Zyxel แจ้งเตือนพบช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Router มากกว่า 12 รุ่น

Zyxel ผู้ให้บริการอุปกรณ์เครือข่ายจากไต้หวัน ออกอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Router มากกว่า 12 รุ่น ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวอาจทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถ Remote Command Execution บนอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ได้

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยประเภท Command Injection นี้มีหมายเลข CVE-2025-13942 โดยพบในฟังก์ชัน UPnP ของอุปกรณ์ Zyxel 4G LTE/5G NR CPE, DSL/Ethernet CPE, Fiber ONTs และอุปกรณ์ Wireless extenders

Zyxel ระบุว่า ผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อเรียกใช้ OS command ของอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้ UPnP SOAP requests ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2025-13942 น่าจะอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ระดับความรุนแรงได้ระบุไว้ เนื่องจากการจะโจมตีระบบให้สำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีการเปิดใช้งาน UPnP และการเข้าถึงผ่าน WAN ซึ่งการเข้าถึงผ่าน WAN นั้นถูก Disable ไว้เป็นค่า Default อยู่แล้ว

Zyxel ระบุว่า "การเข้าถึงผ่าน WAN บนอุปกรณ์เหล่านี้จะถูก Disable ไว้เป็นค่า Default และการโจมตีจากระยะไกลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดใช้งานทั้งการเข้าถึงผ่าน WAN และฟังก์ชัน UPnP ที่มีช่องโหว่เท่านั้น แต่บริษัทขอแนะนำให้ผู้ใช้ทำการติดตั้งแพตช์เพื่อรักษาระดับการป้องกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด"

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Zyxel ยังได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ประเภท Command Injection ระดับความรุนแรงสูงอีก 2 รายการ (CVE-2025-13943 และ CVE-2026-1459) ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นหลังจากการยืนยันตัวตน โดยอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเรียกใช้ OS command ได้ หากได้ข้อมูล Credential ที่ถูกขโมยมา

Shadowserver ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันกำลังติดตามอุปกรณ์ Zyxel ที่เชื่อมต่ออยู่บนอินเทอร์เน็ตเกือบ 120,000 เครื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Router มากกว่า 76,000 เครื่อง

อุปกรณ์ของ Zyxel มักตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หลายแห่งทั่วโลกมักนำไปใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานแก่ลูกค้า เมื่อมีการเปิดใช้งานสัญญาบริการอินเทอร์เน็ตใหม่

CISA กำลังติดตามช่องโหว่ของ Zyxel จำนวน 12 รายการ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Router, Firewall และ NAS ของบริษัท ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เคยถูกนำไปใช้ หรือกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริงในปัจจุบัน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Zyxel ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบ Zero-day จำนวน 2 รายการ (CVE-2024-40891 และ CVE-2024-40891) ที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง และส่งผลกระทบต่อ Router รุ่นที่หมดระยะเวลาการ Support (EOL) ไปแล้ว แต่ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ในช่องทางออนไลน์ โดยบริษัทแนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ Router รุ่นใหม่ที่ Firmware ได้รับการอัปเดตแก้ไขช่องโหว่แล้วแทน

Zyxel ระบุว่า "อุปกรณ์รุ่น VMG1312-B10A, VMG1312-B10B, VMG1312-B10E, VMG3312-B10A, VMG3313-B10A, VMG3926-B10B, VMG4325-B10A, VMG4380-B10A, VMG8324-B10A, VMG8924-B10A, SBG3300 และ SBG3500 ถือเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าที่หมดระยะเวลาการ Support (EOL) ไปแล้วมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่กว่า เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด"

Zyxel อ้างว่าปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจมากกว่า 1 ล้านแห่งใน 150 ตลาดทั่วโลก ที่กำลังใช้งานผลิตภัณฑ์เครือข่ายของบริษัท

 

ที่มา : bleepingcomputer.

CISA แจ้งเตือนช่องโหว่ RCE ใน BeyondTrust ซึ่งกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีด้วย Ransomware แล้ว

หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (CISA) ได้แจ้งเตือนการพบกลุ่ม Hacker ได้ใช้ช่องโหว่ CVE-2026-1731 ที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ BeyondTrust Remote Support ในปฏิบัติการการโจมตีด้วย Ransomware อย่างต่อเนื่อง

CVE-2026-1731 (คะแนน CVSS 9.9/10 ความรุนแรงระดับ Critical) เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution ที่ส่งผลกระทบต่อ BeyondTrust Remote Support เวอร์ชัน 25.3.1 หรือก่อนหน้า และ Privileged Remote Access เวอร์ชัน 24.3.4 หรือก่อนหน้า

CISA ได้เพิ่มช่องโหว่นี้ลงในรายการ Known Exploited Vulnerabilities (KEV) หรือช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 และให้เวลาหน่วยงานของรัฐบาลกลางเพียงสามวันในการติดตั้งแพตช์ หรือหยุดใช้ผลิตภัณฑ์

BeyondTrust ได้เปิดเผยช่องโหว่ CVE-2026-1731 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 คำแนะนำด้านความปลอดภัยจัดประเภทช่องโหว่นี้ว่าเป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ก่อนการยืนยันตัวตน ซึ่งเกิดจากช่องโหว่ OS command injection และสามารถโจมตีได้ผ่าน Client Request ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษไปยังระบบที่มีช่องโหว่

หลังจากนั้นไม่นานก็พบการสร้าง Proof-of-concept (PoC) สำหรับช่องโหว่ CVE-2026-1731 รวมถึงการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ทาง BeyondTrust ได้อัปเดตประกาศแจ้งเตือนว่า ตรวจพบการโจมตีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2026 ทำให้ CVE-2026-1731 กลายเป็นช่องโหว่ Zero-Day ที่ถูกใช้ในการโจมตีมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

BeyondTrust ระบุว่า รายงานจากนักวิจัย Harsh Jaiswal และทีม Hacktron AI ยืนยันกิจกรรมที่ผิดปกติที่พวกเขาตรวจพบในอุปกรณ์ Remote Support เพียงเครื่องเดียวในขณะนั้น

สำหรับลูกค้า Cloud-Based Application (SaaS) BeyondTrust ระบุว่า แพตช์ได้รับการติดตั้งโดยอัตโนมัติเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการด้วยตนเอง

ลูกค้าที่ใช้งาน Self-Hosted Instances จำเป็นต้องเปิดใช้งานการอัปเดตอัตโนมัติ และตรวจสอบว่าได้ติดตั้งแพตช์แล้วผ่านทางอินเทอร์เฟซ '/appliance' หรือติดตั้งด้วยตนเอง

สำหรับ Remote Support แนะนำให้ติดตั้งเวอร์ชัน 25.3.2 รวมถึงผู้ใช้บริการเข้าถึงจากระยะไกลที่มีสิทธิ์พิเศษควรเปลี่ยนไปใช้เวอร์ชัน 25.1.1 หรือใหม่กว่า

สำหรับผู้ที่ยังคงใช้ RS เวอร์ชัน 21.3 และ PRA เวอร์ชัน 22.1 แนะนำให้อัปเกรดเป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าก่อนติดตั้งแพตช์

ที่มา : bleepingcomputer

ช่องโหว่ RCE 0-day ระดับ Critical ใน Ivanti Endpoint Manager กำลังถูกใช้ในการโจมตี

มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ Code-injection ระดับ Critical จำนวน 2 รายการ บนแพลตฟอร์ม Endpoint Manager Mobile (EPMM) ซึ่งพบว่ากำลังถูกผู้โจมตีนำไปใช้ในการโจมตีจริง

ช่องโหว่ความปลอดภัยดังกล่าว มีหมายเลข CVE-2026-1281 และ CVE-2026-1340 ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลบนระบบที่มีช่องโหว่ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตน

(more…)

SolarWinds แจ้งเตือนช่องโหว่ RCE และ Auth Bypass ระดับ Critical ใน Web Help Desk

SolarWinds ออกอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ authentication bypass และ remote command execution ระดับ Critical ในซอฟต์แวร์ Web Help Desk IT help desk

ช่องโหว่ authentication bypass ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2025-40552 และ CVE-2025-40554 โดยช่องโหว่ที่ SolarWinds ได้แก้ไขในครั้งนี้ ได้รับการรายงานโดย Piotr Bazydlo จาก watchTowr และสามารถถูกโจมตีโดยผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตน ด้วยวิธีการโจมตีที่มีความซับซ้อน

Bazydlo ยังพบ และรายงานช่องโหว่ระดับ Critical ในการเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) หมายเลข CVE-2025-40553 ซึ่งเกิดจาก Data Deserialization ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสามารถทำให้ Hacker ที่ไม่มีสิทธิ์สามารถเรียกใช้คำสั่งบนโฮสต์ที่มีช่องโหว่ได้

ช่องโหว่ RCE อีกรายการหมายเลข CVE-2025-40551 ที่สามารถทำให้ Hacker สามารถเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ ถูกรายงานโดย Jimi Sebree นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Horizon3.ai

รวมถึงทาง SolarWinds ยังได้แก้ไขช่องโหว่การเข้าถึงข้อมูล hardcoded credentials ที่มีระดับความรุนแรงสูง (CVE-2025-40537) ที่ทำให้ Hacker ที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถเข้าถึง administrative functions ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถูกรายงานโดย Sebree

SolarWinds ได้ให้คำแนะนำโดยละเอียดสำหรับการอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่เป็น Web Help Desk 2026.1 ซึ่งแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเหล่านี้แล้ว และได้แนะนำให้ผู้ดูแลระบบอัปเดตอุปกรณ์ของตนโดยเร็วที่สุด เนื่องจาก Hacker มักใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ Web Help Desk ในการโจมตี

ตัวอย่างเช่น ในเดือนกันยายน 2025 ทาง SolarWinds ได้แก้ไขช่องโหว่ Patch Bypass ครั้งที่สอง (CVE-2025-26399) สำหรับช่องโหว่ RCE ของ WHD ซึ่ง CISA ได้ระบุว่าถูกใช้ในการโจมตีมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดยเพิ่มช่องโหว่นี้ลงในรายการของช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี และสั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางรักษาความปลอดภัยระบบของตนภายในสามสัปดาห์

ในขณะนั้น SolarWinds ระบุว่าช่องโหว่นี้เป็น "ช่องโหว่ Patch Bypass ของ CVE-2024-28988 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Patch Bypass ของ CVE-2024-28986 อีกที"

นอกจากนี้ CISA ยังได้ระบุช่องโหว่สำคัญเกี่ยวกับข้อมูล credentials ที่ถูกกำหนดไว้ในโค้ดของ Web Help Desk ว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตีอย่างแพร่หลายในเดือนตุลาคม 2024 และขอให้หน่วยงานของรัฐบาลทำการแก้ไขอุปกรณ์ของตนอีกครั้ง
**

Web Help Desk (WHD) ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายโดยบริษัทขนาดใหญ่ องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของรัฐบาลสำหรับการจัดการฝ่ายช่วยเหลือ SolarWinds กล่าวว่าผลิตภัณฑ์การจัดการไอทีของบริษัทมีลูกค้าใช้งานมากกว่า 300,000 รายทั่วโลก

 

ที่มา : bleepingcomputer.

Zoom และ GitLab ออกอัปเดตความปลอดภัย เพื่อแก้ไขช่องโหว่ RCE, DoS และ Bypass 2FA

Zoom และ GitLab ได้ออกอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหลายรายการ ที่อาจนำไปสู่การโจมตีแบบ Denial-of-Service (DoS) และการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล

ช่องโหว่ที่รุนแรงที่สุดในครั้งนี้คือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Zoom Node Multimedia Routers (MMRs) ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้าร่วมการประชุมสามารถโจมตีด้วยการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2026-22844 และถูกพบโดยทีม Offensive Security โดย CVSS สูงถึง 9.9 จาก 10.0

(more…)

HPE แจ้งเตือนพบช่องโหว่ RCE ระดับความรุนแรงสูงสุดในซอฟต์แวร์ OneView

Hewlett Packard Enterprise (HPE) ได้ทำการออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับสูงสุดในซอฟต์แวร์ HPE OneView ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลตามที่ต้องการได้ (more…)

พบช่องโหว่ระดับ Critical ใน React และ Next.js อัปเดตแพตซ์ด่วน!

สรุปโดยย่อ

CVE-2025-55182 (React) และ CVE-2025-66478 (Next.js) เป็นช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ซึ่งผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตนในโปรโตคอล "Flight" ของ React Server Components (RSC)
ช่องโหว่อยู่ใน Default configurations – Next.

พบช่องโหว่ RCE ใน ImunifyAV ที่อาจทำให้เว็บไซต์ที่ Host อยู่บน Linux หลายล้านแห่งตกอยู่ในความเสี่ยง

ImunifyAV ซึ่งเป็นโปรแกรมสแกนมัลแวร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่มีเว็บไซต์มากกว่า 10 ล้านแห่งใช้งานอยู่ ถูกพบว่ามีช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) ที่อาจถูกใช้เพื่อโจมตีระบบ hosting ได้

(more…)

Chrome ปล่อยแพตซ์ Emergency Update เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Remote Code Execution หลายรายการ

Google ได้ปล่อยแพตช์ความปลอดภัยเร่งด่วนสำหรับเบราว์เซอร์ Chrome เพื่อแก้ไขช่องโหว่ 5 รายการ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ (more…)

พบช่องโหว่ CVE-2025-48593 Zero-Click Remote Code Execution ใน Android เวอร์ชันใหม่เกือบทุกรุ่น

ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2025-48593 โดยเป็นช่องโหว่ระดับ Critical ในระบบปฏิบัติการ Android และเป็นช่องโหว่ในรูปแบบ zero-click ที่อาจสามารถนำไปสู่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้ หรือต้องการสิทธิ์เพิ่มเติมใดๆ (more…)