Cisco ได้แก้ไขช่องโหว่ DoS บนระบบ VPN ที่พบจากการโจมตีแบบ password spray

Cisco ได้แก้ไขช่องโหว่การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service หรือ DoS) ในซอฟต์แวร์ Cisco ASA และ Firepower Threat Defense (FTD) ซึ่งช่องโหว่นี้ถูกค้นพบระหว่างการโจมตีแบบ large-scale brute force ที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ Cisco VPN ในเดือนเมษายน

ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2024-20481 และส่งผลกระทบต่อ Cisco ASA และ Cisco FTD ทุกเวอร์ชันจนถึงซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด

เอกสารคำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับ CVE-2024-20481 ระบุว่าเป็นช่องโหว่ในบริการ Remote Access VPN (RAVPN) ของซอฟต์แวร์ Cisco Adaptive Security Appliance (ASA) และ Cisco Firepower Threat Defense (FTD) โดยเป็นช่องโหว่ที่อาจทำให้ผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่ได้ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถทำให้บริการของ RAVPN ล่มจากการโจมตีแบบ Denial of Service (DoS) ได้

"ช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ทรัพยากรถูกใช้จนหมด ซึ่งผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้โดยการส่งคำขอการยืนยันตัวตนสำหรับ VPN จำนวนมากไปยังอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ และถ้าการโจมตีสำเร็จจะทำให้ทรัพยากรถูกใช้งานจนหมด ส่งผลให้บริการ RAVPN ของอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบเกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS)"

Cisco ระบุว่าเมื่อการโจมตีแบบ DDoS นี้ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ อาจจำเป็นต้องทำการรีโหลดอุปกรณ์เพื่อให้บริการ RAVPN กลับมาทำงานอีกครั้ง

โดยทีม Cisco Product Security Incident Response Team (PSIRT) ระบุว่า พวกเขาทราบถึงการโจมตีช่องโหว่นี้ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ช่องโหว่นี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อโจมตีอุปกรณ์ Cisco ASA ในลักษณะของการโจมตีแบบ DoS

โดยช่องโหว่นี้ถูกค้นพบจากการโจมตีแบบ large-scale brute-force ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน โดยมีการโจมตีรหัสผ่านของบริการ VPN บนอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมาก เช่น

Cisco Secure Firewall VPN
Checkpoint VPN
Fortinet VPN
SonicWall VPN
RD Web Services
Miktrotik
Draytek
Ubiquiti

การโจมตีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อรวบรวมข้อมูลการเข้าสู่ระบบ VPN สำหรับเครือข่ายองค์กร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปขายใน dark web และอาจส่งให้กับกลุ่มแรนซัมแวร์เพื่อใช้ในการเข้าถึงเครือข่าย หรือใช้โจมตีระบบเพื่อขโมยข้อมูล

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการส่งคำขอการยืนยันตัวตนต่อเนื่องจำนวนมาก และรวดเร็วไปยังอุปกรณ์ ทำให้ทรัพยากรของอุปกรณ์ถูกใช้ไปจนหมดโดยที่ผู้โจมตีไม่ได้ตั้งใจดำเนินการ ส่งผลให้อุปกรณ์ Cisco ASA และ FTD เกิดเหตุการณ์ Denial of Service

ช่องโหว่นี้จัดอยู่ในประเภทช่องโหว่แบบ CWE-772 ซึ่งระบุไว้ว่าซอฟต์แวร์ไม่ได้ทำการปล่อยทรัพยากรที่มีการจัดการไว้อย่างเหมาะสมระหว่างการยืนยันตัวตนในรูปแบบ VPN ยกตัวอย่างเช่น หน่วยความจำ

Cisco ระบุว่าช่องโหว่นี้สามารถถูกโจมตีได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดใช้บริการ RAVPN เท่านั้น

ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเปิดใช้งาน SSL VPN บนอุปกรณ์หรือไม่ โดยใช้คำสั่งต่อไปนี้

หากไม่มีเอาต์พุตแสดงว่าบริการ RAVPN ไม่ได้เปิดใช้งาน

ช่องโหว่อื่น ๆ ของ Cisco

นอกจากนี้ Cisco ยังได้ออกคำแนะนำด้านความปลอดภัย 37 ฉบับ สำหรับช่องโหว่ 42 รายการในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งช่องโหว่ความรุนแรงระดับ Critical 3 รายการที่ส่งผลต่อ Firepower Threat Defense (FTD), Secure Firewall Management Center (FMC) และ Adaptive Security Appliance (ASA)

ในขณะนี้ แม้ว่าจะยังไม่พบการโจมตีที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านี้ แต่ด้วยความสำคัญ และความรุนแรงของช่องโหว่ ผู้ดูแลระบบที่มีอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบควรเร่งทำการอัปเดตแพตช์โดยเร็วที่สุด

สรุปช่องโหว่มีดังนี้

CVE-2024-20424 (คะแนน CVSS v3.1: 9.9): เป็นช่องโหว่ Command injection flaw ใน web-based management interface ของซอฟต์แวร์ Cisco FMC ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบ HTTP request ที่ไม่ถูกต้อง โดยช่องโหว่นี้จะอนุญาตให้ผู้โจมตีจากภายนอกที่ผ่านการยืนยันตัวตนได้รับสิทธิ์ในระดับ Security Analyst ซึ่งสามารถเรียกใช้คำสั่งบนระบบปฏิบัติการด้วยสิทธิ์ root ได้ตามต้องการ

CVE-2024-20329 (คะแนน CVSS v3.1: 9.9) : เป็นช่องโหว่ Remote command injection ใน Cisco ASA ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบอินพุตของผู้ใช้ที่ไม่สมบูรณ์ในส่วนของคำสั่ง CLI แบบระยะไกลผ่าน SSH โดยช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีจากภายนอกที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถเรียกใช้คำสั่งบนระบบปฏิบัติการด้วยสิทธิ์ root ได้

CVE-2024-20412 (คะแนน CVSS v3.1: 9.3) : เป็นช่องโหว่ Static credentials ในอุปกรณ์ Firepower รุ่น 1000, 2100, 3100 และ 4200 ซึ่งอนุญาตให้ผู้โจมตีจากภายในเข้าถึงข้อมูลสำคัญ และแก้ไขการตั้งค่าได้อย่างไม่จำกัด

CVE-2024-20424 เป็นช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของ Cisco ที่ใช้งาน FMC เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ โดยไม่คำนึงถึงการกำหนดค่าอุปกรณ์ และ Cisco ยังไม่ได้ให้วิธีแก้ไขสำหรับช่องโหว่นี้

CVE-2024-20329 เป็นช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชันของ ASA ที่มีการเปิดใช้ CiscoSSH stack และมีการอนุญาตให้เข้าถึง SSH ในส่วนของอินเทอร์เฟซอย่างน้อยหนึ่งรายการ

แนวทางแก้ปัญหาสำหรับช่องโหว่นี้คือการปิดการใช้งาน CiscoSSH stack โดยใช้คำสั่ง: no ssh stack ciscossh วิธีนี้จะตัดการเชื่อมต่อ SSH ที่กำลังใช้งาน และต้องบันทึกการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การตั้งค่ายังคงอยู่หลังการรีบูต

CVE-2024-20412 เป็นช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อซอฟต์แวร์ FTD ตั้งแต่เวอร์ชัน 7.1 ถึง 7.4 และ VDB release 387 หรือเวอร์ชันก่อนหน้านั้น ของอุปกรณ์ Firepower รุ่น 1000, 2100, 3100 และ 4200

Cisco ระบุว่ามีวิธีแก้ไขชั่วคราวสำหรับช่องโหว่นี้ โดยให้ทำการติดต่อศูนย์ Technical Assistance Center (TAC)

สำหรับช่องโหว่ CVE-2024-20412 Cisco ได้รวม signs of exploitation ไว้ในคำแนะนำเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบตรวจจับกิจกรรมที่เป็นอันตรายได้

แนะนำให้ใช้คำสั่งนี้เพื่อตรวจสอบการใช้ข้อมูลแบบ static credentials

หากมีการพยายามเข้าสู่ระบบสำเร็จ อาจเป็นสัญญาณของการถูกโจมตี และหากไม่มีผลลัพธ์ใดถูกส่งกลับมาแสดงว่าข้อมูล credentials ไม่ได้ถูกใช้ในช่วงเวลาการเก็บ Logs

ไม่มีคำแนะนำในการตรวจจับการโจมตีสำหรับ CVE-2024-20424 และ CVE-2024-20329 แต่การตรวจสอบ Logs สำหรับเหตุการณ์ที่ผิดปกติ หรือไม่ปกติเป็นวิธีที่ดีในการค้นหาพฤติกรรมที่น่าสงสัยเสมอ

ทั้งนี้ การอัปเดตของช่องโหว่ทั้งสามรายการสามารถดาวน์โหลดได้ผ่านเครื่องมือ Cisco Software Checker

ที่มา : bleepingcomputer

Mandiant พบช่องโหว่ใหม่ใน Fortinet ซึ่งกำลังถูกใช้ในการโจมตีมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

รายงานจาก Mandiant ระบุว่า ช่องโหว่ใหม่ใน Fortinet FortiManager ที่เรียกว่า FortiJump และมีหมายเลข CVE-2024-47575 กำลังถูกใช้ในการโจมตีแบบ zero-day มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 โดยใช้โจมตีเป้าหมายที่เป็นเซิร์ฟเวอร์กว่า 50 เครื่อง

ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา มีข่าวลือเกี่ยวกับการโจมตีแบบ zero-day ของ FortiManager ที่กำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ Fortinet ได้แจ้งเตือนไปยังลูกค้าแบบส่วนตัว โดยเป็นการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยล่วงหน้า

วันนี้ Fortinet ได้เปิดเผยช่องโหว่ของ FortiManager โดยระบุว่าเป็นช่องโหว่ missing authentication flaw ใน API ของ "FortiGate to FortiManager Protocol" (FGFM) ที่ Fortinet สร้างขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถใช้คำสั่งตามที่ต้องการบนเซิร์ฟเวอร์ และสามารถควบคุมอุปกรณ์ FortiGate ได้

กลุ่มผู้โจมตีจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้ โดยการใช้ FortiManager และ FortiGate ที่ถูกควบคุมโดยผู้โจมตี และมี certificates ที่ถูกต้อง เพื่อใช้ในการลงทะเบียนกับเซิร์ฟเวอร์ FortiManager ที่ถูกเปิดเผยได้

เมื่ออุปกรณ์ของพวกเขาเชื่อมต่อแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาก็สามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อเรียกใช้คำสั่ง API บน FortiManager และขโมยข้อมูลการตั้งค่าของอุปกรณ์ได้

Fortinet ได้ออกแพตช์สำหรับ CVE-2024-47575 และเสนอวิธีการลดความเสี่ยง เช่น อนุญาตเฉพาะบาง IP address ที่มีความจำเป็นเท่านั้นให้สามารถเชื่อมต่อได้ หรือการป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ FortiGate ที่ไม่รู้จักลงทะเบียนโดยใช้คำสั่ง fgfm-deny-unknown enable

ช่องโหว่ถูกใช้โจมตีแบบ zero-day มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

Mandiant ระบุว่า กลุ่มผู้โจมตีชื่อว่า UNC5820 ได้เริ่มโจมตีอุปกรณ์ FortiManager ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2024

ตามรายงานจาก Mandiant ระบุว่ากลุ่ม UNC5820 ได้จัดเก็บ และขโมยข้อมูลการตั้งค่าของอุปกรณ์ FortiGate ที่มีการควบคุมโดย FortiManager ที่ถูกโจมตี

ข้อมูลนี้ประกอบด้วยรายละเอียดการตั้งค่าของอุปกรณ์ที่ถูกควบคุมโดย FortiManager รวมถึงผู้ใช้ และรหัสผ่านที่ถูกแฮชด้วย FortiOS256

ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกใช้โดยกลุ่ม UNC5820 เพื่อใช้โจมตี FortiManager เพิ่มเติม และแพร่กระจายมัลแวร์ไปยังอุปกรณ์ Fortinet ที่อยู่ในการควบคุม และสุดท้ายก็โจมตีเข้าไปยัง environment ขององค์กร

การโจมตีครั้งแรกที่ถูกตรวจพบมาจาก IP 45[.]32[.]41[.]202 ซึ่งผู้โจมตีได้ลงทะเบียนไว้ใน FortiManager-VM ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเซิร์ฟเวอร์ FortiManager ที่ถูกเปิดเผย

อุปกรณ์นี้ถูกระบุชื่อว่า "localhost" และใช้ Serial Number "FMG-VMTM23017412" ดังที่แสดงด้านล่าง

จากการโจมตีครั้งนี้ Mandiant ระบุว่ามีการสร้างไฟล์ 4 ไฟล์ ได้แก่

/tmp/.tm เป็นไฟล์เก็บข้อมูลที่ถูกบีบอัดด้วย gzip ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่ถูกขโมยเกี่ยวกับอุปกรณ์ FortiGate ที่ถูกควบคุม และข้อมูลเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ FortiManager รวมถึงฐานข้อมูลทั่วโลก
/fds/data/unreg_devices.

พบช่องโหว่ ‘WinReg’ สำหรับการโจมตีแบบ NTLM Relay บน Windows Server

พบการเผยแพร่ชุดสาธิตการโจมตี Proof-of-concept (PoC) สำหรับช่องโหว่ Remote Registry client ใน Microsoft ซึ่งสามารถใช้เพื่อควบคุม Windows domain ได้โดยการลดระดับความปลอดภัยของกระบวนการ authentication (more…)

VMware แก้ไขช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ของ vCenter Server

VMware ออกอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลของ VMware vCenter Server ระดับ Critical ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องในแพตช์แรกเมื่อเดือนกันยายน 2024 (more…)

Nidec บริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยี ยืนยันการละเมิดข้อมูลหลังจากถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์

บริษัท Nidec Corporation แจ้งว่าผู้โจมตีที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วย ransomware ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ได้ขโมยข้อมูล และนำไปเปิดเผยบน dark web (more…)

คำแนะนำล่าสุดของ Splunk สำหรับการแก้ไขช่องโหว่หลายรายการใน Splunk Enterprise

Splunk ได้ออกคำแนะนำล่าสุดที่มีรายละเอียดถึงช่องโหว่หลายรายการที่ถูกค้นพบในซอฟต์แวร์ Splunk Enterprise คำแนะนำนี้แบ่งช่องโหว่เป็นสามระดับตามคะแนน CVSS โดยรวมแล้วมีช่องโหว่สองรายการที่จัดอยู่ในระดับความรุนแรงสูง ซึ่งมีคะแนนความเสี่ยงที่ถือว่า Critical ส่วนความรุนแรงระดับปานกลางมีช่องโหว่แปดรายการ และมีช่องโหว่หนึ่งรายการที่จัดอยู่ในระดับความรุนแรงต่ำ (more…)

นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรงในผู้ให้บริการ Cloud Storage รายใหญ่ที่ใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End (E2EE)

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ค้นพบปัญหาด้านการเข้ารหัสที่ร้ายแรงในแพลตฟอร์ม cloud storage ที่ใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End (E2EE) หลายราย ซึ่งอาจถูกโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลที่สำคัญได้ (more…)

ช่องโหว่ระดับ Critical ใน Grafana เสี่ยงต่อการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล

Grafana เป็นแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สสำหรับการวิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูล ถูกพบว่ามีช่องโหว่ระดับ Critical ที่อาจนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) (more…)

CISA แจ้งเตือนช่องโหว่ของ ScienceLogic SL1 (CVE-2024-9537) ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และกำลังถูกใช้ในการโจมตี

CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ใหม่ลงใน Known Exploited Vulnerabilities (KEV) แคตตาล็อก โดยมีหมายเลข CVE-2024-9537 ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบ ScienceLogic SL1 (ชื่อเดิม EM7) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการตรวจสอบ และจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอย่างแพร่หลาย ตามที่ CISA รายงาน ช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับ third-party component packaged ที่ถูกรวมอยู่ใน SL1 ซึ่งทำให้ยากต่อการระบุลักษณะของช่องโหว่ได้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูง จึงต้องให้ความสนใจ และดำเนินการแก้ไขทันที (more…)

มัลแวร์ Bumblebee กลับมาอีกครั้งหลังจากถูกขัดขวางจากการบังคับใช้กฎหมายเมื่อไม่นานมานี้

มีการตรวจพบมัลแวร์ Bumblebee ในการโจมตีเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากผ่านไปกว่าสี่เดือนที่ Europol ได้มีการขัดขวางการทำงานในปฏิบัติการ Operation Endgame เมื่อเดือนพฤษภาคม (more…)