Microsoft ออกแพตซ์อัปเดตความปลอดภัย extended (KB5071546) สำหรับ Windows 10 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย 57 รายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ Zero-day จำนวน 3 รายการ (more…)
Microsoft ออกแพตซ์อัปเดตความปลอดภัย KB5071546 สำหรับ Windows 10
Microsoft เพิ่มความปลอดภัยในการลงชื่อเข้าใช้ Entra ID เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ script injection
Microsoft วางแผนที่จะเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบ Entra ID authentication จากการโจมตีในรูปแบบ script injection จากภายนอก โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม 2026 (more…)
Exchange Online ของ Microsoft หยุดทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ Outlook mailbox ได้
Microsoft กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่ทำให้บริการ Exchange Online หยุดการทำงาน ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าถึง mailbox ของตนผ่านโปรแกรม Outlook บน desktop ได้ (more…)
ผู้โจมตีสามารถ Bypass MFA ที่ใช้ App-Based ได้ อาจต้องใช้วิธีป้องกันด้วย Hardware Biometrics
การแพร่กระจายของชุดเครื่องมือฟิชชิง Tycoon 2FA ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อองค์กรทั่วโลก เนื่องจากชุดเครื่องมือสำเร็จรูปลักษณะนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย แม้แต่ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญก็สามารถใช้เพื่อ Bypass ระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) และแอปยืนยันตัวตนที่องค์กรต่าง ๆ ใช้อยู่ ซึ่งปัจจุบันพบการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย
จนถึงปีนี้ มีการติดตามการโจมตีไปแล้วมากกว่า 64,000 ครั้ง โดยหลายครั้งมุ่งเป้าไปที่ Microsoft 365 และ Gmail เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้คือเส้นทางที่ง่าย และรวดเร็วที่สุดในการเจาะเข้าสู่องค์กร
ฟิชชิงแบบ Service พร้อมใช้ ไม่ต้องมีทักษะใด ๆ
ความสามารถของ Tycoon 2FA อยู่ที่การไม่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิค เนื่องจากมันเป็นชุดเครื่องมือ "Phishing as a Service" ที่พร้อมใช้งาน ฟังก์ชันครบถ้วน และเป็นระบบอัตโนมัติ แม้แต่ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดก็สามารถใช้งานได้ ชุดเครื่องมือนี้จะแนะนำผู้ใช้ตั้งแต่การตั้งค่า การจัดเตรียมหน้าล็อกอินปลอม ไปจนถึงการเปิดเซิร์ฟเวอร์ reverse proxy ให้พร้อมใช้งาน
ชุดเครื่องมือจะทำทุกอย่างที่ยุ่งยากแทนผู้โจมตีทั้งหมด เหลือเพียงให้ผู้โจมตีส่งลิงก์ไปยังเหยื่อ แล้วรอแค่คนใดคนหนึ่งถูกหลอกเท่านั้น
Real-Time MFA Relay และการขโมยเซสชัน
Tycoon 2FA จะดำเนินการทันทีที่เหยื่อหลงกล โดยระบบจะดักจับชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านแบบเรียลไทม์, จัดเก็บ session cookies, และทำหน้าที่เป็นพร็อกซีในขั้นตอนที่ MFA ถูกส่งไปยัง Microsoft หรือ Google เหยื่อจะเข้าใจว่าตนเองกำลังดำเนินการยืนยันตัวตนตามปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลังยืนยันตัวตนให้กับผู้โจมตี
ส่วนที่อันตรายที่สุดคือผู้ใช้ที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีก็ยังอาจตกเป็นเหยื่อได้ เพราะทุกอย่างดูสมจริง หน้าเว็บเป็นแบบไดนามิก และสามารถแสดงผลข้อมูล responses จากเซิร์ฟเวอร์จริงได้
ตัวอย่างเช่น หาก Microsoft ขอให้กรอกรหัส หน้าเว็บก็จะอัปเดตทันที หรือถ้า Google ส่งข้อความแจ้ง (prompt) มันก็จะปรากฏขึ้นตามที่ควรจะเป็น
ไม่มีอะไรแตกต่างให้สังเกตเห็นได้ ไม่มีร่องรอยใด ๆ และไม่มีวิธีการใดที่ MFA แบบเดิม หรือแอปยืนยันตัวตนจะสามารถป้องกันการโจมตีนี้ได้ เนื่องจาก Tycoon ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้โจมตีแบบ Man-in-the-Middle โดยตรง
ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ
Tycoon 2FA มาพร้อมกับชั้นของการป้องกันการตรวจจับที่เทียบเท่ากับมัลแวร์ระดับสูงหลายตัว โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การเข้ารหัส Base64, การบีบอัดแบบ LZ string, เทคนิค DOM vanishing, การทำให้โค้ดอ่านไม่ออกด้วย CryptoJS, ระบบกรอง Bot อัตโนมัติ, CAPTCHA และการตรวจจับเครื่องมือ Debugging
ชุดเครื่องมือนี้จะซ่อนพฤติกรรมตัวเองจากเครื่องมือ Scan และนักวิจัยทุกวิถีทาง มันจะแสดงพฤติกรรมจริงก็ต่อเมื่อเป้าหมายเป็นมนุษย์จริง ๆ เท่านั้น และเมื่อมันทำขั้นตอนการยืนยันตัวตนสำเร็จ ผู้โจมตีก็จะได้สิทธิ์เข้าถึงเซสชันเต็มรูปแบบภายใน Microsoft 365 หรือ Gmail
จากจุดเริ่มต้นนั้น ผู้โจมตีสามารถขยายผลการโจมตีไปยังระบบต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น SharePoint, OneDrive, อีเมล, Teams, ระบบ HR, ระบบการเงิน และอื่น ๆ อีกมากมาย การฟิชชิงที่ประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่การถูกเจาะระบบทั้งหมดได้
MFA แบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอแล้ว
สาเหตุที่ MFA แบบดั้งเดิมไม่เพียงพอ เพราะรหัส SMS, การแจ้งเตือนแบบกดอนุมัติ (push) และแอป TOTP ล้วนมีจุดอ่อนเดียวกัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้ และความคาดหวังว่าผู้ใช้จะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติด้วยตนเอง
ระบบเหล่านี้ใช้กลไกที่ผู้โจมตีสามารถดักจับ ส่งต่อ หรือนำมาใช้ซ้ำได้ Tycoon 2FA และเครื่องมืออีกนับสิบชนิดโจมตีจากช่องโหว่นี้ตรง ๆ พวกมันเปลี่ยนผู้ใช้ให้กลายเป็นช่องทางโจมตี และแม้แต่ passkey ก็เริ่มถูกเจาะได้แล้ว เมื่อมีการซิงก์ผ่านบัญชีคลาวด์ หรือมีช่องทางกู้คืน (recovery) ที่สามารถขโมยข้อมูลแบบ social engineering ได้
ผู้โจมตีเข้าใจเรื่องนี้ดีมาก กลุ่มอาชญากรรมอย่าง Scattered Spider, Octo Tempest และ Storm 1167 ใช้ชุดเครื่องมือเหล่านี้ทุกวัน มันคือวิธีโจมตีที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก เพราะใช้ง่าย ขยายผลได้มาก และไม่ต้องการทักษะใด ๆ
หลายบริษัทเร่งนำระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) และแอปยืนยันตัวตนมาใช้ แต่กลับพบว่าระบบเหล่านี้อาจไม่เพียงพอเมื่อเจอกับชุดเครื่องมือฟิชชิงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ หากผู้โจมตีสามารถหลอกให้ผู้ใช้งานกรอกรหัส หรืออนุมัติคำขอได้ ผู้โจมตีก็จะประสบความสำเร็จ ซึ่ง Tycoon ทำสิ่งนี้ได้อย่างแม่นยำ
ขั้นต่อไป MFA ที่ฟิชชิงไม่ได้จริง ๆ
ยังมีวิธีการแก้ไขที่ชัดเจน และสามารถเริ่มใช้งานได้รวดเร็ว นั่นคือระบบยืนยันตัวตนที่ป้องกันฟิชชิงด้วยข้อมูล biometric บนฮาร์ดแวร์ FIDO2 โดยใช้การยืนยันตัวตนแบบ proximity based, domain bound และไม่สามารถถูกรีเลย์ หรือปลอมแปลงได้ ระบบที่ไม่มีรหัสให้กรอก ไม่มีการอนุมัติแจ้งเตือน ไม่มี shared secrets ที่ถูกดักจับได้ และไม่มีวิธีใดที่หลอกให้ผู้ใช้งานช่วยผู้โจมตีได้อีกต่อไป
ระบบที่ปฏิเสธเว็บไซต์ปลอมโดยอัตโนมัติ ระบบที่บังคับให้มีการยืนยันแบบไบโอเมตริกซ์บนอุปกรณ์จริง ซึ่งต้องอยู่ใกล้คอมพิวเตอร์ที่กำลังล็อกอินเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เปลี่ยนเกมไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันนำผู้ใช้ออกจากกระบวนการตัดสินใจ แทนที่จะหวังให้คนรู้ทันหน้าเว็บปลอม ตัวอุปกรณ์ยืนยันตัวตนจะตรวจสอบแหล่งที่มาแบบเข้ารหัสเอง
แทนที่จะหวังว่าผู้ใช้จะปฏิเสธการแจ้งเตือนที่เป็นอันตราย อุปกรณ์ยืนยันตัวตนจะไม่มีทางได้รับแจ้งเตือนแบบนั้นตั้งแต่แรก
โมเดลของโทเคน
นี่คือโมเดลที่อยู่เบื้องหลัง Token Ring และ Token BioStick ซึ่งป้องกันฟิชชิงด้วยสถาปัตยกรรม บังคับใช้ไบโอเมตริกซ์เป็นค่าเริ่มต้น อิงตาม Proximity based และผูกกับโดเมนผ่านการเข้ารหัส
การโจมตีจะไม่สำเร็จ เพราะไม่มีโค้ดให้ขโมย ไม่มีการอนุมัติให้หลอกลวง และไม่มีขั้นตอนกู้คืนบัญชีให้มิจฉาชีพใช้โจมตีได้เลย ต่อให้ผู้ใช้พลาดคลิกลิงก์น่าสงสัย หรือแม้แต่บอกรหัสผ่านออกไป (ถ้ายังมีรหัส) หรือโดน Social Engineering ที่แอบอ้างเป็นฝ่ายไอทีโทรมาหลอก การยืนยันตัวตนก็จะไม่สำเร็จอยู่ดี เพราะระบบจะตรวจสอบว่าโดเมนไม่ตรง และไม่มีการยืนยันไบโอเมตริกซ์บนอุปกรณ์จริง
องค์กรที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้พบว่าพนักงานยอมรับได้ง่ายมากกับโซลูชันไร้รหัสผ่านลักษณะนี้ การยืนยันตัวตนทำได้เร็ว (เพียง 2 วินาที) ไม่ต้องจำอะไร ไม่ต้องพิมพ์อะไร ไม่ต้องกดยืนยันอะไร มอบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีกว่า และสร้างมาตรการความปลอดภัยที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมมาก
ความจริงที่ทุกองค์กรต้องยอมรับ
ทุกองค์กรต้องยอมรับว่าผู้โจมตีได้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว และระบบป้องกันก็ต้องพัฒนาตามให้ทัน การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) แบบเดิม ๆ รวมถึงแอปยืนยันตัวตน (Authenticator Apps) และแม้แต่ Passkey ก็ไม่อาจป้องกันภัยคุกคามนี้ได้ ดังที่ Tycoon 2FA ได้แสดงให้เห็นว่า ระบบใดก็ตามที่ยังต้องการให้ผู้ใช้ "กรอก" หรือ "กดอนุมัติ" จะสามารถถูกเจาะระบบได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
ที่มา : bleepingcomputer
Microsoft ปล่อยฟีเจอร์ป้องกันการจับภาพหน้าจอสำหรับผู้ใช้ Teams
Microsoft กำลังเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของ Teams สำหรับลูกค้า Premium ซึ่งจะบล็อกการจับภาพหน้าจอ และการบันทึกโดยอัตโนมัติระหว่างการประชุม
(more…)
Microsoft Patch Tuesday ประจำเดือนพฤศจิกายน 2025 แก้ไขช่องโหว่ zero-day 1 รายการ และช่องโหว่อื่น ๆ รวม 63 รายการ
Patch Tuesday ประจำเดือนพฤศจิกายน 2025 ของ Microsoft อัปเดตความปลอดภัยสำหรับช่องโหว่ 63 รายการ รวมถึงช่องโหว่ zero-day 1 รายการที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี
Patch Tuesday ในรอบนี้ได้แก้ไขช่องโหว่ระดับ "Critical" จำนวน 4 รายการ โดยมี 2 รายการเป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution), มี 1 รายการเป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege) และอีก 1 รายการเป็นช่องโหว่การเปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure) (more…)
Microsoft แก้ไขปัญหา Media Creation Tool ไม่ทำงานบน Windows บางรุ่น
Microsoft ประกาศยืนยันว่า เครื่องมือ Windows 11 Media Creation Tool (MCT) กลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว บน Windows 10 เวอร์ชัน 22H2 และ Windows 11 เวอร์ชัน 25H2 (more…)
CISA และ NSA เผยคำแนะนำในการรักษาความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange
สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ได้เผยแพร่คำแนะนำเพื่อช่วยผู้ดูแลระบบในการยกระดับความปลอดภัยให้กับ Microsoft Exchange Server บนเครือข่ายของตนเพื่อป้องกันการโจมตี
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ ได้แก่ การยกระดับความปลอดภัยของการ authentication และการเข้าถึงของผู้ใช้, การลด surfaces การโจมตีของแอปพลิเคชัน และการสร้างความแข็งแกร่งของ network encryption
หน่วยงานทั้งสองยังแนะนำให้ผู้ดูแลระบบยุติการใช้งาน Exchange servers แบบ on-premises หรือแบบ hybrid ที่ end-of-life หลังจากเปลี่ยนไปใช้ Microsoft 365 แล้ว เนื่องจากการคง Exchange servers ตัวสุดท้ายไว้ในระบบโดยที่ไม่ได้อัปเดต อาจทำให้องค์กรตกเป็นเป้าของการโจมตี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงในคำแนะนำของ CISA และ NSA แต่การเฝ้าระวังกิจกรรมที่เป็นอันตราย หรือน่าสงสัย และการวางแผนรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และการกู้คืนข้อมูล ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน ในการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ Exchange servers ภายในองค์กร
หน่วยงานทั้งสองกล่าวสรุปในรายงาน โดยมีศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งออสเตรเลีย (ACSC) และศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งแคนาดา (Cyber Centre) เข้าร่วมด้วย โดยระบุว่า "ด้วยการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงระดับผู้ดูแลระบบ, การใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย, การบังคับใช้การกำหนดค่าความปลอดภัยการรับส่งข้อมูลที่เข้มงวด และการนำหลักการความปลอดภัยแบบ Zero Trust (ZT) มาใช้ โดยองค์กรต่าง ๆ จะสามารถเสริมสร้างการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก"
"นอกจากนี้ เนื่องจาก Exchange Server บางเวอร์ชันเพิ่งสิ้นสุดอายุการใช้งาน (EOL) หน่วยงานฯ จึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยง และป้องกันกิจกรรมที่เป็นอันตราย"
CISA, NSA และพันธมิตร ได้แชร์คำแนะนำด้านความปลอดภัยที่สำคัญกว่า 10 ข้อ สำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่าย ซึ่งรวมถึงการอัปเดตเซิร์ฟเวอร์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ, การย้ายระบบจาก Exchange เวอร์ชันที่ไม่รองรับ, การเปิดใช้งานบริการบรรเทาผลกระทบฉุกเฉิน, การเปิดใช้งานฟีเจอร์ป้องกันสแปม และมัลแวร์ในตัว, การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงระดับผู้ดูแลระบบเฉพาะจากส่วนการทำงานที่ได้รับอนุญาต และการใช้มาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐาน สำหรับทั้งระบบ Exchange Server และ Windows
หน่วยงานต่าง ๆ ยังแนะนำให้เสริมความแข็งแกร่งของการยืนยันตัวตนด้วยการเปิดใช้งาน MFA, Modern Auth, การใช้ประโยชน์จาก OAuth 2.0, การใช้ Kerberos และ SMB แทน NTLM เพื่อรักษาความปลอดภัยกระบวนการยืนยันตัวตน และการกำหนดค่า Transport Layer Security เพื่อปกป้องความสมบูรณ์ของข้อมูล และ Extended Protection เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ Adversary-in-the-Middle (AitM), การโจมตีแบบ relay และ forwarding
องค์กรต่าง ๆ ควรเปิดใช้งาน certificate-based signing สำหรับ Exchange Management Shell และใช้ HTTP Strict Transport Security (HSTS) เพื่อให้มั่นใจว่าการเชื่อมต่อเบราว์เซอร์มีความปลอดภัย นอกจากนี้ องค์กรควรใช้ role-based access control เพื่อจัดการสิทธิ์ของผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบ, กำหนดค่า Download Domains เพื่อบล็อกการโจมตีแบบ Cross-Site Request Forgery (CSRF) และเฝ้าระวังความพยายามในการแก้ไข P2 FROM header เพื่อป้องกันการ spoofing sender
คำแนะนำร่วมฉบับนี้ เป็นการต่อยอดจากคำสั่งฉุกเฉิน (ED 25-02) ที่ CISA ออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งสั่งการให้หน่วยงานฝ่ายบริหารพลเรือนของรัฐบาลกลาง (FCEB) รักษาความปลอดภัยระบบของตนจากช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูงของ Microsoft Exchange แบบ hybrid (CVE-2025-53786) ภายใน 4 วัน
ตามที่ Microsoft เตือนไว้ในขณะนั้น ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ Microsoft Exchange Server 2016, 2019 และ Subscription Edition โดยเปิดช่องให้ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลระบบของ Exchange Server แบบ on-premises สามารถโจมตีต่อไปยังระบบ Cloud ของ Microsoft ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีโดเมนทั้งหมด
เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ CISA สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางอัปเดตแพตช์เซิร์ฟเวอร์ของตน Shadowserver ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังทางอินเทอร์เน็ต พบว่ายังมีเซิร์ฟเวอร์ Exchange กว่า 29,000 เครื่อง ที่ยังคงเสี่ยงต่อการถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2025-53786
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และกลุ่มที่มีแรงจูงใจทางด้านการเงิน ได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ความปลอดภัยของ Exchange หลายรายการเพื่อเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงช่องโหว่แบบ zero-day อย่าง ProxyShell และ ProxyLogon ตัวอย่างเช่น ในเดือนมีนาคม 2021 มีกลุ่มแฮ็กเกอร์อย่างน้อย 10 กลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ ProxyLogon ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Silk Typhoon ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน
ที่มา : bleepingcomputer
CISA สั่งหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แก้ไขช่องโหว่ Windows Server WSUS ที่กำลังถูกพบการโจมตีโดยด่วน
สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ได้สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งแก้ไขช่องโหว่ Windows Server Update Services (WSUS) ความรุนแรงระดับ Crtical หลังจาก Microsoft เพิ่มช่องโหว่ดังกล่าวเข้าไปในรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี
CVE-2025-59287 (คะแนน CVSS 9.8/10 ความรุนแรงระดับ Crtical) เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ซึ่งหากสามารถโจมตีช่องโหว่ได้สำเร็จ จะส่งผลกระทบต่อ Windows servers ที่เปิดใช้งาน WSUS Server role (เป็นฟีเจอร์ที่ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งอัปเดตสำหรับเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ภายในองค์กร
Hacker สามารถใช้ช่องโหว่นี้โจมตีได้จากระยะไกล ในรูปแบบการโจมตีที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบ หรือสิทธิ์พิเศษจากผู้ใช้งาน โดยหากโจมตีได้สำเร็จ ผู้โจมตีจะได้รับสิทธิ์ SYSTEM และเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายได้
หลังจากที่ HawkTrace Security บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ได้เผยแพร่ชุดสาธิตการโจมตี Proof-of-Concept(PoC) ทาง Microsoft ก็ได้ออกแพตซ์อัปเดตความปลอดภัยแบบ out-of-band security updates เพื่อแก้ไขช่องโหว่ CVE-2025-59287 บน Windows Server ทุกเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการอัปเดตแพตซ์โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบที่ยังไม่สามารถอัปเดตแพตช์ฉุกเฉินได้ในทันที ควรปิดใช้งาน WSUS Server บนระบบที่มีช่องโหว่ เพื่อป้องกันการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าว
ช่องโหว่ CVE-2025-59287 ถูกใช้ในการโจมตีแล้ว
ในวันที่มีการเผยแพร่การอัปเดตความปลอดภัยของช่องโหว่ CVE-2025-59287 บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอเมริกัน Huntress ได้พบหลักฐานการโจมตีช่องโหว่ที่มุ่งเป้าไปที่ WSUS instances ซึ่งใช้งานพอร์ตเริ่มต้น (8530/TCP และ 8531/TCP) ที่ถูกเปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต
รวมถึง Eye Security บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ก็ได้พบการสแกน และโจมตีระบบ หลังจากการเปิดเผยช่องโหว่ โดยระบบของลูกค้าอย่างน้อยหนึ่งรายถูกโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ที่แตกต่างจากช่องโหว่ที่ Hawktrace ได้เผยแพร่
หลังจากนั้น Shadowserver ได้ติดตาม WSUS instances กว่า 2,800 รายการที่เปิดพอร์ตเริ่มต้น (8530/TCP และ 8531/TCP) ที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต แม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่ามี WSUS instances จำนวนเท่าไรที่ได้รับการอัปเดตแพตแล้ว
หน่วยงานรัฐบาลกลางสั่งให้แก้ไขช่องโหว่โดยด่วน
CISA ยังได้เพิ่มช่องโหว่อีกรายการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Adobe Commerce stores (เดิมคือ Magento) ซึ่งถูกระบุว่าถูกใช้ในการโจมตีในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน
โดย CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ทั้งสองรายการลงใน Known Exploited Vulnerabilities catalog ซึ่งแสดงรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่จริง
ตามคำสั่งปฏิบัติการ (BOD) 22-01 เดือนพฤศจิกายน 2021 หน่วยงานฝ่ายบริหารพลเรือนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FCEB) จะต้องแก้ไขระบบของตนภายในสามสัปดาห์ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 เพื่อป้องกันการโจมตีช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น
แม้ว่าข้อกำหนดนี้จะบังคับใช้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ขอแนะนำให้ผู้ดูแลระบบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเหล่านี้โดยเร็วที่สุด
CISA แนะนำให้ผู้ดูแลระบบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระบุเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่ทั้งหมด และใช้การอัปเดตความปลอดภัยแบบ out-of-band security updates สำหรับ CVE-2025-59287 หลังจากติดตั้งแล้ว ให้รีบูต WSUS servers เพื่อดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ และรักษาความปลอดภัย Windows servers ที่เหลือให้เสร็จสิ้น
ที่มา : bleepingcomputer
Microsoft ปิดใช้งานการแสดงตัวอย่างไฟล์ใน File Explorer สำหรับการดาวน์โหลดเพื่อป้องกันการโจมตี
Microsoft ระบุว่า File Explorer (ชื่อเดิมคือ Windows Explorer) จะบล็อกการแสดงตัวอย่างไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการโจมตีจากการขโมยข้อมูล credential ผ่านเอกสารที่เป็นอันตราย
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลแล้วสำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้งอัปเดตความปลอดภัย Patch Tuesday ประจำเดือนนี้ บนระบบ Windows 11 และ Windows Server (more…)
