VMware released security updates to address a vulnerability (CVE-2018-6983) that was recently discovered at the Tianfu Cup PWN competition.

ข้อบกพร่องของ VMware Workstation ที่ได้รับการเปิดเผยในการแข่งขัน WCF Cup PWN

VMware ได้เปิดตัวการปรับปรุงด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ (CVE-2018-6983) ที่เพิ่งค้นพบโดย Tianwen Tang ของทีม Vulcan ของ Qihoo 360 ในการแข่งขัน WCF Cup PWN
แฮ็กเกอร์ได้รับรายได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญสำหรับการโจมตีที่ไม่มีวันถูกเปิดเผยในงานประกวดการแฮ็กที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายนที่เมืองเฉิงตู
Tianwen Tang ได้รับ 100,000 เหรียญเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์ได้แก้ไขช่องโหว่ของ Workstation และ Fusion อย่างรวดเร็ว
VMware ขอขอบคุณ Tianwen Tang จากทีม Qihoo 360Vulcan Team ที่เข้าร่วมการแข่งขัน Tianfu Cup 2018 International Pwn Contest เพื่อรายงานปัญหานี้แก่เรา
ช่องโหว่นี้เป็นข้อผิดพลาดจำนวนมากซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์เครือข่ายเสมือนจริง อาจใช้ประโยชน์จากการรันโค้ดบนโฮสต์เวิร์คสเตชันจากผู้เยี่ยมชม
ข้อบกพร่องมีผลต่อ Workstation 14.x และ 15.x บนแพลตฟอร์มใดก็ได้และ Fusion 10.x และ 11.x บน macOS

ที่มา : securityaffairs

Hardware Encryption อาจไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป – สรุปช่องโหว่ด้านความปลอดภัยล่าสุดบน SSD

สรุปย่อ
นักวิจัยจาก Radboud University ประเทศเนเธอร์แลนด์ค้นพบช่องโหว่ในฟีเจอร์ Self-Encrypting Drives ที่มีใน Solid State Disk (SSD) หลายยี่ห้อ โดยฟีเจอร์ Self-Encrypting เป็นฟีเจอร์สำคัญในกระบวนการเข้ารหัสอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ซึ่งจะดำเนินการโดยตัวอุปกรณ์เอง ช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ผู้โจมตีสามารถข้ามผ่านกระบวนการเข้ารหัสและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในอุปกรณ์ดังกล่าวได้โดยไม่ต้องทราบข้อมูลที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตน เช่น รหัสผ่านซึ่งถูกใช้เป็นกุญแจในการเข้ารหัส ที่ผู้ใช้งานตั้งเพื่อเข้ารหัสข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ ช่องโหว่ยังกระทบกับโปรแกรมเข้ารหัส BitLocker ของ Microsoft Window ที่เป็นการเข้ารหัสข้อมูลในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลโดยซอฟต์แวร์ด้วยเนื่องจาก BitLocker จะเลือกใช้การเข้ารหัสในระดับ hardware หาก SSD นั้นรองรับ

นักวิจัยผู้ค้นพบช่องโหว่ให้คำแนะนำว่าผู้ใช้ SSD ที่ต้องการเข้ารหัสไม่ควรพึ่งพาความสามารถ Self-Encrypting Drives ที่มีใน SSD เพียงอย่างเดียว โดยควรเลือกใช้ซอฟต์แวร์เข้ารหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นร่วมด้วย

รายละเอียด
กระบวนการเข้ารหัสแบบ full-disk encryption
ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลสำคัญใน harddisk หรือ Solid State Disk (SSD) ในกรณีที่สูญหายหรือถูกขโมย ผู้ใช้สามารถใช้กระบวนการ Full disk encryption ซึ่งเป็นการเข้ารหัสข้อมูลใน harddisk ทั้งลูกได้ โดยสามารถทำได้ทั้งจาก hardware และ software

โดยการทำ full-disk encryption จาก hardware สามารถทำได้หาก hardware ดังกล่าวมีความสามารถในการทำ Self-encrypting drive มาจากผู้ผลิต ในขณะเดียวกันการทำ full-disk encryption จาก software ก็สามารถทำได้จากโปรแกรมต่างๆ เช่น BitLocker, VeraCrypt, SafeGuard และ PrivateDisk เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการเข้ารหัสโดยซอฟต์แวร์นั้นมักจะถูกมองว่ามีข้อเสียมากกว่าการใช้ฟีเจอร์การเข้ารหัสจากอุปรกร์ เพราะกุญแจเข้ารหัสมักจะปรากฏอยู่ใน RAM และทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลงระหว่างการเข้ารหัส
ช่องโหว่ใน Self-Encrypting Drives ที่มีใน Solid State Disk (SSD)
Carlo Meijer และ Bernard van Gastel ได้ทำการวิจัยบน SSD จากผู้ผลิตต่างๆ โดยวิเคราะห์ตามประเด็นความปลอดภัยที่อาจพบได้บนกระบวนการเข้ารหัสผ่านโดยใช้ฟีเจอร์ของอุปกรณ์ดังนี้

วิเคราะห์กระบวนการสร้างกุญแจเข้ารหัสว่ามีการสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสอย่างปลอดภัยหรือไม่
ทดสอบกระบวนการจัดเก็บและใช้งานกุญแจสำหรับเข้ารหัสข้อมูลว่ามีการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่
ทดสอบประสิทธิภาพและความมั่นคงของกระบวนการเข้ารหัสเมื่อมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ของอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้ามา โดยตรวจสอบว่าฟีเจอร์ของอุปกรณ์มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบวนการเข้ารหัสหรือไม่

โดยจากสมมติฐานของการวิเคราะห์นั้น Carlo และ Bernard ค้นพบข้อเท็จจริงจากสมมติฐานซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงและผลกระทบต่อกระบวนการเข้ารหัสโดยฮาร์ดแวร์ดังต่อไปนี้

ในอุปกรณ์บางยี่ห้อ กระบวนการสร้างกุญแจเข้ารหัสนั้นไม่ได้มีการนำหรัสผ่านที่ผู้ใช้งานระบุมาใช้ในการสร้างกุญแจเข้ารหัสด้วย โดยอาศัยเพียงแค่ค่าเฉพาะซึ่งถูกฝังมาในตัวอุปกรณ์เพียงปัจจัยเดียวเท่านั้นในการเข้ารหัส ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสที่ไม่ปลอดภัย
มีการใช้กุญแจเข้ารหัสเดียวกันทั้ง disk
ในการเข้ารหัส disk นั้นอาจจะต้องมีบางส่วนที่ไม่เข้ารหัส เช่น ในการเข้ารหัสด้วยโปรแกรม BitLocker จะเหลือส่วน partition table ไว้เพื่อให้ใช้งานได้ ซึ่งเมื่อใช้กุญแจเข้ารหัสเดียวกันทั้ง disk หากมีผู้เข้าถึงส่วนที่ไม่ถูกเข้ารหัสก็จะสามารถค้นหากุญแจเข้ารหัสได้
SSD จะมีการใช้เทคนิค Wear Leveling ซึ่งเป็นวิธีการกระจายการเขียนข้อมูลออกไปให้ทั่วๆ เพื่อไม่ให้มีการเขียนข้อมูลซ้ำที่ส่วนหนึ่งส่วนใดบ่อยครั้งเกินไป ข้อดีของเทคนิคนี้คือทำให้อุปกรณ์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แต่ข้อเสียคือเมื่อผู้ใช้เข้ารหัส ซึ่งต้องมีการเขียนทับข้อมูลเดิมด้วยข้อมูลที่เข้ารหัสแล้ว ด้วยเทคนิค Wear Leveling นี้อาจทำให้ข้อมูลไม่ถูกเขียนทับจริง ข้อมูลเก่าจะถือว่าไม่ถูกใช้งานแต่ยังสามารถเข้าถึงได้ ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลที่ยังไม่ถูกเข้ารหัสได้ (กระจายแต่ไม่ลงที่เดิมเพราะสุ่มกระจาย)
DevSleep (DEVSLP) เป็นฟังก์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานที่เพิ่มเข้ามาใหม่สำหรับ SATA drive โดยเป็นระบบจัดการพลังงานที่ช่วยลดการใช้พลังงานและยืดเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูลและทำให้ drive สามารถกู้ระบบในกรณีที่มีการปิดการทำงานแบบไม่ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันอาจถูกผู้โจมตีใช้เพื่อกู้ข้อมูลกุญแจเข้ารหัสได้

Carlo Meijer และ Bernard van Gastel ได้ผลลัพธ์งานวิจัยเป็นการพบช่องโหว่ที่ทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลจาก drive ได้โดยไม่ต้องรู้ password โดยช่องโหว่ดังกล่าวคือช่องโหว่ CVE-2018-12037 และ CVE-2018-12038
CVE-2018-12037
ช่องโหว่ CVE-2018-12037 เป็นช่องโหว่จากข้อผิดพลาดในการทำ encryption วิธีที่ถูกต้องคือต้องมีการเชื่อม password จากผู้ใช้งานเข้ากับกุญแจเข้ารหัสภายใน hardware แต่เกิดข้อผิดพลาดโดยไม่มีการเชื่อมกันดังกล่าว ทำให้การเข้ารหัส drive ขึ้นอยู่กับกุญแจเข้ารหัสภายใน hardware เพียงอย่างเดียว หากมีผู้โจมตีเข้าถึง hardware ก็จะสามารถค้นหากุญแจเข้ารหัสภายใน hardware และใช้ถอดรหัสได้

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้คือ

Crucial (Micron) MX100, MX200 และ MX300
Samsung T3 และ T5 portable
Samsung 840 EVO และ 850 EVO

CVE-2018-12038
ช่องโหว่ CVE-2018-12038 เกิดเมื่อทุกครั้งที่ผู้ใช้ใส่ password ใหม่จะมีการเขียนทับ key information ด้วย key information ที่ถูกเข้ารหัสแล้ว แต่เนื่องจากการเขียนทับอาจเขียนในคนละ sector ทำให้มีโอกาสที่ key information ที่ไม่ถูกเข้ารหัสจะยังปรากฏอยู่ได้

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้คือ Samsung 840 EVO
ผลกระทบของช่องโหว่ต่อโปรแกรมเข้ารหัสอย่าง BitLocker
โปรแกรม BitLocker จาก Microsoft Window ที่เป็นการเข้ารหัสจาก Software ด้วย เพราะ BitLocker จะเลือกใช้การเข้ารหัสในระดับ hardware หาก SSD นั้นรองรับเป็นค่าตั้งต้น
คำแนะนำ
นักวิจัยได้ให้คำแนะนำเพื่อลดผลกระทบจากช่องโหว่เหล่านี้โดยว่าผู้ใช้ SSD ที่ต้องการเข้ารหัสไม่ควรพึ่งพาความสามารถ Self-Encrypting Drives ที่มีใน SSD เพียงอย่างเดียว ควรเลือกใช้โปรแกรมเข้ารหัสเพื่อเข้ารหัสจาก software ร่วมด้วย เช่น ใช้โปรแกรม VeraCrypt โดยสามารถอ่านคำแนะนำอย่างละเอียดได้จากที่นี่และที่นี่

Microsoft Window ได้ออกคำแนะนำในการในการปิดค่าตั้งต้นของ BitLocker ใช้การเข้ารหัสจาก Software เท่านั้น โดยสามารถศึกษาได้จากที่นี่
แหล่งอ้างอิง

https://www.

Facebook: No evidence attackers accessed third-party apps

Facebook ไม่มีพบหลักฐานของผู้บุกรุกที่สามารถเข้าถึงแอพฯ อื่นๆ (third-party) ได้

จากกรณีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Facebook เปิดเผยว่าพบว่ามี access token มากกว่า 50 ล้านบัญชีรั่วไหล หลายคนกลัวว่า Token ที่ถูกขโมยไปจะถูกนำไปใช้ในการเข้าถึงบริการอื่น ๆ (third-party) ซึ่งรวมถึง Instagram และ Tinder ผ่านทาง Facebook login แต่ข่าวดีล่าสุดจาก Guy Rosen ซึ่งเป็น Facebook Security VP ระบุว่าไม่พบหลักฐานใดๆ ที่สามารถพิสูจน์ว่าบริการอื่นๆ จาก third-party ที่ใช้งานผ่านทาง Facebook login ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Token ที่ถูกเพิกถอนจาก Facebook จะไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อบริการอื่น ๆ (third-party) ปัจจัยดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ดังกล่าวว่าได้มีการใช้งาน Facebook official SDKs เพื่อทำการตรวจสอบผู้ใช้งานของตนหรือไม่ โดย SDKs ที่ปรับปรุงนี้ จะช่วยผู้พัฒนา (developer) สามารถตรวจสอบได้เองว่าผู้ใช้งานคนไหนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แม้ว่า Facebook จะประกาศว่าไม่พบการเข้าถึงบริการของแอพฯอื่นๆ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่บริการบางอย่าง เช่น Uber ก็ยังคงทำตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อปกป้องผู้ใช้ของตน โดยการสั่งให้ session ทั้งหมดหลังเหตุการณ์นี้ที่ยังค้างอยู่ในระบบให้หมดอายุการใช้งานทันที และตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยตนเอง

จากประเด็นการโจมตีในช่องโหว่นี้ส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) อาจปรับเงิน Facebook ได้ถึง 1.63 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท) ตามกฎการคุ้มครองข้อมูลทั่วไป (GDPR) ทั้งนี้ที่ผ่านมา EU ยังไม่เคยใช้ GDPR เป็นเครื่องมือลงโทษปรับผู้กระทำผิดมากนัก กรณีนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า EU จะลงโทษ Facebook หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน

ที่มา : zdnet , thehackernews

ทำความรู้จักช่องโหว่ใหม่ระดับวิกฤติของ Apache Struts 2 (CVE-2018-11776)

สรุปย่อ
ในวันที่ 22 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา Apache ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงระดับวิกฤติ (critical) ใน Apache Struts เพื่อแก้ไขช่องโหว่ CVE-2018-11776 ซึ่งเป็นช่องโหว่ remote code execution กระทบ Apache Struts รุ่น 2.3 ถึง 2.3.34 และ 2.5 ถึง 2.5.16 และอาจส่งกระทบกับ Apache Struts รุ่นอื่นๆ ที่เลิกซัพพอร์ตแล้ว

ทั้งนี้ช่องโหว่ remote code execution ถือเป็นช่องโหว่ที่มีความร้ายแรงสูงสุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ผู้โจมตีจะรันคำสั่งอันตรายจนกระทั่งยึดครองทั้งระบบได้ ผู้ดูแลระบบควรรีบอัปเดตโดยด่วน
เกี่ยวกับ Apache Struts
Apache Struts เป็น open source framework สำหรับทำเว็บแอปพลิเคชันด้วยภาษา Java ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในองค์กรทั่วโลก ในปี 2017เกิดการโจมตี Equifax โดยใช้ช่องโหว่ remote code execution บน Apache Struts (CVE-2017-5638) และเนื่องจาก Equifax ไม่ได้อัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลลูกค้าหลุดกว่า 147ล้านคน สร้างความสูญเสียมูลค่ากว่า 600 ล้านดอลลาห์สหรัฐ
รายละเอียดของ CVE-2018-11776
นักวิจัยชื่อ Man Yue Mo จาก Semmle เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ CVE-2018-11776 และทำการแจ้งเตือน Apache Struts ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2018 ที่ผ่านมา เขาระบุว่าช่องโหว่ CVE-2018-11776 มีโอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าการโจมตี Equifax เพราะสามารถโจมตีได้ง่ายกว่า เนื่องจากช่องโหว่ CVE-2018-11776 นี้อยู่บน core code ของ Apache Struts และไม่ต้องใช้ปลั๊กอินเสริมใดๆ ในการโจมตี ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวได้รับ CVSS v3 Base Score 9.8

ช่องโหว่ CVE-2018-11776 เกิดจากการไม่ตรวจสอบ input จากผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถแทนที่ namespace ด้วยคำสั่งอันตรายได้ ซึ่ง Semmle ได้บอกจุดสังเกตที่ทำให้ถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2018-11776 คือ

Apache Struts ถูกตั้งค่าให้ alwaysSelectFullNamespace มีค่าเป็น True
Configuration file ของ Apache Struts มี <action ...> tag ที่ไม่ได้ระบุ optional namespace หรือมี <action ...> tag ที่ระบุเป็น wildcard namespace

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ Apache Struts ที่ไม่ได้ตั้งค่าดังกล่าวจะปลอดภัย แต่เป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีแบบอื่นขึ้นได้ในอนาคต จึงควรแก้ด้วยการอัปเดตแพตช์เป็นรุ่นล่าสุดมากกว่าการแก้ไขการตั้งค่า

ทั้งนี้ Recorded Future ได้ตรวจพบการพูดถึงวิธีโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวอย่างมากในเว็บบอร์ดใต้ดินของจีนและรัสเซีย รวมถึงมีการเผยแพร่ Proof of Concept (POC) ของช่องโหว่นี้อย่างเปิดเผยทั่วไปแล้ว เช่น Apache Struts2 CVE-2018-11776 POC และ St2-057 Poc Example ผู้ดูแลระบบจึงควรทำการอัปเดต Apache Struts โดยด่วน
ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากผู้ใช้ Apache Struts ทั่วไปที่ใช้ Apache Struts รุ่น 2.3 ถึง 2.3.34 และ 2.5 ถึง 2.5.16 จะได้รับผลกระทบแล้ว บริษัทต่างๆ ที่มีการใช้ Apache Struts ในผลิตภัณฑ์อย่าง Cisco ยังได้รับผลกระทบอีกด้วย โดย Cisco อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบบ้าง
แนวทางแก้ไข

อัปเดต Apache Struts เป็นเวอร์ชั่น 2.3.35 หรือ 2.5.17
ตั้งค่า namespace อยู่เสมอ

ตรวจจับการโจมตี

เนื่องจากการโจมตีช่องโหว่ CVE-2018-11776 สามารถโจมตีได้ผ่านเน็ตเวิร์ค ทำให้ Web Application Firewall (WAF) ต่างๆ เช่น Imperva ได้ทำการเพิ่มการดักจับการโจมตีดังกล่าวเข้าไปในบริการแล้ว
สามารถตรวจจับได้ด้วย Snort rule

โดย Talos ออกคำแนะนำว่าสามารถตรวจจับได้ด้วย Snort rule SID 29639, 39190, 39191 และ 47634
และมีผู้เผยแพร่ Snort rule เพื่อใช้ในการตรวจจับ ดังนี้

แหล่งอ้างอิง

https://researchcenter.

ทำความรู้จักช่องโหว่ Foreshadow (L1 Terminal Fault – L1TF) อ่านข้อมูลจากแคชซีพียูแม้มีโหมดป้องกันได้โดยตรง

สรุปย่อ
Intel ร่วมกับนักวิจัยเปิดเผยสามช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ L1 Terminal Fault (L1TF) หรือ Foreshadow โดยเป็นการต่อยอดจากช่องโหว่ Meltdown ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงคำสั่งและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่ในซีพียู รวมไปถึงส่วนของซีพียูที่ถูกป้องกันด้วยฟีเจอร์ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลได้

ช่องโหว่ Foreshadow นี้ส่งผลโดยตรงกับคุณสมบัติของฟีเจอร์ Intel Software Guard Extensions (Intel SGX) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากโปรแกรม โค้ด ระบบปฏิบัติการหรือแม้แต่ hypervisor เองหากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึง

ในมุมของผู้ใช้งานนั้น ผลลัพธ์ของช่องโหว่ Foreshadow อาจคล้ายหรือใกล้เคียงกับผลลัพธ์ของช่องโหว่ Spectre หรือ Meltdown อย่างไรก็ตาม Foreshadow ระบุเฉพาะเจาะจงไปที่ซีพียูที่มีการใช้งานฟีเจอร์ป้องกัน Intel SGX ที่มักจะถูกเปิดใช้งานบนระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูง และบ่งบอกว่าจะมีการป้องกันในระดับฮาร์ดแวร์ก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่เช่นกัน

รายละเอียดช่องโหว่
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา บริษัท Intel ร่วมกับนักวิจัยเปิดเผยสามช่องโหว่ใหม่ที่ส่งผลกระทบกับซีพียู (CPU) ยี่ห้อ Intel ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ใช้ประโยชน์จากกระบวนการทำงานหนึ่งของซีพียูที่เรียกว่า speculative execution เช่นเดียวกับช่องโหว่ Meltdown และ Spectre ที่เปิดเผยเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา

กระบวนการ speculative execution เป็นกระบวนการที่พบได้ในซีพียูรุ่นใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการทำงานล่วงหน้าในชุดคำสั่งใด ๆ ไปก่อนไม่ว่าเงื่อนไขที่ควบคุมชุดคำสั่งนั้นๆ จะเป็นจริงหรือไม่ และจะนำข้อมูลเข้าและออกจากหน่วยความจำล่วงหน้า หากเงื่อนไขเป็นเท็จจึงลบข้อมูลและยกเลิกชุดคำสั่งที่ทำงานล่วงหน้า

ช่องโหว่ทั้งสามตัวนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากกระบวนการ speculative execution เพื่ออ่านค่าของแคชระดับที่ 1 (L1 Cache) ซึ่งเป็นแคชอยู่ใกล้กับซีพียูที่สุด ช่องโหว่ทั้งสามถูกอ้างอิงด้วยศัพท์เทคนิคว่า L1 Terminal Fault หรือ L1TF 

ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น

L1 Terminal Fault – SGX หรือ CVE-2018-3615 หรือ Foreshadow
L1 Terminal Fault – OS/SMM หรือ CVE-2018-3620 หรือ Foreshadow-NG
L1 Terminal Fault – VMM หรือ CVE-2018-3646 หรือ Foreshadow-NG

ผลกระทบ
ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – SGX ได้คะแนน CVSSv3 7.9 สามารถใช้โจมตี Intel Software Guard Extensions (SGX) ได้ โดย SGX เป็นเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในซีพียูของ intel ตั้งแต่ปี 2013 เป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อให้อ่านหรือแก้ไขได้เฉพาะกระบวนการที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ทำให้ทนทานต่อการโจมตีหลายรูปแบบ แต่ช่องโหว่ Foreshadow ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลีกเลี่ยง SGX และอ่านข้อมูลภายในแคชระดับที่ 1 เช่น รหัสผ่านหรือคีย์เข้ารหัสได้ กระทบผู้ใช้ทั้งหมดที่ใช้ซีพียู Intel ที่มีการเปิดใช้งาน Intel SGX

ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – OS/SMM ได้คะแนน CVSSv3 7.1 สามารถอ่านข้อมูลในเคอร์เนลของระบบปฎิบัติการ และข้อมูลใน system management mode (SMM) ผ่านแคชระดับที่ 1ได้ กระทบผู้ใช้ทั้งหมด

ช่องโหว่ L1 Terminal Fault – VMM ได้คะแนน CVSSv3 7.1 ทำให้อ่านข้อมูลบนระบบ hypervisor ได้ จึงอ่านค่าหน่วยความจำของเครื่องเสมือน (VM) อื่นบนซีพียูเดียวกันได้ กระทบผู้ใช้บริการเครื่องเสมือนบนคลาวด์  ระบบดาตาเซ็นเตอร์ และผู้ให้บริการคลาวด์โดยเฉพาะผู้ให้บริการคลาวด์ที่แชร์ซีพียูระหว่างเครื่องเสมือนของผู้ใช้หลายรายการเข้าด้วยกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีการตรวจพบการใช้ช่องโหว่ทั้งสามในการโจมตีจริง
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
ช่องโหว่  L1 Terminal Fault – SGX และ L1 Terminal Fault – OS/SMM สามารถป้องกันได้โดยอัปเดต microcode ภายในซีพียู และอัปเดตระบบปฏิบัติการ ซึ่ง Microsoft ได้มีการอัปเดตเพื่อป้องกันไปในแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือนสิงหาคม 2018 แล้ว
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานคลาวด์
ผู้ใช้งานคลาวด์ควรอ่านคำแนะนำความปลอดภัยเกี่ยวกับ L1TF ที่ผู้ให้บริการที่ตนเองใช้งาน และปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว โดยผู้บริการต่างๆ ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

Amazon Web Services
Google Cloud
Microsoft Azure
DigitalOcean
Linode 
Oracle 

 แหล่งอ้างอิง

https://www.

บทวิเคราะห์กรณี US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น

บทนำ
ในวันที่ 25 กรกฏาคม 2018 US-CERT ออกคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีระบบ ERP เพิ่มมากขึ้น โดยอ้างอิงจากรายงานร่วมระหว่าง Digital Shadows และ Onapsis ชื่อ ERP Applications Under Fire: How Cyber Attackers Target the Crown Jewels ซึ่งเป็นรายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับการโจมตีระบบ ERP ของสองค่ายใหญ่ SAP และ Oracle

ทั้งนี้รายงานฉบับนี้เป็นการรายงานต่อมาจากรายงาน Wild Exploitation & Cyber-attacks On SAP Business Applications ของ Onapsis ในเดือนพฤษภาคม 2016 ซึ่ง US-CERT ได้ใช้อ้างอิงในการออกเตือนประกาศ US-CERT TA16-132A เกี่ยวกับการโจมตีระบบ SAP ที่กระทบกว่า 36 องค์กรระดับโลก โดยประเด็นที่องค์กรบกพร่องในการอัปเดตแพตช์ที่เหมาะสมและมีการตั้งค่าแอปพลิเคชันที่กระทบต่อความปลอดภัย

รายงาน ERP Applications Under Fire สรุปว่าระบบ ERP กำลังเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนั้นยังพบว่ามีระบบ ERP ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตหรือใช้งานบนระบบคลาวด์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะถูกโจมตีที่มากขึ้น ทั้งนี้ภายในรายงานยังมีการแนะนำวิธีในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอีกด้วย
Key Finding
รายงาน ERP Applications Under Fire ทำการสรุปประเด็นสำคัญของรายงานไว้ 4 ข้อ ดังนี้

อาชญากรไซเบอร์ทำการพัฒนามัลแวร์เพื่อโจมตี ERP เช่น มัลแวร์ชื่อดังอย่าง Dridex ถูกอัปเดตในปี 2017 และเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เพื่อโจมตี SAP โดยขโมยบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของระบบ SAP ทำให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงระบบ ERP ได้
ERP ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่มีองค์กรหรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เช่น กลุ่มเพื่อโจรกรรมข้อมูลและก่อวินาศกรรม
มีการโจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่เผยแพร่แล้วของ ERP มากขึ้นเมื่อเทียบกับการโจมตีผ่านช่องโหว่ zero-day เพื่อโจมตีระบบที่บกพร่องในการแพตช์และมีการตั้งค่าที่กระทบต่อความปลอดภัย
การใช้งานผ่านระบบคลาวด์, อุปกรณ์เคลื่อนที่และแนวโน้มของการย้ายระบบงานให้มีความทันสมัยมากขึ้นทำให้โอกาสและความเสี่ยงที่ระบบ ERP จะถูกโจมตีนั้นมีมากขึ้นตาม ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่ามี SAP และ Oracle ERP มากกว่า 17,000 แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อและสามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยสามประเทศที่มีความเสี่ยงดังกล่าวสูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักรอังกฤษ

วิเคราะห์การโจมตี ERP ผ่าน i-secure Cyber Kill Chain
เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจการโจมตีระบบ ERP มากขึ้น ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามจะทำการอธิบายการโจมตีตามหลักการของ i-secure Cyber Kill Chain ซึ่งจะประกอบด้วยขั้นตอนการโจมตีดังต่อไปนี้

Reconnaissance (ขั้นตอนการสำรวจและเก็บข้อมูล)
Delivery (ขั้นตอนการจัดส่งและพยายามโจมตี)
Exploitation (ขั้นตอนการโจมตีช่องโหว่)
Privilege Escalation (ขั้นตอนการยกระดับสิทธิ์)
Credential Access (ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน)
Lateral Movement (ขั้นตอนการโจมตีไปยังระบบอื่นในเครือข่ายเดียวกัน)
Exfiltration (ขั้นตอนการนำข้อมูลออกจากระบบ)
Command and control (ขั้นตอนการติดต่อเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ออกคำสั่งและควบคุม)

Reconnaissance
การโจมตีทุกการโจมตีนั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายเสมอ จากการวิเคราะห์การโจมตีระบบ ERP หลายเหตุการณ์ ทีมตอบสนองการโจมตีและภัยคุกคามพบพฤติกรรมในการสำรวจและเก็บข้อมูลของเป้าหมายในลักษณะต่างๆ กันดังนี้

ผู้โจมตีมักมีการนำข้อมูลที่ได้จากเว็บบอร์ดใต้ดินของกลุ่มแฮกเกอร์มาทำการค้นหาเป้าหมาย โดยตัวอย่างด้านล่างคือคำค้นหาตามรูปแบบของ Google ที่ช่วยค้นหาระบบที่มีช่องโหว่อยู่ได้

ค้นหาระบบ ERP ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้เครื่องมือในรูปแบบของบริการเก็บและค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต อาทิ Shodan และ Censys
ค้นหาการใช้งานแอปพลิเคชัน Trello, Github หรือเว็บที่เปิดให้เข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งมีการบันทึกบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านสำหรับเข้าถึงระบบ ERP เอาไว้

ค้นหาระบบแชร์ไฟล์ที่มีการตั้งค่าอย่างไม่เหมาะสม อาทิ ระบบที่ใช้งาน rsync, SMB FTP, และ Amzaon S3 เพื่อหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ซึ่งอาจมีข้อมูลที่ใช้ในการเข้าถึงระบบ ERP ภายใน

Delivery
โดยส่วนมากนั้นผู้โจมตีมักจะพยายามโจมตีโดยการค้นหาไฟล์การตั้งค่าของระบบ ERP ก่อนจะพยายามเข้าถึงระบบ หรือในบางกรณีคือใช้ช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วในการโจมตี ซึ่งสามารถถูกตรวจจับได้หากมีการป้องกันอย่างดีพอ
Exploitation
การโจมตีระบบ ERP ที่สำเร็จนั้นมักขึ้นอยู่กับว่าในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีตรวจพบช่องโหว่อะไรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้บ้าง อาทิ

หากเจอบัญชีผู้ใช้งานและรหัสในขั้นตอนของการสำรวจและเก็บข้อมูล ผู้โจมตีจะดำเนินการใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเข้าถึงระบบโดยทันที
ทดลองเข้าถึงระบบ ERP ด้วยข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนที่เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ เช่น ระบบ SAP HANA จะมีการรหัสผ่านเริ่มต้นคือ sap123 เสมอ
โจมตีระบบ ERP ด้วยช่องโหว่ที่มีอยู่แล้ว เช่น ช่องโหว่ CVE-2010-5326

Privilege Escalation + Credential Access + Lateral Movement
แม้ว่าจะยังไม่มีการรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจน แต่การโจมตีโดยส่วนมากนั้นจะทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบโดยทันที ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้สิทธิ์สูงสุดที่มีอยู่ในการเข้าถึงและโจมตีระบบอื่นๆ ได้
Exfiltration
หนึ่งในการโจมตีด้วยช่องโหว่ CVE-2010-5326 ผู้โจมตีมีการใช้คำสั่งตามรูปภายด้านล่างในการพยายามส่งข้อมูลออกจากระบบที่ยึดครองได้แล้ว

Command and control
ผู้โจมตีมักมีการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการออกคำสั่งและควบคุมซึ่งถูกใช้ทั้งในการโจมตีและการรับไฟล์ที่ขโมยออกมาได้ไปเรื่อยๆ ตามรูปแบบการโจมตีและแตกต่างกันตามกลุ่มของผู้โจมตี ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้แน่นอน
คำแนะนำเบื้องต้นในการป้องกันและลดผลกระทบจากการโจมตีระบบ ERP

ดำเนินการตั้งค่าของระบบ ERP ให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือ Best Practices เสมอ
หมั่นประเมินช่องโหว่ของ ERP อย่างสม่ำเสมอ โดยอ้างอิงจากการอัปเดตแพตช์ของผู้ผลิต อาทิ SAP จะออกอัปเดตทุกเดือน และ Oracle จะออกรายไตรมาส นอกเหนือไปจากการประเมิณช่องโหว่ OS และอื่นๆ
ดำเนินการควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้งานให้เหมาะสม และคอยตรวจสอบพร้อมทั้งควบคุมการตั้งค่ารหัสผ่านของผู้ใช้าน
ค้นหาและกำจัดการเชื่อมต่อและการใช้งานที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากระบบอินเตอร์เน็ต
หมั่นตรวจสอบและเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน รวมไปถึงข้อมูลของระบบ ERP เมื่อมีการรั่วไหลออกสู่ภายนอก

Every Android Device Since 2012 Impacted by RAMpage Vulnerability

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้เปิดเผยว่าอุปกรณ์ Android ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2012 เกือบทุกเครื่อง เสี่ยงต่อช่องโหว่ในหน่วยความจำตัวใหม่ชื่อว่า "RAMpage"

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ได้มีการค้นพบช่องโหว่ CVE-2018-9442 เป็นรูปแบบของการโจมตีที่เรียกว่า "Rowhammer" ซึ่งเป็นช่องโหว่ของฮาร์ดแวร์ในการ์ดหน่วยความจำรุ่นใหม่ เมื่อมีคนส่งคำสั่ง write/read เข้าไปยัง memory cell เดียวกันซ้ำๆ จะทำให้เกิดสนามไฟฟ้าที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำใกล้เคียง และพบว่าสามารถโจมตีโดยใช้ Rowhammer ผ่านทาง JavaScript, GPU card และ network packet ได้

RAMpage เป็นช่องโหว่จำพวกเดียวกับ Rowhammer โดยช่องโหว่นี้สามารถทำลายขอบเขตการป้องกันความปลอดภัยระหว่างแอพพลิเคชั่น และระบบปฏิบัติการที่ได้ออกแบบมาบนอุปกรณ์มือถือ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้แอพพลิเคชั่นใดๆที่ลงบนอุปกรณ์สามารถอ่านข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นอื่นๆที่ลงบนเครื่องได้ แต่แอพพลิเคชั่นที่ถูกดัดแปลงให้ใช้ช่องโหว่นี้ จะสามารถโจมตีเพื่อเพิ่มสิทธิ์ตนเองให้สามารถควบคุมเครื่อง และทำการอ่านข้อมูลสำคัญๆที่ถูกเก็บอยู่บนเครื่องได้ เช่น พาสเวิร์ดที่อยู่ใน password manager หรือบน browser, รูปถ่าย, email, chat และเอกสารสำคัญทางธุรกิจต่างๆที่อยู่บนเครื่อง

โดยความแตกต่างระหว่างช่องโหว่ก่อนหน้านี้(Drammer Rowhammer) และ RAMpage Rowhammer เวอร์ชันใหม่คือ RAMpage มุ่งเป้าหมายไปที่ระบบหน่วยความจำ Android ที่เรียกว่า ION ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Android ที่ใช้จัดการหน่วยความจำระหว่างแอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการ ทั้งนี้ Google ได้มีการเปิดตัว ION ใน Android 4.0 (Ice Cream Sandwich) ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2554

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER

วิเคราะห์ช่องโหว่ Zip Slip: แตกไฟล์บีบอัดแล้วถูกแฮ็กได้โดยไม่รู้ตัว

สรุปย่อ
ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Snyk ได้ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ Zip Slip โดยการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวนั้นอาจทำให้เหยื่อทำการรันโค้ดอันตรายโดยไม่รู้ตัวเมื่อทำการคลายการบีบอัดหรือแตกไฟล์บีบอัดซึ่งถูกสร้างมาอย่างเฉพาะเจาะจง และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในระบบได้

รายละเอียดช่องโหว่
ช่องโหว่ Zip Slip มีที่มาจากปัญหาของการไม่ตรวจสอบค่านำเข้าของไลบรารีที่ทำหน้าที่ในการคลายการบีบอัดของไฟล์อย่างถี่ถ้วน อีกทั้งไม่มีการทำไลบรารีกลางซึ่งมีความปลอดภัยมากพอในการจัดการกับไฟล์บีบอัด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือการเผยแพร่โค้ดต่างๆ ที่ทำงานได้แต่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในการทำให้เกิดการลักษณะการโจมตีที่เรียกว่า Directory Traversal ซึ่งอาจนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ (Remote Code Execution)

ช่องโหว่ Zip Slip นั้นถูกตรวจพบในไลบารีในภาษาโปรแกรมมิ่งหลายภาษา อาทิ JavaScript, Ruby, .NET และ Go รวมไปถึง Java ซึ่งมีการใช้โค้ดที่มีช่องโหว่เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างหนึ่งของโค้ดที่มีช่องโหว่ในภาษา Java มีตามตัวอย่างด้านล่าง
Enumeration<ZipEntry> entries = zip.

Remote Code Execution Vulnerability Disclosed in Windows JScript Component

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Dmitri Kaslov จาก Telspace Systems ได้ประกาศการค้นพบช่องโหว่ล่าสุดในส่วน Jscript ซึ่งอยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows โดยอาจส่งผลให้เกิดการรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล

ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัญหาในลักษณะ dangling pointer ซึ่งในช่องโหว่นี้นั้นคือการที่ pointer ของโปรแกรมยังคงชี้ไปยังจุดใดจุดหนึ่งในหน่วยความจำเคยถูกใช้งานแต่ถูกคืนพื้นที่กลับไปแล้ว อาจส่งผลให้ pointer ชี้ไปยังหน่วยความจำที่มีการใช้งานอยู่แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานและเกิดเป็นพฤติกรรมของโปรแกรมที่ไม่สามารถคาดเดาได้ (undefined behavior)

ในการโจมตีช่องโหว่นี้นั้น ผู้โจมตีจำเป็นต้องหลอกล่อให้ผู้ใช้งานทำการเปิดไฟล์หรือเปิดหน้าเว็บเพจเพื่อรันโค้ดสำหรับโจมตี ซึ่งถึงแม้จะโจมตีสำเร็จ โค้ดอันตรายที่ถูกรันก็ยังคงถูกรันอยู่สภาพแวดล้อมควบคุม (sandbox) ทำให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นค่อนข้างน้อย

ไมโครซอฟต์รับทราบถึงการมีอยู่ของช่องโหว่แล้ว และจะดำเนินการแก้ไขพร้อมกับปล่อยแพตช์ออกมาในเร็วๆ นี้

ที่มา : bleepingcomputer

Announcing the May 2018 Git Security Vulnerability

แจ้งเตือนช่องโหว่ใน Git เสี่ยงโดนรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้
ซอฟต์แวร์ทำ version control “Git” ถูกระบุถึงการมีอยู่ของสองช่องโหว่ร้ายแรงเมื่อวานนี้ โดยผลจากการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าวนั้นส่งผลให้เมื่อผู้ใช้งานทำการเรียกใช้ฟังก์ชัน clone จาก git ในรุ่นที่มีช่องโหว่แล้วไปยัง repository ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโจมตีช่องโหว่แล้ว อาจถูกรันโค้ดที่เป็นอันตรายในระบบของผู้ใช้งานได้

ช่องโหว่แรกคือช่องโหว่ CVE-2018-11233 เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากการอ่านข้อมูลที่เกินขอบเขตของหน่วยความจำเมื่อทำการตรวจสอบพาธในระบบไฟล์แบบ NTFS ส่วนช่องโหว่ที่สองคือช่องโหว่ CVE-2018-11235 นั้นเป็นช่องโหว่ remote code execution ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ประสงค์ร้ายทำการสร้างไฟล์ .gitmodules ซึ่งเมื่อถูกโคลนด้วยคำสั่ง git clone –recurse-submodules แล้ว อาจส่งผลให้เกิดการทำ directory traversal และการรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้

CVE-2018-11233 และ CVE-2018-11235 ส่งผลกระทบ Git ก่อนรุ่น 2.13.7, 2.14.x ก่อนรุ่น 2.14.4, 2.15.x ก่อนรุ่น 2.15.2, 2.16.x ก่อนรุ่น 2.16.4, และ 2.17.x ก่อนรุ่น 2.17.1
สองช่องโหว่ที่ถูกค้นพบนั้นได้ถูกแก้ไขแล้วใน Git รุ่น 2.17.1 ผู้ใช้งานสามารถทำการอัปเดตโปรแกรมเพื่อรับแพชต์สำหรับช่องโหว่ได้ทันที ในขณะเดียวกันในฝั่งของผู้ให้บริการอย่าง GitHub และ Microsoft ก็ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ในการตรวจสอบหาโค้ดสำหรับโจมตีที่อยู่ใน repository เพื่อช่วยป้องกันแล้ว

Recommendation
สองช่องโหว่ที่ถูกค้นพบนั้นได้ถูกแก้ไขแล้วใน Git รุ่น 2.17.1 ผู้ใช้งานสามารถทำการอัปเดตโปรแกรมเพื่อรับแพชต์สำหรับช่องโหว่ได้ทันที ในขณะเดียวกันในฝั่งของผู้ให้บริการอย่าง GitHub และ Microsoft ก็ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ในการตรวจสอบหาโค้ดสำหรับโจมตีที่อยู่ใน repository เพื่อช่วยป้องกันแล้ว

Affected Platform
Git ก่อนรุ่น 2.13.7, 2.14.x ก่อนรุ่น 2.14.4, 2.15.x ก่อนรุ่น 2.15.2, 2.16.x ก่อนรุ่น 2.16.4, และ 2.17.x ก่อนรุ่น 2.17.1

ที่มา : Microsoft