Kaspersky releases free decryptor for CryptXXX Ransomware

สัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Proofpoint ได้ออกมาเปิดเผยถึง Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวใหม่ ชื่อว่า “CyrptXXX” ที่นอกจากจะเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลเรียกค่าไถ่แล้ว ยังพยายามขโมยเงิน Bitcoin และ Username/Password ที่ใช้ล็อกอินของเหยื่ออีกด้วย แต่ข่าวดีคือ Kaspersky Lab ได้ออก Decrypter สำหรับปลดล็อก CryptXXX ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องเสียค่าไถ่อีกต่อไป
หลังจาก CryptXXX ถูกติดตั้งสู่เครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว มันจะทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลแล้วต่อท้ายนามสกุลไฟล์เป็น .crypt จากนั้นจะแสดงข้อความเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงิน $500 หรือประมาณ 18,000 บาทเพื่อแลกกับกุญแจปลดรหัส แต่ที่ร้ายกาจคือ CryptXXX จะแอบขโมย Bitcoin wallet และข้อมูล Credential ต่างๆ เช่น FTP Client, Instant Messaging Client, Email และ Browser อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม Kaspersky Lab ค้นพบจุดอ่อนของ Ransomware ดังกล่าว และได้ทำการออก Decrypter สำหรับปลดรหัสไฟล์โดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่เป็นที่เรียบร้อย เรียกว่า “RannohDecryptor” หลังจากที่ปลดรหัสไฟล์เรียบร้อยแล้ว สามารถถอนการติดตั้งโปรแกรม Decrypter ออกได้ทันที นอกจากนี้ แนะนำว่าให้ใช้โปรแกรม Anti-malware สแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ามัลแวร์ถูกกำจัดออกไปจากเครื่องจนหมดจริง

ที่มา : bleepingcomputer

Jigsaw Ransomware Threatens to Delete Your Files, Free Decrypter Available

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ชนิดใหม่ชื่อ “Jigsaw” เมื่อเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลในเครื่องเรียบร้อยแล้วจะแสดงรูปภาพของตัวละคร Jigsaw จากภาพยนตร์เรื่อง Saw บนหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อพร้อมข้อความเรียกค่าไถ่ โดยข่มขู่ว่าหากไม่จ่ายเงินจะลบไฟล์ในเครื่องทิ้งไปเรื่อยๆ โดยจะค่อยๆ ลบไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสทุกๆ ชั่วโมง และลบทิ้งครั้งละ 1,000 ไฟล์
มัลแวร์ดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนนามสกุลเป็น .fun และเรียกร้องให้เหยื่อจ่ายเงิน 0.4 bitcoin หรือประมาณ 160 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยค้นพบวิธีกู้คืนไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสลับโดยมัลแวร์นี้ได้แล้ว โดยสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม JigSawDecrypter เพื่อใช้กู้คืนไฟล์ได้ฟรี (https://download.

Exploit kit targets Android devices, delivers ransomware

Blue Coat ออกมาแจ้งเตือนถึง Ransomware ตัวใหม่ เรียกตัวเองว่า “Cyber.Police” ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีอุปกรณ์ Android
ทีมนักวิจัยจาก Blue Coat เรียกมัลแวร์ตัวนี้ว่า “Dogspectus” โดยมีความแตกต่างจาก Ransomware ปกติเล็กน้อย คือ มัลแวร์ดังกล่าวไม่ได้ทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลของผู้ใช้ แต่จะทำการบล็อกอุปกรณ์ให้ไม่สามารถใช้งานได้ จากนั้นจะแสดงข้อความสวมรอยเป็นตำรวจไซเบอร์ของ American National Security Agency (เป็นหน่วยงานที่ไม่มีอยู่จริง) ระบุว่า ผู้ใช้ได้กระทำสิ่งผิดกฏหมายจึงต้องล็อกอุปกรณ์ไม่ให้ใช้งาน เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์ดังกล่าว เหยื่อจำเป็นต้องซื้อ iTunes Gift Card ราคา $100 จำนวน 2 ใบแล้วส่งโค้ดมาให้ทางแฮกเกอร์ที่แอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่
เป้าหมายหลักของ Ransomware คือ อุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 4.x เนื่องจาก Blue Coat ตรวจพบว่ามีอุปกรณ์ไม่น้อยกว่า 224 เครื่องที่รันเวอร์ชั่น 4.0.3 ถึง 4.4.4 ทำการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้แพร่กระจาย Ransomware ดังกล่าว แต่ไม่พบอุปกรณ์ที่รัน Android เวอร์ชั่น 5.x หรือ 6.x เลยแม้แต่น้อย
ที่น่าสนใจสำหรับ Ransomware นี้คือ มันแพร่กระจายผ่านทาง Malvertising หรือโฆษณาที่มี Malicious JavaScript ฝังอยู่ โดยสามารถติดตั้ง Payload ได้โดยไม่ต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม วิธีจัดการกับ Cyber.

PowerWare, New Ransomware Written in PowerShell, Targets Organizations via Microsoft Word

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Carbon Black พบ Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่สายพันธ์ใหม่ PowerWare ransomware มีเป้าหมายเป็นองค์กรที่ใช้งานโปรแกรม Microsoft Word และใช้งาน PowerShell โดย PowerWare จะแพร่กระจายอีเมล์โดยการแนบไฟล์ Word เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ Word และเปิดการใช้งาน Macro จะส่งผลให้ Macro ไปเรียกใช้งาน cmd.

PETYA ransomware overwrites MBR causing a blue screen of death

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก TrendMicro พบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ PETYA ransomware สายพันธ์ใหม่ มีความสามารถเขียนข้อมูลทับ MBR หรือ Master Boot Record ที่เป็นส่วนสำคัญในการบูทระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชั่นต่างๆ, Petya ransomware

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นเกิด BSoD หรืออาการจอฟ้าได้ โดยเมื่อเหยื่อทำการรีบูทเครื่อง จะไม่สามารถเข้าระบบปฏิบัติการแบบ Normal Mode ได้ต้องเข้าแบบ Safe Mode เท่านั้น เมื่อเหยื่อเปิด Safe Mode จะพบกับหน้ากะโหลกไขว้สีแดง พร้อมกับรายละเอียดในการโอนเงินค่าไถ่เพื่อทำการปลดล๊อคไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส โดยจำนวนเงินประมาณ $430 เหรียญฯ โดยจำนวนเงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อไม่มีการจ่ายเงินเกินเวลาที่กำหนด

ที่มา : securityaffairs

New OS X Ransomware KeRanger Infected Transmission BitTorrent Client Installer

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Palo Alto Networks พบมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือ Ransomware ที่มีเป้าหมายเป็น OSX ในชื่อ KeRanger โดยนักวิจัยระบุว่าพบ KeRanger Ransomware ถูกฝังมากับ Tranmission เวอร์ชั่น 2.90, 2.91 หรือโปรแกรมสำหรับโหลด BitTorrent ใน Mac ที่มีผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนทั่วโลก, เมื่อติดตั้ง Tranmission ที่มี KeRanger ฝังอยู่ไปแล้วประมาณ 3 วัน ไฟล์ใน Harddisk ของเครื่องผู้ใช้อาทิเช่น เอกสารที่สำคัญ, รูปภาพ, ไฟล์วีดีโอ, email archives file และฐานข้อมูลต่างๆ จะถูกเข้ารหัส, KeRanger จะเรียกค่าไถ่เป็นราคา 1 Bitcoin หรือประมาณ $410 อย่างไรก็ตามทางนักวิจัยเชื่อว่าที่ Tranmission ถูก KeRanger ฝังมานั้นอาจเกิดจากเว็บไซต์ Tranmission ถูกแฮกไปแก้ไขไฟล์ dmg ที่ใช้ติดตั้ง Tranmission, สำหรับผู้ใช้ที่มีการติดตั้ง Tranmission ไว้ควรอัพเกรดไปเป็นเวอร์ชั่น 2.92 โดยเร็วที่สุด

ที่มา : thehackernews

Brazilian underground is the first in spreading cross-platform malware

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kaspersky Lab พบมัลแวร์สายพันธ์ใหม่ที่กระจายตัวด้วยไฟล์ JAR หรือ Java executables ทำให้มีคุณสมบัติ cross-platform คือสามารถรันได้บนระบบปฏิบัติการ Mac, Linux และ Windows แม้กระทั้งใน Android ก็มีโอกาสด้วยเช่นกัน ซึ่งเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับมัลแวร์นี้คือเครื่องเป้าหมายต้องมีการติดตั้ง Java Runtime Environment (JRE) เพื่อทำให้ไฟล์ JAR สามารถทำงานได้ โดยรายงานระบุว่า Java JRE ถูกติดตั้งโดยทั่วไปอยู่แล้วประมาณ 70-80%, นักวิจัยระบุอีกว่าผู้ริเริ่มพัฒนา cross-platform malware นั้นเป็นคนในบราซิล และพบว่ามีการโจมตีธนาคารต่างๆ แล้วโดยแนบไฟล์ผ่านอีเมลล์ ซึ่งมีชื่อของมัลแวร์ดังต่อไปนี้ Trojan-Banker.

Ransomware Targets Healthcare Sector

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดกรณี Ransomware โจมตีโรงพยาบาล เข้ารหัสอีเมล์และข้อมูลผู้ป่วย พร้อมเรียกค่าไถ่สูงถึง 3.6 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 126 ล้านบาท

โรงพยาบาลที่ถูกโจมตีนี้คือโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน Hollywood เมือง California ทำให้ระบบเครือข่ายล่มไปเป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ และสูญเสียข้อมูล Email และข้อมูลผู้ป่วยไปจากการถูกเข้ารหัสด้วย Ransomware

ส่วนสาเหตุที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็คือ การที่ระบบเครือข่ายที่จัดเก็บข้อมูล Sensitive Data กับระบบเครือข่ายสำหรับใช้งานทั่วไปนั้นเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน รวมถึงไม่มีนโยบายการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ อีกทั้งอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบนั้นก็ไม่มีการอัพเดตหรืออุดช่องโหว่แต่อย่างใด ทำให้ผู้โจมตีมีช่องทางที่หลากหลายมาก ในขณะที่ข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาลนั้นล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลโดยตรงทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าข้อมูลส่วนใดจะสูญหายไป ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลอยู่ดี

ทาง McAfee ก็ได้แนะนำแนวทางป้องกันคือ การทำ Backup ให้กับข้อมูล Sensitive Data ทั้งหมดอยู่เสมอ เพื่อที่ถ้าหากถูกโจมตีขึ้นมาจริงๆ ยังกู้ข้อมูลกลับขึ้นมาเพื่อทำงานต่อได้ในเวลาไม่นานนัก

ที่มา : M Blog Central

Malwarebytes releases new Anti-Ransomware Beta Software

Malwarebytes ออกโปรแกรม Malwarebytes Anti-Ransomware โดยใช้ชื่อย่อว่า “MBARW” เวอร์ชั่น Beta ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถตรวจจับและป้องกันพฤติกรรมของ ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่) โดยตัวโปรแกรมจะสามารถตรวจจับพฤติกรรมที่พยายามทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูล เมื่อพบพฤติกรรมดังกล่าวจะทำการกักเก็บไฟล์ที่อันตรายและแจ้งเตือนผู้ใช้งาน โดย MBARW จะสามารถตรวจจับและป้องกัน ransomware ที่เป็นอันตรายต่อข้อมูลในคอมพิวเตอร์ชนิดต่างๆ ได้ เช่น CryptoWall4, CryptoLocker, Tesla และ CTB-Locker เป็นต้น โดยทาง Malwarebytes ได้มีการซื้อ CryptoMonitor จากบริษัท EasySync เข้ามาเพื่อช่วยในการตรวจจับ ransomware อีกด้วย

ที่มา : BLEEPINGCOMPUTER

How my TV got infected with ransomware and what you can learn from it

Candid Wueest จาก Symantec รายงานถึงม้ลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) ที่ล็อกหน้าจอสมาร์ตทีวีจนใช้งานไม่ได้ โดยตัวแอพที่ติดตั้งเข้ามาจะเด้งขึ้นมาทุกสองวินาที และเริ่มต้นทำงานหลังบูตขึ้นมาเพียง 20 วินาทีทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าเมนูไปลบแอพออกจากระบบได้ทัน
การถอนการติดตั้งมัลแวร์เหล่านี้ที่ได้ผลที่สุดคือต่อสาย USB และใช้ adb เข้าไปสั่งถอนการติดตั้ง แต่หากผู้ใช้ไม่ได้เปิดโหมดนักพัฒนาไว้ก็จะยิ่งกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
ตอนนี้มัลแวร์กลุ่มนี้ยังไม่มีตัวไหนระบาดเป็นวงกว้าง อาจจะเพราะสมาร์ตทีวีเองยังไม่ได้รับความนิยมนัก แต่อย่างไรการใช้งานสมาร์ตทีวีก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่ควรดูแลความปลอดภัยให้ดี เช่น เปิดระบบตรวจสอบแอพก่อนติดตั้งเสมอ, ปิดฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน, หรือพิจารณาแยกอุปกรณ์เหล่านี้ออกจากเครือข่ายปกติ

ที่มา : Symantec