มต้น จึงทำให้เหล่า Hacker ต้องใช้วิธีการอื่นในการโจมตีเหยื่อ

ซึ่ง Hacker สามารถแนบไฟล์ได้เกือบทุกชนิดใน OneNote รวมถึงไฟล์แนบ VBS หรือไฟล์ LNK ซึ่งทำให้เพย์โหลดที่เป็นอันตรายจะถูกเรียกใช้งาน เมื่อเหยื่อดับเบิลคลิกที่ไฟล์แนบที่อยู่ใน OneNote Notebook อย่างไรก็ตามเหยื่อยังจำเป็นต้องคลิกที่จุดใดจุดหนึ่งเพื่อเปิดไฟล์แนบที่ฝังไว้ ทำให้โดยปกติผู้โจมตีจะใช้ปุ่ม 'Double Click to View File' หรือใช้ข้อความอื่นล่อลวงให้เหยื่อกดปุ่ม

Qbot (หรือที่รู้จักกันในนาม QakBot) เป็น banking trojan ที่ได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นมัลแวร์ที่เชี่ยวชาญในการเข้าถึงอุปกรณ์ได้หลากหลาย ทำให้ Hacker สามารถดาวน์โหลดมัลแวร์เพิ่มเติมในเครื่องที่ถูกโจมตี และขโมยข้อมูล รวมถึงติดตั้งแรนซัมแวร์ หรือการโจมตีอื่น ๆ ในเครือข่ายของเป้าหมายได้

QakNote campaign

นักวิจัยจาก Sophos ได้พบว่ากลุ่ม QBot ได้เริ่มโจมตีด้วยแคมเปญใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2023 ที่ผ่านมา โดยการใช้ไฟล์ OneNote ที่มีแอปพลิเคชัน HTML ที่ฝังไฟล์ HTA ซึ่งจะดาวน์โหลดเพย์โหลดของมัลแวร์ QBot เข้ามาในเครื่องเป้าหมาย เช่นเดียวกับนักวิจัยของ Cynet ที่ได้เผยแพร่การค้นพบ QakNote campaign บน Twitter เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2023 เช่นเดียวกัน

โดยสคริปต์ในไฟล์ HTA จะใช้แอปพลิเคชัน curl.

Medusa botnet กลับมาอีกครั้งในรูปแบบ Mirai-based พร้อม ransomware sting

Cyble บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยการพบ Medusa DDoS (distributed denial of service) botnet เวอร์ชันใหม่ ที่พัฒนาจาก Mirai code based ซึ่งประกอบไปด้วยความสามารถของ ransomware และ Telnet brute-forcer ซึ่งสามารถกำหนดเป้าหมายบน Linux และสามารถโจมตี DDoS ได้หลากหลายรูปแบบ

และในตอนนี้ Medusa ได้กลายเป็น MaaS (malware-as-a-service) สำหรับการโจมตีในรูปแบบ DDoS หรือการขุดเหรียญคริปโต โดยได้รับประกันความเสถียรของบริการ รวมทั้งการไม่เปิดเผยตัวตนของลูกค้า มี API ที่ใช้งานได้ง่าย และค่าใช้จ่ายที่ปรับได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ

Medusa เป็นมัลแวร์ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีการโฆษณาขายในตลาดมืดตั้งแต่ปี 2015 และต่อมาได้เพิ่มความสามารถในการโจมตี DDoS ผ่าน HTTP protocol ในปี 2017

ฟังก์ชันของ Ransomware

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Medusa รูปแบบใหม่นี้คือฟังก์ชันของ Ransomware ที่ช่วยให้สามารถค้นหาไดเร็กทอรีทั้งหมดสำหรับประเภทไฟล์ที่กำหนดสำหรับการเข้ารหัสข้อมูล โดยรายการประเภทไฟล์เป้าหมายนั้นประกอบด้วยไฟล์เอกสาร และไฟล์ vector design เป็นหลัก

โดยไฟล์ที่เป็นเป้าหมายจะถูกเข้ารหัสด้วย AES 256 บิต และนามสกุล .medusastealer ต่อท้ายชื่อไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส

ซึ่งพบว่ามันไม่เพียงแต่เข้ารหัสข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็น data wiper ที่มุ่งทำลายข้อมูลบนเครื่องที่ถูกโจมตีอีกด้วย โดยพบว่าหลังจากเข้ารหัสไฟล์บนเครื่องเหยื่อแล้ว มัลแวร์จะเข้าสู่โหมดสลีปเป็นเวลา 86,400 วินาที (24 ชั่วโมง) หลังจากนั้นจะทำการลบไฟล์ทั้งหมดในไดรฟ์บนระบบ หลังจากลบไฟล์แล้ว มันจะแสดงข้อความเรียกค่าไถ่ที่ขอให้ชำระเงิน 0.5 BTC ($11,400)

Cyble วิเคราะห์ว่า การที่ Medusa ทำการลบข้อมูลทิ้งหลังจากการเข้ารหัสข้อมูลเป็นข้อผิดพลาดของคำสั่งการ เนื่องจากทำลายข้อมูลบนเครื่องที่ถูกโจมตี จะทำให้เหยื่อไม่สามารถใช้งานระบบของตน รวมถึงการเปิดอ่านข้อความเรียกเหตุค่าไถ่ได้ ซึ่งข้อผิดพลาดนี้แสดงให้เห็นว่า Medusa รูปแบบใหม่ หรืออย่างน้อยฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

รวมไปถึงจุดสังเกตุที่พบว่า ถึงแม้ Medusa รูปแบบใหม่จะมีเครื่องมือในการขโมยข้อมูล แต่มันกลับไม่ขโมยไฟล์ข้อมูลของเหยื่อก่อนทำการเข้ารหัส แต่จะมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมข้อมูลระบบพื้นฐานที่ช่วยในการระบุตัวตนของเหยื่อ และประเมินทรัพยากรของเครื่องสำหรับการขุดเหรียญคริปโต และการโจมตี DDoS

การโจมตีด้วย Telnet

Medusa รูปแบบใหม่ยังมีฟังก์ชั่น brute force ในการสุ่มชื่อ และรหัสผ่านที่ใช้ทั่วไป ซึ่งหาก brute force สำเร็จ ก็จะทำการดาวน์โหลดเพย์โหลดที่เป็นอันตรายเพิ่มเติม

รวมถึงการใช้คำสั่ง "zmap" เพื่อค้นหาอุปกรณ์อื่นที่มีบริการ Telnet ที่ทำงานบน port 23 จากนั้นจะพยายามเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เหล่านั้นโดยใช้ที่อยู่ IP, ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านที่ดึงออกมาจากเครื่องที่ถูกโจมตี

สุดท้ายเมื่อสามารถเชื่อมต่อผ่าน Telnet ได้สำเร็จ ก็จะทำการเรียกใช้งานเพย์โหลด ("infection_medusa_stealer") อีกทั้งพบว่าเพย์โหลดสุดท้ายของ Medusa ยังคงรองรับคำสั่ง "FivemBackdoor" และ "sshlogin" ได้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

IOC

ที่มา :

bleepingcomputer

blog.